วันพุธ, กรกฎาคม 29, 2569

รัฐบาลไม่มีคนทำงานแล้วหรือ ถึงต้องให้องคมนตรีลงมาแก้ปัญหาด้านการต่างประเทศ ?!? - กัณวีร์ สืบแสง ถาม (ปัญหา : หากให้องคมนตรี มานำคณะเจรจาแทนฝ่ายการเมือง จะทำให้เกิดคำถามต่อสายตาประชาชนและนานาชาติว่า ใครคือผู้กำหนดทิศทางนโยบายต่างประเทศที่แท้จริง)

https://www.facebook.com/NolKannavee/posts/1062651649617670
Yesterday
·
รัฐบาลไม่มีคนทำงานแล้วหรือ ถึงต้องให้องคมนตรีลงมาแก้ปัญหาด้านการต่างประเทศ ?!?

หากเป็นไปตามรายงานข่าวที่ระบุว่า พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา องคมนตรี เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทย เดินทางเยือนกรุงเนปิดอว์เมื่อวันที่ 25 ก.ค.69 พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานด้านความมั่นคงของไทย ผมต้องบอกตรงๆ ว่า ผมทั้งแปลกใจและเป็นกังวลอย่างยิ่ง !!

เพราะภาพที่ปรากฏต่อสาธารณะกลับทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า เหตุใดภารกิจด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งมีรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบร่วมคณะอยู่แล้ว จึงมีองคมนตรีเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนฝ่ายไทย ??

เพราะการกำหนดและดำเนินนโยบายต่างประเทศ การเจรจากับรัฐบาลต่างประเทศ และการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ เป็นหน้าที่ของ ฝ่ายบริหารและฝ่ายการเมือง
 
ประชาชนเลือกคุณเข้ามา คุณมีเสียงข้างมากจนจัดตั้งรัฐบาลได้ รัฐบาลต้องเป็นผู้นำสิครับ !! นายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์ ตามด้วยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องต้องเป็นผู้รับผิดชอบ !!

หากข่าวดังกล่าวเป็นความจริง รัฐบาลต้องอธิบายต่อสาธารณะอย่างชัดเจนว่าเหตุใดฝ่ายการเมืองจึงไม่สามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้ด้วยตนเอง ??

และเมื่อมองไปที่เนื้อหาของการหารือ ก็ยิ่งทำให้เห็นชัดว่า รัฐบาลไทยยังติดอยู่กับกรอบความคิดแบบเดิมๆ พูดเรื่องยาเสพติด สแกมเมอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งหมดเป็นเรื่องสำคัญจริงครับ และผมสนับสนุนให้ดำเนินการอย่างจริงจัง
 
แต่คำถามที่สำคัญที่สุดในวันนี้คือ ประเทศไทยมีวิสัยทัศน์ต่อเมียนมาแค่นี้จริงหรือ ??

เมียนมาวันนี้ไม่ใช่เพียงแหล่งผลิตยาเสพติด ไม่ใช่เพียงฐานของอาชญากรรมข้ามชาติ แต่คือศูนย์กลางของวิกฤตการเมืองและมนุษยธรรมของภูมิภาค

“สงครามกลางเมืองคือรากของปัญหายาเสพติด สงครามกลางเมืองคือรากของสแกมเมอร์สงครามกลางเมืองคือรากของการค้ามนุษย์ สงครามกลางเมืองคือรากของผู้ลี้ภัย สงครามกลางเมืองคือรากของความไม่มั่นคงตลอดแนวชายแดนไทย !!”

ถ้าไม่แก้ที่ต้นเหตุ ต่อให้จับยาได้มากแค่ไหน ปิดสแกมเมอร์ได้อีกกี่แห่ง ปัญหาก็จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ประเทศไทยจึงควรยกระดับบทบาทของตนเองจาก “ผู้ร่วมปราบปราม” ไปเป็น “ผู้นำการสร้างสันติภาพ”

ไม่ใช่เฉพาะในเมียนมา แต่รวมถึงชายแดนไทย–กัมพูชา จังหวัดชายแดนภาคใต้ และการลดความตึงเครียดในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง รวมถึงการส่งเสริมสันติภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งภูมิภาค

นี่ต่างหากคือยุทธศาสตร์ที่ประเทศไทยควรมี แต่สิ่งที่เราเห็นกลับเป็นการแก้ปัญหาแบบรายเรื่อง ลูบหน้าปะจมูก ไม่มีเป้าหมายร่วม ไม่มีภาพใหญ่ ไม่มีจุดยืนทางการเมืองระหว่างประเทศที่ชัดเจน
ฝ่ายการเมืองต้องแสดงความเป็นผู้นำ !!

และเมื่อฝ่ายการเมืองไม่สามารถกำหนดยุทธศาสตร์ได้ สุดท้ายบทบาทการนำก็ถูกปล่อยให้ตกอยู่กับข้าราชการประจำ !!

จนพวกเราพี่น้องประชาชนต้องตั้งคำถามว่า แล้วรัฐบาลมีไว้หาอะไรและมีไว้ทำไม ??

เอาล่ะครับ ถึงเวลาที่รัฐบาลนายอนุทินฯ ต้องออกมาตอบคำถามต่อประชาชนอย่างตรงไปตรงมา !!

รัฐบาลกำลังส่งสัญญาณอะไรต่อทั้งประชาชนไทยและประชาคมระหว่างประเทศ ??

ประเทศไทยต้องการรัฐบาลที่กล้าคิด กล้าตัดสินใจ กล้ารับผิดชอบ และกล้านำประเทศ ไม่ใช่รัฐบาลที่ปล่อยให้บทบาทการนำเลือนหาย จนประชาชนไม่รู้ว่าใครกันแน่คือผู้กำหนดทิศทางของชาติ !!