
ThaiPBS North
September 2
·
สินค้านำเข้าจากต่างประเทศ เลียนแบบสินค้าไทยเริ่มมีให้เห็นเยอะขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้งานหัตถกรรมท้องถิ่นในจังหวัดเชียงใหม่ ทยอยปิดตัวลงไปหลายเเห่ง ขณะที่ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ระบุว่าสินค้าไทยมักตกเป็นเป้าการลอกเลียนแบบ แล้วถูกนำกลับเข้ามาทุ่มตลาดในราคาที่ถูกกว่า ทำให้ผู้ประกอบการไทยที่มีต้นทุนสูงไม่สามารถแข่งขันได้ในระบบตลาดปัจจุบัน
.
ผ้าใยกัญชงด้านซ้าย คือสินค้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ส่วนผ้าใยกัญชงด้านขวา เป็นของที่ชาวบ้านในตำบลโป่งเเยง อำเภอเเม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ผลิตขึ้นจะเห็นได้ชัดเจนว่า ลักษณะต่างกัน โดยผ้าใยกัญชงที่นำเข้ามีลักษณะเรียบ ผิวไม่ฟู เเละสัมผัสไม่นุ่มเท่ากับผ้าที่ทอมือของชาวบ้าน ที่สำคัญราคาถูกกว่าหลายเท่า
.
สินค้าจากต่างประเทศเหล่านี้ มีเเนวโน้มที่กำลังเข้ามาตีตลาดสินค้าไทยอย่างต่อเนื่อง เเละมักจัมีกลยุทธ์ดึงดูดผู้บริโภคด้วยราคาที่ต่ำกว่า ทำให้ผู้ประกอบการ SME ไทยตกเป็นรองทั้งด้านต้นทุนและการทำการตลาด อีกทั้งยังติดข้อจำกัดในการปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยีสมัยใหม่
.
ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ระบุถึงข้อจำกัดของธุรกิจ SME ในจังหวัดเชียงใหม่และภาคเหนือว่า จากการประชุมของสมาพันธ์ SME ไทย ได้มีการยื่นข้อเสนอสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การแก้หนี้ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน การส่งเสริมการเข้าสู่ตลาด การลดต้นทุน และการแก้ไขกฎหมาย โดยในความเป็นจริงผู้ประกอบการแต่ละรายอาจไม่ได้ประสบปัญหาเหมือนกันทั้งหมด
.
แม้ผู้ประกอบการแต่ละรายจะเจออุปสรรคต่างกัน แต่ปัญหาหลักร่วมกันคือ สินค้าไทยมักถูกต่างชาติลอกเลียนแบบ แล้วนำกลับเข้ามาขายในราคาตัดหน้า เนื่องจากต้นทุนการผลิตของไทยสูงกว่า จึงขอเสนอให้กระทรวงพาณิชย์เร่งดำเนินการใน 2 ส่วนสำคัญ คือ บังคับใช้กฎหมายคุ้มครองลิขสิทธิ์สินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างจริงจัง และเร่งส่งเสริมการจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ เพื่อสร้างเอกลักษณ์และความคุ้มครองสินค้าท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
.
ล่าสุดรัฐบาลมีนโยบายดำเนินการเสริมความเข้มแข็งให้SME โดยใช้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นเหมือน One Stop Service เเละเป็นที่ปรึกษาในด้านการขยายช่องทางการขายสินค้าผ่านเเฟลตฟอร์ม เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาศักยภาพเเละต่อยอด โดยตั้งเป้าจะเพิ่มรายได้ของ SMEs เป็นร้อยละ 40 ภายใน 5 ปี
.
ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ระบุว่า ในปี 2568 ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME กว่า 3.28 ล้านราย คิดเป็นร้อยละ 99.5 ของวิสาหกิจทั้งหมด สร้างการจ้างงานกว่า 13.6 ล้านคน และมีมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 6.6 ล้านล้านบาท หรือร้อยละ 34.82 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ GDP ขณะที่ไตรมาสแรกของปี 2569 SME สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ 1.73 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 35.13 ของ GDP ประเทศ และขยายตัวร้อยละ 2.9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1415155887478729&set=a.525738629753797
.....
ปัญหานี้กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่นของเชียงใหม่ การเข้ามาของสินค้าเลียนแบบจากต่างประเทศ (ส่วนใหญ่คือสินค้าราคาถูกที่ผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรม) ทำให้ผู้ประกอบการและสล่า (ช่างฝีมือ) ท้องถิ่นที่ไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้าผลิตจำนวนมาก (Mass Production) ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าจนต้องทยอยเลิกกิจการ
ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบและแนวทางทางออกที่เป็นไปได้ มีดังนี้:
สาเหตุหลักที่กระทบงานหัตถกรรมเชียงใหม่
ความต่างของต้นทุนและราคา: สินค้านำเข้าใช้เครื่องจักรและวัตถุดิบสังเคราะห์ ทำให้ตั้งราคาขายได้ต่ำกว่างานแฮนด์เมดหลายเท่า
นักท่องเที่ยวแยกความต่างไม่ออก: ผู้ซื้อจำนวนมากมองหาเพียง "ของฝาก" หรือ "ของที่ระลึก" โดยไม่ได้แยกแยะระหว่างงานทำมือทรงคุณค่ากับสินค้าเลียนแบบคุณภาพต่ำ
การขาดการคุ้มครองและสร้างมูลค่าเพิ่ม: สินค้าพื้นบ้านหลายชนิดไม่ได้จดสิทธิบัตรหรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) อย่างครอบคลุม ทำให้ถูกก๊อปปี้ลวดลายได้ง่าย
แนวทางแก้ไขและปรับตัวของผู้ประกอบการ
ยกระดับด้วยสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และตราสัญลักษณ์รับรอง: ผลักดันการใช้ตรารับรองความถูกต้อง (Authenticity Certification) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าเป็นงานฝีมือแท้จากเชียงใหม่
เน้น Storytelling และประสบการณ์: ขาย "เรื่องราว" คุณค่าทางวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของช่างฝีมือ รวมถึงการจัดเวิร์กช็อปให้นักท่องเที่ยวได้ลงมือทำเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่สินค้านำเข้าเลียนแบบไม่ได้
ยื่นจดทะเบียนลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรการออกแบบ: เพื่อใช้กลไกทางกฎหมายในการปกป้องลวดลายและเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ปรับดีไซน์ให้ร่วมสมัย (Modern Craft): ร่วมมือกับนักออกแบบรุ่นใหม่เพื่อเปลี่ยนงานหัตถกรรมดั้งเดิมให้ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันของลูกค้าระดับบนหรือตลาดส่งออกเฉพาะกลุ่ม (Niche Market)
การสนับสนุนจากภาครัฐ: จัดระเบียบการนำเข้าสินค้าเลียนแบบอย่างเข้มงวด และสนับสนุนพื้นที่จำหน่ายเฉพาะสำหรับ "งานหัตถกรรมแท้" ในย่านท่องเที่ยวสำคัญ
ปัญหานี้กำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่นของเชียงใหม่ การเข้ามาของสินค้าเลียนแบบจากต่างประเทศ (ส่วนใหญ่คือสินค้าราคาถูกที่ผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรม) ทำให้ผู้ประกอบการและสล่า (ช่างฝีมือ) ท้องถิ่นที่ไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับสินค้าผลิตจำนวนมาก (Mass Production) ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าจนต้องทยอยเลิกกิจการ
ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบและแนวทางทางออกที่เป็นไปได้ มีดังนี้:
สาเหตุหลักที่กระทบงานหัตถกรรมเชียงใหม่
ความต่างของต้นทุนและราคา: สินค้านำเข้าใช้เครื่องจักรและวัตถุดิบสังเคราะห์ ทำให้ตั้งราคาขายได้ต่ำกว่างานแฮนด์เมดหลายเท่า
นักท่องเที่ยวแยกความต่างไม่ออก: ผู้ซื้อจำนวนมากมองหาเพียง "ของฝาก" หรือ "ของที่ระลึก" โดยไม่ได้แยกแยะระหว่างงานทำมือทรงคุณค่ากับสินค้าเลียนแบบคุณภาพต่ำ
การขาดการคุ้มครองและสร้างมูลค่าเพิ่ม: สินค้าพื้นบ้านหลายชนิดไม่ได้จดสิทธิบัตรหรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) อย่างครอบคลุม ทำให้ถูกก๊อปปี้ลวดลายได้ง่าย
แนวทางแก้ไขและปรับตัวของผู้ประกอบการ
ยกระดับด้วยสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) และตราสัญลักษณ์รับรอง: ผลักดันการใช้ตรารับรองความถูกต้อง (Authenticity Certification) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าเป็นงานฝีมือแท้จากเชียงใหม่
เน้น Storytelling และประสบการณ์: ขาย "เรื่องราว" คุณค่าทางวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของช่างฝีมือ รวมถึงการจัดเวิร์กช็อปให้นักท่องเที่ยวได้ลงมือทำเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่สินค้านำเข้าเลียนแบบไม่ได้
ยื่นจดทะเบียนลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรการออกแบบ: เพื่อใช้กลไกทางกฎหมายในการปกป้องลวดลายและเอกลักษณ์เฉพาะตัว
ปรับดีไซน์ให้ร่วมสมัย (Modern Craft): ร่วมมือกับนักออกแบบรุ่นใหม่เพื่อเปลี่ยนงานหัตถกรรมดั้งเดิมให้ตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวันของลูกค้าระดับบนหรือตลาดส่งออกเฉพาะกลุ่ม (Niche Market)
การสนับสนุนจากภาครัฐ: จัดระเบียบการนำเข้าสินค้าเลียนแบบอย่างเข้มงวด และสนับสนุนพื้นที่จำหน่ายเฉพาะสำหรับ "งานหัตถกรรมแท้" ในย่านท่องเที่ยวสำคัญ