วันพุธ, กรกฎาคม 01, 2569

‘ภัทรพงษ์’ หิ้ว ‘น้ำกก’ ให้รัฐมนตรีล้างหน้า ซัดปล่อย ปชช. รับกรรมเผชิญหน้าสารปนเปื้อน แฉไทยเป็นทางผ่านนำเข้าแร่พลวงไปประเทศเพื่อนบ้าน จี้รัฐบาลเป็นตัวหลักหารือพหุภาคี-ออกกฎหมายควบคุมแร่


The Reporters
15 hours ago
·
PARLIAMENT: ‘ภัทรพงษ์’ หิ้ว ‘น้ำกก’ ให้รัฐมนตรีล้างหน้า ซัดปล่อย ปชช. รับกรรมเผชิญหน้าสารปนเปื้อน แฉไทยเป็นทางผ่านนำเข้าแร่พลวงไปประเทศเพื่อนบ้าน จี้รัฐบาลเป็นตัวหลักหารือพหุภาคี-ออกกฎหมายควบคุมแร่

วันนี้ (30 มิ.ย. 69) นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส. เชียงใหม่ พรรคประชาชน อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ว่า“พูดแล้วทำ” คือคำพูดที่แกนนำรัฐบาลใช้มาตลอด แต่วันนี้จากงบประมาณทั้งหมดพิสูจน์แล้วว่าทำได้ห่างจากสิ่งที่รัฐบาลเคยพูดไว้

นายภัทรพงษ์กล่าวถึงงบประมาณจัดการปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เป็นการจัดงบประมาณแบบกลัวหายล้อมคอก เพราะปีนี้ถูกตัดแทบไม่เหลือ ขณะที่งบท้องถิ่นจัดการไฟป่าได้รับจัดสรรเพียง 341 ล้านบาท งบประมาณสนับสนุนเกษตรกรให้ไม่เผาก็ได้เพียงแค่ 261 ล้านบาท ทั้งที่พื้นที่เผาไหม้ของภาคการเกษตรต่อปีมีอยู่ที่ 10 ล้านไร่ รัฐบาลจัดการปัญหานี้เพียงแค่ 26 บาทต่อไร่เท่านั้น งบสนับสนุนไม่มีแล้วยังไปเบี้ยวหนี้เงินเยียวยาชาวสวนไร่อ้อยเรื่องการตัดอ้อยสด และตั้งงบประมาณทำระบบติดตามเผาไหม้ 42 ล้านบาท ซึ่ง GISTDA ทำอยู่แล้ว ทั้งนี้งบประมาณจัดการฝุ่นในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ก็ยังไม่เห็นในร่างงบประมาณนี้เหมือนกับทุกปี รัฐบาลจัดงบประมาณไร้ระบบแบบแผน โดยเฉพาะการรับมือซูเปอร์เอลนีโญในช่วงปลายปีนี้ ทำให้ต้นปีหน้าประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเจอ PM 2.5 หนักกว่าทุกปี

ขณะที่ปัญหาปลาหมอคางดำ รัฐบาลพูดแต่โกหกประชาชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มาชี้แจงในคณะกรรมาธิการการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย สภาผู้แทนราษฎรว่าไม่มีพื้นที่ไหนที่มีปลาหมอคางดำมากกว่าร้อยตัวใน 100 ตารางเมตร หนักกว่านั้นงบปี 70 ไม่มีแม้แต่บาทเดียวในการแก้ปัญหานี้ จึงขอถามไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ปัญหาใหญ่ขนาดนี้งบฉุกเฉินก็ไม่ใช้ งบเยียวยาก็ไม่ทำ หากจะอ้างว่าเงินเยียวยาเป็นอำนาจของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล้าใช้มาตรา 157 กับผู้ว่าฯ ที่ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ชาวประมงได้รับผลกระทบโดยไม่มีเงินเยียวยาแม้แต่บาทเดียว

อย่างไรก็ตามนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังได้พูดในที่ประชุมวุฒิสภาว่าขอเวลา 7 วันในการสืบหาต้นตอการระบาดปลาหมอคางดำ แต่นี่จะ 70 วันแล้วรู้หรือยังว่านายทุนคนไหนเป็นต้นตอของปลาหมอคางดำ

นายภัทรพงษ์ยังกล่าวถึงปัญหาแม่น้ำเป็นพิษจากการทำเหมืองของประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลไม่พูด ไม่ทำ ไม่สนใจ ละเลยจนปัญหาลุกลาม น้ำเป็นพิษ ปลาเป็นพิษ ดินที่เพาะปลูกเป็นพิษ อาหารที่งอกออกมาก็เป็นพิษ ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นในพื้นที่แม่น้ำกก สาย รวก และโขง รวมถึงแม่น้ำสาละวินและแม่น้ำกระบุรี จังหวัดระนอง ล้วนมาจากปัญหาเมืองต้นน้ำที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พร้อมภาพถ่ายทางดาวเทียมระบุชัดเจนว่าไม่ใช่การทำการเกษตร

กรมควบคุมมลพิษที่เป็นพระเอกในการดูแลปัญหานี้ของบไปแค่ 145 ล้านบาท แต่ได้งบมาแค่ 50 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบเครื่องตรวจน้ำอัตโนมัติ 7 สถานี สถานีละ 7 ล้านบาท ไม่มีงบประมาณในการบำบัดแม้แต่บาทเดียว ส่วนข่าวดีการประปาส่วนภูมิภาคได้งบประมาณ 2,000 ล้านบาทในการย้ายสถานีผลิตน้ำจากแม่น้ำกกไปเป็นแม่น้ำลาวที่ไม่ปนเปื้อนแทน แต่เป็นเพียงแค่ประปาภูมิภาค ไม่ใช่ประปาหมู่บ้าน ซึ่งนายสุชาติเคยลงพื้นที่ไปยังอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่สัญญาว่าจะดูแลเรื่องระบบน้ำประปา แต่ปีนี้ไม่มีแม้แต่คำของบประมาณ คนแม่อายฝากถามนายสุชาติว่ารับปากแล้วไม่ทำแบบนี้ อายบ้างหรือไม่

ปัญหาใหญ่ขนาดนี้จะต้องมีงบประมาณมาจัดการปรับเปลี่ยนพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรจากพืชที่ไวต่อสารโลหะหนักเป็นพืชชนิดอื่น แต่มีคำขอจากกระทรวงเกษตรฯ เพียง 45 ล้านบาท สุดท้ายงบประมาณเป็นศูนย์ หากบอกว่าจะใช้งบประมาณปกติมาใช้ได้อย่างมากก็ทำได้แค่การตรวจตามรอบพอเป็นพิธี ดังนั้นรัฐบาลต้องเร่งจัดสรรงบกลางรับมือกับปัญหานี้ พร้อมการตรวจให้แต่ละหน่วยงานอย่างชัดเจน เพื่อสื่อสารให้ประชาชนรับมือความเสี่ยง จัดสรรงบประมาณตามพื้นที่เสี่ยงได้ตรงจุด รวมถึงการใช้ในการเจรจาระหว่างประเทศ

“นี่คือปัญหาที่ประชาชนคนไทยไม่ได้ก่อ แต่เรารับกรรมเต็ม ๆ โดยที่รัฐบาลไม่พูด ไม่ทำ ไม่สนใจการจัดการในประเทศ”

นายภัทรพงษ์กล่าวต่อว่าปัญหาดังกล่าวมาจากการทำเหมืองแรร์เอิร์ธและทองคำในประเทศเพื่อนบ้าน ข้อมูลจากกรมศุลกากรปี 67 พบว่าประเทศไทยนำเข้าแร่พลวง 42,000 ตัน มูลค่า 2,800 ล้านบาท ซึ่งเป็นปีเดียวกันกับที่ประชาชนเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงในน้ำ ขณะที่เดือน ม.ค.-ก.ย.68 ไทยนำเข้าแร่พลวงมากขึ้นเป็น 6,000 ล้านบาท ซึ่งนำเข้าจากประเทศเมียนมาเพียงประเทศเดียว กว่าครึ่งส่งต่อไปให้จีนและส่งกลับไปเมียนมา ลาว และเวียดนาม เข้ามาเท่าไรออกไปเท่านั้น ประเทศไทยเป็นแค่ทางผ่านเครื่องฟอกแร่โดยไม่มีกฎหมายอะไรที่จะตรวจสอบได้ว่าแร่ที่นำเข้ามา ทำให้แม่น้ำบ้านเราเป็นพิษหรือไม่

5 ปีที่ผ่านมามีจำนวนเหมืองที่ต้นน้ำในประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มขึ้นกว่า 500 เหมือง ซึ่งไม่รู้ว่ามีระบบบำบัดน้ำหรือไม่ หากไม่บำบัดสารพิษก็มาที่ประเทศไทยเต็ม ๆ นอกจากนี้ประเทศจีนที่ทำทั้งเหมืองแรร์เอิร์ธและแร่พลวง ปัจจุบันหยุดทุกกิจกรรมเพราะทำลายสิ่งแวดล้อมและประชาชนในประเทศ ซึ่งตรงกับช่วงที่เหมืองในเมียนมาและลาวเพิ่มสูงขึ้น และบังเอิญเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ไทยนำเข้าแร่และส่งออกไปจีนเพิ่มมากขึ้น บังเอิญตรงกับช่วงที่สารพิษในประเทศไทยสูงเช่นกัน

ดังนั้นเราต้องจัดการกับห่วงโซ่แร่ในประเทศโดยการออกกฎหมายตรวจสอบซัพพลายเชน โดยใช้กฎกระทรวงจาก พ.ร.บ. แร่ฯ ของกระทรวงอุตสาหกรรมและ พ.ร.บ. นำเข้าส่งออกแร่ฯ ของกระทรวงพาณิชย์ ผู้นำเข้าต้องระบุชัดเจนว่านำเข้าแร่มาจากเหมืองไหนเพื่อให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ ระบุว่ากิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับแร่ทุกอย่างในประเทศไทย ส่งไปให้บริษัทไหน ใครเป็นคนแต่งแร่ และบริษัทอะไรเป็นผู้ส่งออก

นายภัทรพงษ์กล่าวว่าไทยต้องไม่ใช่ทางผ่านของแร่ที่ทำให้แม่น้ำบ้านเราเป็นพิษ สิ่งที่ทำควบคู่กันไปคือการจัดการที่ต้นตอ การเจรจาระหว่างประเทศตั้งวาระการเจรจาพหุภาคีรัฐมนตรีต่อรัฐมนตรี อย่างน้อย 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย เมียนมา ลาว และจีน เพื่อกำหนดแผนปฏิบัติการมาตรฐานในการตรวจน้ำ ตรวจเหมืองที่ต้นน้ำ มาตรการสนับสนุนการจัดตั้งระบบบำบัดที่ต้นน้ำ และการจัดการซัพพลายเชนของกลุ่มแร่ในประเทศ

แม้ประเทศไทยจะไม่ได้ก่อแต่รับกรรมเต็ม ๆ ฉะนั้นไทยจะต้องเป็นตัวหลักในการเจรจาการต่างประเทศ เพราะด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลไทยตกต่ำมานาน จึงขอให้รัฐบาลจริงจังเสียที ช้าต่อไปไม่ได้แล้วเพราะปัญหาจะยิ่งลุกลามมากขึ้น ต้องใช้งบประมาณจัดการกับปัญหาภายในประเทศที่เราไม่ได้เป็นคนก่อ เรามีทางออกหลายทางแต่เราไม่เอาสักทาง ยกตัวอย่างปัญหาสารปนเปื้อนในแม่น้ำ ประเทศไทยคุยกับเมียนมาเพียงแค่ครั้งเดียวและไม่มีอะไรคืบหน้า เพราะไทยไม่กล้าคุยกับจีน รัฐบาลไทยกำลังกลัวจีนมากกว่ากลัวคนไทยต้องอยู่กับสารพิษที่ทำลายชีวิต

ขอให้ลองไปใช้ชีวิตอยู่กับประชาชนอยู่ในความเสี่ยง เราต้องกินข้าว กินปลา กินผักที่ไม่รู้ว่าปนเปื้อนสารพิษหรือไม่ ไม่รู้ว่าสะสมในร่างกายไปถึงไหนแล้ว วันไหนจะแสดงอาการออกมา ปัญหานี้ไม่ได้เกิดแค่เชียงใหม่และเชียงราย แต่ลุกลามไปฝั่งอีสาน ลงใต้ที่จังหวัดระนอง ประชาชนต้องอยู่กับรัฐบาลที่ไม่พูดไม่ทำ

ในช่วงท้าย นายภัทรพงษ์ได้ยกขวดแก้วที่บรรจุน้ำจากแม่น้ำกก ก่อนจะระบุว่า“ถ้าวันนี้รัฐบาลไม่กล้าที่จะพูดถึงหรือลงไปคุยกับประชาชน ผมเอาน้ำกกจากเชียงรายมาฝาก ฝากประธานสภาฯ ลองให้รัฐมนตรีไปล้างมือ ล้างหน้าจะได้รู้ว่าเป็นพิษขนาดไหน”

นายภัทรพงษ์กล่าวว่าวิกฤตทั้งหมดที่พูดมาสะท้อนถึงปัญหาการจัดการงบประมาณที่ไม่เป็นระบบ ไม่มีแบบแผน วิกฤตเหล่านี้ไม่ใช่แค่สาธารณภัยแต่คือภัยความมั่นคงใหม่ เราไม่มีทางจัดสรรงบประมาณตามความเสี่ยงภัยและความรุนแรงของภัยได้ ถ้าเราไม่มีแผนที่เสี่ยง (Risk Map) เราต้องตอบประชาชนได้ว่าเหตุใดถึงนำงบประมาณก้อนหนึ่งไปลงพื้นที่หนึ่งมากกว่าอีกพื้นที่ รัฐบาลต้องปฏิรูปการจัดทำงบประมาณใหม่ ไม่เช่นนั้นเราไม่มีทางจัดสรรงบประมาณแก้ปัญหาวิกฤตเหล่านี้ได้เป็นระบบ

“ถ้าถามว่ารัฐบาลจัดงบปี 70 ช่วยใคร ตอบง่าย ๆ รัฐบาลช่วยคนนอกประเทศ ช่วยเจ้าของเหมืองให้รวย โดยที่ไม่คิดถึงคนไทย เจ้าของเงินภาษีที่ต้องอยู่กับสารพิษที่ทำลายชีวิตของพวกเขา” นายภัทรพงษ์กล่าว

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1405570135098351&set=a.534942245494482
.....


ภัทรพงษ์หิ้วน้ำกกให้รมต.ล้างหน้า ซัดรัฐบาลจัดงบภัยพิบัติล้มเหลว ปล่อยคนไทยอยู่กับสารพิษ : MatichonTV

Jun 30, 2026 

ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน อภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. 69

https://www.youtube.com/watch?v=paDgVo4bK4E