วันพฤหัสบดี, ตุลาคม 01, 2569

มีคนเขียนโพสต์เรื่อง "พรรคประชาชนกับการเคลื่อนไหวนอกสภา" น่าคิด อย่างที่รู้ๆกัน รัฐสภามีข้อจำกัด การช่วยสร้าง Active Citizen จะช่วยหนุนการเปลี่ยนแปลง


มิตร
10 hours ago ·

พรรคประชาชนกับการเคลื่อนไหวนอกสภา

การเคลื่อนไหวเปิดโปงการโกงการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในช่วงที่ผ่านมาของพรรคประชาชน และของภาคประชาชนนำโดยไอลอนั้นได้ให้ประสบการณ์และบทเรียนกับพรรคประชาชนและภาคประชาชนในเรื่องการเคลื่อนไหวนอกสภากับบทบาทของพรรคการเมืองที่มุ่งหมายให้ประชาชนมีส่วนร่วมต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

การเคลื่อนไหวนอกระบบรัฐสภา (extra-parliamentary movement) หมายถึง การเคลื่อนไหวทางการเมืองหรือทางสังคมที่ดำเนินกิจกรรมอยู่นอกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อผลักดันข้อเรียกร้อง เปลี่ยนแปลงนโยบาย และต่อต้านอำนาจรัฐและกดดันตัวแทนหรือพรรคการเมืองในสภา

เป้าหมายของการเคลื่อนไหวอาจเป็นการกดดันให้รัฐบาลเปลี่ยนกฎหมาย เรียกร้องความเป็นธรรมทางสังคม หรือในบางกรณีอาจเป็นการท้าทายความชอบธรรมของระบบการเมืองในขณะนั้น

วิธีการเคลื่อนไหวนอกสภานั้นมักเน้นการขับเคลื่อนบนท้องถนนหรือในพื้นที่สาธารณะ เช่น การเดินขบวนประท้วง การนัดหยุดงาน การอารยะขัดขืน หรือการทำประชามติของภาคประชาชน การรณรงค์ทั้งในพื้นที่จริงและทั้งผ่านสื่อสังคมออนไลน์

ผู้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวเกิดจากการรวมตัวของภาคประชาชน กลุ่มผลประโยชน์ กลุ่มกิจกรรม สหภาพแรงงาน กลุ่มนักศึกษา หรือพรรคการเมืองที่เห็นว่าระบบรัฐสภาปกติไม่สามารถตอบสนองความต้องการของพวกเขาได้เพียงพอ

พรรคประชาชนและไอลอที่ผ่านประสบการณ์การใช้สภาเป็นเวทีการต่อสู้เรียกร้องในหลายกรณีมาแล้วย่อมรู้ซึ้งถึงข้อจำกัดของสภาเป็นอย่างดีว่า สภาเป็นเวทีที่รัฐบาลและสส.ปีกรัฐบาลสามารถควบคุมวิธีการสื่อสารข้อเรียกร้องต่าง ๆ ของสส.และภาคประชาชนให้อยู่ในขอบเขตที่ส่งผลสะเทือนต่อการตื่นตัวของประชาชนได้เพียงเล็กน้อย

ตรงกันข้าม การจัดเวทีสาธารณะนอกสภาเพื่อเปิดโปงเรื่องการโกงสว.ที่พรรคประชาชนและไอลอร่วมกันจัดขึ้นนั้นกลับเป็นอิสระกว่ามาก และขยายเวทีสู่สื่อสารมวลชนจนสามารถสร้างผลสะเทือนต่อจิตสำนึกของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า และดึงดูดผู้คนให้มาเป็นแนวร่วมการเคลื่อนไหวได้กว้างขวางกว่า

อย่างไรก็ตาม ดอกผลของการเคลื่อนไหวนอกสภาที่พรรคประชาชนทำได้นั้นเป็นเพียงการรณรงค์สร้างความตื่นตัวของประชาชนต่อปัญหานี้เท่านั้น ยังไปไม่ถึงดอกผลในระดับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนั่นคือ การจัดตั้งตนเองและเข้าร่วมต่อสู้ของประชาชนอย่างกว้างขวางเพื่อยกระดับการเรียกร้องและกดดันจนกลไกรัฐตอบสนองต่อข้อเรียกร้อง

การใช้การเคลื่อนไหวนอกสภาอย่างเต็มประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดประสิทธิผลต่อการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนั้น พรรคประชาชนต้องปรับเปลี่ยนบทบาทและยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวของตนจากการเป็นพรรคที่มุ่งให้ได้ชัยชนะในการเลือกตั้งและทำหน้าที่สส.ในรัฐสภาเป็นหลัก มาเป็นพรรคที่มุ่งสร้างขบวนการเคลื่อนไหวของประชาชนให้เข้มแข็งเป็นหลัก และใช้รัฐสภาเป็นเวทีเสริมเพื่อเคลื่อนไหวทางความคิดต่อสาธารณะ

พวกเขาจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนความเข้าใจของพวกเขาเสียใหม่ด้วยสองข้อคิดสำคัญคือ

หนึ่ง รัฐสภาของทุนนิยมไม่อาจถูกพวกเขาเข้ายึดกุมได้ด้วยหนทางการชนะเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ และ
สอง ผู้ที่เป็นกำลังหลักและมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างไม่ใช่พรรคการเมือง แต่เป็นประชาชนที่ตื่นตัวเป็นพลเมือง (Active citizen) และจัดตั้งตนเองอย่างเข้มแข็ง โดยมีพรรคการเมืองที่ก้าวหน้าเข้าร่วมสนับสนุนด้วยพลังทางความคิดแห่งหลักนโยบาย การประสานการจัดตั้งอย่างต่อเนื่อง และการเก็บบทเรียนการต่อสู้เพื่อการสู้ใหม่ที่เข้มแข็ง

เหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดข้อคิดทั้งสองนี้มาจากสภาพความเป็นจริงของรัฐทุนนิยมที่ผูกขาดอำนาจรัฐ และของจิตสำนึกของประชาชนที่มีการตื่นตัวที่ไม่เท่าทันกันและซ้อนอยู่รวมกันจึงต้องการพรรคการเมืองช่วยประสานการจัดตั้งรวมตัว

ระบบรัฐสภาในมือของกลุ่มทุน

การครอบงำและผูกขาดอำนาจในรัฐสภาและกลไกรัฐของกลุ่มทุนไทยมาจากความสำเร็จของพรรคการเมืองของกลุ่มทุนในการผูกขาดชัยชนะในการเลือกตั้งเสมอมา สิ่งนี้จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการที่กลุ่มทุนใช้เงินตราและอำนาจอย่างเป็นระบบ โดยมี 4 กลยุทธ์หลักดังนี้

1. ยุทธศาสตร์ ”ท่อน้ำเลี้ยง" ของทุกพรรคการเมือง
เงินทุนคือสายเลือดหลักของระบบเลือกตั้ง ทุนผูกขาดไม่ได้ลงเดิมพันกับพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียว แต่ใช้กลยุทธ์กระจายความเสี่ยง โดยให้ทุนสนับสนุนแบบครอบคลุม กลุ่มทุนขนาดใหญ่ (เช่น ทุนพลังงาน ทุนค้าปลีก ทุนสื่อสาร หรืออสังหาริมทรัพย์) มักจะบริจาคเงินอุดหนุนแบบเปิดเผยและปิดลับให้แก่พรรคการเมืองกระแสหลักทุกพรรคที่มีโอกาสเป็นรัฐบาล ทั้งพรรคฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน

ดังนั้นไม่ว่าหน้าตาของรัฐบาลหลังการเลือกตั้งจะเปลี่ยนไปอย่างไร หรือพรรคใดจะชนะ กลุ่มทุนผูกขาดก็ยังคงสถานะเป็นเจ้าหนี้ทางการเมืองที่สามารถเข้าถึงและชี้นำนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ได้เสมอ ชัยชนะการเลือกตั้งจึงถูกล็อกไว้ให้ประชาชนได้เลือกแต่ชนชั้นนำของกลุ่มทุนตั้งแต่ก่อนประชาชนจะเดินเข้าคูหาแล้ว

2. การสร้างระบบอุปถัมภ์สมัยใหม่
ความสัมพันธ์ในสังคมไทยยังคงมีการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียมและผสมผสานกัน (Uneven and Combined Development) ระหว่างทุนนิยมที่ก้าวหน้าและล้าหลัง ภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม เมืองกับชนบท กลุ่มทุนและพรรคการเมืองฝ่ายนายทุนจึงใช้ประโยชน์จากช่องว่างนี้ผ่านกลุ่มทุนที่เป็นเครือข่ายบ้านใหญ่ และผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น ด้วยความร่วมมือของกลไกรัฐราชการ

พวกเขาเหล่านั้นช่วยกันทำหน้าที่นักจัดตั้งเครือข่ายแกนนำมวลชนด้วยการจัดสรรผลประโยชน์ และให้ทำหน้าที่คอยดูแลมวลชนในพื้นที่ผ่านการสงเคราะห์ในด้านต่าง ๆ จนกลายเป็นระบบอุปถัมภ์ที่ทำให้ชาวบ้านรู้สึกผูกพันและต้องพึ่งพาแกนนำเหล่านั้น เมื่อถึงฤดูเลือกตั้ง เครือข่ายอุปถัมภ์เหล่านี้จะเปลี่ยนสภาพเป็นคะแนนเสียงที่จับต้องได้ ซึ่งยากที่พรรคการเมืองที่มีอุดมการทางเลือกจะเข้ามาเจาะทำลายได้ในระยะเวลาอันสั้น

3. ยุทธศาสตร์ประชานิยมเพื่อรักษาสถานะของทุนไว้
นี่คือกลยุทธ์ที่ล้ำลึกที่สุดในการเปลี่ยนจิตสำนึกของมวลชน พรรคการเมืองฝ่ายนายทุนตระหนักดีว่า การจะชนะเลือกตั้งในระบบหนึ่งสิทธิ์ หนึ่งเสียง ต้องได้ใจคนงานและเกษตรกรส่วนใหญ่ พวกเขาจึงใช้นโยบายประชานิยมมาเป็นเครื่องมือ นโยบายประเภทการแจกเงิน การพักหนี้ การอุดหนุนด้วยกองทุน การจัดสวัสดิการเพียงบางส่วน ก็เพื่อบรรเทาความลำบากเฉพาะหน้า ทำให้มวลชนพึงพอใจและรู้สึกว่ารัฐบาลดูแลพวกเขาแล้ว มันเป็นเพียงการจัดสรรเงินงบประมาณของแผ่นดินมาผลักดันนโยบายประชานิยมเพื่อซื้อคะแนนเสียงกลับคืนมา

ในทางตรงกันข้าม นโยบายประชานิยมเหล่านี้จะไม่มีวันเข้าไปแตะต้องกฎหมายที่เอื้อการผูกขาด การเก็บภาษีความมั่งคั่งจากเศรษฐี การปฏิรูปที่ดินทำกินอย่างจริงจัง และการปฏิวัติการเกษตรด้วยอุตสาหกรรม ผลประโยชน์และกำไรสูงสุดของกลุ่มทุนจึงยังคงปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์

4. การครอบงำอุดมการณ์และความเชื่อ
เพื่อป้องกันไม่ให้มวลชนเกิดจิตสำนึกที่ก้าวหน้า กลุ่มทุนและพรรคฝ่ายนายทุนได้ใช้กลไกสื่อสารมวลชน วัฒนธรรมบริโภคนิยม และระบบการศึกษา ในการสะกดจิตสำนึกของประชาชนด้วยการสร้างมายาคติเบี่ยงเบนความสนใจ สื่อกระแสหลักที่กลุ่มทุนหนุนหลังหรือมีอิทธิพลมักจะเบี่ยงเบนความขัดแย้งเชิงโครงสร้างมาเรื่องเฉพาะกรณีหรือเรื่องตัวบุคคล การทำเช่นนี้ทำให้มวลชนเลือกพรรคการเมืองโดยพิจารณาจากวาทกรรมและตัวบุคคลมากกว่าการพิจารณาว่าพรรคนั้นเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของชนชั้นใดอย่างแท้จริง

ดังนั้น ตราบใดที่การเลือกตั้งยังต้องใช้เงินมหาศาล และระบบเศรษฐกิจยังถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุน พรรคการเมืองฝ่ายนายทุนก็จะยังคงได้เปรียบและคว้าชัยชนะในการเลือกตั้งได้เป็นส่วนใหญ่เสมอ เพราะพวกเขาสามารถใช้ทุนไปเปลี่ยนเป็นคะแนนเสียงผ่านระบบอุปถัมภ์และนโยบายประชานิยมอย่างถูกกฎหมายในระบบรัฐสภา และใข้อิทธิพลเข้าครอบงำจิตสำนึกของมวลชนให้อยู่ในอาณัติ

ในกรณีการโกงการเลือกตั้งสว. คือ ตัวอย่างล่าสุดของการยึดอำนาจรัฐสภาด้วยการครอบงำกำหนดผลการเลือกตั้งอย่างเป็นระบบด้วยอำนาจทุน ระบบการผูกขาดอำนาจเช่นนี้ดำเนินมาช้านานตั้งแต่ระบบประชาธิปไตยแบบทุนนิยมกำเนิดขึ้นในสังคมไทย ข้อเท็จจริงนี้สมควรได้รับการยอมรับไม่ว่ามันจะถูกพูดถึงโดยฝ่ายอนุรักษ์นิยม ฝ่ายเสรีนิยม หรือฝ่ายซ้าย

สรุปแล้ว ระบบรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตยแบบทุนนิยมถูกออกแบบมาเพื่อรักษาอำนาจและผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุน จึงเป็นไปไม่ได้เลยในการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างผ่านระบบรัฐสภา
 
นอกจากนี้ กลุ่มทุนยังอาศัยโครงสร้างส่วนบน เช่น กฎหมาย ศาล กองทัพ และกลไกรัฐ ทำการสกัดกั้นไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจผูกขาด

ดังนั้น หากพรรคการเมืองที่มุ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างพรรคประชาชนยังคงมุ่งแต่การต่อสู้ในสภา พวกเขาย่อมตกอยู่ในวังวนแห่งความพ่ายแพ้การเลือกตั้ง และการใช้จำนวนสส.ในสภาไปต่อสู้ต่อรองและประนีประนอมกับพรรคการเมืองของกลุ่มทุนจนตกเป็นรอง

ทว่า หากพรรคประชาชนเข้าใจความจริงของการผูกขาดอำนาจรัฐสภาของกลุ่มทุนอย่างชัดเจน พรรคก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากใช้การเคลื่อนไหวนอกสภาเป็นยุทธศาสตร์สำคัญ

มวลชน และพรรคการเมืองในการเคลื่อนไหวนอกสภา
ยุทธศาสตร์การเคลื่อนไหวนอกสภาเกี่ยวข้องกับการเข้าร่วมต่อสู้ของมวลชน และบทบาทของพรรคประชาชนต่อเรื่องนี้อย่างลึกซึ้ง การเข้าร่วมเคลื่อนไหวของมวลชนสัมพันธ์กับลักษณะจิตสำนึกของมวลชนที่มีธรรมชาติเฉพาะอันควรทำความเข้าใจเป็นเบื้องต้นเสียก่อน

มวลชนในชีวิตประจำวันปกตินั้น พวกเขาไม่ได้มีจิตสำนึกร่วมเป็นเนื้อเดียว ตรงกันข้ามพวกเขารู้สึกนึกคิดแตกแยกแตกต่างกันตามเงื่อนไขความเหลื่อมล้ำของสภาพอาชีพการงาน เช่น แรงงานในสำนักงาน แรงงานในโรงงาน แรงงานนอกระบบ แรงงานข้ามชาติ เกษตรกรรายย่อย คนทำงานวิชาชีพ เช่น หมอ ครู ทหาร จึงเกิดการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเป็นกลุ่มเป็นพวก และพวกเขามักได้รับอิทธิพลทางความคิดจากระบบทุนนิยมที่มุ่งความเป็นเลิศของปัจเจกบุคคล ผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม การหลงใหลอยู่กับการบริโภคสินค้าตอบสนองความต้องการ และการปฏิรูปในกรอบทุนนิยม

ในทางกลับกัน มวลชนในยามวิกฤตที่ปะทุขึ้นเป็นระยะ เมื่อความไม่พอใจต่อการผูกขาดอำนาจที่ทำให้ชีวิตของพวกเขาต้องเผชิญกับการเอารัดเอาเปรียบ และความไม่เป็นธรรมอย่างถึงที่สุด พวกเขาพร้อมใจกันรวมตัวเคลื่อนไหวเรียกร้องด้วยข้อเสนอที่จะเป็นจริงได้ต้องทะลายการผูกขาดอำนาจ และเปิดทางให้พวกเขามีอำนาจตัดสินใจ การผูกขาดอำนาจที่สกัดกั้นข้อเรียกร้องของมวลชนมีตั้งแต่ระดับชุมชนจนถึงระดับประเทศ การสร้างพลังอำนาจตัดสินใจของมวลชนจึงส่งผลต่อโครงสร้างอำนาจเดิมในทุกระดับ
 
ดังนั้น มวลชนคือผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง พวกเขาคือองค์ประธานของการต่อสู้ในการเคลื่อนไหวนอกสภา

เมื่อธรรมชาติจิตสำนึกของมวลชนต่อการเคลื่อนไหวนอกสภาเป็นเช่นนี้ คือ มีทั้งช่วงปกติที่จิตสำนึกแตกต่างหลากหลายไม่เป็นเนื้อเดียวกัน และทั้งช่วงวิกฤตที่จิตสำนึกรวมกันเป็นเอกภาพเพื่อพลังการตัดสินใจของมวลชน บทบาทของพรรคประชาชนจึงจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาจิตสำนึกของมวลชน และการฝึกฝนการจัดตั้งตนเองของมวลชนในช่วงเวลาปกติ

ในการสร้างจิตสำนึกของมวลชน พรรคต้องลงพื้นที่โรงงาน สำนักงาน ชุมชน และหมู่บ้าน ทั้งในเมืองและชนบท ทำการเคลื่อนไหวร่วมกับมวลชนในทุกสาขาอาชีพบนปัญหาหรือวาระจริงของมวลชนเองเพื่อฝึกฝนให้พวกเขาเชื่อมโยงปัญหาการเอารัดเอาเปรียบและความไม่เป็นธรรมของพวกเขากับปัญหาเชิงโครงสร้าง และค้นพบทางออกที่กลายมาเป็นหลักนโยบายร่วมกันของพรรคและมวลชน

นอกจากนี้ หากพรรคประชาชนมีวาระการเคลื่อนไหวของตนเอง ก็สามารถนำวาระนั้นไปเคลื่อนไหวในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อหยั่งถึงความตื่นตัวของมวลชน โดยการทดสอบและประเมินผลวาระการเคลื่อนไหวกับมวลชน

ในกระบวนการเดียวกัน มันคือการฝึกฝนการรวมตัวจัดตั้งองค์กรของตนเองในการต่อสู้แก้ไขปัญหาของมวลชน การรวมตัวนำไปสู่การร่วมคิด การใช้ข้อมูลพิจารณา การแลกเปลี่ยนถึงปัญหาและทางออก การแบ่งหน้าที่กันทำ และการร่วมทบทวนสิ่งที่ได้ทำอย่างเป็นประชาธิปไตย ทักษะเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนก่อนที่มวลชนจะเผชิญกับปัญหาในระดับที่ใหญ่ขึ้นในสถานการณ์ที่ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น
 
นี่คืองานสำคัญของพรรคประชาชนในการใช้การเคลื่อนไหวนอกสภามาบรรเทาเบาบางช่องว่างทางจิตสำนึกของมวลชนที่ไม่เท่าทันกันในยามปกติ

หัวใจของการรวมตัวจัดตั้งตนเองของมวลชน คือ การที่พรรคได้สะสมแกนนำของมวลชนของพรรค พวกเขาคือผู้นำโดยธรรมชาติที่หล่อหลอมตนเองจากประสบการณ์ทางการต่อสู้ จนเกิดความตื่นตัวทางการเมือง เข้าใจหลักนโยบายที่เป็นทางออกร่วมกัน และมีทักษะนำพามวลชนเข้าร่วมการเคลื่อนไหว

แกนนำมวลชนของพรรคจึงเป็นกองหน้าของการเคลื่อนไหวและสะพานเชื่อมทางความคิดกับมวลชน และยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อนหลักนโยบายการเปลี่ยนแปลงสังคมของพรรคเมื่อสถานการณ์วิกฤตมาถึง
 
ดังนั้น การสะสมแกนนำมวลชนของพรรคประชาชนทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ คือ ปัจจัยความสำเร็จอันสำคัญยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง และใช้ประเมินระดับคุณภาพและความก้าวหน้าของพรรคอีกด้วย

ส่วนการเมืองในสภาเป็นเพียงเครื่องมือเสริมหรือเวทีการเคลื่อนไหวทางความคิดต่อสาธารณะเท่านั้น การส่งคนเข้าสภาของพรรคไม่ใช่เพื่อไปเป็นรัฐบาลบริหารระบบทุนนิยม แต่เพื่อใช้เวทีสภาในการวิพากษ์วิจารณ์ความล้มเหลวและความเลวร้ายของรัฐบาลนายทุนให้ประชาชนทั้งประเทศได้เห็น การต่อสู้ปกป้องดอกผลอันเป็นผลประโยชน์ของมวลชน การใช้เอกสิทธิ์ทางการเมืองในสภาเพื่อปกป้องแกนนำนักต่อสู้และการเคลื่อนไหวของมวลชน การผลักดันนโยบายที่ก้าวหน้า และการเสนอกฎหมายที่ขยายสิทธิเสรีภาพเพื่อให้การจัดตั้งมวลชนนอกสภาทำได้อย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น

พรรคการเมืองที่มุ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริงจะไม่ฝากความหวังไว้กับการชนะเลือกตั้งที่กลุ่มทุนผูกขาดไว้อย่างรัดกุม และกับมวลชนผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่อยู่ในสภาพจิตสำนึกแตกแยกและโน้มเอียงไปทางพรรคของกลุ่มทุนได้ง่าย

ความหวังของพรรคที่แท้จริงจึงอยู่ที่การเคลื่อนไหวนอกสภาที่สร้างจิตสำนึกของพลเมืองตื่นรู้ให้กับมวลชน ด้วยการจัดตั้งตนเองอย่างเข้มแข็ง และการสร้างแกนนำมวลชนที่มีคุณภาพจำนวนมาก
 
ดังนั้น การเมืองในสภาจึงเป็นเพียงสมรภูมิระยะสั้นเพื่อสะสมกำลัง ส่วนการเคลื่อนไหวนอกสภาคือสมรภูมิระยะยาวที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมอย่างถึงแก่นของปัญหา

ด้วยการเคลื่อนไหวนอกสภาเช่นนี้ พรรคประชาชนและแกนนำมวลชนของพรรคจึงจะเป็นดั่งแสงดาวแห่งศรัทธาที่มวลชนสามารถหวังพึ่งนำทางได้.

https://www.facebook.com/permalink.php?story_fbid=122152022523349206&id=61590476194704