
...
Jakkapon Phonlaor
10 hour ago
·
[ม็อบฝ่ายขวากับภารกิจเฉพาะหน้าของพรรคประชาชน]
.
กลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผมเขียนไว้ว่าขบวนการเคลื่อนไหวที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้จะอยู่บนพื้นฐานอารมณ์ร่วมแบบประชาชาตินิยม ที่มีปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นแกนกลาง คือความรู้สึกไม่มั่นคง และความรู้สึกถูกคุกคามจากปัจจัยทุนข้ามชาติ และผู้อพยพย้ายถิ่นฐาน
.
ทั้งหมดนี้ปรากฏชัดขึ้นในการเคลื่อนไหวของสนธิ ลิ้มทองกุล ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว
.
แต่ขบวนการนี้จะขยับขยายไปได้ไกลกว่านี้หรือไม่ ผมคิดว่ามีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง แน่นอนเรารับรู้กันดีว่าขบวนการเคลื่อนไหวของสนธิ ไม่ใช่ขบวนการฝ่ายก้าวหน้าแน่นอน และไม่ใช่ขบวนการที่ควรเข้าร่วมด้วย เพราะโดยสภาพการณ์แล้วสนธิ และเครือข่ายคือฝ่ายอนุรักษ์นิยมเดิมที่ถูกกีดกันออกจากวงรอบของระบอบสีน้ำเงิน
.
สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาก็คือ อารมณ์ความรู้สึกไม่พอใจต่อสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในสังคมไทยนั้นมีอยู่จริง ความคับข้องใจต่อระบอบสีน้ำเงินขยายตัวมากขึ้นจริง ความไม่เชื่อใจต่อกลไกของรัฐและองค์กรอิสระนั้นกำลังแผ่ขยาย และความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิตจากเรื่องเศรษฐกิจปากท้องนั้นเป็นน้ำเดือดรอวันปะทุ - แต่อารมณ์ความรู้สึกเช่นว่านี้จะเดินหน้าไปในทิศทางไหน?
.
สภาพการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นในช่วงระบอบประยุทธ์หลังรัฐประหาร 2557 จนมาระเบิดออกเป็นขบวนการเคลื่อนไหวในปี 2563 โดยมีกรอบความคิดพลังทางการเมืองแบบก้าวหน้าเป็นฝ่ายนำ ซึ่งโดยรายละเอียดแล้วผมเห็นว่ามันคือการเคลื่อนผ่าน ดังนี้
.
อารมณ์ร่วมของสังคม --> การทดลองต่อสู้ในสภา (อนาคตใหม่+ก้าวไกล) --> ขบวนการเคลื่อนไหวบนท้องถนน
.
ความหมายคืออารมณ์ร่วม ความไม่พอใจของคนระบายออกครั้งแรกผ่านการเลือกตั้ง 2562 แต่เมื่อพบกลไกนิติสงคราม กลไก สว. 250 คน กลไกองค์กรอิสระที่แทรกแซงการตั้งรัฐบาลและทำให้ประชาชนหมดหวังกับการเมืองในระบบ การเคลื่อนไหวนอกสภาหรือบนท้องถนนจึงระเบิดออก
.
แต่หลังช่วงการปราบปรามขบวนการเคลื่อนไหวอย่างหนัก การต่อสู้บนท้องถนนของพลังฝ่ายก้าวหน้าก็ลดกำลังลงและย้ายกลับเข้ามาอยู่ในสภาอีกครั้งผ่านกลไกพรรคการเมือง ซึ่งในด้านหนึ่งก็กลับกลายเป็นการเปลี่ยนพลังของขบวนการเคลื่อนไหวให้กลายเป็นระบบราชการไปโดยปริยาย ในความหมายว่า ขบวนการนอกสภาหมดกำลังที่จะขับเคลื่อน พรรคที่เป็นตัวแทนพลังฝ่ายก้าวหน้ากลายเป็นตัวกลางรับเอาเรื่องราวปัญหาต่างๆ ไปแก้ในสภา สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง ก็ว่ากันไปตามกรณี ซึ่งผมเห็นว่าสภาพการณ์หลังจากนี้จะเป็นดังนี้
.
การต่อสู้ในสภาและกลไกการเมือง --> อารมณ์ร่วมของสังคม --> ขบวนการเคลื่อนไหวบนท้องถนน --> ???
.
ความหมายอย่างตรงไปตรงมาก็คือ กลไกสภาภายใต้ระบอบสีน้ำเงินกำลังและอาจจะเดินหน้าไปสู่ทางตัน ในความหมายที่มันไม่ตอบโจทย์ของประชาชนอีกต่อไป เมื่อนั้นอารมณ์ความรู้สึกของสังคมจะยิ่งขยายความไม่พอใจขึ้น และกลายไปเป็นการลงถนนต่อสู้นอกสภาอีกครั้ง แต่การต่อสู้นอกสภานี้ยังไม่รู้ว่าจะเดินหน้าไปสู่อะไร และอยู่บนกรอบคิดรากฐานความคิดแบบก้าวหน้าหรืออนุรักษ์นิยม
.
ผมเห็นว่าในระยะเฉพาะหน้านี้มีภารกิจสำคัญซึ่งพรรคประชาชนจำเป็นต้องเป็นผู้แบกรับ หรือขบคิดหาวิธีการในทางปฏิบัติ
.
(1) การทำงานในสภาอย่างเต็มที่ มิทิศทางที่ชัดเจน เพื่อแสดงให้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าการเมืองในระบบรัฐสภายังคงมีความหวัง และกลไลในสภายังคงใช้เพื่อต่อกรกับระบอบสีน้ำเงินได้
.
(2) ขยายการทำงานของพรรค จากกลไกแบบราชการ-ศูนย์ดำรงธรรม ไปเป็นการทำงานร่วมเพื่อขยายเครือข่าย จากเดิมที่พรรคกับเครือข่ายเป็นความสัมพันธ์แบบ "รับเหมาทำ" คืแประชาชนมายื่นเรื่องร้องเรียนแล้วพรรคก็รับเรื่องไปสู้ในสภา สำเร็จหรือไม่ค่อยมาแจ้งผลกันอีกครั้ง ต้องปรับไปเป็นการต่อสู้ร่วมกัน ไม่ใช่แค่พรรครับเรื่องมาทำต่อแบบผู้รับเหมา แต่ต้องเชิญชวนประชาชนเจ้าของประเด็นมาสร้างเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหานั้นๆ ร่วมกัน - พรรคต้องเป็นแพลทฟอร์มเชิญชวนและสนับสนุนให้ประชาชนกลายเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงร่วม ไม่ใช่พรรคมีสถานะเป็นผู้รับเหมาหรือพระผู้ไถ่โดยตัดประชาชนออกจากการต่อสู้ทางการเมือง
.
(3) หากอารมณ์ความรู้สึกร่วมของสังคมไทยเดินหน้าไปไกลกว่านี้ พรรคจำเป็นต้องขบคิดกันอย่างหนักว่าจะแสดงจุดยืนอย่างไร ผมเห็นว่าโจทย์นี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะพรรคต้องยืนอยู่ระหว่างทางแพร่ง ด้านหนึ่งคือการสู้กับระบอบสีน้ำเงิน แต่อีกด้านก็ต้องปกป้องระบอบประชาธิปไตยโดยรวมไปพร้อมกัน
.
(4) จุดยืนเชิงหลักการในสภาวะอันน่ากระอักกระอ่วนของพรรค ที่ด้านหนึ่งต้องพยายามเอาชนะระบอบสีน้ำเงินให้ได้ แต่อีกด้านจะเข้าร่วมกับขบวนการเคลื่อนไหวแบบอนุรักษ์นิยมก็ไม่ได้นี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่องคาพยพของพรรคต้องเร่งทำงานทางความคิด ช่วงชิงการนำทางความคิดไม่ใช่เครือข่ายใกล้ชิดของพรรคลื่นไถลเข้าร่วมกับขบวนการอนุรักษ์นิยม
.
(5) ช่วงชิงการนำทางความคิดในสังคม นอกเนหือจากากรทำงานทางความคิดในขั้นของการปักธง จุดประเด็น จุดพลุ ชี้ช่องให้คนสนใจแล้ว พรรคต้องชี้ความเชื่อมโยงของเรื่องต่างๆ ให้ประชาชนคล้อยตามและเห็นด้วยกับแนวทางชุดวิเคราะห์ของพรรคให้ได้ เช่น ทุนข้ามชาติในไทยไม่ได้มีปัญหาแค่อิสราเอล หรือแรงงานข้ามชาติแบบเมียนมา กัมพูชา ไม่ใช่ปัญหาเดียว แต่ยังมีทุนจีนที่มาทั้งแบบถูกกฎหมาย, อาศัยช่องโหว่กฎหมาย ไปถึงทุนเทา ฯลฯ และขบวนการเหล่านี้มันเชื่อมโยงกับเครือข่ายระบอบสีน้ำเงินอย่างไร ฯลฯ
.
ช่วงนี้เข้าใกล้การครบรอบ 20 ปี การรัฐประหาร 2549 แล้ว ถ้าย้อนไปช่วงนั้นจังหวะที่ม็อบพันธมิตรจุดติดก็อาศัยช่วงเวลาไม่ได้นานนัก ผมเห็นว่าสถานการณ์ในปัจจุบันก็คล้ายกัน ความไม่พอใจต่อระบอบสีน้ำเงินขยายตัวมากขึ้นรอแค่ฟางเส้นสุดท้ายขาด - ประเด็นก็คือพลังฝ่ายก้าวหน้าและพรรคประชาชนจะช่วงชิงความไม่พอใจนี้มาแปรเปลี่ยนเป็นพลังของฝ่ายก้าวหน้าได้หรือไม่ - หรือจะรอวิ่งตามกระแสไปเหมือนครั้งสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา.
https://www.facebook.com/gungun.okc/posts/28379951511600676
.....
Atukkit Sawangsuk
·
“กลไกสภาภายใต้ระบอบสีน้ำเงินกำลังและอาจจะเดินหน้าไปสู่ทางตัน ในความหมายที่มันไม่ตอบโจทย์ของประชาชนอีกต่อไป เมื่อนั้นอารมณ์ความรู้สึกของสังคมจะยิ่งขยายความไม่พอใจขึ้น และกลายไปเป็นการลงถนนต่อสู้นอกสภาอีกครั้ง แต่การต่อสู้นอกสภานี้ยังไม่รู้ว่าจะเดินหน้าไปสู่อะไร และอยู่บนกรอบคิดรากฐานความคิดแบบก้าวหน้าหรืออนุรักษ์นิยม”
https://www.facebook.com/BBCnewsThai/posts/1712840944209396Jakkapon Phonlaor
10 hour ago
·
[ม็อบฝ่ายขวากับภารกิจเฉพาะหน้าของพรรคประชาชน]
.
กลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ผมเขียนไว้ว่าขบวนการเคลื่อนไหวที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้จะอยู่บนพื้นฐานอารมณ์ร่วมแบบประชาชาตินิยม ที่มีปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นแกนกลาง คือความรู้สึกไม่มั่นคง และความรู้สึกถูกคุกคามจากปัจจัยทุนข้ามชาติ และผู้อพยพย้ายถิ่นฐาน
.
ทั้งหมดนี้ปรากฏชัดขึ้นในการเคลื่อนไหวของสนธิ ลิ้มทองกุล ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว
.
แต่ขบวนการนี้จะขยับขยายไปได้ไกลกว่านี้หรือไม่ ผมคิดว่ามีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง แน่นอนเรารับรู้กันดีว่าขบวนการเคลื่อนไหวของสนธิ ไม่ใช่ขบวนการฝ่ายก้าวหน้าแน่นอน และไม่ใช่ขบวนการที่ควรเข้าร่วมด้วย เพราะโดยสภาพการณ์แล้วสนธิ และเครือข่ายคือฝ่ายอนุรักษ์นิยมเดิมที่ถูกกีดกันออกจากวงรอบของระบอบสีน้ำเงิน
.
สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาก็คือ อารมณ์ความรู้สึกไม่พอใจต่อสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในสังคมไทยนั้นมีอยู่จริง ความคับข้องใจต่อระบอบสีน้ำเงินขยายตัวมากขึ้นจริง ความไม่เชื่อใจต่อกลไกของรัฐและองค์กรอิสระนั้นกำลังแผ่ขยาย และความรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิตจากเรื่องเศรษฐกิจปากท้องนั้นเป็นน้ำเดือดรอวันปะทุ - แต่อารมณ์ความรู้สึกเช่นว่านี้จะเดินหน้าไปในทิศทางไหน?
.
สภาพการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นในช่วงระบอบประยุทธ์หลังรัฐประหาร 2557 จนมาระเบิดออกเป็นขบวนการเคลื่อนไหวในปี 2563 โดยมีกรอบความคิดพลังทางการเมืองแบบก้าวหน้าเป็นฝ่ายนำ ซึ่งโดยรายละเอียดแล้วผมเห็นว่ามันคือการเคลื่อนผ่าน ดังนี้
.
อารมณ์ร่วมของสังคม --> การทดลองต่อสู้ในสภา (อนาคตใหม่+ก้าวไกล) --> ขบวนการเคลื่อนไหวบนท้องถนน
.
ความหมายคืออารมณ์ร่วม ความไม่พอใจของคนระบายออกครั้งแรกผ่านการเลือกตั้ง 2562 แต่เมื่อพบกลไกนิติสงคราม กลไก สว. 250 คน กลไกองค์กรอิสระที่แทรกแซงการตั้งรัฐบาลและทำให้ประชาชนหมดหวังกับการเมืองในระบบ การเคลื่อนไหวนอกสภาหรือบนท้องถนนจึงระเบิดออก
.
แต่หลังช่วงการปราบปรามขบวนการเคลื่อนไหวอย่างหนัก การต่อสู้บนท้องถนนของพลังฝ่ายก้าวหน้าก็ลดกำลังลงและย้ายกลับเข้ามาอยู่ในสภาอีกครั้งผ่านกลไกพรรคการเมือง ซึ่งในด้านหนึ่งก็กลับกลายเป็นการเปลี่ยนพลังของขบวนการเคลื่อนไหวให้กลายเป็นระบบราชการไปโดยปริยาย ในความหมายว่า ขบวนการนอกสภาหมดกำลังที่จะขับเคลื่อน พรรคที่เป็นตัวแทนพลังฝ่ายก้าวหน้ากลายเป็นตัวกลางรับเอาเรื่องราวปัญหาต่างๆ ไปแก้ในสภา สำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง ก็ว่ากันไปตามกรณี ซึ่งผมเห็นว่าสภาพการณ์หลังจากนี้จะเป็นดังนี้
.
การต่อสู้ในสภาและกลไกการเมือง --> อารมณ์ร่วมของสังคม --> ขบวนการเคลื่อนไหวบนท้องถนน --> ???
.
ความหมายอย่างตรงไปตรงมาก็คือ กลไกสภาภายใต้ระบอบสีน้ำเงินกำลังและอาจจะเดินหน้าไปสู่ทางตัน ในความหมายที่มันไม่ตอบโจทย์ของประชาชนอีกต่อไป เมื่อนั้นอารมณ์ความรู้สึกของสังคมจะยิ่งขยายความไม่พอใจขึ้น และกลายไปเป็นการลงถนนต่อสู้นอกสภาอีกครั้ง แต่การต่อสู้นอกสภานี้ยังไม่รู้ว่าจะเดินหน้าไปสู่อะไร และอยู่บนกรอบคิดรากฐานความคิดแบบก้าวหน้าหรืออนุรักษ์นิยม
.
ผมเห็นว่าในระยะเฉพาะหน้านี้มีภารกิจสำคัญซึ่งพรรคประชาชนจำเป็นต้องเป็นผู้แบกรับ หรือขบคิดหาวิธีการในทางปฏิบัติ
.
(1) การทำงานในสภาอย่างเต็มที่ มิทิศทางที่ชัดเจน เพื่อแสดงให้ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าการเมืองในระบบรัฐสภายังคงมีความหวัง และกลไลในสภายังคงใช้เพื่อต่อกรกับระบอบสีน้ำเงินได้
.
(2) ขยายการทำงานของพรรค จากกลไกแบบราชการ-ศูนย์ดำรงธรรม ไปเป็นการทำงานร่วมเพื่อขยายเครือข่าย จากเดิมที่พรรคกับเครือข่ายเป็นความสัมพันธ์แบบ "รับเหมาทำ" คืแประชาชนมายื่นเรื่องร้องเรียนแล้วพรรคก็รับเรื่องไปสู้ในสภา สำเร็จหรือไม่ค่อยมาแจ้งผลกันอีกครั้ง ต้องปรับไปเป็นการต่อสู้ร่วมกัน ไม่ใช่แค่พรรครับเรื่องมาทำต่อแบบผู้รับเหมา แต่ต้องเชิญชวนประชาชนเจ้าของประเด็นมาสร้างเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหานั้นๆ ร่วมกัน - พรรคต้องเป็นแพลทฟอร์มเชิญชวนและสนับสนุนให้ประชาชนกลายเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงร่วม ไม่ใช่พรรคมีสถานะเป็นผู้รับเหมาหรือพระผู้ไถ่โดยตัดประชาชนออกจากการต่อสู้ทางการเมือง
.
(3) หากอารมณ์ความรู้สึกร่วมของสังคมไทยเดินหน้าไปไกลกว่านี้ พรรคจำเป็นต้องขบคิดกันอย่างหนักว่าจะแสดงจุดยืนอย่างไร ผมเห็นว่าโจทย์นี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะพรรคต้องยืนอยู่ระหว่างทางแพร่ง ด้านหนึ่งคือการสู้กับระบอบสีน้ำเงิน แต่อีกด้านก็ต้องปกป้องระบอบประชาธิปไตยโดยรวมไปพร้อมกัน
.
(4) จุดยืนเชิงหลักการในสภาวะอันน่ากระอักกระอ่วนของพรรค ที่ด้านหนึ่งต้องพยายามเอาชนะระบอบสีน้ำเงินให้ได้ แต่อีกด้านจะเข้าร่วมกับขบวนการเคลื่อนไหวแบบอนุรักษ์นิยมก็ไม่ได้นี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่องคาพยพของพรรคต้องเร่งทำงานทางความคิด ช่วงชิงการนำทางความคิดไม่ใช่เครือข่ายใกล้ชิดของพรรคลื่นไถลเข้าร่วมกับขบวนการอนุรักษ์นิยม
.
(5) ช่วงชิงการนำทางความคิดในสังคม นอกเนหือจากากรทำงานทางความคิดในขั้นของการปักธง จุดประเด็น จุดพลุ ชี้ช่องให้คนสนใจแล้ว พรรคต้องชี้ความเชื่อมโยงของเรื่องต่างๆ ให้ประชาชนคล้อยตามและเห็นด้วยกับแนวทางชุดวิเคราะห์ของพรรคให้ได้ เช่น ทุนข้ามชาติในไทยไม่ได้มีปัญหาแค่อิสราเอล หรือแรงงานข้ามชาติแบบเมียนมา กัมพูชา ไม่ใช่ปัญหาเดียว แต่ยังมีทุนจีนที่มาทั้งแบบถูกกฎหมาย, อาศัยช่องโหว่กฎหมาย ไปถึงทุนเทา ฯลฯ และขบวนการเหล่านี้มันเชื่อมโยงกับเครือข่ายระบอบสีน้ำเงินอย่างไร ฯลฯ
.
ช่วงนี้เข้าใกล้การครบรอบ 20 ปี การรัฐประหาร 2549 แล้ว ถ้าย้อนไปช่วงนั้นจังหวะที่ม็อบพันธมิตรจุดติดก็อาศัยช่วงเวลาไม่ได้นานนัก ผมเห็นว่าสถานการณ์ในปัจจุบันก็คล้ายกัน ความไม่พอใจต่อระบอบสีน้ำเงินขยายตัวมากขึ้นรอแค่ฟางเส้นสุดท้ายขาด - ประเด็นก็คือพลังฝ่ายก้าวหน้าและพรรคประชาชนจะช่วงชิงความไม่พอใจนี้มาแปรเปลี่ยนเป็นพลังของฝ่ายก้าวหน้าได้หรือไม่ - หรือจะรอวิ่งตามกระแสไปเหมือนครั้งสงครามชายแดนไทย-กัมพูชา.
https://www.facebook.com/gungun.okc/posts/28379951511600676
.....
Atukkit Sawangsuk
·
“กลไกสภาภายใต้ระบอบสีน้ำเงินกำลังและอาจจะเดินหน้าไปสู่ทางตัน ในความหมายที่มันไม่ตอบโจทย์ของประชาชนอีกต่อไป เมื่อนั้นอารมณ์ความรู้สึกของสังคมจะยิ่งขยายความไม่พอใจขึ้น และกลายไปเป็นการลงถนนต่อสู้นอกสภาอีกครั้ง แต่การต่อสู้นอกสภานี้ยังไม่รู้ว่าจะเดินหน้าไปสู่อะไร และอยู่บนกรอบคิดรากฐานความคิดแบบก้าวหน้าหรืออนุรักษ์นิยม”
เห็นด้วยแต่ทายล่วงหน้าว่า พรรคประชาชนจะไม่สามารถช่วงชิงได้ กระแสสังคมฝั่งอนุรักษ์นิยมแรงกว่า
บีบีซีไทย - BBC Thai
13 hours ago
·
สนธิ - คปท. ชุมนุมหน้าสถานทูตอิสราเอลฯ เรียกร้องจัดการพฤติกรรมนักท่องเที่ยว - นายทุนที่ละเมิดกฎหมายไทย
.
นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วยเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฎิรูปประเทศไทย (คปท.) จัดการชุมนุมที่ใช้ชื่อว่า "เอาประเทศไทยของเราคืนมา" ที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย อาคารโอเชี่ยนทาวเวอร์ 2 ซอยสุขุมวิท 21 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา
.
เมื่อเวลา 10.16 น. นายสนธิขึ้นรถปราศรัยก่อนอ่านจดหมายเปิดผนึกถึง ดร.อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ระบุถึงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวอิสราเอลในระยะที่ผ่านมาที่มีการละเมิดกฎหมาย ก่อความวุ่นวาย ไม่เคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น ไปจนถึงปัญหาเกี่ยวกับการชำระเงินในบริการต่าง ๆ
.
เขายังอ้างถึงการขยายตัวของศูนย์ชาบัดและพฤติกรรมการกว้านซื้อที่ดินจำนวนมากในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อสร้างสุสานหรือศาสนสถานของชาวอิสราเอล โดยระบุว่า สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามจะ "สร้างอาณาเขตของกลุ่มตนเองบนผืนแผ่นดินไทยอย่างเปิดเผย"
.
นายสนธิระบุถึงข้อเรียกร้องต่อสถานทูตอิสราเอลฯ และรัฐบาลอิสราเอล รวม 4 ข้อได้แก่ ขอให้ควบคุมพลเมืองและอบรมนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาไทยให้เคารพกฎหมาย วัฒนธรรม และคนท้องถิ่น, ไม่ปกป้องผู้กระทำผิด และให้ความร่วมมือกับไทยอย่างเต็มที่ในการดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดต่อพลเมืองอิสราเอลที่ก่ออาชญากรรมหรือสร้างความเดือดร้อนโดยไม่ใช้สิทธิทางการทูตเข้ามาแทรกแซง, ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการตรวจสอบการครอบครองที่ดินใน จ.ฉะเชิงเทรา การดำเนินงานของศูนย์ชาบัด และขอให้รัฐบาลอิสราเอลยุติการกระทำอันโหดเหี้ยมต่อพลเรือน โรงพยาบาลและโรงเรียน และปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศโดยทันที
.
"โปรดจำไว้ว่าคนไทยให้เกียรติผู้มาเยือนเสมอ แต่แขกต้องเคารพเจ้าของบ้าน หากใครเข้ามาแล้วละเมิดกฎหมายและก่อความวุ่นวายหรือแสดงท่าทีคุกคามความสงบสุขของประชาชนและต้องการครอบครองดินแดนของคนไทย ประชาชนคนไทยมีสิทธิและพร้อมจะลุกขึ้นมาปกป้องบ้านของตัวเอง" นายสนธิกล่าว
·
สนธิ - คปท. ชุมนุมหน้าสถานทูตอิสราเอลฯ เรียกร้องจัดการพฤติกรรมนักท่องเที่ยว - นายทุนที่ละเมิดกฎหมายไทย
.
นายสนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมด้วยเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฎิรูปประเทศไทย (คปท.) จัดการชุมนุมที่ใช้ชื่อว่า "เอาประเทศไทยของเราคืนมา" ที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย อาคารโอเชี่ยนทาวเวอร์ 2 ซอยสุขุมวิท 21 เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา
.
เมื่อเวลา 10.16 น. นายสนธิขึ้นรถปราศรัยก่อนอ่านจดหมายเปิดผนึกถึง ดร.อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย ระบุถึงพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวอิสราเอลในระยะที่ผ่านมาที่มีการละเมิดกฎหมาย ก่อความวุ่นวาย ไม่เคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น ไปจนถึงปัญหาเกี่ยวกับการชำระเงินในบริการต่าง ๆ
.
เขายังอ้างถึงการขยายตัวของศูนย์ชาบัดและพฤติกรรมการกว้านซื้อที่ดินจำนวนมากในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อสร้างสุสานหรือศาสนสถานของชาวอิสราเอล โดยระบุว่า สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามจะ "สร้างอาณาเขตของกลุ่มตนเองบนผืนแผ่นดินไทยอย่างเปิดเผย"
.
นายสนธิระบุถึงข้อเรียกร้องต่อสถานทูตอิสราเอลฯ และรัฐบาลอิสราเอล รวม 4 ข้อได้แก่ ขอให้ควบคุมพลเมืองและอบรมนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาไทยให้เคารพกฎหมาย วัฒนธรรม และคนท้องถิ่น, ไม่ปกป้องผู้กระทำผิด และให้ความร่วมมือกับไทยอย่างเต็มที่ในการดำเนินคดีขั้นเด็ดขาดต่อพลเมืองอิสราเอลที่ก่ออาชญากรรมหรือสร้างความเดือดร้อนโดยไม่ใช้สิทธิทางการทูตเข้ามาแทรกแซง, ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการตรวจสอบการครอบครองที่ดินใน จ.ฉะเชิงเทรา การดำเนินงานของศูนย์ชาบัด และขอให้รัฐบาลอิสราเอลยุติการกระทำอันโหดเหี้ยมต่อพลเรือน โรงพยาบาลและโรงเรียน และปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศโดยทันที
.
"โปรดจำไว้ว่าคนไทยให้เกียรติผู้มาเยือนเสมอ แต่แขกต้องเคารพเจ้าของบ้าน หากใครเข้ามาแล้วละเมิดกฎหมายและก่อความวุ่นวายหรือแสดงท่าทีคุกคามความสงบสุขของประชาชนและต้องการครอบครองดินแดนของคนไทย ประชาชนคนไทยมีสิทธิและพร้อมจะลุกขึ้นมาปกป้องบ้านของตัวเอง" นายสนธิกล่าว