
“เขากำลังต่อสู้เพื่ออนาคต” คุยกับ ทนายด่าง-กฤษฎางค์ นุตจรัส ในวันที่ ‘คดีการเมือง’ เงียบหาย
17 ชั่วโมงที่แล้ว
Work Point Today
“คนเหล่านี้ยังต่อสู้อยู่ และเอาเข้าจริงๆ สิ่งที่เขาต่อสู้อยู่ทุกวันนี้ มันก็อาจเหมือนคนรุ่นพี่ รุ่นพ่อเรา เมื่อปี 2500 คือ การต่อสู้เขาไม่มีวันสิ้นสุดหรอก แต่วันนึงคนจะรู้ว่าเขากำลังต่อสู้เพื่ออนาคต”
ท่ามกลางสภาพสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองที่ผันผวน ส่งผลให้คดีการเมือง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับ ม.112 ถูกพูดถึงน้อยลง
ทว่าปัญหายังคงอยู่ ทั้งประเด็นสิทธิมนุษยชน การได้รับการประกันตัว และกระบวนการยุติธรรม จนทำให้นักกิจกรรมหลายคนอยู่ในเรือนจำ และ บ้างตัดสินใจลี้ภัย
จากข้อมูล ณ วันที่ 10 ส.ค. 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พบว่า ในปี 2569 ยังคงมีผู้ถูกคุมขังในเรือนจำ จากคดีแสดงออกทางการเมือง หรือมีมูลเหตุจากแรงจูงใจทางการเมือง จำนวน อย่างน้อย 51 คน
โดยเป็นคดี ม.112 จำนวน 29 คน และคดี ม.110 จำนวน 5 คน และมีถึง 22 คน ที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างสู้คดี
รายการ HEADLINE จากสำนักข่าว TODAY ได้มีโอกาสพูดคุยกับ กฤษฎางค์ นุตจรัส หรือ ทนายด่าง ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ถึงสถานการณ์ของคดีการเมือง
[ความเงียบ คือเรื่องน่ากลัว]
สังคมเริ่มไม่สนใจ ‘คดีการเมือง’ จริงหรือไม่? เป็นคำถามตั้งต้นที่ ทนายกฤษฎางค์ ยอมรับว่าบางส่วนเป็นจริง เสียงของสังคมอาจจะดูไม่ครึกโครม
เพราะโลกการเมืองมีเรื่องมากมาย ทั้งการเลือกตั้ง คดีฮั้ว สว. เป็นต้น
ในฐานะทนายความที่รับผิดชอบกว่า 50 คดีในตอนนี้ ทนายกฤษฎางค์ ไม่ขอสงวนความเห็นว่า เห็นด้วย หรือ ไม่เห็นด้วย ต่อสิ่งที่ลูกความกระทำ
ทว่า สิ่งที่ชัดเจน คือ การแสดงความคิดเห็น เป็นสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และสิ่งที่นักเคลื่อนไหวทางการเมืองต่อสู้ ล้วนเป็นตัวแทนของเสียงคนยากคนจน คนที่เข้าไม่ถึงสิทธิเสรีภาพ และเป็นแนวทางเช่นเดียวกับการเคลื่อนไหว ณ ปัจจุบัน
ทนายกฤษฎางค์ ชี้ให้เห็นเหตุผลที่เสียงของสังคมเบาบางลง ส่วนหนึ่งไม่ใช่เพราะความเบื่อหน่าย แต่เกิดจาก ‘ความกลัว’
ความรู้สึกเช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับประชาชนทั่วไปเท่านั้น แม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่โดยตรง ก็เกิดความกังวลไม่ต่างกัน
ทนายกฤษฎางค์ ยกตัวอย่างเหตุการณ์ขึ้นศาลอาญา ในคดีเกี่ยวข้องกับ ม.112 ไม่นานมานี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นโจทก์ในคดี เมื่อถูกเบิกตัวเป็นพยาน ยังไม่กล้าตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา
“เขาใช้คำพูดว่า ‘ไม่ขอตอบ’”
บรรยากาศเช่นนี้ ไม่ได้สะท้อนว่า ม.112 เป็นพิษเป็นภัย ตามความเห็นของทนายกฤษฎางค์ แต่สะท้อนว่า มีการใช้กฎหมายข้อนี้ ข่มขู่คนมากเกินไป จนก่อให้เกิดความกลัว นี่ต่างหากเป็นประเด่นสำคัญ
“คนเหล่านี้ (นักเคลื่อนไหว) ยังต่อสู้อยู่ และเอาเข้าจริงๆ สิ่งที่เขาต่อสู้อยู่ทุกวันนี้ มันก็อาจเหมือนคนรุ่นพี่รุ่นพ่อเรา เมื่อปี 2500 คือ การต่อสู้เขาไม่มีวันสิ้นสุดหรอก แต่วันนึงคนจะรู้ว่าเขากำลังต่อสู้เพื่ออนาคต”
ทนายกฤษฎางค์ เล่าว่า ในฐานะผู้ที่เกิดในปี 2500 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นายพลต่างๆ เป็นผู้กุมอำนาจ ผู้คนต่างเงียบ แต่ถึงเวลาหนึ่งก็เกิดการต่อสู้ด้วยมือเปล่า คล้ายระเบิดลูกใหญ่ อย่างที่เกิดในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516
“ผมกลับมีความรู้สึกว่า ความเงียบที่ผู้คนละเลยที่จะพูดถึง การต่อสู้ทางการเมือง ผู้ต้องหาทางการเมือง น่ากลัว”
ทนายกฤษฎางค์ ขยายความว่า ทุกวันนี้ผู้คนต่างอยู่ใน ‘โลกใบเดียวกัน’ เรื่องที่เกิดในซีกโลกหนึ่ง ไม่นานก็รับรู้ทั่วกัน
[ทำไม คดี ม.112 ถึงไม่ได้ประกันตัว?]
ด้วยบริบทที่เจ้าตัวยังคงอยู่ในประเทศ ทนายกฤษฎาง ออกตัวว่าพูดยาก แต่ในฐานะคนทำงาน ที่ยื่นประกันตัวมาเป็นร้อยๆ ครั้ง เมื่อพูดถึง ม.112 คนในกระบวนการยุติธรรมล้วนอยู่ด้วยความกลัว
สถานการณ์หนึ่งที่สะท้อนข้อสันนิษฐานนี้ คือ กรณีการแจ้งความดำเนินคดีบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ที่หลายครั้งไม่ได้มีมูลเหตุให้เจ้าหน้าที่รับแจ้งความเสียด้วยซ้ำ
“เขาบอกไม่รับก็หัวขาด แปลว่าอะไรผมไม่รู้นะ แต่มันเป็นแบบนั้น ถ้าตำรวจไม่โกหกตัวเอง”
อีกทั้ง หากตั้งข้อสังเกตแล้ว ในคดี ม.112 มีน้อยมาก ที่พนักงานอัยการจะสั่งไม่ฟ้อง และเลือกให้ผู้ถูกกล่าวหาไปต่อสู้คดีในชั้นศาล
อีกประการหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ ขบวนการแจ้งความ ม.112 นั้นมีอยู่จริง
ทนายกฤษฎางค์ เท้าความว่า ครั้งเป็นนักศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ การเคลื่อนไหวที่เป็นขบวนการที่เรียกว่า ‘ฝ่ายขวาจัด’ องค์กรจัดตั้งที่ใช้อำนาจมืด ปรากฏให้เห็นอยู่บ่อยๆ ผ่านหลายเหตุการณ์
“เป็นเรื่องความตั้งใจ เป็นการต่อสู้ โดยที่คนพวกนั้นเขาต่อสู้ทางการเมืองโดยใช้ความคิดไม่ได้ ก็ใช้ความรุนแรง หรือกฎหมาย”
ทว่า ณ ปัจจุบัน การต่อสู้ในรูปแบบการใช้กำลัง ถูกเปลี่ยนแปลงไปใช้กฎหมายแทน ถึงได้เกิดภาพ เกษตรกรที่อยู่เชียงราย ถูกแจ้งความที่สุไหง-โกลก หรือ บรรณารักษ์ที่อยู่ กทม. โดนแจ้งความที่พัทลุง เพื่อสร้างเงื่อนไขความยุ่งยาก
อย่างไรก็ดี ทนายกฤษฎางค์ ขยายความว่า ความเป็นจริงแล้ว มีกฎหมายคุ้มครองอยู่ว่า เหตุเกิดที่ไหน อย่างไร พนักงานสอบสวนมีอำนาจรับแล้วส่งให้ในที่ที่แน่นอนกว่า ว่าจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่
“ในเมื่อกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ มันอ่อนแอเสียแล้ว คนที่เสียเปรียบที่สุด คือคนที่ไม่มีอำนาจในสังคม ถึงแม้จะเป็นปัญญาชน ก็ไม่มีอำนวจทางการเมือง ทางการทหาร ที่จะคุ้มครองคุณ”
[กระบวนการยุติธรรม จะถูกปฏิรูปด้วย ‘สังคม’]
ในฐานะทนายความ ทนายกฤษฎางค์ เล่าถึงการทำหน้าในคดีทางการเมืองว่า เป็นงานๆ หนึ่ง ที่ลูกความต้องการเสรีภาพ
“ผมไม่เอาหัวใจและความเชื่อของผม ไปใส่ในทฤษฎีที่เขากำลังต่อสู้อยู่ ผมสู้ในด้านกฎหมายอย่างเดียว”
ทนายกฤษฎางค์ ยกตัวอย่าง การต่อสู้ใน คดี ม.112 ซึ่งเขียนไว้ชัดว่า ผู้ใดหมิ่นประมาท อาฆาตมาดร้าย ต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการ ต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี
ดังนั้น หน้าที่ของเจ้าตัวก็คือ ต้องต่อสู้ทางกฎหมายว่า ทำผิดตามนี้หรือไม่
ถ้าเขาเชื่อว่าสิ่งที่เขาทำไม่ผิด ประกอบกับติชมโดยสุจริต ซึ่งได้รับข้อยกเว้นอยู่แล้ว ก็ต่อสู้ไปตามนั้น
“ถามว่าจิตใจเบิกบานไหม ก็เหมือนทำงานทั่วไป แต่ถ้าถามว่า มาทำงานพวกนี้แล้วรู้สึกเศร้าหมองไหม ผมกลับรู้สึกเทียบกับตัวเองแล้ว มันดีขึ้น ขบวนการยุติธรรมไม่ได้ถูกบังคับ ด้วยการขอให้ปฏิรูปโดยกฎหมายหรอก แต่มันปฏิรูปตัวมันเอง เพราะความกดดันของสังคม”
อย่างไรก็ดี ทนายกฤษฎางค์ ยังคงมองเห็นจุดอ่อนของการใช้ ‘ดุลยพินิจส่วนบุคคล’ อย่างกรณีที่เกิดขึ้นกับ ไผ่-จตุภัทร์ บุญภัทรรักษา และ ครูใหญ่-อรรถพล บัวพัฒน์ ที่ศาลฯ เปลี่ยนคำไม่ให้ประกันตัวในคดีเดิม ทั้งที่เคยได้ประกันตัวก่อนหน้า ด้วยให้เหตุผลว่ากลัวจะหลบหนี
ในขณะที่วันเดียวกันนั้น มีคดี ตชด. รายหนึ่งก่อเหตุยิงวินมอเตอร์ไซต์รับจ้าง เสียชีวิต 2 คน บาดเจ็บ 1 คน ถูกนำตัวมาฝากขัง และศาลให้ประกันตัว ด้วยเหตุผลว่ามีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง
“ผมพูดไม่ได้แปลว่า ตชด. ท่านนั้นผิด หรือเขาไม่ควรได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว แต่ผมพูดว่า ดุลยพินิจอยู่ตรงไหนเมื่อเทียบเคียงกัน”
“ความอยุติธรรมเกิดขึ้น เมื่อการตัดสินใจในทางกฎหมาย ในเคสเดียวกัน แต่ยึดถือคนละหลัก นี่คือความอยุติธรรม”
อย่างไรก็ดี ทนายกฤษฎางค์ ยังคงมองในแง่ดีว่า สังคมเปลี่ยนไป ส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมปฏิรูปด้วยตัวเองไปมากแล้ว ผู้คนกล้าวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา
“การเปลี่ยนแปลงมันจะมาถึง ไม่ใช่เปลี่ยนเพราะใครไปทำหรอก แต่โลกจะเปลี่ยนด้วยตัวมันเอง”
ทนายกฤษฎางค์ ออกตัวว่า สิ่งที่ตัวเขามีมากกว่าคนรุ่นใหม่ไม่ใช่ ‘ประสบการณ์’ แต่คือ ‘อายุ’ เขาได้ใช้ชีวิตอยู่ดูโลกนี้ตั้งแต่ปี 2500 ถึงปัจจุบัน เห็นการเปลี่ยนแปลงที่ถึงแม้จะไม่ถูกใจเรา แต่เปลี่ยนไปมากในทุกมิติ
“ประชาชนตื่นตัวแล้ว เขาอาจไม่ได้พูดภาษาเดียวกับเรา เช่น เกิดอะไรขึ้นแล้วออกมาต่อต้านรัฐประหาร แต่เขารู้ว่าอะไรถูก อะไรผิด”
ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงที่ดีที่สุด คือ เปลี่ยนจากระบบจิตสำนึก “มันอาจไม่ทันใจ แต่สิ่งที่ดีกว่า ต้องมาแทนสิ่งที่แย่กว่า”
https://www.workpointtoday.com/political-cases-809493-2