วันศุกร์, สิงหาคม 28, 2569

22 ปีที่ผ่านมาบอกเราว่า ปัญหาภาคใต้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการปราบปรามทางการทหาร ในรอบเกือบหนึ่งทศวรรษแรก กองทัพไม่สามารถกดความรุนแรงให้ลดลงได้ แต่เมื่อเกิดการพูดคุยสันติภาพฯ ตั้งแต่ปี 2556 มีส่วนทำให้ระดับของความรุนแรงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ว่าความรุนแรงกำลังกระดกหัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ท่ามกลางสถานการณ์ที่การพูดคุยสันติภาพไม่ก้าวหน้า



Rungrawee Chalermsripinyorat
14 hours ago
·
การปรับเอาคุณฉัตรชัย บางชวดซึ่งเป็นข้าราชการสายพลเรือนและเป็น "สายพิราบ" ออกจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ แล้วมีข่าวว่า พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการกอ.รมน. ด้วย จะมานั่งเก้าอี้เลขาฯ สมช. แทน น่าจะแสดงทิศทางว่าจะมีการเปลี่ยนไปสู่แนวทางแบบ "สายเหยี่ยว" มากขึ้น ปฎิเสธไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้น่าจะมีผลมาจากสถานการณ์ความรุนแรงที่ยกระดับเพิ่มขึ้นในช่วงเดือนกว่าๆ ที่ผ่านมา แต่การคุมสถานการณ์ไม่ได้นี้เป็นความบกพร่องของกองทัพที่เป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลความปลอดภัยของพื้นที่ด้วยหรือไม่ สมช. ไม่ได้คุมหน้างานในการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ แต่ดูงานในเชิงนโยบายภาพใหญ่เป็นหลัก

การโจมตีล่่าสุดไม่ได้มุ่งเอาชีวิต แต่ว่ามุ่งที่จะแสดงศักยภาพ ทำให้เห็นว่ามีกองกำลังอยู่ทั่วในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แม้จะไม่มีข้อมูลเชิงประจักษ์ชัดแจ้งว่าเป็นฝีมือของ BRN แต่รูปแบบการก่อเหตุแบบนี้เป็นรูปแบบที่ BRN ใช้มาโดยตลอด การก่อเหตุแบบหลายจุด พร้อมๆ กันก็เกิดขึ้นหลายครั้งนับไม่ถ้วนในรอบกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ในด้านหนึ่งปฎิบัติการเช่นนี้เป็นการปลุกขวัญและกำลังใจของคนในขบวนการด้วยว่ามีเพื่อนร่วมขบวนการอยู่ทั่วในหลายพื้นที่ และ BRN อาจจะต้องการใช้ศักยภาพทางการทหารในการเพิ่มอำนาจในการต่อรองกันรัฐไทย แต่ว่าการก่อเหตุในลักษณะนี้อาจจะทำให้รัฐไทยตอบโต้ด้วยการปราบทางการทหารอย่างรุนแรง ซึ่งมิได้มีผลดีต่อภาพรวมในการแก้ไขปัญหา และรัฐไทยก็ไม่ควรที่จะตกหลุมด้วยการโต้กลับด้วยการหันไปเน้นเรื่องการปราบปรามทางการทหาร

22 ปีที่ผ่านมาบอกว่าเราว่าปัญหาภาคใต้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการปราบปรามทางการทหาร ในรอบเกือบหนึ่งทศวรรษแรก กองทัพไม่สามารถกดความรุนแรงให้ลดลงได้ แต่เมื่อเกิดการพูดคุยสันติภาพฯ ตั้งแต่ปี 2556 มีส่วนทำให้ระดับของความรุนแรงลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ว่าความรุนแรงกำลังกระดกหัวขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ท่ามกลางสถานการณ์ที่การพูดคุยสันติภาพไม่ก้าวหน้า การจะหันเหทิศทางการแก้ปัญหาไปในทางแบบ "เหยี่ยว" มากขึ้น น่าจะเป็นผลเสียต่อการแก้ไขปัญหาในภาพรวม ชวนดูกราฟความรุนแรงของ Deep South Watch ด้านล่างอีกครั้งเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการกำหนดทิศทางนโยบายในอนาคต

ถ้าจะเดินหน้าในการแก้ไขปัญหา รัฐไทยจำเป็นที่จะต้องรับฟังข้อเรียกร้องที่เป็นเรื่องรากเหง้าของปัญหาผ่านกระบวนการสันติภาพอย่างจริงจัง โดยแสดงให้เห็นว่ารัฐพร้อมที่จะเข้าไปแก้ไขประเด็นต่างๆ ที่เป็นความอึดอัดขับข้องใจของคนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอำนาจในการบริหารจัดการพื้นที่ การศึกษา การแบ่งสัดส่วนรายได้จากทรัพยากรและภาษีที่เก็บได้ในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาทางการเมือง ที่ไม่สามารถจะแก้ไขด้วยการใช้กำลังทหารเข้าไปปราบปราม

ที่ผ่านมา หน่วยงานของรัฐเองมีความเห็นไม่ตรงกันต่อทิศทางการแก้ไขปัญหา เจ้าหน้าที่ความมั่นคงบางส่วน โดยเฉพาะสมช. ต้องการจะใช้การพูดคุยสันติภาพในการแก้ไขปัญหารากเหง้า ในขณะเดียวกัน นายทหารระดับสูงบางส่วน รวมถึงนักวิชาการด้านความมั่นคงบางคนไม่ค่อยเห็นด้วย จึงเป็นที่มาของกระแสต้าน JCPP นายทหารสายเหยี่ยวต้องการใช้การพูดคุยฯ เป็นเพียงเครื่องมือของการต่อต้านการก่อความไม่สงบ เจรจาเพื่อให้ยุติการก่อเหตุรุนแรง แต่ว่าไม่พร้อมที่จะแบ่งสรรอำนาจในการปกครองให้กับคนในพื้นที่มากขึ้น หากว่ารัฐยังคงยืนยันและดึงดัน การพูดคุยสันติภาพที่มีความหมายไม่สามารถเกิดขึ้นได้ วงจรอุบาทว์ของการก่อเหตุก็จะดำเนินไปเช่นนี้ โดยไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์

นอกจากนี้ หากมีการใช้การทหารปราบหนักในรอบนี้ จะยิ่งทำให้ความขัดแย้งรุนแรงทวีเข้มข้นมากขึ้นและทำให้โอกาสในการกลับมาพูดคุยเจรจากันยิ่งจะยากขึ้นไปอีก
 
https://www.facebook.com/photo?fbid=10164708424832840&set=a.10151079051382840
.....

โพสต์ขงอคุณ 'รุ่งรวี เฉลิมศรีภิญโญรัช' นักวิชาการสันติศึกษา ผู้ศึกษาขบวนการบีอาร์เอ็น

(แปลไทยด้วย Google Translate)

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ดิฉันได้แสดงความคิดเห็นต่อสื่อต่างประเทศ และคิดว่าประเด็นเหล่านี้น่าจะเป็นที่สนใจของเพื่อนและเพื่อนร่วมงานที่ใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งกำลังติดตามสถานการณ์ในภาคใต้ของประเทศไทย

*   เหตุโจมตีที่เกิดขึ้นเกือบจะพร้อมกันในหลายจังหวัดไม่ใช่เรื่องใหม่ การโจมตีในลักษณะนี้ รวมถึงการมุ่งเป้าไปที่โครงสร้างพื้นฐานและธุรกิจที่ไม่ใช่ของชาวมุสลิม ถือเป็นรูปแบบการปฏิบัติการของกลุ่ม BRN แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันได้ว่า BRN เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการโจมตีที่ประสานงานกันในครั้งนี้ก็ตาม โดยทั่วไปแล้ว การโจมตีลักษณะนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อก่อให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตในระดับสูงสุด แต่เป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองมากกว่า นอกจากนี้ยังช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกลุ่มผู้ต่อสู้ โดยแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีผู้สนับสนุนและสหายร่วมอุดมการณ์ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ต่างๆ ของจังหวัดชายแดนภาคใต้ อีกทั้ง BRN อาจใช้การโจมตีดังกล่าวเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองบนโต๊ะเจรจาสันติภาพ อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์นี้อาจส่งผลย้อนกลับได้ หากนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงขึ้นและการปราบปรามทางทหารที่เข้มข้นขึ้นจากรัฐบาลไทย

*   ประสบการณ์จากความขัดแย้งด้วยความรุนแรงที่ยืดเยื้อมากว่า 22 ปี ชี้ให้เห็นว่าความขัดแย้งในภาคใต้ของไทยไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการปราบปรามทางทหารเพียงอย่างเดียว ในช่วงสิบปีแรกที่ไม่มีกระบวนการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นทางการ ฝ่ายทหารไม่สามารถลดระดับความรุนแรงลงได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่หลังจากที่มีการเริ่มกระบวนการเจรจาสันติภาพอย่างเป็นทางการในปี 2013 เราก็ได้เห็นสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม แนวโน้มดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนแปลงไปในปี 2021 โดยสถานการณ์ความรุนแรงค่อยๆ ทวีความรุนแรงขึ้น ในขณะที่กระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพกลับมีความคืบหน้าเพียงเล็กน้อย

* สาเหตุหลักที่ทำให้กระบวนการสันติภาพไม่คืบหน้ามาจากความเห็นที่แตกต่างกันในเรื่องแนวทางการพูดคุยระหว่างหน่วยงานความมั่นคงของไทย หน่วยงานบางแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ต้องการผลักดันให้กระบวนการนี้เป็นกระบวนการสร้างสันติภาพที่แท้จริง ซึ่งมีการหารือและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนรวมถึงข้อเรียกร้องของชาวมุสลิมเชื้อสายมลายูอย่างเปิดเผย ในทางตรงกันข้าม ฝ่ายทหารมักมองว่าการพูดคุยนี้เป็นส่วนขยายของการปฏิบัติการต่อต้านกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดระดับความรุนแรงทางกายภาพควบคู่ไปกับการรักษาสถานะเดิม (status quo) และยังคงไม่เต็มใจที่จะพิจารณาการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างใดๆ ดิฉันเชื่อว่าความแตกต่างของแนวทางระหว่างหน่วยงานรัฐของไทยนี้เป็นอุปสรรคสำคัญที่ขัดขวางความคืบหน้าของการพูดคุยเพื่อสันติภาพ

* เหตุการณ์สังหารอาสาสมัครทหารพราน 5 นายและการโจมตีแบบประสานงานในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เมื่อเร็วๆ นี้ อาจส่งผลให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อกลุ่ม BRN การเปลี่ยนตัวเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านจากแนวทางที่เน้นการประนีประนอม (สายพิราบ) ไปสู่แนวทางที่เน้นความเด็ดขาดและใช้กำลัง (สายเหยี่ยว) มากขึ้น ในขณะนี้ ดูเหมือนว่าฝ่ายไทยจะมีความกระตือรือร้นในการพูดคุยเจรจาน้อยลง อย่างไรก็ตาม ดิฉันเชื่อว่ารัฐบาลไทยควรยืนหยัดและเดินหน้ากระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพต่อไป โดยควรพยายามบรรลุข้อตกลงเรื่องการยุติความรุนแรง (Cessation of Violence หรือ CoV) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับกลุ่ม BRN ข้อตกลงดังกล่าวจะช่วยสร้างกลไกที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการลดและควบคุมความรุนแรงในพื้นที่ หากปราศจากเวทีสำหรับการพูดคุยกับกลุ่ม BRN และมีการใช้มาตรการที่รุนแรงเด็ดขาดเพื่อปราบปรามกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ความขัดแย้งก็มีแนวโน้มที่จะฝังรากลึกยิ่งขึ้นและสถานการณ์อาจเลวร้ายลงกว่าเดิม

https://www.facebook.com/rungrawee.chalermsripinyorat/posts/10164709716907840