วันพุธ, มิถุนายน 10, 2569

ชวนฟัง Scott Pelley สื่อมวลชนอาวุโส ที่เคยทำงานให้กับ CBS และ 60 minutes มานานเกือบ 30 ปี และถูกผู้บริหาร CBS ไล่ออกตามแรงกดดันของทรัมป์ เขากล่าวถึงงานสื่อมวลชนในฐานะการแสดงออกถึงความรักชาติ ซึ่งได้สะท้อนถึงปรัชญาหลักที่ยึดถือปฏิบัติกันมาในวิชาชีพนี้มาอย่างยาวนาน



https://www.facebook.com/reel/1651666022768053

Jom Petchpradab 
3 hours ago
·

“ประชาธิปไตย” จะไม่เกิดขึ้น หากไม่มีเสรีภาพสื่อมวลชน
There is no democracy without Journalism.
 
Scott Pelley สื่อมวลชนอาวุโส ที่ทำงานให้กับ CBS และ 60 minutes มานานเกือบ 30 ปี และถูกผู้บริหาร CBS ไล่เขาออกตามแรงกดดันของทรัมป์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เขาได้ แสดงความรู้สึกต่อคำพูดของ ทรัมป์ ที่ตำหนิเขาไม่ว่าจะ stupid (โง่เขลา) crooked (ไม่ซื่อสัตย์ คดโกง) แต่สิ่งที่ Scott Pelley ยอมรับไม่ได้ และสะเทือนใจที่สุดคือการตำหนิเขาว่า don’t care about country ( การไม่สนใจ ไม่เสียสละเพื่อบ้านเมือง ) เขาอธิบายความรู้สึกนี้ด้วยน้ำเสียงอันสั่นเครือและติดขัดว่า เขาไม่เคยเป็นทหาร ใช่ แต่ความเป็น Journalism ก็นำเขาเข้าสู่สงครามหลายครั้ง เช่น อิรัก อัฟกานิสถาน คูเวต และเขาเคยถูกชิงมาแล้วด้วย ซึ่งเขาเชื่อว่านี่คือการทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง แต่เขาไม่เชื่อว่า ทรัมป์ จะมีประสบการณ์แบบนี้
 
แต่คำอธิบายสุดท้ายของเขาที่ทรงพลังอย่างยิ่ง และมีความหมายสำหรับ Journalist ทุกคนคือ “ You become a Journalist because you love the First Amendment ( ทุกคนย่อมมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ). You become a Journalist because you love the country …There is no democracy without Journalism It can’t be done. And that is why I become a Journalist.
.....

เพิ่มเติม

เมื่อ Scott Pelley ผู้สื่อข่าวมากประสบการณ์จากรายการ *60 Minutes* กล่าวถึงงานสื่อมวลชนในฐานะการแสดงออกถึงความรักชาติ เขาได้สะท้อนถึงปรัชญาหลักที่ยึดถือปฏิบัติกันมาในวิชาชีพนี้มาอย่างยาวนาน ท่ามกลางสถานการณ์ที่สื่อมวลชนมักถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกมองด้วยอคติแบ่งขั้ว หรือถูกตราหน้าว่าเป็น "ศัตรู" มุมมองของ Pelley ช่วยปรับเปลี่ยนภาพจำของการนำเสนอข่าวสารใหม่ โดยมองว่าไม่ใช่การโจมตีประเทศชาติ แต่เป็นภารกิจสำคัญที่ขับเคลื่อนด้วยความรักที่มีต่อประเทศ

การขยายความแนวคิดนี้เผยให้เห็นถึงความเชื่อมั่นอันหนักแน่นเกี่ยวกับบทบาทของสื่อมวลชนที่มีต่อสังคมประชาธิปไตย ดังนี้:

1. ความรักชาติผ่านการตรวจสอบและความรับผิดชอบ

ความรักชาติที่แท้จริงไม่ได้หมายถึงการยอมจำนนอย่างหลับหูหลับตาหรือการชื่นชมผู้นำโดยปราศจากการวิพากษ์วิจารณ์ แต่หมายถึงความปรารถนาให้ประเทศก้าวไปสู่จุดสูงสุดตามอุดมการณ์ที่วางไว้ สำหรับนักข่าวอย่าง Pelley การเปิดโปงการทุจริตของรัฐบาล การกระทำมิชอบขององค์กรธุรกิจ หรือความล้มเหลวเชิงระบบนั้น ไม่ใช่การกระทำเพื่อบ่อนทำลายชาติ แต่เป็นการกระทำเพื่อเยียวยาและรักษาชาติให้ดีขึ้น

เปรียบเทียบกับทางการแพทย์: แพทย์ไม่ได้วินิจฉัยโรคเพราะเกลียดชังคนไข้ แต่ทำไปเพื่อให้คนไข้หายป่วย ในทำนองเดียวกัน การทำข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนก็คือการเปิดโปง "ความเจ็บป่วย" ภายในระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศที่แท้จริงสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านั้นได้

2. การปกป้อง "หลักนิติธรรมอันศักดิ์สิทธิ์"

Pelley มักกล่าวเสมอว่าเสรีภาพในการแสดงออกและเสรีภาพของสื่อมวลชนกำลังเผชิญกับแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากความหวาดกลัว ความแตกแยกทางความคิด และความขัดแย้งทางการเมือง ในการปราศรัยต่อสาธารณะ เขาเตือนใจผู้ฟังว่า "เสรีภาพสื่อคือสิทธิที่เป็นหลักประกันสิทธิเสรีภาพด้านอื่นๆ ทั้งหมด" หากปราศจากคณะสื่อมวลชนที่มีความเป็นมืออาชีพ มีวินัย และทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นอิสระ ประชาชนก็ไม่อาจตัดสินใจเรื่องต่างๆ บนพื้นฐานของข้อมูลที่ถูกต้องได้ การรักชาติจึงหมายถึงการปกป้องกลไกที่ช่วยรักษาเสรีภาพของประชาชนเอาไว้

3. "เราคือประชาชนชาวอเมริกัน"

Pelley โต้แย้งอย่างหนักแน่นต่อวาทกรรมที่มองว่าสื่อมวลชนเป็นกลุ่มชนชั้นนำที่แปลกแยกและทำงานสวนทางกับผลประโยชน์ของสาธารณชน เขาเตือนผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า นักข่าวก็คือเพื่อนบ้าน พ่อแม่ และพลเมืองที่ใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนเดียวกับที่พวกเขานำเสนอข่าวนั่นเอง การเชื่อมโยงความแตกต่าง การเป็นกระบอกเสียงให้แก่ผู้ไร้เสียง และการคำนึงถึงความปลอดภัยของสาธารณะ ล้วนเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่านักข่าวมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในวิถีชีวิตและสังคมของชาติ

4. การทำงานหนักคือเครื่องพิสูจน์ความรัก

งานสื่อมวลชน—หากทำอย่างถูกต้องเหมาะสม—เป็นงานที่หนักหนาสาหัส เหน็ดเหนื่อย และมักเต็มไปด้วยอันตราย ในหนังสือ *Truth Worth Telling* และในสุนทรพจน์เนื่องในพิธีสำเร็จการศึกษา Pelley เน้นย้ำว่างานสื่อสารมวลชนที่แท้จริงนั้นต้องอาศัย "การขุดคุ้ยหาความจริง การตรวจสอบข้อเท็จจริงจากแหล่งข้อมูลต้นทาง และการเขียนถ่ายทอดเรื่องราวอย่างชัดเจน กระชับ และทันต่อกำหนดเวลา"

"อาชีพนี้ไม่ใช่สำหรับคนใจเสาะ หรือสำหรับผู้ที่ต้องการเพียงแค่ชื่อเสียงเท่านั้น"

การเลือกเส้นทางอาชีพที่ต้องห่างไกลจากครอบครัวเป็นเวลานาน ต้องเผชิญกับพื้นที่ความขัดแย้ง และต้องตกอยู่ภายใต้สายตาและการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากสาธารณชนนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะเลือกทำเพื่อความสุขสบายส่วนตัว แต่สิ่งนี้ขับเคลื่อนด้วย "ไฟแห่งความมุ่งมั่นอันแรงกล้า" ที่จะทำให้มั่นใจว่าประชาชนจะได้รับรู้ความจริง

5. การโอบรับ "ดวงดาวทั้ง 50 ดวง"

Pelley มักใช้ภาพลักษณ์ของธงชาติสหรัฐฯ เพื่อสื่อถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของคนในชาติ เขาชี้ให้เห็นว่าธงผืนนี้ประกอบด้วยดวงดาว 50 ดวง ซึ่งเป็นตัวแทนของทั้งรัฐที่มีแนวคิดอนุรักษนิยมและเสรีนิยม โดยดวงดาวเหล่านี้ถูกถักทอรวมกันอยู่บนพื้นสีน้ำเงินที่เรียกขานกันอย่างชัดเจนว่า "The Union" (สหภาพหรือความเป็นหนึ่งเดียวกัน)

การแสดงความรักต่อประเทศผ่านงานสื่อสารมวลชนหมายถึงการนำเสนอเรื่องราวของประเทศในทุกแง่มุมอย่างครบถ้วน นั่นรวมถึงการรับฟังผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่าง การแสวงหาจุดร่วม และการปฏิเสธที่จะตกหลุมพรางของการมองอีกฝ่ายว่าเป็นผู้ร้ายหรือศัตรู

ท้ายที่สุดแล้ว การขยายความแนวคิดของ Pelley หมายถึงการตระหนักว่างานสื่อสารมวลชนคือภารกิจในการรักษาและธำรงไว้ซึ่งสิ่งดีงามของสังคม นักข่าวที่รักประเทศของตนย่อมเชื่อมั่นว่าประชาชนมีความเข้มแข็งทางจิตใจเพียงพอที่จะรับมือกับความจริงอันหนักหน่วง และเชื่อมั่นว่าสถาบันต่างๆ ของประเทศมีความมั่นคงแข็งแกร่งเพียงพอที่จะถูกตรวจสอบและรับผิดชอบต่อสังคมได้