วันพุธ, เมษายน 29, 2569

ประชาธิปัตย์ มีมติร่วมลงชื่อกับ ปชน. ยื่นประธานรัฐสภา สอบกรรมการ ป.ป.ช.ตีตกคดี ‘ศักดิ์สยาม’ หนุนแก้ รธน. ตัดอำนาจปธ.ใช้ดุลพินิจส่งเรื่อง


ประชาธิปัตย์ เอาด้วย! ลงชื่อยื่นสอบ ป.ป.ช. ฟอกขาวศักดิ์สยาม หนุนแก้ รธน. ตัดอำนาจปธ.ใช้ดุลพินิจส่งเรื่อง

28.04.26
มติชนออนไลน์

ประชาธิปัตย์ มีมติร่วมลงชื่อกับ ปชน. ยื่นประธานรัฐสภา สอบกรรมการ ป.ป.ช.ตีตกคดี ‘ศักดิ์สยาม’ พร้อมยื่นตรง ป.ป.ช. อีกชุดหลังพบหลักฐานใหม่ เป็นหนังสือลงคำสั่ง หากมีการประมูลงานต้องผ่านรัฐมนตรีก่อน พร้อมหนุนแก้ รธน. ม.236 ตัดอำนาจประธานรัฐสภาใช้ดุลพินิจ หวั่น ไม่เป็นกลาง – เอื้อพวกพ้อง

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 28 เมษายน ที่พรรคประชาธิปัตย์ มีการประชุม ส.ส.ของพรรค โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ทำหน้าที่ประธานในการประชุม โดยมี ส.ส.เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

จากนั้นเวลา 16.20 น. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมได้หยิบยกเรื่องผลคำวินิจฉัยของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณี นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม โดยฝ่ายกฎหมายของพรรคที่ได้รับมอบหมายให้ไปศึกษาประเด็นรายละเอียด พบว่ามีประเด็นใหม่ ซึ่งนำไปสู่การตัดสินใจในการดำเนินการของพรรค โดยที่ประชุมมีมติใน 2 เรื่องคือ 1.เห็นว่าการวินิจฉัยของ ป.ป.ช.ยังมีประเด็นที่น่าสงสัย และมีหลักฐานใหม่เกิดขึ้น เนื่องจากข้อสงสัยหรือข้อกล่าวหาในการทำหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่ยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม สวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในรายละเอียดยังมีความพยายามที่จะจงใจมองข้ามบางประเด็น และหยิบประเด็นเฉพาะ ซึ่งเป็นประเด็นที่เป็นประโยชน์กับผู้ถูกร้อง มาวินิจฉัย ดังนั้น เพื่อให้เกิดความกระจ่างชัด ทางพรรคจึงร่วมลงชื่อกับพรรคประชาชน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ที่จะยื่นต่อประธานรัฐสภา เพื่อยื่นให้ศาลฎีกาเป็นผู้ไต่สวนอิสระ

นายสาทิตย์กล่าวต่อว่า ในประเด็นที่ฝ่ายกฎหมายของพรรคได้ชี้ให้เห็นว่าเป็นเจตนาที่อาจจะถือว่าเป็นเจตนาพิเศษที่ ป.ป.ช.จงใจที่จะมองข้ามแล้วหยิบเฉพาะประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ถูกร้อง เบื้องต้นพรรคจะมีการตั้งคณะทำงานยกร่าง โดยมีตน และนายราเมศ รัตนะเชวง ฝ่ายกฎหมายของพรรคฯ รวมกันยกร่างคำร้องกับพรรคประชาชน

นายสาทิตย์กล่าวต่ออีกว่า 2.ประเด็นที่ยังไม่มีใครพูดถึงคือการวินิจฉัยของ ป.ป.ช.ยังมีอยู่ 2 ประเด็น คือ 1.หลักฐานใหม่ คือหลักฐานที่มีการเผยแพร่ผ่านทางสำนักข่าวบางสำนักว่าในช่วงเวลาที่นายศักดิ์สยาม ดำรงตำแหน่ง รมว.คมนาคม ได้มีการออกหนังสือฉบับหนึ่งว่าภายใต้หน่วยงานที่ตนเองกำกับดูแล หากมีการประมูลจัดซื้อจัดจ้างประการใดก่อนที่จะมีการดำเนินการจะต้องแจ้งต่อรัฐมนตรีให้ทราบก่อน ซึ่งเรื่องนี้อาจจะเข้าข่ายการแทรกแซง หรือการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งที่ ป.ป.ช.ได้วินิจฉัยว่าไม่มีการใช้อำนาจรัฐมนตรีแทรกแซง โดยดูจากพฤติกรรมที่ไม่มีการไปสั่งการ แต่หนังสือฉบับดังกล่าวถือว่าเป็นหลักฐานใหม่

และ 2.ประเด็นที่ ป.ป.ช.จงใจมองข้ามคือเรื่องการขัดกันของผลประโยชน์ คือ บริษัทที่ไปรับงานในกระทรวงที่นายศักดิ์สยามกำกับดูแล ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญชัดเจนว่ามีผู้ถือหุ้นแทน หรือนอมินี แต่เจ้าของที่แท้จริงยังคงเป็นนายศักดิ์สยาม เพราะฉะนั้นเมื่อเจ้าของที่แท้จริงคือนายศักดิ์สยาม แล้วบริษัทนี้ไปรับงานในหน่วยงานที่ตนเองกำกับดูแลย่อมเป็นการขัดกันของผลประโยชน์อย่างชัดเจน ซึ่งประเด็นนี้ทาง ป.ป.ช.ไม่ได้วินิจฉัยให้ชัดเจน โดยจงใจที่จะมองข้ามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

“เพราะฉะนั้นพรรคประชาธิปัตย์จะยื่น 2 เรื่องนี้ถึง ป.ป.ช. เนื่องจากมีหลักฐานใหม่เพื่อให้ ป.ป.ช.ทบทวนคำวินิจฉัยที่มีอยู่เดิม” นายสาทิตย์กล่าว

นายสาทิตย์กล่าวต่อว่า ส่วนที่มีข้อกังวลว่าหากยื่นเรื่องตามมาตรา 236 ต่อประธานรัฐสภาซึ่งรัฐธรรมนูญระบุว่าเป็นดุลยพินิจของประธานรัฐสภา ถ้ามีเหตุอันควรสงสัยถึงจะยื่นประเด็นนี้อาจจะกระทบต่อการคานอำนาจระหว่างรัฐสภากับองค์กรอิสระตามกลไกของรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์ก็เคยแสดงความคิดเห็นว่าควรมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ ซึ่งขณะนี้พรรคประชาชนมีการเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรานี้ไปแล้ว ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์จะสนับสนุนให้มีการดำเนินการแก้ไขในมาตราดังกล่าวต่อไป เพราะต่อไปการตรวจสอบองค์กรอิสระจะได้ไม่ต้องให้ประธานรัฐสภาใช้ดุลยพินิจ เพราะขณะนี้หลายฝ่ายกังวลว่าหากนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา มีความไม่เป็นกลาง เข้าด้วยกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็อาจจะชะลอเรื่องดังกล่าวได้ซึ่งในอดีตก็เคยเกิดขึ้นมา

เมื่อถามว่าการวินิจฉัยของ ป.ป.ช.ในครั้งนี้มองว่าเป็นการฟอกขาวให้กับนายศักดิ์สยามหรือไม่ นายสาทิตย์กล่าวว่า เรื่องนี้คงเป็นข้อสงสัยของสังคม พรรคประชาธิปัตย์ที่ยึดการเมืองสุจริตเราถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำให้เกิดความกระจ่างชัดในเมื่อมีช่องทางตามกฎหมายและตามรัฐธรรมนูญที่ทำได้เราก็ดำเนินการได้เลย

https://www.matichon.co.th/politics/news_5695952