.jpg)
กองไฟและสายลมจากต่างแดน: ภารกิจระดมทุนสนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวของ ‘ลูกไม้’ ผู้ต้องลี้ภัยทางการเมือง
20 Aug 2026
101 World
เรื่อง : นันทวัฒน์ ศักดิ์สกุลคุณากร
กองไฟสุมควายตามคอก คงยังไม่มอดดับดอก จันทร์เอยช่วยบอกให้ลมช่วยเป่า โหมไฟให้แรงเข้า พัดไล่ความเยือกเย็นหนาว ให้พี่น้องเฮานอนหลับอุ่นสบาย
ท่อนเพลงข้างบนนี้มาจากเพลงคิดถึงบ้าน (ที่ต่อมาถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็น ‘เดือนเพ็ญ’) แต่งโดย ‘นายผี’ อัศนี พลจันทร์ อดีตอัยการจังหวัดชายแดนใต้ผู้รักความยุติธรรม ที่กลายเป็นนักคิดนักเขียน และผู้ต้องลี้ภัยจากการปราบปรามแนวร่วมคอมมิวนิสต์ของรัฐไทย เพลงนี้จึงเป็นเสียงของความคิดถึงถิ่นฐานที่จากมาของ ‘ผู้ลี้ภัยทางการเมือง’
แต่ในด้านหนึ่งคำร้องดังกล่าวก็สะท้อนถึงความหวังของนายผีที่อยากให้ ‘กองไฟ’ หรือความปรารถนาที่จะต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม ยังพัดพา ‘ความหนาว’ หรือความทุกข์ทนของผู้คนในสังคมให้หายไป เพื่อทำให้สังคมน่าอยู่ “ให้พี่น้องเรานอนหลับอุ่นสบาย”
ในปี 2024 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า มีคนไทยที่ต้องลี้ภัยทางการเมืองประมาณ 104 คน โดยในจำนวนนี้เป็นผู้ลี้ภัยคดีมาตรา 112 ถึง 67 คน แม้วันนี้ยังไม่มีจำนวนผู้ลี้ภัยที่แน่ชัด แต่ก็ยังมีนักกิจกรรม นักเคลื่อนไหว ประชาชนที่ถูกดำเนินคดีตามมาตรา 112 เลือกลี้ภัยออกไปอย่างต่อเนื่อง แม้ฟังดูแล้วอาจคิดตามได้ว่าชีวิตการเคลื่อนไหวของพวกเขาคล้ายถึงจุดสิ้นสุดเพราะการอยู่ห่างจากบ้านเกิดไกลแสนไกล แต่เราก็ยังพบว่า เพื่อนๆ ผู้ลี้ภัยไม่น้อยยังคงพยายามสนับสนุนการเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่ว่าในทางใดก็ทางหนึ่ง
บทความนี้จะพาผู้อ่านสำรวจเรื่องราวของหนึ่งในผู้ลี้ภัยที่ยังคงร่วมสนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวในไทย นั่นคือ ลูกไม้ – ญาณิศา วรารักษพงศ์ นักศึกษาจบใหม่จากมหาวิทยาลัยระดับ Ivy League ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้ดูแลด้านการมีส่วนร่วม (Engagement Lead) ของ Engage Thailand องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรในสหรัฐอเมริกาเพื่อเสริมสร้างการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนไทยจากต่างประเทศ องค์กรดังกล่าวมีเป้าหมายหลัก 3 เรื่อง คือการพัฒนาความรับรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยไทยในระดับนานาชาติ การระดมแรงสนับสนุนคนไทยในต่างแดน และการสร้างความสัมพันธ์กับองค์กรนานาชาติเพื่อหาทรัพยากรส่งต่อให้นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในไทย
.jpg)
ลูกไม้ – ญาณิศา วรารักษพงศ์ จาก Engage Thailand
จากนักเรียนนักเคลื่อนไหว สู่ผู้ต้องลี้ภัยคดี 112
การเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองของลูกไม้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อเธอยังเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาราวปี 2020 ช่วงเวลานั้นความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่นำโดยนักเรียนนักศึกษากำลังเบ่งบานและกระจายตัวไปตามสถานศึกษาต่างๆ เธอเองก็เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ‘เกียมอุดมไม่ก้มหัวให้เผด็จการ’ ก่อนที่จะค่อยๆ เข้ามาร่วมเคลื่อนไหวนอกโรงเรียน ผ่านการชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นแทบทุกวันในปีนั้น
ระหว่างที่การชุมนุมดำเนินไป ลูกไม้ก็เริ่มพบเจอและรู้จักผู้ที่ออกมาร่วมเคลื่อนไหวที่มาจาก NGOs หรือภาคประชาสังคม ซึ่งทำงานในประเด็นต่างๆ มาอย่างยาวนาน เช่นประเด็นเกี่ยวกับชาติพันธุ์ โดยเฉพาะการได้เข้าไปร่วมการชุมนุมกับเครือข่าย Save บางกลอย และกลุ่ม P-move
เมื่อได้เข้าศึกษาชั้นปีที่ 1 ในคณะรัฐศาสตร์ เธอก็มีโอกาสไปศึกษาดูงานองค์กร NGOs ที่ทำงานเกี่ยวกับผู้ให้บริการทางเพศ (sex worker) รวมถึงการอ่านหนังสือ ‘โลกของคนไร้บ้าน’ โดยบุญเลิศ วิเศษปรีชา ที่ได้เปิดขอบฟ้าในประเด็นคนจนเมืองและคนไร้บ้านให้เธอ ทั้งหมดนี้ได้ทำให้เห็นลูกไม้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสังคม-การเมืองสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง
“เรารู้สึกว่ามัน (การเคลื่อนไหวทางการเมือง) มีมากกว่าแค่การจัดประท้วง มากกว่าแค่ทำข้อเรียกร้องกับรัฐบาล แต่มันคือการไปทำความเข้าใจกับคนที่เจอปัญหาในด้านต่างๆ แล้วพัฒนาความเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งระยะยาว เรารู้สึกว่าคนเขาสามารถทำแบบนี้ได้ทั้งชีวิตของเขาเลย ทำให้อยากจะเรียนรู้เพิ่มเติม”
อย่างไรก็ดี ในปี 2021 ลูกไม้ได้รับหมายเรียกจากการถูกกล่าวโทษว่าทำผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้ถูกดำเนินคดีมักไม่ได้รับการประกันตัว เธอเองก็ตระหนักว่าการเข้าไปในเรือนจำอาจส่งผลให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจนไม่สามารถดำเนินชีวิตอย่างปกติได้ รวมถึงการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ต่อผู้ต้องขังหลายคนที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก เธอจึงเลือกลี้ภัยออกไป
แน่นอนว่าในเวลานั้น ความฝันที่อยากจะทำงานกับภาคประชาสังคมก็ถึงจุดที่ต้องสะดุดหยุดลง และทำให้เธอรู้สึกเสียใจที่จะไม่ได้มีส่วนสนับสนุนการเคลื่อนไหวในประเทศไทยอย่างที่ฝันไว้ เธออธิบายความรู้สึกเอาไว้ว่า
“ถ้าเราออกมาจากประเทศไทยแล้ว ไม่ได้อยู่ใกล้ประเด็นปัญหา ไม่ได้เจอคนที่เผชิญปัญหา ไม่ได้เจอปัญหาเหมือนกับคนอื่น ไม่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เราได้เข้าใจปัญหานั้นอย่างลึกซึ้งและทำงานตรงนั้นร่วมกับคนอื่นๆ เราก็รู้สึกเสียใจและเสียดายมาก ไม่รู้จะทำยังไงให้เรายังเชื่อมโยงกับประเด็นเหล่านี้ได้ถ้าออกมาจากประเทศแล้ว”
ไม่ทิ้งเพื่อน: สัญญาใจของคน (ต้อง) ไกลบ้าน
แม้ว่าลูกไม้จะเสียใจที่ต้องจากเพื่อนๆ ไปต่างแดน แต่เธอยังคงมีความหวังในใจว่า ในวันที่ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว ทั้งการเดินทางถึงประเทศที่สาม และได้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย เธอคงจะหาโอกาสสนับสนุนการเคลื่อนไหวและงานภาคประชาสังคมในประเทศไทยให้ได้ แม้ว่าตัวเธอจะไม่ได้อยู่ในประเทศบ้านเกิดก็ตาม
เธอไม่คิดจะทิ้งบ้านเกิด ทิ้งขบวนการเคลื่อนไหว หรือทิ้งความฝันที่อยากเห็นสังคมดีขึ้น เธอสัญญากับตัวเองว่าจะหาทางสนับสนุนการเคลื่อนไหวในประเทศไทยให้ได้ในสักทางหนึ่ง
“เราสัญญากับตัวเองไปว่า ไม่อยากแค่หนีออกมาแล้วก็บ๊ายบายประเทศไทย บ๊ายบายเพื่อนที่ทำกิจกรรมกันมา บ๊ายบาย โชคดีนะคะ แต่เมื่อเราสามารถเอาตัวเองมาอยู่ในจุดที่ปลอดภัยระดับหนึ่งหากเทียบกับคนที่ต้องอยู่ในคุก เรารู้สึกว่าต้องมีส่วนรับผิดชอบทำให้สถานการณ์ในไทยดีขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”
เมื่อลูกไม้เข้าเรียนต่อในสาขารัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Ivy League แห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา เธอก็ได้เข้าร่วมกิจกรรมหลายอย่าง โดยเล่าถึงภาพรวมเอาไว้ว่ากิจกรรมนักศึกษาที่นั่นค่อนข้างคึกคักและมีการรวมตัวหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักศึกษาผู้สนับสนุนพรรคการเมืองหลักอย่างเดโมเครตหรือรีพับบลิกัน องค์กร NGO ภายนอกจำนวนมากก็เข้ามาตั้งสาขาในมหาวิทยาลัย รวมถึงการรวมกลุ่มของนักศึกษาตามอัตลักษณ์และชาติพันธุ์อย่างหลากหลาย
อีกส่วนที่สำคัญต่อความหวังในภารกิจช่วยเหลือการเคลื่อนไหวที่ประเทศไทยของลูกไม้ คือการพบเจอเพื่อนผู้ลี้ภัยจากประเทศต่างๆ เช่นเมียนมา อัฟกานิสถาน ทำให้เธอและเพื่อนผู้ลี้ภัยมีโอกาสได้แชร์ประสบการณ์ รวมถึงการได้เข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มนักศึกษาจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAs) กลุ่มนักศึกษาดังกล่าวรวมตัวกันค่อนข้างเหนียวแน่นและทำกิจกรรมกันตลอด เพื่อหาหนทางสนับสนุนการเคลื่อนไหวในประเทศที่พวกเขาต้องจากมา และเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลที่ใช้อำนาจ กำลัง และกฎหมายปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง
ภาพที่เชื่อมโยงกันในระดับภูมิภาคยิ่งช่วยการันตีว่า สัญญาที่เธอเคยให้กับตัวเองไว้นั้นมีโอกาสที่จะทำได้จริง เธอไม่ได้อยู่อย่างลำพัง เพราะยังมีเพื่อนๆ อีกหลายคนที่ยังฝันใฝ่เหมือนกับเธอ
วันหนึ่งโอกาสนั้นก็มาถึง เมื่อ ‘ทนายจูน’ ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ทนายความสิทธิมนุษยชน มีความคิดที่อยากจะตั้งองค์กรระดมทุนเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวในประเทศไทยจากทั้งคนไทยและคนอเมริกัน ภารกิจนี้ต้องการคนที่จะตั้งหลักปักฐานในอเมริกาเป็นหลัก รวมถึงเข้าใจความเป็นไปของการเคลื่อนไหวและภาคประชาสังคมในประเทศไทยจนพอที่จะนำเสนอหรือเป็นกระบอกเสียงได้ จึงได้มาชวนลูกไม้ให้ร่วมภารกิจนี้ด้วยกัน เมื่อได้พูดคุย ลูกไม้ยอมรับว่าไอเดียนี้ค่อนข้างใหม่มากในตอนนั้น แต่เธอก็ยินดีที่จะร่วมภารกิจ จนกลายเป็น Engage Thailand ในที่สุด
“เราไม่เคยนึกงานประเภทนี้มาก่อน (ว่าจะได้ทำ Engage Thailand) เพราะก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมาอยู่อเมริกามาก่อน อีกส่วนหนึ่งคือองค์กรระดมทุนเป็นอะไรใหม่ๆ ที่เราไม่เคยคิดมาก่อน แต่พอคิดไปคิดมาแล้วก็ตอบโจทย์กับสิ่งที่เราอยากทำ แค่ไม่เคยจินตนาการถึงมันในรูปแบบนี้”
จากนักเรียนนักเคลื่อนไหว สู่ผู้ต้องลี้ภัยคดี 112
การเป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมืองของลูกไม้มีจุดเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อเธอยังเป็นนักเรียนมัธยมศึกษาราวปี 2020 ช่วงเวลานั้นความเคลื่อนไหวทางการเมืองที่นำโดยนักเรียนนักศึกษากำลังเบ่งบานและกระจายตัวไปตามสถานศึกษาต่างๆ เธอเองก็เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ‘เกียมอุดมไม่ก้มหัวให้เผด็จการ’ ก่อนที่จะค่อยๆ เข้ามาร่วมเคลื่อนไหวนอกโรงเรียน ผ่านการชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นแทบทุกวันในปีนั้น
ระหว่างที่การชุมนุมดำเนินไป ลูกไม้ก็เริ่มพบเจอและรู้จักผู้ที่ออกมาร่วมเคลื่อนไหวที่มาจาก NGOs หรือภาคประชาสังคม ซึ่งทำงานในประเด็นต่างๆ มาอย่างยาวนาน เช่นประเด็นเกี่ยวกับชาติพันธุ์ โดยเฉพาะการได้เข้าไปร่วมการชุมนุมกับเครือข่าย Save บางกลอย และกลุ่ม P-move
เมื่อได้เข้าศึกษาชั้นปีที่ 1 ในคณะรัฐศาสตร์ เธอก็มีโอกาสไปศึกษาดูงานองค์กร NGOs ที่ทำงานเกี่ยวกับผู้ให้บริการทางเพศ (sex worker) รวมถึงการอ่านหนังสือ ‘โลกของคนไร้บ้าน’ โดยบุญเลิศ วิเศษปรีชา ที่ได้เปิดขอบฟ้าในประเด็นคนจนเมืองและคนไร้บ้านให้เธอ ทั้งหมดนี้ได้ทำให้เห็นลูกไม้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสังคม-การเมืองสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง
“เรารู้สึกว่ามัน (การเคลื่อนไหวทางการเมือง) มีมากกว่าแค่การจัดประท้วง มากกว่าแค่ทำข้อเรียกร้องกับรัฐบาล แต่มันคือการไปทำความเข้าใจกับคนที่เจอปัญหาในด้านต่างๆ แล้วพัฒนาความเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่งระยะยาว เรารู้สึกว่าคนเขาสามารถทำแบบนี้ได้ทั้งชีวิตของเขาเลย ทำให้อยากจะเรียนรู้เพิ่มเติม”
อย่างไรก็ดี ในปี 2021 ลูกไม้ได้รับหมายเรียกจากการถูกกล่าวโทษว่าทำผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ตามมาตรา 112 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้ถูกดำเนินคดีมักไม่ได้รับการประกันตัว เธอเองก็ตระหนักว่าการเข้าไปในเรือนจำอาจส่งผลให้ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากจนไม่สามารถดำเนินชีวิตอย่างปกติได้ รวมถึงการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ต่อผู้ต้องขังหลายคนที่ไม่ค่อยสู้ดีนัก เธอจึงเลือกลี้ภัยออกไป
แน่นอนว่าในเวลานั้น ความฝันที่อยากจะทำงานกับภาคประชาสังคมก็ถึงจุดที่ต้องสะดุดหยุดลง และทำให้เธอรู้สึกเสียใจที่จะไม่ได้มีส่วนสนับสนุนการเคลื่อนไหวในประเทศไทยอย่างที่ฝันไว้ เธออธิบายความรู้สึกเอาไว้ว่า
“ถ้าเราออกมาจากประเทศไทยแล้ว ไม่ได้อยู่ใกล้ประเด็นปัญหา ไม่ได้เจอคนที่เผชิญปัญหา ไม่ได้เจอปัญหาเหมือนกับคนอื่น ไม่ได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เราได้เข้าใจปัญหานั้นอย่างลึกซึ้งและทำงานตรงนั้นร่วมกับคนอื่นๆ เราก็รู้สึกเสียใจและเสียดายมาก ไม่รู้จะทำยังไงให้เรายังเชื่อมโยงกับประเด็นเหล่านี้ได้ถ้าออกมาจากประเทศแล้ว”
ไม่ทิ้งเพื่อน: สัญญาใจของคน (ต้อง) ไกลบ้าน
แม้ว่าลูกไม้จะเสียใจที่ต้องจากเพื่อนๆ ไปต่างแดน แต่เธอยังคงมีความหวังในใจว่า ในวันที่ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางแล้ว ทั้งการเดินทางถึงประเทศที่สาม และได้เข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย เธอคงจะหาโอกาสสนับสนุนการเคลื่อนไหวและงานภาคประชาสังคมในประเทศไทยให้ได้ แม้ว่าตัวเธอจะไม่ได้อยู่ในประเทศบ้านเกิดก็ตาม
เธอไม่คิดจะทิ้งบ้านเกิด ทิ้งขบวนการเคลื่อนไหว หรือทิ้งความฝันที่อยากเห็นสังคมดีขึ้น เธอสัญญากับตัวเองว่าจะหาทางสนับสนุนการเคลื่อนไหวในประเทศไทยให้ได้ในสักทางหนึ่ง
“เราสัญญากับตัวเองไปว่า ไม่อยากแค่หนีออกมาแล้วก็บ๊ายบายประเทศไทย บ๊ายบายเพื่อนที่ทำกิจกรรมกันมา บ๊ายบาย โชคดีนะคะ แต่เมื่อเราสามารถเอาตัวเองมาอยู่ในจุดที่ปลอดภัยระดับหนึ่งหากเทียบกับคนที่ต้องอยู่ในคุก เรารู้สึกว่าต้องมีส่วนรับผิดชอบทำให้สถานการณ์ในไทยดีขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง”
เมื่อลูกไม้เข้าเรียนต่อในสาขารัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย Ivy League แห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา เธอก็ได้เข้าร่วมกิจกรรมหลายอย่าง โดยเล่าถึงภาพรวมเอาไว้ว่ากิจกรรมนักศึกษาที่นั่นค่อนข้างคึกคักและมีการรวมตัวหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มนักศึกษาผู้สนับสนุนพรรคการเมืองหลักอย่างเดโมเครตหรือรีพับบลิกัน องค์กร NGO ภายนอกจำนวนมากก็เข้ามาตั้งสาขาในมหาวิทยาลัย รวมถึงการรวมกลุ่มของนักศึกษาตามอัตลักษณ์และชาติพันธุ์อย่างหลากหลาย
อีกส่วนที่สำคัญต่อความหวังในภารกิจช่วยเหลือการเคลื่อนไหวที่ประเทศไทยของลูกไม้ คือการพบเจอเพื่อนผู้ลี้ภัยจากประเทศต่างๆ เช่นเมียนมา อัฟกานิสถาน ทำให้เธอและเพื่อนผู้ลี้ภัยมีโอกาสได้แชร์ประสบการณ์ รวมถึงการได้เข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มนักศึกษาจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEAs) กลุ่มนักศึกษาดังกล่าวรวมตัวกันค่อนข้างเหนียวแน่นและทำกิจกรรมกันตลอด เพื่อหาหนทางสนับสนุนการเคลื่อนไหวในประเทศที่พวกเขาต้องจากมา และเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลที่ใช้อำนาจ กำลัง และกฎหมายปราบปรามผู้เห็นต่างทางการเมือง
ภาพที่เชื่อมโยงกันในระดับภูมิภาคยิ่งช่วยการันตีว่า สัญญาที่เธอเคยให้กับตัวเองไว้นั้นมีโอกาสที่จะทำได้จริง เธอไม่ได้อยู่อย่างลำพัง เพราะยังมีเพื่อนๆ อีกหลายคนที่ยังฝันใฝ่เหมือนกับเธอ
วันหนึ่งโอกาสนั้นก็มาถึง เมื่อ ‘ทนายจูน’ ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ทนายความสิทธิมนุษยชน มีความคิดที่อยากจะตั้งองค์กรระดมทุนเพื่อสนับสนุนการเคลื่อนไหวในประเทศไทยจากทั้งคนไทยและคนอเมริกัน ภารกิจนี้ต้องการคนที่จะตั้งหลักปักฐานในอเมริกาเป็นหลัก รวมถึงเข้าใจความเป็นไปของการเคลื่อนไหวและภาคประชาสังคมในประเทศไทยจนพอที่จะนำเสนอหรือเป็นกระบอกเสียงได้ จึงได้มาชวนลูกไม้ให้ร่วมภารกิจนี้ด้วยกัน เมื่อได้พูดคุย ลูกไม้ยอมรับว่าไอเดียนี้ค่อนข้างใหม่มากในตอนนั้น แต่เธอก็ยินดีที่จะร่วมภารกิจ จนกลายเป็น Engage Thailand ในที่สุด
“เราไม่เคยนึกงานประเภทนี้มาก่อน (ว่าจะได้ทำ Engage Thailand) เพราะก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมาอยู่อเมริกามาก่อน อีกส่วนหนึ่งคือองค์กรระดมทุนเป็นอะไรใหม่ๆ ที่เราไม่เคยคิดมาก่อน แต่พอคิดไปคิดมาแล้วก็ตอบโจทย์กับสิ่งที่เราอยากทำ แค่ไม่เคยจินตนาการถึงมันในรูปแบบนี้”
จาก Grant Funding สู่ Fundraising
สำหรับลูกไม้แล้ว การร่วมงานกับ Engage Thailand ทำให้เธอเห็นความท้าทายที่ดำเนินอยู่ในขบวนการเคลื่อนไหวในไทย โดยเฉพาะมิติด้านทรัพยากรเงินทุน เธอแสดงความเห็นว่า คนไทยมักคุ้นเคยกับการระดมเป็นครั้งๆ ตามโอกาสสำคัญ เช่น การทอดผ้าป่าหรือทอดกฐิน การขอรับบริจาคเมื่อเกิดภัยพิบัติหรือเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะเรื่องหนึ่ง หรือการนำเงินเป็นก้อนใหญ่ ๆ มามอบให้กับองค์กร NGOs หรือองค์กรการกุศลสาธารณะเป็นครั้งคราว ไม่ได้มาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ในทางกลับกัน เธอก็ทราบดีว่าคนไทยไม่ได้มีพลังทางเศรษฐกิจมากพอที่จะปันส่วนรายได้มาสนับสนุนให้กับภาคประชาสังคมอย่างต่อเนื่องรายเดือน แม้เม็ดเงินที่ได้จะมีปริมาณมาก แต่ไม่สามารถประกันความยั่งยืนและต่อเนื่องให้กับคนทำงานว่าจะมีทรัพยากรมาขับเคลื่อนการทำงานได้
ลูกไม้อธิบายต่อเนื่องว่า เมื่อไม่สามารถพึ่งพาเงินบริจาคของประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง NGOs จึงเลือกใช้การเขียนโครงการเพื่อขอทุนจากแหล่งทุนต่างประเทศ (Grant Funding) แม้ว่าวิธีนี้พอที่จะแสวงหาความมั่นคงให้กับองค์กรได้อยู่บ้าง แต่เธอก็มองว่า Grant Funding ยังมีความท้าทายอย่างน้อย 2 เรื่อง
เรื่องแรก เงื่อนไขของการขอทุน เธอมองว่าการจะขอรับการสนับสนุนจากแหล่งทุนใด ก็จำเป็นต้องเข้าใจว่าแหล่งทุนที่เรากำลังจะไปขอการสนับสนุนนั้นมีเป้าหมายหรือกำลังโฟกัสไปที่เรื่องใด เข้าใจระเบียบหรือขั้นตอนในการดำเนินการต่างๆ ในการขอทุน ใช้ทุน และชี้แจงแก่แหล่งทุน หลายครั้งก็นำมาสู่ความไม่ยืดหยุ่นในการขอรับการสนับสนุนและการทำงาน นอกจากนี้ กำแพงภาษาที่ต้องใช้ในการสื่อสาร ทำเอกสาร และชี้แจงกับแหล่งทุนก็เป็นหนึ่งอีกเงื่อนไขที่เป็นต้นทุนแก่คนทำงานด้วยเช่นกัน
ส่วนอีกเรื่องหนึ่ง คืออัตราการแข่งขันที่สูง ลูกไม้เล่าว่าบรรดาแหล่งทุนต่างๆ มักยินดีให้การสนับสนุนในระดับโลก หรือภูมิภาค จึงทำให้ข้อเสนอจาก NGOs ประเทศต่างๆ หลั่งไหลเข้าไปยังแหล่งทุนนั้น ทำให้อัตราการแข่งขันค่อนข้างสูง ในขณะเดียวกัน ประเด็นที่เป็นเรื่องเด่นๆ ที่แหล่งทุนให้ความสำคัญก็มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด ทำให้บางช่วงแหล่งทุนอาจเน้นให้ทุนแก่ประเทศที่สถานการณ์มีความร้ายแรงหรือภูมิภาคที่เผชิญประเด็นปัญหาร่วมกัน เธอเล่าตัวอย่างว่าบางจังหวะประเทศไทยอาจเคยได้รับการสนับสนุนมาก แต่ต่อมาก็อาจถูกปรับส่วนลงเพื่อไปสนับสนุนประเทศหรือภูมิภาคอื่นๆ
ลูกไม้ต้องการนำเสนอว่าการขอรับการสนับสนุนจากแหล่งทุนผ่าน Grant Funding แม้จะเป็นวิธีที่ NGOs มักนึกถึงและใช้อยู่โดยตลอด แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า Grant Funding ก็ส่งผลต่อการยืนระยะอย่างยั่งยืนของ NGOs เนื่องมาจากความไม่แน่ไม่นอน โอกาสที่มีอย่างจำกัด และกำแพงอุปสรรคบางประการที่ส่งผลต่อคนทำงานภาคประชาสังคมที่ทุ่มเทแรงกายและใจต่อการแก้ปัญหาที่พวกเขาคลุกคลีด้วย ดังนั้น เธอจึงมองว่าต้องหา ‘ทางเลือก’ เพื่อให้ได้ทรัพยากรเงินทุนมาขับเคลื่อนการทำงานของภาคประชาสังคม
สำหรับลูกไม้ การระดมทุน (Fundraising) เป็นวิธีการที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาความไม่แน่ไม่นอนของการเข้าถึงเงินทุน และลดการเผชิญกับอัตราการแข่งขันสูงของ Grant Funding หัวใจสำคัญของ Fundraising ที่ Engage Thailand เลือกใช้คือการสร้างระบบการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง (Subscription) เป็นรายเดือน แล้ว Engage Thailand จะส่งต่อเงินทุนมายังองค์กรต่างๆ ต่อไป ซึ่งทำให้การได้เงินสนับสนุนมีความต่อเนื่อง คาดการณ์ได้ และจะเป็นผลดีกับการวางแผนทำงานของ NGOs เช่น การจ้างบุคลากร การออกแบบโครงการ หรือการทำกิจกรรมต่างๆ
“เราคาดการณ์ได้ว่าปีนี้เราจะมีเงินสำหรับการทำงานเท่าไร เราสามารถวางแผนได้ว่า เดี๋ยวเราจะจ้างพนักงาน 1 คน เราจะมีเงินแบ่งไปพรินต์เอกสาร เอามาทำรีเสิร์ชลงพื้นที่ หรือเอามาเป็นเงินที่จะไปสนับสนุนกิจกรรมอื่นๆ เช่น ซื้อข้าวของให้นักโทษทางการเมือง Fundraising ทำให้คนสามารถวางแผนระยะยาวได้แทนที่จะต้องไปลุ้นกับแหล่งทุนทีละแห่งๆ” ลูกไม้กล่าว
ลูกไม้ยังมองว่า Fundraising มุ่งการสื่อสารไปที่ ‘คนธรรมดา’ มากกว่า ‘มหาเศรษฐี’ เธอมองว่าคนธรรมดาเหล่านี้อาจเป็นผู้คนซึ่ง “เคยมาประท้วงกับเรา คนที่ตามอ่านข่าวเกี่ยวกับเมืองไทย และเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องที่เราทำอยู่ (การเคลื่อนไหวทางการเมือง)” ซึ่งหมายความว่า การสนับสนุนมาจากผู้คนที่เข้าใจและตั้งใจอยากจะสนับสนุนการเคลื่อนไหวหรือภาคประสังคมไทยจริงๆ เหล่านี้จึงสะท้อนการสนับสนุนจากนอกประเทศมายังภาคประชาสังคมในประเทศได้อย่างน่าสนใจและทรงพลัง
สถานะ ความเชื่อมั่น และการมีส่วนร่วม: 3 ปัจจัยที่ทำให้ได้รับการสนับสนุน
ในปี 2025 Engage Thailand สามารถระดมทุนได้ถึง $130,299 หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 4.3 ล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน ณ เดือนกรกฎาคม 2026) ในจำนวนนี้ มีผู้บริจาคผ่านเว็บไซต์ของ Engage Thailand โดยตรง 41 คน และมี 20 คนที่สนับสนุนอย่างต่อเนื่องเป็นรายเดือน ด้วยระบบเชื่อมการสนับสนุนไปยังองค์กรเครือข่ายโดยตรง เช่น ให้ความช่วยเหลือนักโทษการเมืองผ่าน Freedom Bridge รวมถึงการกระจายงบประมาณไปยังองค์กร NGOs ต่างๆ และสนับสนุนกิจกรรมช่วงการรณรงค์ทางการเมือง เช่น การรณรงค์ประชามติเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2026 ที่ผ่านมา
เมื่อเราสอบถามถึงปัจจัยที่ทำให้ได้รับการสนับสนุนจากผู้บริจาคที่ก็มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ลูกไม้อธิบายเอาไว้ 3 เรื่องด้วยกัน
เรื่องแรก สถานะทางกฎหมายที่ชัดเจนขององค์กร Engage Thailand มีสถานะเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรประเภท 501(C)(3) ทำให้ผู้บริจาคซึ่งเป็นผู้ที่เสียภาษีในอเมริกาสามารถนำไปไปลดหย่อนภาษีได้ กลไกนี้มีส่วนช่วยให้ผู้ที่ต้องการสนับสนุนนำเงินมาบริจาคกับองค์กรได้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี สถานะทางกฎหมายนี้ไม่ได้มาโดยง่าย ต้องมีการเตรียมเอกสาร ข้อมูล และต้องมีคนคอยประสานงานกับเจ้าหน้าที่ บทบาทข้างต้นนี้ลูกไม้ก็เป็นผู้คอยติดตามและดูแลเป็นหลัก
เรื่องที่สอง การสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้สนับสนุน ลูกไม้กล่าวไว้ว่าการได้รับการสนับสนุนส่วนหนึ่งมาจากความไว้วางใจต่อผู้ที่มีบทบาทในองค์กร ไม่ว่าจะเป็นทนายจูนที่ทำงานใกล้ชิดกับขบวนการเคลื่อนไหวมาโดยตลอด ทำให้ผู้บริจาคเองก็ทราบว่า.เงินที่พวกเขาสนับสนุนให้กับเรานั้นจะถูกไปใช้ทำอะไรและใช้กับใครบ้างในประเทศ เธอเองก็มีบทบาทนำเสนอความเป็นไปในประเทศไทยทั้งโดยการจัดวงคุยออนไลน์ในชื่อ The Deep Dive ที่ชวนผู้เชี่ยวชาญหรือนักเคลื่อนไหวมาบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ในไทย ทั้งสรุปข่าวการเมือง อัปเดตทางอีเมลและโซเชียลมีเดีย รวมถึงการออกรายงานประจำปี (Impact Report) เพื่อสื่อสารกับผู้สนับสนุนว่าเงินที่พวกเขาสนับสนุนนั้นไปถึงองค์กรใด กลุ่มใด หรือประเด็นใดบ้างในทุกๆ ปี
เรื่องที่สาม การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนคนไทยในอเมริกา ลูกไม้ยืนยันว่าความสัมพันธ์กับคนไทยที่ใช้ชีวิตในอเมริกาเป็นปัจจัยที่ขาดไปไม่ได้ เธอพยายามทำให้เกิดการรวมตัวกันของคนไทยในอเมริกาตามเมืองต่างๆ เช่น นิวยอร์ก วอชิงตัน ดี.ซี. ซานฟรานซิสโก เธอเล่าต่ออีกว่า คนไทยที่เธอได้พบเจอก็มีความหลากหลาย ทั้งคนที่มาทำงาน มาเรียน และคนที่ลี้ภัยมา หลายคนเคยมีประสบการณ์การหรือมีส่วนร่วมทางการเมืองในช่วงการชุมนุมปี 2563 – 2564 เช่น เคยจัดกลุ่มชุมนุมประท้วงที่อเมริกามาก่อน เธอจึงมองว่าพวกเขาเป็นคนที่ ‘แอคทีฟ’ อยู่แล้ว ดังนั้นเป้าหมายที่เธอและ Engage Thailand ตั้งใจจะเป็นสะพานเชื่อมระหว่างคนไทยในอเมริกากับขบวนการเคลื่อนไหวในไทยก็สามารถเกิดขึ้นได้
รูปธรรมของภารกิจนี้ คือการเปิดพื้นที่ให้พวกเขาได้รวมตัวกันต่อได้ง่ายขึ้น เมื่อเกิดการรวมตัวก็จะเกิดการทำกิจกรรมขยายวงออกไป ลูกไม้เล่าถึงวงคุยของคนไทยในซานฟรานซิสโกที่เธอตั้งใจจะไปชวนคนไทยในพื้นที่นั้นมาร่วมสนับสนุนการเคลื่อนไหวช่วงเลือกตั้งและการประชามติรัฐธรรมนูญ 8 กุมภาพันธ์ 2569 สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือคนไทยรายหนึ่งเสนอให้ใช้พื้นที่ร้านค้าที่เขาเป็นเจ้าของในการพูดคุยกัน แล้วโทรชวนคนรู้จักต่อๆ กันให้มาร่วมวง เมื่อวันนัดพบปะกันมาถึง บรรยากาศเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น เธอตั้งประเด็นและออกไอเดียก่อนที่ผู้เข้าร่วมวงคนอื่นจะช่วยเสริม ก่อนที่จะจบลงด้วยการซื้ออาหารมาแบ่งปันกันรับประทาน
ตัวอย่างดังกล่าวทำให้ลูกไม้บอกกับเราว่า การติดต่อกันภายในไม่กี่วัน การร่วมกันออกไอเดีย และแบ่งปันอาหารร่วมกัน ทั้งหมดได้สร้าง ‘พื้นที่แลกเปลี่ยนทางการเมืองไทยในอเมริกา’ ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากไม่มีคนไทยที่อยู่ในอเมริกา ผู้กระตือรือร้นที่จะสนับสนุนการเคลื่อนไหวในประเทศไทย และนำไปสู่ ‘การมีส่วนร่วม’ จากต่างแดนที่จะเป็นพลังหนุนเสริมการเคลื่อนไหวในไทยต่อไปได้

การรวมกลุ่มของคนไทยในซานฟรานซิสโก ที่ลูกไม้เข้าไปร่วมชวนคนไทยที่นั่นทำกิจกรรมสนับสนุนการเคลื่อนไหวช่วงการเลือกตั้ง-ประชามติ (ที่มา: Engage Thailand)
ทั้งสามปัจจัยทำให้เห็นว่า ภารกิจของ Engage Thailand ไม่ใช่แค่เพื่อระดมเงินทุนให้ได้มากที่สุด แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมร้อยผู้คนที่มีเป้าหมายเดียวกันให้เข้ามารวมกัน ผ่านการสร้างเครือข่ายของผู้คนที่อยากจะร่วมขับเคลื่อนไปพร้อมกับภาคประชาสังคมในไทย
เธอเชื่อว่ายังมีคนไทยในต่างแดนอีกไม่น้อยที่อยากจะมีส่วนร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่บ้านเกิดของพวกเขา Engage Thailand จึงเป็น ‘จิ๊กซอว์อีกชิ้น’ ที่มาเติมเต็มให้แก่ขบวนการเคลื่อนไหว ยิ่งมีผู้สนับสนุนมากเท่าใด ก็ยิ่งช่วยสนับสนุนการเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่ประชาธิปไตยให้เดินหน้าได้มากเท่านั้น
ลมเอยช่วยเป็นสื่อให้: ความหวังของลูกไม้ต่อเพื่อน ๆ ที่ยังคงต่อสู้ ผลักดัน และเดินหน้าต่อ
กลับมาที่ลูกไม้ในฐานะ ‘ผู้ลี้ภัยทางการเมือง’ การได้เข้าร่วมภารกิจกับ Engage Thailand นับว่าเป็น ‘การทำตามสัญญาใจ’ ที่ตั้งไว้กับตัวเอง ณ วันที่ต้องเดินทางออกจากประเทศ การทำสิ่งนี้มีส่วนเติมเต็มความหมายในชีวิตของนักเรียนนักเคลื่อนไหว ของมนุษย์คนหนึ่งที่มีความฝันจะทำงานในภาคประชาสังคมเพื่อทำให้ประเทศเป็นไปในทิศทางที่เธอคิดว่าควรจะเป็น และยังได้สนับสนุนการเคลื่อนไหวในประเทศจากทางไกล
ภารกิจของลูกไม้เป็นเสมือน ‘กองไฟ’ ที่หวังจะส่งไออุ่นมา ‘พัดไล่ความเยือกเย็นหนาว’ แก่เพื่อนๆ ที่ยังคงมุ่งมั่นทำงานในประเด็นของตนเองอย่างขะมักเขม้น
ในเส้นทางข้างหน้าของลูกไม้ เธอตั้งใจที่จะทำให้ Engage Thailand เป็นสื่อกลาง ‘เชื่อมไทยไปสู่โลก’ ไม่ว่าเชื่อมกับคนไทยในอเมริกาก็ดี เชื่อมกับนักศึกษาหรือผู้ลี้ภัยจากชาติต่างๆ ที่มาอยู่ในอเมริกาก็ดี เชื่อมกับคนอเมริกันที่สนใจประเด็นของไทยก็ดี เธอสะท้อนว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองไม่ได้ดำเนินไปเพียงลำพัง แต่มีความเชื่อมโยงถึงกัน ยิ่งสามารถเชื่อมผู้คนจากที่ต่างๆ เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยน ร่วมแชร์ความคิด และส่งต่อพลังของการเคลื่อนไหวแก่กัน ก็จะยิ่งเสริมสร้างพลังของการเคลื่อนไหวไปพร้อมกันด้วย
“การเคลื่อนไหวที่ไทยไม่ได้เกิดโดดๆ เราอยู่เคียงข้างกับองค์กรเคลื่อนไหวในประเทศอื่นๆ ด้วย เมื่อไปอยู่ต่างประเทศแล้วเจอเพื่อนจากประเทศอื่นทำให้เกิดการเคลื่อนไหวไปด้วยกัน แชร์ประสบการณ์การเรียนรู้ระหว่างกัน ก็ทำให้คิดว่าเราสามารถสู้ด้วยกันได้”
ในฐานะผู้ขยับออกมาจากขบวนการเคลื่อนไหวในประเทศ ลูกไม้ได้แสดงความเห็นถึงทิศทางการเดินหน้าของขบวนการเคลื่อนไหวในไทยอยู่ 3 เรื่อง
เรื่องแรก อย่าลืมความสำคัญของภาคประชาสังคม ลูกไม้ยอมรับว่าเมื่อพ้นรัฐบาลที่นำโดยประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรัฐประหาร และเกิดการเลือกตั้งแล้ว ผู้คนจะหันไปสนใจที่การเมืองในรัฐสภาเป็นหลัก แต่เธอก็ยืนยันว่าบทบาทของภาคประชาสังคมมีส่วนสำคัญไม่น้อยต่อการเมืองในรัฐสภาเช่นกัน เพราะภาคประชาสังคมเป็นผู้ทำงานใกล้ชิดกับปัญหา สามารถเติมประเด็นที่นักการเมืองอาจตกหล่นให้ครบขึ้น หรือริเริ่มสิ่งใหม่ๆ เสนอไปยังสภา เธอมองว่าการเมืองในรัฐสภาจำเป็นต้องทำงานสอดประสานไปกับภาคประชาสังคม
เรื่องที่สอง ขบวนการเคลื่อนไหวไทยต้องเติบโตย่างยืนระยะได้ เธอยอมรับว่า ณ วันที่เริ่มต้นเคลื่อนไหวซึ่งมีการชุมนุมเป็นเครื่องมือหลัก ทุกอย่างดูเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และไม่ได้ยั่งยืนพอจะยืนระยะ ขณะเดียวกันก็ไม่อาจปฏิเสธความสำคัญของภาคประชาสังคมได้ ดังนั้นหากจะทำให้ยืนระยะได้ เรื่องสำคัญคือที่ควรคิดถึงอาจเป็นการมีทรัพยากรที่เพียงพอ ระบบหลังบ้านที่แข็งแรง และสภาพแวดล้อมที่เอื้อแก่คนทำงาน ลูกไม้เองในฐานะผู้มีบทบาทในการระดมทุนก็จะพยายามทำสิ่งนี้ต่อไป เพื่อให้ได้ทรัพยากรเงินทุนมาอย่างต่อเนื่อง และสร้างระบบการจัดการที่พร้อมสนับสนุนคนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
เรื่องที่สาม การดูแลกันและกัน นอกจากดูแลด้านร่างกายและจิตใจซึ่งกันและกัน ลูกไม้เห็นว่าในวันนี้ขบวนการเคลื่อนไหวเริ่มมีเพื่อนๆ ซึ่งมีความหลากหลายเข้ามาร่วมกัน ทั้งอายุ ประสบการณ์ อัตลักษณ์ เพศสภาพ แน่นอนว่าทุกคนเป็นมนุษย์จึงมีผิดพลาดหรือไม่เข้าใจกันไปบ้าง ในบรรดาคนทำงานจึงควรค่อยๆ ปรับความเข้าใจกัน รับฟังความเห็น และยอมรับในสิ่งที่ผิดพลาด ประเด็นเคลื่อนไหวหรือจุดยืนเป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องไม่หลงลืมว่าคนทำงานด้วยกันก็สำคัญไม่แพ้กัน
ท้ายที่สุดแล้ว ‘กองไฟ’ ที่สุมโดยคนไกลบ้านก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งในการส่งความอบอุ่น เช่นเดียวกับ ‘สายลม’ ที่นำเอากำลังใจมาโอบอุ้มเพื่อนๆ ผู้ยังคงต่อสู้และหวังอยากจะเห็นสังคมที่เป็นประชาธิปไตย
ลูกไม้อยากจะเห็นขบวนการเคลื่อนไหวแข็งแรง อยากเห็นประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจยังเข้มแข็ง เรื่องราวของเธอจึงเป็นส่วนหนึ่งของกองไฟและสายลมที่มีความหวัง — คงจะดีไม่ใช่น้อย หากลูกไม้ได้กลับมาบ้านอีกครั้ง เหมือนดังท่อนสุดท้ายในเพลงคิดถึงบ้านที่ ‘นายผี’ เขียนไว้ว่า
‘ไม่นานลูกที่จากมา จะไปซบหน้าแทบอกแม่เอย’
https://www.the101.world/lookmai-yanisa-engage-thailand/