
แจ้ง ม.112 ‘ทิวากร’ เพิ่มอีกคดี จาก 5 โพสต์เฟซบุ๊กปี 65
21 กันยายน 2569
ประชาไท
พัฒนะ ศรีใหญ่ ทนายความ เปิดเผยภายหลังเข้าเยี่ยม ทิวากร วิถีตน เมื่อ 18 กันยายน 2569 ว่า ได้รับทราบจากทิวากรว่า เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2569 ร.ต.ท.อินทราชัย อินทรา รอง สว.(สอบสวน) กก.3 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) พร้อมด้วยทนายความจากสภาทนายความ ได้เข้าแจ้งข้อกล่าวหาทิวากรในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เพิ่มอีกหนึ่งคดี
พัฒนะระบุว่า คดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับข้อความที่ทิวากรโพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเมื่อเดือนกรกฎาคม 2565 รวม 5 ข้อความ โดยมี สนธยา สวัสดี เป็นผู้กล่าวหา
ทนายความกล่าวว่าทิวากรปฏิเสธให้การและปฏิเสธลงลายมือชื่อรับทราบข้อกล่าวหา โดยทิวากรเล่าให้ทนายความฟังว่า ร.ต.ท.อินทราชัย กล่าวกับเขาในทำนองว่า “ไม่ใช่ลูกผู้ชาย กล้าทำแต่ไม่กล้ารับ”
ทิวากรไม่ได้ตอบโต้ ก่อนยุติการสนทนาโดยการวางสายโทรศัพท์ที่ใช้สื่อสารระหว่างห้องเยี่ยม และได้บอกกับพัฒนะว่า เหตุที่ทำเพราะรู้สึก “รังเกียจ” และ “อยากอาเจียน” รวมถึงไม่ต้องการมีส่วนร่วมกับกระบวนการที่ไม่ถูกต้องเป็นธรรมในลักษณะดังกล่าว
พัฒนะกล่าวต่อว่า หลังเจ้าหน้าที่เข้าแจ้งข้อกล่าวหา ช่วงต้นเดือนสิงหาคม ทิวากรได้เขียนจดหมายผ่านเรือนจำถึงทนายความเพื่อแจ้งเรื่องคดีที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ทนายความไม่ได้รับจดหมายฉบับดังกล่าว
สำหรับรายละเอียดของคดี พัฒนะระบุว่า ขณะนี้ยังไม่ได้เห็นเอกสารและรายละเอียดทั้งหมด เนื่องจากต้องดำเนินการขอเอกสารจากเรือนจำก่อน จึงจะสามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงและรายละเอียดของคดีได้
ส่วนคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ซึ่งคาดว่าจะมีคำพิพากษาในเวลาอันใกล้ พัฒนะกล่าวว่า ทิวากรไม่แสดงความประสงค์ที่จะเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมายนิรโทษกรรม และต้องการฟังคำพิพากษาของศาลฎีกา อย่างไรก็ตาม หากศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเนื่องจากคดีเข้าเงื่อนไขตาม พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข ทิวากรระบุว่า “ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร คงต้องเลยตามเลย”
นอกจากนี้ ทิวากรยังแจ้งกับทนายความว่า เขาคาดว่าอาจถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 เพิ่มอีก 2 คดี โดยทิวากรระบุว่า ก่อนถูกคุมขัง มีกลุ่มที่ใช้ชื่อว่า “ประชาภักษ์ พิทักษ์สถาบัน” และ “กลุ่มมินเนี่ยน” ส่งข้อความผ่าน แมสเซนเจอร์เฟสบุ๊ก ข่มขู่ว่าจะดำเนินคดีมาตรา 112 กับเขา พร้อมส่งภาพบันทึกหน้าจอโพสต์บนเฟซบุ๊กของทิวากรที่ระบุว่าจะนำมาใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดีมาให้ทิวากรด้วย
ชื่อ ‘ทิวากร’ เริ่มเป็นที่รู้จักราวกลางปี 2563 ซึ่งเป็นปีที่เกิดแฟลชม็อบไล่รัฐบาลประยุทธ์มากมาย ก่อนจะก่อตัวเป็นขบวนใหญ่ในนาม ‘ม็อบราษฎร’ เนื่องจากเขานำเสนอความคิดทางการเมือง ‘ตรงไปตรงมา’ ในโซเชียลมีเดีย พร้อมทั้งเริ่มโชว์เสื้อสกรีนด้วยข้อความที่ภายหลังถูกฟ้องดังกล่าว (อ่านที่ https://prachatai.com/journal/2020/06/88256) มันไม่ใช่การรณรงค์ เพียงแต่เป็นการแสดงออกของปัจเจกชน กระนั้น ฝ่ายความมั่นคงพยายามเจรจาบล็อคเขาทุกทางก่อนจะเป็นคดีความ แต่ดูเหมือนเขายืนยันความบริสุทธิ์แห่งเจตนาและเชื่อมั่นว่าเป็นเสรีภาพอันไม่ละเมิดกฎหมาย กระทั่งถูกบังคับคุมตัวไปอยู่ใน รพ.จิตเวช (อ่านที่ https://prachatai.com/journal/2020/07/88564) จากนั้นเกิดกระแสกดดันจากสังคมภายนอกมากมาย จนครบ 2 สัปดาห์จึงได้รับการปล่อยตัว และแพทย์ระบุว่าเขาไม่มีอาการทางจิต แม้จะมีการฉีดยาและให้กินยาที่เขาไม่ทราบชนิดด้วยก็ตาม
ต่อมาตำรวจได้แจ้งข้อกล่าวหามาตรา 112 และข้อหาอื่นๆ แก่เขาสืบเนื่องจากการการสกรีนเสื้อด้วยข้อความดังกล่าว และการโพสต์เฟสบุ๊ค 2 ครั้ง เขาสามารถประกันตัวได้ระหว่างสู้คดี จน 29 ก.ย.2565 คำพิพากษาศาลจังหวัดขอนแก่นซึ่งเป็นศาลชั้นต้นสร้างความประหลาดใจให้ทั้งเขาและขบวนการเคลื่อนไหว เนื่องจากพิพากษา ‘ยกฟ้อง’ (อ่านที่ https://prachatai.com/journal/2022/09/100736) ทิวากรถึงกับให้สัมภาษณ์ว่า “ตอนนี้ผมยังงง และยังหาคำตอบไม่ได้ว่า รัฐไทยเขามองคดีผมยังไง”
2 ปีถัดมา (14 ส.ค.2567) สภาพการณ์กลับมาสู่จุดที่สังคมไทยเคยชิน เมื่อศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษา โดยให้ลงโทษจำคุกเขา 6 ปี ศาลวินิจฉัยว่า ‘สถาบันกษัตริย์’ ที่ทิวากรกล่าวถึงนั้นหมายถึง ร.10 และทำให้พระองค์เสื่อมเสีย จากนั้นทิวากรจึงต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำ แม้จะมีการยื่นประกันตัวหลายครั้งเพื่อต่อสู้คดีต่อในชั้นศาลฎีกาก็ได้รับการปฏิเสธตลอด
7 พ.ค.2569 โดยที่ไม่มีใครรู้ ไม่มีการแจ้งล่วงหน้า ทิวากรถูกเบิกตัวไปศาลโดยเจ้าตัวยังคิดว่าคงไปฟังคำสั่งเรื่องประกันตัว แต่กลับกลายเป็นการฟังคำพิพากษาศาลฎีกาเพียงลำพัง ผลลัพธ์คือ จำคุก 6 ปี เช่นเดียวกับศาลอุทธรณ์
ทนายความได้เข้าเยี่ยมเขาหลังคดีถึงที่สุดและเล่าว่า เขารู้สึกผิดหวังกับคำพิพากษาศาลสูงสุด และยังคงยืนยันว่าเจตนาในการแสดงออกของเขานั้นหมายถึงตัวองค์กร ตัวสถาบัน มิใช่ตัวบุคคลแต่อย่างใด และหวังว่าคดีของเขาจะเป็นวัตถุดิบให้ผู้คนได้ศึกษาการต่อสู้ของคนธรรมดาคนหนึ่งทั้ง 3 ชั้นศาลได้ต่อไป
ที่มา: https://prachatai.com/journal/2026/07/117993
https://prachatai.com/journal/2026/09/118835
.....
ขอรายละเอียดจาก Gemini ข้อความบนเฟซบุ๊กเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2565 รวมทั้งสิ้น 5 ข้อความ
รายละเอียดเกี่ยวกับ ข้อความบนเฟซบุ๊กทั้ง 5 โพสต์ ในช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2565 ที่พนักงานสอบสวน กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ปอท.) ใช้เป็นหลักฐานในการเข้าแจ้งข้อหา ม.112 เพิ่มเติมแก่ ทิวากร วิถีตน เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 มีรายละเอียดดังนี้
ข้อความโพสต์เฟซบุ๊กทั้ง 5 โพสต์ (กรกฎาคม 2565)
โพสต์วันที่ 12 กรกฎาคม 2565: เป็นการโพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์เชิงเปรียบเทียบเกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการงบประมาณและบทบาทหน้าที่ของสถาบันมหากษัตริย์
โพสต์วันที่ 14 กรกฎาคม 2565 (โพสต์แรก): เป็นการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการถือครองทรัพย์สินส่วนพระองค์ และการบริหารจัดการทรัพย์สินของสถาบันฯ
โพสต์วันที่ 14 กรกฎาคม 2565 (โพสต์ที่สอง): เป็นการโพสต์ตั้งคำถามเกี่ยวกับขอบเขตพระราชอำนาจและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน
โพสต์วันที่ 18 กรกฎาคม 2565: เป็นการโพสต์ข้อความเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ พร้อมวิพากษ์วิจารณ์การใช้กฎหมายประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ต่อผู้เห็นต่างทางการเมือง
โพสต์วันที่ 20 กรกฎาคม 2565: เป็นการโพสต์ข้อความสั้นในเชิงตั้งข้อสังเกตและวิจารณ์บทบาทของสถาบันฯ ต่อสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ
ผู้ร้องเรียน: นายสนธยา สวัสดี เป็นผู้รวบรวมหลักฐานข้อความทั้ง 5 โพสต์ดังกล่าวและเข้าร้องเรียนต่อพนักงานสอบสวน ปอท.
กระบวนการแจ้งข้อหา: พนักงานสอบสวนพร้อมทนายความความช่วยเหลือ ได้เดินทางเข้าแจ้งข้อกล่าวหาแก่ทิวากรถึงภายในเรือนจำ เนื่องจากทิวากรถูกคุมขังรับโทษจำคุก 6 ปีตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดี ม.112 เดิม (คดีเสื้อ "เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว") อยู่ก่อนแล้ว
การดำเนินการของจำเลย: ในชั้นแจ้งข้อกล่าวหา ทิวากรได้รับทราบข้อกล่าวหาและให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยระบุว่าการโพสต์ข้อความเป็นการแสดงความคิดเห็นตามสิทธิเสรีภาพ และคำว่า "สถาบันกษัตริย์" หมายถึงโครงสร้างองค์กร ไม่ได้เจาะจงหรือระบุถึงองค์พระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบันโดยตรง