วันเสาร์, ตุลาคม 31, 2569

มีข้อให้ต้องสังเกตุ คำพิพากษาศาลอาญา ม.๑๑๒ คดี #๒๕พฤศจิกาไปSCB เมื่อปี ๒๕๖๓ ว่าคำปราศรัยส่งผลถึงศรัทธาประชาชนต่อกษัตริย์ “แม้กล่าวความจริงก็ไม่พ้นผิด”

มีข้อให้ต้องสังเกตุ ต่อคำพิพากษาศาลอาญาในความผิดตาม ม.๑๑๒ เมื่อ ๓๐ ตุลานี้ คดี #๒๕พฤศจิกาไปSCB เมื่อปี ๒๕๖๓ ที่ว่า “คำปราศรัยของจำเลยส่งผลต่อความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อพระมหากษัตริย์ แม้กล่าวความจริงก็ไม่พ้นผิด”

อ่านข้อความข้างต้นเผินๆ ปุถุชนทั่วไปในสากลโลกคงจะร้อง ฮ้า ในประเทศไทย การกล่าวความจริงเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ น่าจะเฉพาะพระราชกรณีกิจที่ทรงกระทำ ‘มิดี’ ทำให้ถูกพิพากษาว่ามีความผิด โทษจำคุก ๔ ปี ลดแล้วเหลือติดจริง ๒ ปี ๘ เดือน

ผู้ต้องโทษเป็นคนรุ่นใหม่นักกิจกรรม ได้แก่ อานนท์ นำภา, ‘ตี้’ วรรณวลี ธรรมสัตยา, ‘บอย’ พงศธรณ์ ตันเจริญ, ‘ฟ้า’ พรหมศร วีระธรรมจารี และ ‘แอมป์’ ณวรรษ เลี้ยงวัฒนา จากการชุมนุมปราศัยถึง “การโอนย้ายทรัพย์สินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ไปเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์”

คำฟ้องของอัยการอ้างว่า “ทำให้ผู้รับฟังเข้าใจว่ารัชกาลที่ ๑๐ มีเจตนาเอาทรัพย์สินส่วนรวมมาเป็นของตัวเอง และทรงใช้พระราชอำนาจเข้าไปแทรกแซงการเมืองการปกครอง” แสดงว่านี่คือความจริง ซึ่งเมื่อเอามาพูดปราศัยถือว่าผิดกฎหมาย

มิใยที่ ‘อานนท์’ หนึ่งในจำเลย ให้การต่อสู้ว่า “การเข้าร่วมชุมนุมปราศรัยในวันเกิดเหตุ เป็นการใช้เสรีภาพตามกฎหมาย และเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตใจ เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ มุ่งหมายให้สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้ระบอบประชาธิปไตย และพิทักษ์รักษาทรัพย์สินของราชบัลลังก์”

เมื่อเริ่มพิจารณาคดีวันที่ ๑๙ พฤศจิกา ๒๕๖๔ มีผู้ถูกฟ้อง ๖ ราย โดย พริษฐ์ ชีวารักษ์ ถูกนำคดีมารวมด้วยอีก ๓-๔ วันต่อมา มีการนัดสืบพยานครั้งสุดท้ายเมื่อ ๒๐ สิงหา ๒๕๖๙ แล้วมาอ่านคำพิพากษาในวันที่ ๓๐ ตุลา ๖๙ ให้จำเลยที่ ๑ และ ๔ ถึง ๗ มีความผิด

หลักใหญ่ในคำพิพากษา อยู่ที่ การใช้เสรีภาพต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย พร้อมทั้ง “การใช้เสรีภาพจึงอาจถูกจำกัดได้เพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงของรัฐหรือความสงบสุขของประชาชน รวมถึงประเพณีการปกครองของไทย”

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การหมิ่นประมาทและดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ แม้เรื่องดังกล่าวเป็นจริงหรือไม่ ก็ไม่ทำให้การกระทำความผิดกับกลายเป็นชอบด้วยกฎหมายไปได้”

(https://tlhr2014.com/archives/87553)