
The university must not become a supply chain for AI
บทความแสดงความคิดเห็น
|
การศึกษา
มหาวิทยาลัยต้องไม่กลายเป็นเพียง Supply chain (ห่วงโซ่อุปาทาน) สำหรับ AI
มหาวิทยาลัยที่กำลังประสบปัญหาขาดแคลนงบประมาณต่างถูกกระตุ้นให้ปรับเปลี่ยนองค์กรโดยยึด AI เป็นแกนหลัก ซึ่งผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดกลับเป็นบริษัทผู้จำหน่ายเทคโนโลยีเหล่านี้
โดย Somdeep Sen
สาขาเอเชียศึกษาในแอฟริกา มหาวิทยาลัยพริทอเรีย (University of Pretoria)
เผยแพร่เมื่อ 11 มิถุนายน 2026
AI จะเป็นคำตอบสำหรับทุกสิ่งจริงหรือ?
นั่นดูเหมือนจะเป็นแนวคิดที่ผู้กล่าวสุนทรพจน์ในพิธีสำเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัยหลายแห่งในสหรัฐฯ พยายามนำเสนอในช่วงฤดูกาลรับปริญญานี้ ทว่าบัณฑิตจบใหม่ไม่ได้ตอบรับแนวคิดดังกล่าวในเชิงบวกเสมอไป ในพิธีแล้วพิธีเล่า พวกเขาต่างแสดงความไม่พอใจด้วยเสียงโห่ร้องและเสียงวิจารณ์
ปฏิกิริยาของพวกเขาเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ไม่ยาก นักศึกษากำลังจะก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยในช่วงเวลาที่ AI ไม่ได้ถูกนำเสนอเพียงแค่ในฐานะเครื่องมือที่พวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะใช้งานเท่านั้น แต่ยังถูกมองว่าเป็นพลังที่จะพลิกโฉมตลาดแรงงานที่พวกเขากำลังจะเข้าไปมีส่วนร่วมอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ความท้าทายนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องงานเท่านั้น มหาวิทยาลัยยังถูกผลักดันให้ปรับเปลี่ยนองค์กรโดยใช้ AI เป็นตัวขับเคลื่อน โดยนำมาใช้เป็นทางออกสำหรับปัญหาด้านงบประมาณ ภาระงานด้านการบริหารจัดการ และความต้องการของนายจ้าง
นี่คือจุดที่อันตรายอย่างแท้จริง ใน "ยุคแห่ง AI" มหาวิทยาลัยเสี่ยงที่จะตกเป็นเหยื่อของการยอมรับเทคโนโลยีนี้โดยปราศจากการไตร่ตรองอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่สถาบันการศึกษาเผชิญกับวิกฤตทางการเงินอย่างหนัก ซึ่งกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาคอุตสาหกรรมต่างก็สนับสนุนอย่างแข็งขันให้มหาวิทยาลัยเดินไปในทิศทางนี้
รายงานฉบับหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจาก Cisco ยักษ์ใหญ่ด้านเครือข่ายและเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ระบุว่า "สถาบันการศึกษาที่มีวิสัยทัศน์ก้าวไกลมองว่า AI เป็นทางออกสำหรับข้อจำกัดด้านทรัพยากร" พร้อมทั้งเสริมว่า "AI สามารถช่วยจัดการงานประจำที่ซ้ำซากโดยอัตโนมัติ ปรับปรุงการบริการนักศึกษา และช่วยให้มหาวิทยาลัยดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น" รายงานดังกล่าวยังเน้นย้ำว่ามหาวิทยาลัยต้องยอมรับ "บทบาทในการเป็นห่วงโซ่อุปทานสำหรับทักษะที่เกี่ยวข้องกับ AI" โดยอธิบายว่า "นักศึกษาที่เข้าสู่ตลาดแรงงานคาดหวังให้มีการนำ AI มาบูรณาการในการทำงาน และนายจ้างก็มีความต้องการทักษะความรู้ด้าน AI (AI literacy) มากขึ้นเรื่อยๆ"
นี่เป็นมุมมองต่อการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่สะท้อนให้เห็นทัศนคติบางอย่าง มหาวิทยาลัยถูกบอกให้มอง AI ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่เป็นหลักการสำคัญในการจัดระบบองค์กร กล่าวคือ นักศึกษาถูกมองว่าเป็นแรงงานในอนาคตที่จำเป็นต้องมีความรู้ด้าน AI บุคลากรถูกกระตุ้นให้ปรับปรุงกระบวนการทำงานให้คล่องตัวขึ้น และสถาบันการศึกษาถูกปรับเปลี่ยนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีระบบอัตโนมัติมากขึ้น และสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานมากยิ่งขึ้น
สถาบันการศึกษาหลายแห่งยอมรับตรรกะนี้ โดยมหาวิทยาลัยมินนิโซตา (University of Minnesota), วิทยาลัยดาร์ตมัธ (Dartmouth College) และมหาวิทยาลัยซีราคิวส์ (Syracuse University) ต่างได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกับบริษัทด้าน AI แล้ว ในปี 2025 มหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย (CSU) ได้บรรลุข้อตกลงมูลค่า 17 ล้านดอลลาร์กับ OpenAI เพื่อนำแชตบอตที่ออกแบบมาเพื่อการศึกษาโดยเฉพาะมาให้บริการแก่นักศึกษาและคณาจารย์ที่มีจำนวนรวมกันกว่าครึ่งล้านคน
ผลสำรวจชี้ว่าคณาจารย์และนักศึกษาจำนวนมากของ CSU ยังไม่เชื่อมั่นใน "คำสัญญาอันน่าตื่นตาตื่นใจของ AI" กระนั้น ความกังขาเหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้ข้อตกลงดังกล่าวถูกมองข้ามความสำคัญในฐานะหมุดหมายสำคัญ สำหรับ OpenAI แล้ว การได้ร่วมมือกับเครือข่ายมหาวิทยาลัยรัฐที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์แนวคิดว่า AI สามารถถูกนำไปใช้ในระดับอุดมศึกษาได้อย่างกว้างขวางและครอบคลุม ส่วนสำหรับ CSU นี่ถือเป็น "โอกาสครั้งใหญ่ในการสร้างภาพลักษณ์" เนื่องจากยังไม่มีมหาวิทยาลัยแห่งใดในโลกที่นำ AI มาใช้ในระดับขนาดใหญ่เช่นนี้มาก่อน อย่างไรก็ตาม เหตุผลทางด้านการเงินนั้นดูจะเข้าใจได้ยากกว่า แม้จะต้องเผชิญกับการถูกตัดงบประมาณราว 144 ล้านดอลลาร์ แต่เมื่อเดือนที่แล้ว CSU กลับต่อสัญญาดังกล่าวด้วยเงื่อนไขที่มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น โดยตกลงจ่ายเงินปีละ 13 ล้านดอลลาร์เป็นเวลา 3 ปี (รวมเป็นเงิน 39 ล้านดอลลาร์) ซึ่งเท่ากับว่าทางมหาวิทยาลัยเลือกที่จะทุ่มงบประมาณให้กับ AI มากขึ้นในขณะที่ต้องตัดลดงบประมาณในส่วนอื่น ๆ
จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อมหาวิทยาลัยเริ่มมองว่างานส่วนใหญ่ของตนเป็นสิ่งที่สามารถทำให้เป็นระบบอัตโนมัติ (automate) จ้างบุคคลภายนอกทำ (outsource) หรือลดต้นทุนได้ด้วยการใช้ AI? เราได้เห็นตัวอย่างเล็กๆ แต่สะท้อนภาพปัญหาได้ชัดเจนจากพิธีมอบประกาศนียบัตรของวิทยาลัยชุมชน Glendale (GCC) ในรัฐแอริโซนา ผู้บริหารของวิทยาลัยได้นำระบบ AI มาใช้ในการอ่านชื่อนักศึกษาที่กำลังขึ้นรับประกาศนียบัตร แต่ระบบกลับไม่สามารถจับคู่ชื่อที่ถูกต้องกับตัวนักศึกษาที่กำลังเดินอยู่บนเวทีได้ ส่งผลให้ชื่อที่ปรากฏบนจอภาพขนาดใหญ่ไม่ตรงกับนักศึกษาที่กำลังรับมอบประกาศนียบัตร
Tiffany Hernandez อธิการบดีของ GCC ถูกนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาและครอบครัวโห่ไล่เมื่อเธออธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น "ใช่ค่ะ ใช่เลย นั่นถือเป็นบทเรียนสำหรับเราค่ะ" เธอกล่าว นักศึกษาคนหนึ่งให้สัมภาษณ์กับสื่อว่าคำขอโทษของ Hernandez "ดูไม่จริงใจและเหมือนพวกเขาไม่ได้ใส่ใจเท่าที่ควร" พร้อมเสริมว่า "ฉันอยากให้มีการไตร่ตรองให้รอบคอบกว่านี้ แทนที่จะผลักภาระงานง่ายๆ อย่างการอ่านชื่อคนไปให้ระบบ AI ทำแทน"
ปัญหายิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อ AI ขยับจากการทำงานด้านธุรการมาสู่บทบาทด้านการเรียนการสอนและการวัดผล ผู้สนับสนุนมองว่า AI สามารถช่วยลดภาระงานธุรการและลดต้นทุนได้ อีกทั้งเมื่อเวลาผ่านไป AI ก็จะมีความสามารถมากขึ้นในการออกแบบชั้นเรียน ตรวจผลงานนักศึกษา และสรุปเนื้อหาที่มีความซับซ้อน แต่คำมั่นสัญญาเหล่านั้นมาพร้อมกับข้อกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว อคติ และความรับผิดชอบ รวมถึงคำถามที่ยากกว่านั้น: หากชีวิตในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะถูกปรับปรุงให้ง่ายขึ้นและใช้ระบบอัตโนมัติ แล้วระบบนิเวศของการเรียนรู้และการให้คำปรึกษาซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สถาบันเหล่านี้พึ่งพาจะเหลืออะไรอยู่บ้าง?
หลักฐานเกี่ยวกับการประเมินผลนั้นชวนให้ตระหนักถึงความเสี่ยงที่น่ากังวล ทีมวิจัยซึ่งนำโดยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ได้ทดสอบระบบ AI ระดับแนวหน้า 3 ระบบ และพบว่า AI มักประเมินค่าต่ำกว่าความเป็นจริงสำหรับ "ผลงานที่มนุษย์ให้คะแนนสูงสุด" หรือประเมินค่าสูงเกินจริงสำหรับ "เรียงความที่ได้คะแนนต่ำสุด" ระบบเหล่านี้แตกต่างจากผู้ตรวจที่เป็นมนุษย์ตรงที่มัก "อ่อนไหวต่อลักษณะทางภาษามากเกินไป" โดยจะให้คะแนนสูงขึ้นหากเรียงความมีความยาวมาก ใช้คำศัพท์หลากหลาย และมีโครงสร้างประโยคซับซ้อน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มักไม่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานทางวิชาการที่แท้จริง
Deborah Talmi หัวหน้าคณะผู้วิจัยได้กล่าวเตือนว่า "การประเมินผลไม่ใช่แค่ระบบสำหรับการจัดสรรคะแนนเท่านั้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความหมายทางการศึกษา เพื่อให้นักศึกษารู้สึกว่าตนเองได้รับความใส่ใจ มีการรักษามาตรฐาน และดำรงไว้ซึ่งความไว้วางใจ การนำ AI มาใช้ในการประเมินผลจึงก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อคุณค่าเหล่านี้"
นี่คือประเด็นสำคัญที่สุด นักศึกษาไม่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยเพียงเพื่อรับปริญญาหรือเรียนรู้เนื้อหาตามหลักสูตรเท่านั้น เมื่อก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย พวกเขาต้องการได้รับการมองเห็นและใส่ใจ ได้รับการส่งเสริมความสนใจ และได้รับความช่วยเหลือให้เข้าใจโลกและบทบาทของตนเองในโลกใบนี้ หากมหาวิทยาลัยมอบหมายงานส่วนนี้ให้ AI มากขึ้น ก็เสี่ยงที่จะบั่นทอนความสัมพันธ์และกระบวนการตัดสินประเมินผลซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การศึกษาระดับอุดมศึกษามีคุณค่าและมีความหมาย การศึกษาหลายชิ้นชี้ให้เห็นว่าการใช้ AI อาจขัดขวางการคิดเชิงวิพากษ์และบั่นทอนทักษะทางปัญญาที่จำเป็นต่อนักศึกษาในการดำเนินชีวิตและก้าวไปข้างหน้าในโลกภายนอกรั้วมหาวิทยาลัย
ด้วยเหตุนี้ มหาวิทยาลัยจึงควรระมัดระวังต่อวาทกรรมเรื่องการปฏิวัติด้วย AI ที่กำลังจะมาถึงในเร็ววัน เพราะเสียงที่สนับสนุนเรื่องนี้อย่างแข็งขันล้วนมาจากกลุ่มบริษัทและบุคคลในแวดวงเทคโนโลยีที่ได้ลงทุนมหาศาลไปกับเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง
แม้ว่ามูลค่าประเมินของธุรกิจเหล่านี้จะพุ่งสูงขึ้น แต่การลงทุนดังกล่าวยังไม่สามารถสร้างผลกำไรได้มากพอที่จะคุ้มค่ากับกระแสความตื่นตัวที่เกิดขึ้น บรรดาผู้ที่ออกมาเตือนเรื่อง "ภาวะฟองสบู่ AI" มองว่าความสามารถในการทำกำไรของเทคโนโลยีนี้ขึ้นอยู่กับการนำ AI ไปใช้ในทุกหนทุกแห่งและในทุกกิจกรรมด้วยความรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน มหาวิทยาลัยถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในแผนการนี้ เพราะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ขยายขอบเขตการใช้งาน และเปิดโอกาสให้บริษัท AI เข้าถึงกลุ่มคนที่จะกลายเป็นแรงงานในอนาคต อีกทั้งยังสามารถใช้มหาวิทยาลัยเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า AI ไม่ใช่แค่เรื่องของการเก็งกำไร แต่เป็นส่วนสำคัญของวิถีชีวิตสาธารณะ ทว่าปัญหาคือปัจจุบันมหาวิทยาลัยกลับถูกมองว่าเป็นเพียงฟันเฟืองในกลไกที่สร้างขึ้นเพื่อทำกำไรให้กับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ (Big Tech) ในขณะที่นักศึกษาและบัณฑิตถูกทำให้รู้สึกราวกับเป็นเบี้ยล่างในเกมที่มุ่งสร้างความอยู่รอดทางการเงินให้กับ AI
นอกจากนี้ บทบาทหลักของมหาวิทยาลัยยังกำลังถูกบั่นทอนลงอีกด้วย มหาวิทยาลัยไม่ได้ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อมุ่งเน้นประสิทธิภาพทางการเงิน และวัตถุประสงค์หลักก็ไม่ควรเป็นการผลิตแรงงานที่มีทักษะเพียงเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานเท่านั้น สถาบันเหล่านี้ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และการศึกษาระดับอุดมศึกษา โดยมุ่งบ่มเพาะพลเมืองที่มีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์และมีความมุ่งมั่นที่จะสร้างโลกให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น
ประเด็นนี้พาเราย้อนกลับไปที่เหล่าบัณฑิตและเสียงโห่ร้องของพวกเขา แม้ความไม่พอใจนั้นอาจไม่ใช่ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ตกผลึกอย่างสมบูรณ์เกี่ยวกับ AI บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ หรืออนาคตของการศึกษาระดับอุดมศึกษา แต่มันสะท้อนถึงความรู้สึกที่แท้จริงประการหนึ่ง นั่นคือการปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อระบบที่มองพวกเขาเป็นเพียงแรงงานที่ต้องได้รับการเตรียมความพร้อม เป็นข้อมูลที่ต้องถูกนำไปประมวลผล หรือเป็นผู้บริโภคที่ต้องถูกจัดการ มากกว่าที่จะมองพวกเขาในฐานะนักศึกษาที่ควรได้รับการศึกษาเรียนรู้
ใน "ยุคแห่ง AI" นี่คือพันธกิจของมหาวิทยาลัยที่นักการศึกษา นักศึกษา และสาธารณชนจำเป็นต้องร่วมกันปกป้องรักษาไว้