นสพ.ฐานเศรษฐกิจตีข่าวเมื่อ ๒ กรกฎา ว่า “ไทยเบฟผนึกจุฬาฯ ขับเคลื่อนโครงการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากระดับอำเภอ” ดูรายละเอียดของโฆษณาแล้ว น่าจะเป็นโครงการทำธุรกิจธรรมดา ที่จะขยายลงไประดับอำเภอ
“มีเป้าหมายเพื่อบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนอย่างยั่งยืน” เป็นโวหารของการโฆษณา แม้นว่าจะอ้าง “วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิชาการ
ตลอดจนสนับสนุนการจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ เพื่อสร้างต้นแบบการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ และสามารถขยายผลสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับประเทศ” น้ำเสียงของถ้อยคำเป็น ‘gimmick’ หรือลูกล่อลูกชนเสียมากกว่า
การจัดตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคมครั้งนี้ มีพิธีลงนามเป็นล่ำเป็นสัน ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ นายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เป็นคนสำคัญของแต่ละฝ่าย
เนื้อถ้อยคำปราศรัยของแต่ละคนต่างเข้าทำนองของ ‘กิมมิค’ ที่อ้างไว้ข้างต้น ฝ่ายจุฬาบอกว่าจะ “นำองค์ความรู้ด้านการศึกษา การวิจัย วิชาการ และการบริหารจัดการองค์ความรู้ในด้านการผลิต การค้า และการบริการ ไปถ่ายทอดให้กับประชาชนในพื้นที่”
‘การผลิต การค้า และการบริการ’ เป็นสูตรสำเร็จของธุรกิจแบบครบวงจร ที่ ‘ซีพี’ บรรษัทเจ้าสัวรายใหญ่ประสพความสำเร็จอย่างล้นหลามมาหลายทศวรรษ มีเพื่อนสนิทของผู้เขียนคนหนึ่งเคยตั้งข้อสังเกตุให้ฟังว่า ในตำบลเล็กๆ ของจังหวัดปราจีนบุรีแห่งหนึ่ง
มีร้านสะดวกซื้อ ‘เซเว่น’ กว่าสิบแห่ง เพราะพื้นที่เคยเป็นดงแถบนั้น มีโรงงานไปตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก (คนงานนับหมื่น) เนื่องจากเป็นต้นแม่น้ำบางปะกง แล้วเกิดปัญหาระบายน้ำเสียลงในแหล่งน้ำธรรมชาติ ไม่ทราบว่าจนบัดนี้มีการแก้ไขแล้วหรือยัง
นายฐาปน สิริวัฒนภักดี แห่ง ‘ไทยเบพ’ กล่าวตอนหนึ่งว่า “น้อมนำพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จ...พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่จะทรงสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป”
ไม่ทราบว่าโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งหรือได้รับพระบรมราชานุญาต
หรืออาจจะเป็นส่วนหนึ่งภายใต้พระเนตรพระกรรณก็เป็นได้
คราวนี้ก็พอดีไปเห็นสิ่งที่ศิษย์เก่าจุฬาฯ ส่วนหนึ่ง (ผ่านทางสื่อสังคม)
กำลังใส่ใจกันในเรื่องเสื้อผ้า หน้า ผม ของสถาบัน
“แอคติวิสต์ตราพระเกี้ยวฉุน จุฬาฯ ยังใช้ตรามินิมอลในเว็บ แม้เพิ่งรีแบรนด์อัตลักษณ์ (CI) ใหม่ ย้อนกลับไปใช้พระเกี้ยวแบบดีเทลละเอียดที่เคยใช้ปี ๒๕๓๑” ซึ่งคงเป็นเรื่องภายในแวดวงเลือดสีชมพู ที่บังเอิญผู้เขียนได้ไปรู้เห็น
ที่นำมาบันทึกไว้เป็นอุทธาหรณ์ในที่นี้ไม่ใช่อะไร พอดีผู้เขียนมีส่วนได้เป็นศิษย์เก่ากับเขาอยู่เหมือนกัน แม้จะเพียงระยะสั้นๆ ปีเดียวในบัณฑิตวิทยาลัย
(https://www.facebook.com/TheUnlock.th/posts/26hHGBaDS9 และ https://www.thansettakij.com/social-biz/662960=84kjhpuZmA)
