ผิดแบบกลับหัวกลับหางเลยนะครับ ท่านอนุทิน
https://www.facebook.com/share/v/1BFJmYvbVK/?mibextid=wwXIfr
Wasin Pippypon
·Chaiyan Chaiyaporn เข้าไม่ได้แล้วครับ
Natthapong Chanjorm
·
ยังดูได้ครับ ใครที่เข้าไม่ได้น่าจะโดนช่องบล็อค ดูลิงค์อันนี้แทนก็ได้ครับ
https://www.facebook.com/share/v/197TiQHyoE/
.....
ปมการเดินทางและเข้าพบ: จากคำสัมภาษณ์ของนายอนุทินที่ระบุทำทำนองว่า "อยู่ดีๆ ผมจะไปกับทางท่านราชเลขานุการในพระองค์ ได้ไหม ถ้าผมไม่มีกำหนด ที่ให้ผมเป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบของคณะเดินทาง" และ "อยู่ดีๆ ผมจะไปประชุมกับท่านองคมนตรีได้ไหม ถ้าผมไม่มีกำหนดการที่เชิญผมไปร่วม"
ประเด็นสำคัญที่ ศ.ดร.ไชยันต์ โต้แย้ง
คำถามกลับจาก อ.ไชยันต์: ศ.ดร.ไชยันต์ ได้ตั้งคำถามกลับไปยังนายอนุทินในทำนองว่า "อยู่ดีๆ จะไปได้ไหม ถ้าไม่ได้เชิญ ใครเป็นคนกำหนดและใครเป็นคนเชิญ ระหว่างราชเลขานุการฯ กับตัวนายกรัฐมนตรีเองเป็นผู้กำหนดหรือเป็นคนเชิญ" ซึ่งสะท้อนความสับสนในบทบาทอำนาจและการจัดวาระงานทางการเมืองกับสถาบันฯ
https://www.thaipost.net/x-cite-news/1065995/
.....
(Gemini ขยายความ คำถามกลับจาก อ.ไชยันต์
เด็นนี้ ถือเป็นการจี้จุดยุทธศาสตร์ทางรัฐศาสตร์และกฎหมายมหาชนเกี่ยวกับ "อำนาจในการจัดวางวาระงาน (Agenda Setting)" และ "ความรับผิดชอบทางการเมือง (Political Accountability)" ของฝ่ายบริหาร
คำถามที่ว่า "ใครเป็นคนกำหนดและใครเป็นคนเชิญ ระหว่างราชเลขานุการฯ กับตัวนายกรัฐมนตรี" สามารถขยายความในเชิงโครงสร้างและหลักการได้ดังนี้:
1. หลักการ "กษัตริย์ปกเกล้า แต่ไม่ได้ปกครอง" และผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ฝ่ายบริหารเป็นผู้เสนอและรับผิดชอบ: ในระเบียบรัฐธรรมนูญแบบรัฐสภา วาระงานที่เป็นเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน งานนโยบาย หรือภารกิจระดับชาติต้องมาจากฝ่ายบริหาร (นายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรี) ฝ่ายบริหารคือผู้พิจารณาความจำเป็น แล้วจึงนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบหรือขอพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์
ราชเลขานุการในพระองค์คือผู้ประสานงาน: หน่วยงานในพระองค์ทำหน้าที่สนองพระเดชพระคุณ ประสานงานด้านพิธีการและตารางเวรภารกิจ ไม่ใช่ผู้กำหนดวาระทางการเมืองหรือแต่งตั้งภารกิจการเมืองให้กับรัฐมนตรี การที่ฝ่ายบริหารกล่าวในทำนองว่า "ต้องรอให้ทางราชเลขานุการฯ กำหนด/เชิญ" จึงเป็นการโยกย้ายอำนาจในการตัดสินใจทางการเมืองไปไว้ที่สำนักพระราชวัง
2. การสร้าง "เกราะคุ้มกันทางการเมือง" (Political Shield)
การระบุว่าการลงพื้นที่หรือร่วมกิจกรรมใดๆ เป็นไปตามขั้นตอนของราชเลขานุการฯ อาจถูกมองว่าเป็นการนำองค์กรในพระองค์มาเป็น "เกราะคุ้มกัน" ความชอบธรรมในการทำงานของตนเอง
ดร.ไชยันต์ ชี้ให้เห็นว่า หากนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีไม่ใช่อำนาจตนเองในการกำหนดวาระ แต่ใช้คำสั่งหรือการเชิญจากส่วนในพระองค์เป็นอ้างอิง เมื่อเกิดข้อผิดพลาดหรือกระแสต่อต้านทางการเมือง ความรับผิดชอบนั้นจะตกอยู่กับใคร ซึ่งตามหลักการแล้ว พระมหากษัตริย์ทรงอยู่นอกเหนือการเมืองและไม่ต้องรับผิดชอบทางการเมือง (The King can do no wrong)
3. การสับสนเรื่อง "ผู้ใช้อำนาจ" กับ "ผู้สนองงาน"
กลับหัวกลับหาง: ฝ่ายบริหารได้รับมอบอำนาจจากประชาชนผ่านรัฐธรรมนูญให้บริหารประเทศ นายกรัฐมนตรีจึงเป็นผู้มีอำนาจสั่งการและจัดวาระงานของตนเองและรัฐมนตรี
หากนักการเมืองวางบทบาทตนเองเป็นเพียง "ผู้รอรับคำสั่ง/คำเชิญ" จากฝ่ายราชเลขานุการฯ จะทำให้ด่านการบริหารราชการแผ่นดินขาดความเป็นตัวของตัวเอง และกลายเป็นการดึงสถาบันฯ เข้ามาร่วมใช้อำนาจบริหารโดยไม่ตั้งใจ
(Gemini ขยายความ คำถามกลับจาก อ.ไชยันต์
เด็นนี้ ถือเป็นการจี้จุดยุทธศาสตร์ทางรัฐศาสตร์และกฎหมายมหาชนเกี่ยวกับ "อำนาจในการจัดวางวาระงาน (Agenda Setting)" และ "ความรับผิดชอบทางการเมือง (Political Accountability)" ของฝ่ายบริหาร
คำถามที่ว่า "ใครเป็นคนกำหนดและใครเป็นคนเชิญ ระหว่างราชเลขานุการฯ กับตัวนายกรัฐมนตรี" สามารถขยายความในเชิงโครงสร้างและหลักการได้ดังนี้:
1. หลักการ "กษัตริย์ปกเกล้า แต่ไม่ได้ปกครอง" และผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
ฝ่ายบริหารเป็นผู้เสนอและรับผิดชอบ: ในระเบียบรัฐธรรมนูญแบบรัฐสภา วาระงานที่เป็นเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน งานนโยบาย หรือภารกิจระดับชาติต้องมาจากฝ่ายบริหาร (นายกรัฐมนตรี/รัฐมนตรี) ฝ่ายบริหารคือผู้พิจารณาความจำเป็น แล้วจึงนำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงทราบหรือขอพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์
ราชเลขานุการในพระองค์คือผู้ประสานงาน: หน่วยงานในพระองค์ทำหน้าที่สนองพระเดชพระคุณ ประสานงานด้านพิธีการและตารางเวรภารกิจ ไม่ใช่ผู้กำหนดวาระทางการเมืองหรือแต่งตั้งภารกิจการเมืองให้กับรัฐมนตรี การที่ฝ่ายบริหารกล่าวในทำนองว่า "ต้องรอให้ทางราชเลขานุการฯ กำหนด/เชิญ" จึงเป็นการโยกย้ายอำนาจในการตัดสินใจทางการเมืองไปไว้ที่สำนักพระราชวัง
2. การสร้าง "เกราะคุ้มกันทางการเมือง" (Political Shield)
การระบุว่าการลงพื้นที่หรือร่วมกิจกรรมใดๆ เป็นไปตามขั้นตอนของราชเลขานุการฯ อาจถูกมองว่าเป็นการนำองค์กรในพระองค์มาเป็น "เกราะคุ้มกัน" ความชอบธรรมในการทำงานของตนเอง
ดร.ไชยันต์ ชี้ให้เห็นว่า หากนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีไม่ใช่อำนาจตนเองในการกำหนดวาระ แต่ใช้คำสั่งหรือการเชิญจากส่วนในพระองค์เป็นอ้างอิง เมื่อเกิดข้อผิดพลาดหรือกระแสต่อต้านทางการเมือง ความรับผิดชอบนั้นจะตกอยู่กับใคร ซึ่งตามหลักการแล้ว พระมหากษัตริย์ทรงอยู่นอกเหนือการเมืองและไม่ต้องรับผิดชอบทางการเมือง (The King can do no wrong)
3. การสับสนเรื่อง "ผู้ใช้อำนาจ" กับ "ผู้สนองงาน"
กลับหัวกลับหาง: ฝ่ายบริหารได้รับมอบอำนาจจากประชาชนผ่านรัฐธรรมนูญให้บริหารประเทศ นายกรัฐมนตรีจึงเป็นผู้มีอำนาจสั่งการและจัดวาระงานของตนเองและรัฐมนตรี
หากนักการเมืองวางบทบาทตนเองเป็นเพียง "ผู้รอรับคำสั่ง/คำเชิญ" จากฝ่ายราชเลขานุการฯ จะทำให้ด่านการบริหารราชการแผ่นดินขาดความเป็นตัวของตัวเอง และกลายเป็นการดึงสถาบันฯ เข้ามาร่วมใช้อำนาจบริหารโดยไม่ตั้งใจ