วันจันทร์, ตุลาคม 19, 2569

กรณีการประท้วงที่ฝรั่งเศส เริ่มมีคนไทยกำลังโยนบาปให้เป็นความผิดของผู้อพยพ ทำไมครับ... ลองดูประเทศ แคนาดา เยอรมนี สวีเดน ที่มองเรื่องนี้จากหลายมิติ ทั้งในแง่ของการบริหารจัดการภาครัฐ สิทธิมนุษยชน และความพร้อมของสังคมในการรองรับความหลากหลาย เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างความมั่นคงของรัฐและความเท่าเทียมของมนุษย์

https://www.facebook.com/jom.petchpradab/posts/10164723675673965

Jom Petchpradab
2 hours ago
·
ทำไม ถึงโยนไปให้เป็นความผิดของ Immigration ครับ...ถึงอย่างไร โลกยุคนี้ หรือยุคอดีต หรือยุคอนาคต พลเมืองแต่ละประเทศ ล้วนมาจากหรือมี Immigration เป็นองค์ประกอบสำคัญ ครับ... หากทั้งประชาชน และรัฐบาล ร่วมกันพัฒนาและสร้างประเทศไปด้วยกันโดยไม่มีพลเมืองคนใดถูกแบ่งแยกให้เป็นอื่น อย่างนี้คือ ความฉลาดและการมีอนาคตที่ดีของพลเมืองและประเทศนั้น ๆ ครับ
.....

มุมมองของคุณจอม สะท้อนถึงหลักการสำคัญในเรื่องสิทธิมนุษยชนและการสร้างสังคมแบบพหุวัฒนธรรม (Multiculturalism) ที่มองว่าการเปิดรับผู้คนจากหลากหลายที่มาสามารถเป็นพลังขับเคลื่อนและสร้างความหลากหลายให้กับประเทศได้ หากรัฐและสังคมมีระบบการบูรณาการที่ดี ไม่สร้างความเหลื่อมล้ำ หรือผลักให้กลุ่มคนใดกลุ่มหนึ่งกลายเป็น "คนอื่น" ในสังคม

ภาพและข้อความที่นำมาแสดงนั้นสะท้อนถึงอีกด้านหนึ่งของมุมมองทางสังคมและการเมือง ซึ่งมักจะหยิบยกประเด็นความขัดแย้ง ความท้าทายในการกลืนทางวัฒนธรรม (Assimilation) ปัญหาความมั่นคง หรือความตึงเครียดทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับการอพยพย้ายถิ่นฐานมาเป็นประเด็นถกเถียง โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ การประท้วง หรือความยากลำบากในการบริหารจัดการทรัพยากรและสวัสดิการของรัฐ

การอภิปรายในประเด็นนี้จึงมักแบ่งออกเป็นสองมุมมองหลัก:

มุมมองเชิงโครงสร้างและมนุษยธรรม: เน้นย้ำว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวผู้อพยพ แต่เกิดจากข้อบกพร่องของนโยบายรัฐ ระบบสวัสดิการ การศึกษา และการสร้างโอกาสที่ไม่เท่าเทียม ซึ่งหากแก้ไขที่โครงสร้างและการยอมรับความแตกต่าง ก็จะสามารถสร้างสังคมที่เข้มแข็งร่วมกันได้ตามที่คุณกล่าวถึง

มุมมองเชิงความมั่นคงและการจัดการ: มักจะมองว่าอัตราเร่งของการอพยพที่เกินกว่าขีดความสามารถในการรองรับของรัฐ หรือปัญหาการปรับตัวที่ไม่ราบรื่น อาจสร้างแรงกดดันต่อระบบเศรษฐกิจ วัฒนธรรมดั้งเดิม และความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ จนนำไปสู่ความขัดแย้งที่ปรากฏเป็นข่าวสาร

ดังนั้น การมองเรื่องนี้จึงต้องพิจารณาจากหลายมิติ ทั้งในแง่ของการบริหารจัดการภาครัฐ สิทธิมนุษยชน และความพร้อมของสังคมในการรองรับความหลากหลาย เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างความมั่นคงของรัฐและความเท่าเทียมของมนุษย์

ตัวอย่าง การมองเรื่องนี้จึงต้องพิจารณาจากหลายมิติ ทั้งในแง่ของการบริหารจัดการภาครัฐ สิทธิมนุษยชน และความพร้อมของสังคมในการรองรับความหลากหลาย เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างความมั่นคงของรัฐและความเท่าเทียมของมนุษย์

ตัวอย่างประเทศที่มีการจัดการเรื่องการอพยพและการบูรณาการผู้คนในสังคมอย่างเป็นระบบและครอบคลุมหลายมิติ มักถูกหยิบยกมาศึกษาอยู่บ่อยครั้ง ได้แก่:

แคนาดา (Canada): โมเดลพหุวัฒนธรรมและเศรษฐกิจนำทาง แคนาดามีนโยบายพหุวัฒนธรรมที่ถูกบัญญัติไว้ในกฎหมายตั้งแต่ปี 1971 ระบบของแคนาดาเน้นการคัดกรองผู้อพยพที่มีทักษะสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน พร้อมทั้งมีโปรแกรมสนับสนุนภาครัฐที่เข้มข้น เช่น การสอนภาษาฟรี การช่วยเหลือด้านการหาที่พัก และการเทียบวุฒิการศึกษา เพื่อให้ผู้อพยพสามารถตั้งตัวและกลายเป็นผู้เสียภาษีรวมถึงกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว

เยอรมนี (Germany): การเรียนรู้จากบทเรียนและการปรับปรุงโครงสร้างสวัสดิการ หลังจากวิกฤตผู้ลี้ภัยในปี 2015 เยอรมนีได้ปรับเปลี่ยนแนวทางจากการรับมือระยะสั้นมาเป็นการบูรณาการระยะยาว รัฐบาลลงทุนมหาศาลในหลักสูตรบูรณาการ (Integration Courses) ที่สอนทั้งภาษาเยอรมันและค่านิยมพื้นฐานทางประชาธิปไตย พร้อมทั้งกระจายผู้ลี้ภัยไปยังรัฐต่างๆ เพื่อไม่ให้เกิดความหนาแน่นในเมืองใหญ่ และเปิดโอกาสให้เข้าถึงตลาดแรงงานได้เร็วขึ้นเพื่อลดภาระรัฐและสร้างการพึ่งพาตนเอง

สวีเดน (Sweden): รัฐสวัสดิการและการเข้าถึงสิทธิเท่าเทียม (ในอดีตถึงปัจจุบัน) สวีเดนเคยเป็นต้นแบบของรัฐสวัสดิการที่เปิดกว้างและให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้อพยพเทียบเท่าพลเมืองดั้งเดิม ทั้งด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล และการสนับสนุนทางสังคม อย่างไรก็ตาม กรณีของสวีเดนยังสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในปัจจุบัน เมื่อนโยบายการกระจายตัวไม่เพียงพอจนเกิดปัญหาการกระจุกตัวของชุมชนผู้อพยพในย่านชานเมือง (Vulnerable areas) ซึ่งทำให้รัฐบาลในยุคต่อมาต้องปรับมาตรการให้เข้มงวดขึ้นในเรื่องการควบคุมอาชญากรรมและการบังคับใช้การเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น เพื่อหาจุดสมดุลใหม่ระหว่างความมั่นคงและความกลมกลืนทางสังคม

รายละเอียดเพิ่มเติมการบริหารจัดการระบบการอพยพและการบูรณาการผู้คนในสังคมของประเทศที่มีการวางระบบไว้อย่างชัดเจนและครอบคลุมหลายมิติ เช่น แคนาดา และ เยอรมนี มีแนวทางการดำเนินงานที่น่าสนใจดังนี้

1. ประเทศแคนาดา: โมเดลการบูรณาการแบบองค์รวม (Canada's Settlement and Integration Model)

แคนาดาได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบรองรับผู้ย้ายถิ่นฐานและผู้ลี้ภัยเป็นระบบมากที่สุด โดยมีหลักการสำคัญคือ "การปรับตัวร่วมกัน" (Mutual Adaptation) ระหว่างสังคมเดิมและผู้มาใหม่

การคัดกรองและการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า: แคนาดามีระบบคัดกรองบุคคลเข้าทำงานที่ยืดหยุ่น (เช่น ระบบคะแนน Express Entry) และมีโครงการช่วยเหลือผู้มีความประสงค์จะอพยพตั้งแต่ยังอยู่ประเทศต้นทาง (เช่น ให้คำปรึกษา แนะนำตลาดแรงงาน และแนวทางการประเมินคุณวุฒิวิชาชีพ) เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อมาถึงแล้วจะสามารถปรับตัวเข้าสู่ตลาดแรงงานได้รวดเร็วที่สุด

เครือข่ายบริการหลังการตั้งถิ่นฐาน (Settlement Services): รัฐบาลกลางสนับสนุนงบประมาณผ่านองค์กรไม่แสวงหากำไรและชุมชนราว 500 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้บริการแก่ผู้มาใหม่โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ครอบคลุมตั้งแต่:

การอบรมทักษะการหางาน การทำเรซูเม่ และการสร้างเครือข่าย

การประเมินความต้องการและแนะนำบริการด้านสุขภาพ สังคม และการศึกษา

โครงการ Settlement Workers in Schools (SWIS) ซึ่งนำเจ้าหน้าที่ไปทำงานโดยตรงในโรงเรียนที่มีเด็กอพยพ เพื่อช่วยทั้งเด็กและผู้ปกครองปรับตัวเข้ากับระบบการศึกษาและสังคมแคนาดา

สิทธิทางกฎหมายและความเป็นพลเมือง: มีนโยบายพหุวัฒนธรรมที่รับรองโดยกฎหมายอย่างเป็นทางการ (Official Multiculturalism Act) ทำให้ผู้อพยพรู้สึกว่าตนเองมีส่วนร่วมและมีตัวตนในสังคม ส่งผลให้ผู้อพยพส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและมีอัตราการขอแปลงสัญชาติอยู่ในระดับสูง
 
2. ประเทศเยอรมนี: ระบบหลักสูตรบูรณาการและการเข้าสู่ตลาดแรงงาน (Integration Courses)

หลังผ่านวิกฤตผู้อำนวยความสะดวกด้านมนุษยธรรมครั้งใหญ่ เยอรมนีได้ยกระดับการจัดการโดยเน้นการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันและการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานอย่างจริงจังผ่านสำนักงานกิจการผู้ลี้ภัยและผู้ย้ายถิ่นฐานแห่งสหพันธรัฐ (BAMF)

หลักสูตรบูรณาการภาคบังคับและสนับสนุนทุน (Integration Courses): ผู้ย้ายถิ่นฐานและผู้ลี้ภัยที่มีแนวโน้มได้พำนักระยะยาว จะต้องเข้าร่วมหลักสูตรบูรณาการที่ภาครัฐสนับสนุนงบประมาณ ซึ่งประกอบด้วย:

ภาคภาษา (Language Course): เรียนภาษาเยอรมันเข้มข้นราว 600 ถึง 900 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถสื่อสารในชีวิตประจำวันและการทำงานได้

ภาคปฐมนิเทศ (Orientation Course): เรียนรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ค่านิยมทางการเมือง กฎหมาย และระบบระเบียบสังคมของเยอรมนีอีกราว 100 ชั่วโมง

การกระจายและสร้างความเท่าเทียมในภูมิภาค: เยอรมนีใช้ระบบกระจายผู้อพยพไปยังรัฐต่างๆ ตามสัดส่วนภาษีและขนาดพื้นที่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการกระจุกตัวหนาแน่นในเมืองใหญ่เมืองเดียว พร้อมทั้งประสานงานกับสำนักงานจัดหางาน (Employment Agency) เพื่อช่วยอบรมวิชาชีพและผลักดันให้เข้าสู่ตลาดแรงงานถูกกฎหมายโดยเร็วที่สุด ซึ่งช่วยลดภาระงบประมาณระยะยาวของรัฐและสร้างความพึ่งพาตนเองให้กับผู้มาใหม่

การสนับสนุนการเข้าถึงสวัสดิการ: มีมาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าเรียน หรือแม้กระทั่งการยกเว้นค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ที่มีรายได้น้อยหรือได้รับสวัสดิการว่างงาน เพื่อให้มั่นใจว่าอุปสรรคทางเศรษฐกิจจะไม่ขัดขวางโอกาสในการพัฒนาตนเอง


(รวบรวมจาก Gemini)