วันอาทิตย์, กันยายน 20, 2569

วิเคราะห์มุมมองอนุรักษนิยมไทย ภูมิใจไทยยังตอบโจทย์ฝ่ายอนุรักษนิยมไทยหรือไม่ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์ "ระบอบสีน้ำเงิน" (แต่สำหรับชนชั้นนำตัวจริง ชนชั้นนำที่มีอำนาจมากที่สุดในไทย ภูมิใจไทยยังเป็นที่น่าพอใจสำหรับพวกเขา")


ภูมิใจไทยยังตอบโจทย์ฝ่ายอนุรักษนิยมไทยหรือไม่ ท่ามกลางกระแสวิพากษ์ "ระบอบสีน้ำเงิน"

วศินี พบูประภาพ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
Published 18 กันยายน 2026

"คุณอาจจะเอ่ยชื่อคนนั้นคนนี้ (ที่ไม่พอใจนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล) ขึ้นมาก็ได้ แต่สำหรับชนชั้นนำตัวจริง ชนชั้นนำที่มีอำนาจมากที่สุดในไทย ภูมิใจไทยยังเป็นที่น่าพอใจสำหรับพวกเขา"

นี่คือความคิดเห็นของ โจชัว เคิร์ลแอนซิก นักวิชาการอาวุโสด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ จากสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations - CFR) สถาบันคลังสมองในสหรัฐอเมริกา เขาให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยทางโทรศัพท์ถึงกระแสความนิยมของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในหมู่อนุรักษนิยมไทย

ที่ผ่านมา เราเริ่มเห็นกระแสความไม่พอใจต่อรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ปรากฏขึ้นในหมู่กลุ่มคนที่อาจพูดได้ว่าเป็นฝ่ายอนุรักษนิยม หนึ่งในนั้นคือนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ได้แถลงข่าวตั้งคำถามถึงการบริหารงานของรัฐบาลนายอนุทิน โดยเชื่อมโยงกับคดีฮั้วเลือก สว. พร้อมอ้างว่า "ใครอยากได้เสียง สว. ก็ต้องแวะไปที่ จ.บุรีรัมย์... อนุมานได้ว่าคนที่ได้รับเลือกก็น่าจะมีอิทธิพลมาจาก จ.บุรีรัมย์ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง"

อีกหนึ่งเสียงจากฝ่ายอนุรักษนิยมที่กล่าววิจารณ์พรรคภูมิใจไทย คือ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหารปี 2557 เขาระบุในรายการออนไลน์ของ Zaabnews ว่า "ภูมิใจไทยปัจจุบันนี้ก็พยายามที่จะเป็นเผด็จการรัฐสภาโดยทุนนิยมสามานย์"

เขายังเปรียบเทียบตามความเชื่อของตนว่า พรรคภูมิใจไทยนั้นไม่ต่างอะไรกับพรรคไทยรักไทยในอดีต "มันเหมือนจะก๊อบปี้ เพียงแต่เพิ่มดีกรีความเลวร้ายมากกว่าในระบอบทักษิณตอนนั้น เพราะอะไร คุณเล่นยึด สว. ก่อนเลย และยึดได้เยอะกว่าด้วย"

ด้าน เทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวทางรายการเคลียร์ ชัด ชัด ช่องเวิร์คพอยท์ เปรียบเทียบ "ระบอบสีน้ำเงิน" กับสิ่งที่เขาเรียกว่า "ระบอบทักษิณ" โดยชี้ว่าผู้ที่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับระบอบทักษิณก็เชื่อว่าจะไม่มีปัญหา แต่สุดท้ายก็ต้องได้รับโทษจำคุก และได้เตือนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ "ระบอบน้ำเงิน" ว่า "ถ้าคุณเชื่อมั่นในระบอบน้ำเงิน... คุณก็เตรียมตัว [ติดคุก] ก็แล้วกัน"

กระแสความไม่พอใจสิ่งที่หลายคนเรียกว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" จากฝ่ายอนุรักษนิยม มีเหตุปัจจัยจากอะไร และจะพัฒนาไปในทิศทางใดหลังจากนี้ บีบีซีไทยพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ 3 รายเพื่อวิเคราะห์หาคำตอบ

ภูมิใจไทยไล่ฝ่ายก้าวหน้าได้ แต่ยังไม่ใช่ตัวแทนของกลุ่มอนุรักษนิยมทั้งหมด

ดร.ณพล จาตุศรีพิทักษ์ นักวิจัยรับเชิญที่สถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค (ISEAS - Yusof Ishak Institute) ของสิงคโปร์ ให้ความเห็นกับบีบีซีไทยผ่านจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ว่า "แม้พรรคภูมิใจไทยจะชนะและกวาดคะแนนเสียงจากกลุ่มอนุรักษนิยมไปได้ในการเลือกตั้งที่ผ่านมา แต่พรรคก็ไม่สามารถผูกขาดการอ้างตนเป็นตัวแทนของฝ่ายอนุรักษนิยมได้ทั้งหมด"

ดร.ณพล ซึ่งเป็นนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง ชี้ว่ากลุ่มอนุรักษนิยมไทยไม่ได้เป็นกลุ่มก้อนที่เป็นเนื้อเดียวกัน (monolithic) ทั้งหมด ในทัศนะของเขา กลุ่มอนุรักษนิยมในไทยสามารถจำแนกออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก

"สำหรับผม มีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่าง หนึ่ง กลุ่มอนุรักษนิยมที่ไม่สนใจวิธีการเลยว่าจะใช้วิธีใดในการกีดกันและลดบทบาทคู่แข่งฝ่ายก้าวหน้าหรือเครือข่ายที่เอาทักษิณ แม้ว่าวิธีการเหล่านั้นจะต้องพึ่งพาตัวละครทางการเมืองที่โดยปกติแล้วพวกเขาจะมองว่าขัดต่ออุดมการณ์อนุรักษนิยมก็ตาม"

สำหรับกลุ่มที่สอง เขาสรุปว่าคือ "กลุ่มอนุรักษนิยมที่ยังคงยึดมั่นในอุดมคติแบบจารีตเรื่องการปกครองโดย 'คนดี'"

ด้าน วสุชน รักษ์ประชาไท อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช แสดงทัศนะกับบีบีซีไทยเช่นกันว่า สำหรับเขา กลุ่มอนุรักษนิยมไทยไม่ได้มีความเป็นเนื้อเดียวกัน

เขายกตัวอย่างปรากฏการณ์ทางสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ตัดสินใจย้ายจากพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ไปร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) วสุชนระบุว่าเพจเฟซบุ๊กที่สนับสนุน "กลุ่มการเมืองฝ่ายขวา" เช่น เพจเชียร์ลุง หรือเพจเครือข่ายพรรครวมไทยสร้างชาติ ต้องสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจกับมวลชนของตนเองอย่างหนัก

"เขาก็ต้องทำคอนเทนต์เพื่ออธิบายกับมวลชนในเพจของตัวเองเหมือนกัน สารที่ส่งออกมาก็คือ ขอให้คนเหล่านี้มีโอกาสได้ทำหน้าที่ ถึงจะอยู่ในพรรคที่มีภาพลักษณ์เรื่องการโกงหรือคอร์รัปชัน แต่ถ้าตัวบุคคลยังซื่อสัตย์สุจริต ก็สามารถทำงานเพื่อประชาชนได้"

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ทั้งสองคนมองว่าในขณะนั้นกลุ่มอนุรักษนิยมไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากภูมิใจไทย

"พวกเขา (กลุ่มอนุรักษนิยม) มีความเห็นพ้องตรงกันถึงความจำเป็นว่าต้องกีดกันพรรคประชาชนซึ่งเป็นฝ่ายก้าวหน้าให้ออกไปจากอำนาจ และอาจเคยเห็นพ้องร่วมกันในช่วงการเลือกตั้ง 8 ก.พ. ว่าพรรคภูมิใจไทยและอนุทินคือยานพาหนะฝั่งอนุรักษนิยมเพียงหนึ่งเดียวที่น่าเชื่อถือในการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว" ดร.ณพล กล่าวกับบีบีซีไทย

ปัจจัยตัดคะแนนเครือข่าย "สีน้ำเงิน"

นักวิชาการไทยที่ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยระบุด้วยว่า ความไม่พอใจของกลุ่มอนุรักษนิยมต่อพรรคภูมิใจไทยนั้น ก่อตัวขึ้นมาจากหลายปัจจัย ตั้งแต่ปัจจัยเรื่องอุดมการณ์ ปัจจัยเรื่องการจัดสรรอำนาจ ไปจนถึงปัจจัยด้านเศรษฐกิจในมิติของอุดมการณ์

ดร.ณพล ระบุว่า กลุ่มอนุรักษนิยมแบบจารีตยังคงยึดมั่นในอุดมคติเรื่องการปกครองโดย "คนดี" ทว่าการบริหารประเทศภายใต้การนำของเครือข่ายพรรคภูมิใจไทย หรือ "ระบอบสีน้ำเงิน" กลับถูกคนกลุ่มนี้มองว่าเป็นการปกครองโดยกลุ่มนักการเมืองระบบบ้านใหญ่ที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน พัวพันกับการทุจริต และไม่คู่ควรกับตำแหน่ง

"ปัญหาก็คือภูมิใจไทยถูกมองว่าสามารถครอบงำองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้กลไกสำคัญที่ชนชั้นนำอนุรักษนิยมเคยใช้คุมเกมหรือสกัดพรรคการเมืองที่อาจใช้อำนาจเกินขอบเขต อ่อนแอลงจนแทบไม่เหลือประสิทธิภาพ" ดร.ณพลระบุ และชี้ว่าการแผ่อิทธิพลทางการเมืองของภูมิใจไทยยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ด้านคุณค่าของพรรคอีกด้วย

"สิ่งที่เขา (ผู้วิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายอนุรักษนิยม) ไม่เห็นด้วย คือการขยายและรวบอำนาจที่เกิดขึ้นภายใต้พรรคภูมิใจไทย ซึ่งสำหรับบางคนแล้วอาจเท่ากับการทรยศต่อสิ่งที่กลุ่มอนุรักษนิยมยึดถือ นั่นคือระเบียบสังคมที่มีศูนย์กลางอยู่ที่สถาบันหลักของประเทศและนำโดยอำนาจทางศีลธรรมของ 'คนดี'" นักวิจัยรับเชิญที่สถาบันยูซุฟ อิสฮัค ประเทศสิงคโปร์ กล่าว

ในตอนหนึ่งของการแถลงข่าวของนายสนธิ ลิ้มทองกุล สะท้อนสิ่งที่ ดร.ณพล กล่าวถึง โดยนายสนธิระบุว่า ประชาชนกลุ่มที่เรียกร้องให้เขาออกมาเริ่มการเคลื่อนไหวนั้น เป็นกลุ่มคน "ที่อยากเห็นรัฐบาลมีศีลธรรม มีความซื่อสัตย์ และมีความกล้าหาญ... แต่ผมไม่เห็นคุณลักษณะเหล่านี้ในกลุ่มคนของคุณอนุทิน"


การเคลื่อนไหวระลอกล่าสุดของนายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำ พธม. ได้ออกมาวิจารณ์การทำงานของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล รวมถึงเรื่องการจัดระเบียบนักท่องเที่ยว นโยบายด้านศูนย์ข้อมูล และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือก สว.

ดร.ณพล ยังแสดงทัศนะด้วยว่า ชัยชนะทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยเอื้อประโยชน์ให้กับชนชั้นนำเพียงกลุ่มเล็ก ๆ ที่มีความใกล้ชิดกับผู้ถือครองอำนาจในพรรคเท่านั้น แทนที่จะกระจายประโยชน์ไปยังเครือข่ายอนุรักษนิยมในวงกว้าง

"ผมคิดว่าปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของการคัดค้านระบอบสีน้ำเงินโดยฝ่ายอนุรักษนิยม คือการรับรู้ว่าการมีพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้นำนั้น ส่งผลประโยชน์ให้แก่ชนชั้นนำเพียงกลุ่มที่แคบกว่ามากเมื่อเทียบกับที่อนุรักษนิยมหลายฝ่ายเคยคาดหวังไว้" นักวิจัยจากสิงคโปร์อธิบาย "แม้ชัยชนะในการเลือกตั้งของพรรคจะถูกยกย่องว่าเป็นชัยชนะของฝ่ายอนุรักษนิยม แต่ดอกผลของชัยชนะนั้นกลับตกอยู่กับคนกลุ่มเล็ก ๆ ที่เชื่อมโยงกับผู้กุมอำนาจในพรรค ซึ่งความยึดมั่นของคนกลุ่มนี้ต่อระเบียบอนุรักษนิยมในภาพรวมอาจดูเป็นเพียงการแสดงบทบาทภายนอกเท่านั้น"

ยิ่งไปกว่านั้น การที่พรรคการเมืองขยายอิทธิพลเข้าไปในพื้นที่เชิงสถาบัน (institutional domains) หรือบรรดาองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่ง "แต่เดิมเคยถูกมองว่าเป็นพื้นที่สงวนสำหรับกลุ่มชนชั้นนำสายราชการ รอยัลลิสต์ และผู้ทรงเกียรติ" ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกสูญเสียอำนาจของชนชั้นนำกลุ่มดั้งเดิมยิ่งขึ้น

ความเห็นข้างต้นสอดคล้องกับมุมมองของ โจชัว เคิร์ลแอนซิก นักวิเคราะห์การเมืองรายนี้มองว่า ชัยชนะของพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งเกิดขึ้นจากการเกณฑ์คะแนนเสียงระดับพื้นที่และระบบเครือข่ายอุปถัมภ์ ซึ่งมีความแตกต่างและใหม่กว่าเครือข่ายในอดีต

"ผมคิดว่านี่เป็นปัจจัยหนึ่งที่สร้างความโกรธเคือง ความผิดหวัง หรือความเบื่อหน่ายให้แก่คนบางกลุ่มที่ไม่ได้รับผลประโยชน์จากระบบอุปถัมภ์นี้ ในขณะที่ภูมิใจไทยกลับจัดสรรผลประโยชน์อุปถัมภ์ให้แก่กลุ่มคนชุดใหม่แทน" นักวิชาการอเมริกันซึ่งเคยพำนักอยู่ในไทยในช่วงทศวรรษ 1990-2000 ระบุ



โจชัวมองด้วยว่า อีกหนึ่งปัจจัยหลักที่ทำให้ความนิยมของพรรคภูมิใจไทยเสื่อมลงในหมู่บุคคลที่เคยสนับสนุนคือปัจจัยด้านเศรษฐกิจ

นักวิชาการด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รายนี้เปรียบเทียบคะแนนความนิยมของพรรคภูมิใจไทยกับผู้นำของประเทศอาเซียนอื่น ๆ ว่าลดลงไม่ต่างกันในช่วงเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะหลังช่วงที่เกิดสถานการณ์ทางเศรษฐกิจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการประกาศกำแพงภาษีของรัฐบาลสหรัฐฯ ไปจนถึงวิกฤตพลังงานจากสงครามในอ่าวเปอร์เซีย

"เกือบทุกประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เว้นแต่มาเลเซียหรือบรูไนที่มีน้ำมันของตัวเอง ที่เหลือต่างก็กำลังดิ้นรนหนัก และคะแนนความนิยมของผู้นำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทุกคนที่เราสามารถวัดผลได้... อย่างประเทศที่มีการวัดผล เช่น อันวาร์ (มาเลเซีย), ปราโบโว (อินโดนีเซีย), มาร์กอส จูเนียร์ (ฟิลิปปินส์) เราจะเห็นได้ว่าคะแนนความนิยมตกลงเหมือนกันหมด"

"มันเป็นเรื่องยากที่จะรักษาความนิยมเอาไว้ได้ในเวลาที่ทุกคนกำลังดิ้นรนกับปัญหาทางเศรษฐกิจ และผมคิดว่านั่นก็เป็นปัจจัยหนึ่งสำหรับพรรคภูมิใจไทยเช่นกัน" นักวิเคราะห์การเมืองด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ กล่าว

มีคนเสียใจที่เลือกภูมิใจไทย แต่ไม่ใช่กลุ่มที่สำคัญ

ในสายตาของ ดร.ณพล เมื่อรัฐบาลของนายกฯ อนุทิน ไม่สามารถตอบสนองต่อข้อเรียกร้องและความเดือดร้อนของประชาชนได้ตามที่คาดหวัง และไม่สามารถทำตามสัญญาในการสร้างรัฐบาลที่นำโดยผู้เชี่ยวชาญหรือกลุ่มเทคโนแครต (technocratic leadership) ได้อย่างเป็นรูปธรรม ก็ได้ทำให้เกิดความคับข้องใจตามมา

ขณะเดียวกัน เขาระบุว่าตอนนี้พรรคฝ่ายค้านในสภาก็ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก

"พรรคฝ่ายค้านเองก็ไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่จะดึงเอาความรู้สึก (ไม่พอใจรัฐบาล) เหล่านี้มาปลุกกระแสหรือใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากฝ่ายค้านในสภามีจำนวนน้อยเกินกว่าจะท้าทายได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ค่ายสีส้มก็ถูกมองว่ามีส่วนร่วมจากการโหวตให้อนุทิน"

เขามองว่าสถานการณ์เช่นนี้ก่อให้เกิดสภาวะสุญญากาศทางการเมืองที่เปิดช่องว่างให้บุคคลภายนอกสภา อย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล ก้าวเข้ามาเป็นตัวแทนเพื่อสะท้อนความไม่พอใจของประชาชน และสถาปนาตนเองในฐานะผู้พิทักษ์ระเบียบอนุรักษนิยมที่พวกเขาเชื่อว่ากำลังถูกลดทอนคุณค่าลงโดยกลุ่มผู้มีอำนาจในปัจจุบันซึ่งเป็นกลุ่มอนุรักษนิยม "ตัวปลอม" ขณะเดียวกันผู้เคยมีส่วนร่วมในการออกแบบระบบการเมืองก็เริ่มออกมาแสดงความเสียใจ

"ผมคิดว่าสิ่งที่เราเห็นอยู่ในขณะนี้เป็นส่วนผสมระหว่างความรู้สึกเสียดายหรือผิดหวังกับทางเลือกที่เคยตัดสินใจลงไปของชนชั้นนำฝ่ายอนุรักษนิยมไทย กับความพยายามอย่างจงใจที่จะตีตัวออกห่างจากผลลัพธ์ของการจัดวางสถาบันทางการเมืองและนักการเมืองที่พวกเขาเองเคยมีส่วนสร้างและผลักดันขึ้นสู่อำนาจ" ดร.ณพล กล่าว

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าความเคลื่อนไหวของกลุ่มอนุรักษนิยมที่เกิดขึ้นในระลอกนี้อาจไม่ส่งผลมากนัก

"คำถามที่สำคัญที่สุดคือชนชั้นนำกลุ่มใดกำลังไม่พอใจต่อสถานการณ์ในปัจจุบัน เพราะเรื่องนี้จะมีความสำคัญทางการเมืองมากขึ้นอีก หากความไม่พอใจนี้ได้ขยายไปถึงกลุ่มชนชั้นนำที่อยู่ใจกลางของสิ่งที่โดยทั่วไปเราเข้าใจกันว่าเป็นเครือข่ายอำนาจฝ่ายอนุรักษนิยมที่มีฐานอยู่บนสถาบันหลัก และกองทัพของไทย" ดร.ณพล ระบุ

ส่วน โจชัว เคิร์ลแอนซิก ประเมินว่า โดยภาพรวมแล้วพรรคสีน้ำเงินยังคงเป็นที่ยอมรับและสร้างความพึงพอใจให้กับ "ชนชั้นนำตัวจริง" ได้ไม่เสื่อมคลาย

"เมื่อผมพูดถึงชนชั้นนำตัวจริง ผมหมายถึง กองทัพ, กอ.รมน., กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่สุดอย่าง ซีพี และแน่นอนสถาบันหลัก ผมคิดว่าภูมิใจไทยเป็นที่น่าพอใจสำหรับพวกเขาแล้ว" นักวิเคราะห์การเมืองจากสถาบัน CFR สหรัฐฯ ชี้



ไม่มีตัวเลือกอื่นสำหรับอนุรักษนิยม

วสุชน นักวิชาการที่ศึกษาขบวนการฝ่ายอนุรักษนิยมชี้ว่าเป้าหมายหลักของฝ่ายอนุรักษนิยมไทยตอนนี้ไม่ใช่การขับไล่รัฐบาลอย่างแน่นอน สำหรับเขาแล้วประเด็นนี้สะท้อนผ่านการแสดงออกของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 7 ก.ย. ที่ผ่านมา

"เขา [นายสนธิ] บอกว่า 'นี่ไม่ใช่การท้าทายหรือท้าชกกับใคร แต่เป็นการเปิดโอกาสให้รัฐบาลได้ทำความดี ไม่ฉ้อราษฎร์บังหลวง' ซึ่งสอดคล้องกับสารที่เขาสื่อสารมาตลอด คือไม่ได้ออกมาเพื่อขับไล่รัฐบาลโดยตรง แต่ต้องการกดดันหรือกระตุ้นให้รัฐบาลดำเนินการบางอย่างมากกว่า" อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช วิเคราะห์

ด้าน โจชัว เคิร์ลแอนซิก ให้ความเห็นในทิศทางเดียวกัน เขามองว่าพรรคภูมิใจไทยยังคงเป็นทางเลือกหลักที่กลุ่มชนชั้นนำในสังคมยอมรับได้

"ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องจริงที่พรรคภูมิใจไทยเริ่มดูเหมือนจะเป็น 'ภาระ' (liability) มากกว่าแต่ก่อน กล่าวคือพวกเขาผลักดันนโยบายไม่ค่อยสำเร็จ เศรษฐกิจก็แย่ แถมยังมีประเด็นอื้อฉาวอีก"

กระนั้นแล้ว เขาก็ประเมินว่าหากกลุ่มอำนาจตัดสินใจโค่นล้มอำนาจของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือเข้าไปแทรกแซงรัฐบาล ก็จะต้องแบกรับความเสี่ยงจากความผันผวนที่ไม่อาจคาดเดาได้

"เพราะทุกครั้งที่คุณเปลี่ยนโครงสร้าง คุณไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแน่ชัดร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นจึงต้องชั่งน้ำหนักความเสี่ยงนั้นกับสิ่งที่มีอยู่ในมือ" โจชัว เคิร์ลแอนซิก กล่าว

"จริงอยู่ อาจมีชนชั้นนำหลายฝ่ายที่เริ่มไม่พอใจและกลับมาทบทวนว่า พรรคภูมิใจไทยยังคงเป็น 'ยานพาหนะ' ที่ดีที่สุดเพื่อผลประโยชน์ของฝั่งอนุรักษนิยมจริงหรือไม่ แต่ย้ำอีกครั้งว่า ณ ตอนนี้ยังไม่เห็นสัญญาณของการลุกฮือโค่นล้มอย่างเป็นขบวนการจากชนชั้นนำแต่อย่างใด" นักวิชาการจาก CFR กล่าวเสริม

เขายังตั้งข้อสังเกตทิ้งท้าย โดยประเมินจากมุมมองของเครือข่ายชนชั้นนำว่า ชนชั้นนำไทยอาจไม่มีตัวเลือกอื่น ๆ ที่มีศักยภาพเพียงพอจะมาทำหน้าที่แทนพรรคภูมิใจไทยได้อีกแล้วในเวลานี้

"แล้วจะเอาอะไรมาแทนที่พรรคภูมิใจไทย ?... อะไรคือตัวเลือกที่ดีกว่านี้ หากคุณมองในมุมของผู้มีอำนาจ หรือกลุ่มทุนใหญ่อื่น ๆ"


https://www.bbc.com/thai/articles/cmgl754ee5g3o