วันอังคาร, สิงหาคม 25, 2569

พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ได้นิรโทษ 9 ลุ้น 5 ไม่ได้นิรโทษกรรม 38


ThumbRights
3 hours ago
·
ได้นิรโทษ 9 ลุ้น 5 ไม่ได้นิรโทษกรรม 38: นิรโทษกรรมที่ไม่ทำให้ผู้ต้องขังทางการเมืองได้ออกจากคุกครบทุกคน

(1) วันที่ 23 สิงหาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569

ใจความสำคัญของร่างกฎหมายนี้ คือการนิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม การแสดงออก และความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมา โดยจะครอบคลุมคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุม การแสดงออกทางการเมือง การฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่งของรัฐ รวมถึงความผิดตามกฎหมายหลายฉบับที่มักถูกใช้ดำเนินคดีกับประชาชนในช่วงความขัดแย้งทางการเมือง

โดยเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาในหลายหมวดสำคัญ เช่น ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ได้แก่ มาตรา 113, 114, 116, 117 และ 118 ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร เช่น มาตรา 124 รวมถึงความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ตามมาตรา 135/1 (2) หรือ (3), มาตรา 135/2 และมาตรา 135/3 นอกจากนี้ ยังครอบคลุมความผิดต่อเจ้าพนักงาน ความผิดต่อเจ้าพนักงานในการยุติธรรม ความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน ความผิดต่อร่างกาย ความผิดต่อเสรีภาพ ความผิดฐานหมิ่นประมาท ทำให้เสียทรัพย์ บุกรุก และความผิดลหุโทษบางส่วน

นอกจากประมวลกฎหมายอาญาแล้ว ร่างกฎหมายยังครอบคลุมความผิดตามกฎหมายอื่น ๆ เช่น พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ รวมถึงประกาศหรือคำสั่งของคณะรัฐประหาร

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังไม่ได้ครอบคลุมคดีทางการเมืองทั้งหมด เพราะยังยกเว้นคดีมาตรา 112 ไว้อย่างชัดเจน ทำให้ผู้ต้องขังและผู้ถูกดำเนินคดีในมาตรานี้ไม่ได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรม

โดยร่างกฎหมายฉบับที่ผ่านการพิจารณาของวุฒิสภา ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสาระหลักในประเด็นใหญ่จากร่างที่ได้ผ่านจาก สส. มีเพียงแต่การแก้ไขที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นรายละเอียดประกอบ เช่น การเพิ่มถ้อยคำเกี่ยวกับการคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยระบุว่า

“การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขซึ่งได้กระทำโดยสุจริตย่อมได้รับความคุ้มครอง”

นอกจากนี้ คณะกรรมาธิการของวุฒิสภายังได้เพิ่มความผิดอีก 2 ฐานเข้าไปในบัญชีแนบท้าย ได้แก่
ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2521 และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ พ.ศ. 2558 ตามข้อเสนอของทนายความผู้รับผิดชอบคดีของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งให้ข้อมูลว่าจำเลยในคดีดังกล่าวถูกฟ้องตามกฎหมายนี้ ซึ่งยังมิได้รวมอยู่ในบัญชีแนบท้ายร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข

(2) แค่ 9 คนได้ออกจากเรือนจำส่วนอีก 5 คนยังต้องรอการตีความ

จากการติดตามของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในปี 2569 ยังมีผู้ถูกคุมขังในเรือนจำจากคดีการแสดงออกทางการเมือง หรือคดีที่มีมูลเหตุเกี่ยวข้องกับแรงจูงใจทางการเมือง อย่างน้อย 52 คน

ในจำนวนนี้ เป็นผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 จำนวน 30 คน และคดีมาตรา 110 จำนวน 5 คน

เมื่อเทียบกับเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขที่เพิ่งผ่านในชั้น สว. จะเห็นได้ว่าผู้ต้องขังคดีมาตรา 112 อย่างน้อย 30 คน จะไม่ได้รับประโยชน์จากร่างกฎหมายนี้อย่างแน่นอน เพราะร่างกฎหมายเขียนข้อยกเว้นไว้ชัดเจนว่าไม่นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112

ในอีกด้านหนึ่ง มีผู้ต้องขังอย่างน้อย 9 คน ที่มีแนวโน้มได้รับนิรโทษกรรมอย่างชัดเจน เนื่องจากข้อกล่าวหาในคดีของพวกเขาอยู่ในบัญชีแนบท้ายของร่างกฎหมาย และไม่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นตามมาตรา 3

ผู้ต้องขังกลุ่มนี้ประกอบด้วย
วิจิตร คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์ข้อความหลังรัฐประหาร 2557

ประวิตร คดีเผาป้อมตำรวจจราจรใต้ทางด่วนดินแดง

คเชนทร์และขจรศักดิ์ คดีปาระเบิดและวางเพลิงบริเวณ สน.พญาไท และแยกพญาไท

พีรพงศ์ คดีขว้างปาวัตถุระเบิดใส่ป้อมตำรวจบริเวณแยกอโศกมนตรีใน #ม็อบ11ตุลา64

พิชัย คดีพกพาวัตถุระเบิดในช่วงการชุมนุมทะลุแก๊ส

ยศวริศ หรือเจ๋ง ดอกจิก คดีชุมนุม นปช. ปี 2553

และกวี คดี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ จากการโพสต์ข้อความเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของสถาบันกษัตริย์ในต่างประเทศ

ส่วนผู้ต้องขังคดีมาตรา 110 อีก 5 คน ได้แก่ เอกชัย, บุญเกื้อหนุน, สุรนาถ, ชนาธิป และภาณุภัทร์ ยังอยู่ในสถานะที่ต้องจับตา แม้มาตรา 110 จะไม่ได้อยู่ในบัญชีแนบท้าย แต่ร่างกฎหมายก็ไม่ได้เขียนยกเว้นมาตรา 110 ไว้โดยตรงเหมือนมาตรา 112 อีกทั้งคดีของทั้ง 5 คนยังมีข้อกล่าวหาตามกฎหมายอื่นที่อยู่ในบัญชีแนบท้ายประกอบอยู่ด้วย

จึงต้องรอดูว่า ถ้อยคำในมาตรา 6 เรื่อง “ฐานความผิดที่เกี่ยวพันกัน” จะถูกตีความกว้างพอให้พวกเขาได้รับนิรโทษกรรมด้วยหรือไม่

ดังนั้นจึงอยากทิ้งท้ายด้วยแถลงการณ์ของเครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชนที่ว่า “การนิรโทษกรรมที่มีโอกาสสูงที่จะเกิดขึ้นในครั้งนี้ ถือการนิรโทษกรรมคดีทางการเมืองอย่างเลือกปฏิบัติ เพราะยังมีผู้ต้องขังอีกจำนวนมากที่ยังไม่ได้รับการนิรโทษกรรม ยังไม่นับรวม คดีจำนวนมากที่ยังดำเนินอยู่ในกระบวนการพิจารณาชั้นต่าง ๆ ในขณะที่ผู้ได้รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมนั้นไม่ได้ถูกจองจำเสียด้วยซ้ำ”

“การนิรโทษกรรมในครั้งนี้จึงไม่ใช่การเยียวยาหรือแก้ไขความขัดแย้งของสังคม ในทางตรงกันข้ามการนิรโทษกรรมครั้งนี้เป็นการตอกย้ำถึงการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก และความขัดแย้งของสังคมไทยที่ยิ่งหยั่งลึก ซึ่งอาจส่งผลต่อสถานะของสถาบันกษัตริย์ในใจของผู้คน”

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122278476524184830&set=a.122111574896184830