วันอาทิตย์, มิถุนายน 21, 2569

"ไม่ตัดสิทธิ" มีคูหาเลือก สสร. ได้ 100% ประธานศาลรัฐธรรมนูญยืนยันผ่านคณะ สว. และ สส. (หวังรัฐสภาเลิกยกคำวินิจฉัยศาลเป็นข้ออ้าง "ปัดตก" สสร. เลือกตั้ง) - บีบีซีไทย เทียบ 7 ร่าง ฉบับไหนมี-ไม่มีคูหาเลือกผู้ร่างฯ

นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ กล่าวออกตัวว่า ถ้าจะให้อธิบายเพิ่มเติมในคำวินิจฉัย อาจจะไม่สามารถทำได้ แต่ในประเด็นเพิ่มเติมที่ยังมีข้อสงสัย สามารถปรึกษาหารือและถามความเห็นได้

โดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
19 มิถุนายน 2026

ภาคประชาชนกังวลว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับภูมิใจไทย อาจก่อให้เกิด "สสร. สีน้ำเงิน"

เทียบ 7 ร่าง ฉบับไหนมี-ไม่มีคูหาเลือกผู้ร่างฯ

บีบีซีไทยสรุปสาระสำคัญของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรวม 7 ฉบับ ซึ่งเป็นร่างเดิมของแต่ละภาคส่วน ก่อนที่คณะ สส. และ สว. จะเข้าพบประธานศาลรัฐธรรมนูญในวันนี้ ทั้งนี้ขอเลือกสกัดมาเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคณะผู้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พบว่า มีอยู่เพียงฉบับเดียวที่มีคูหาให้ประชาชนเลือกตั้ง สสร. 100%, มี 2 ฉบับ มีคูหาให้ประชาชนเลือกตั้ง สสร. โดยอ้อม/ขั้นต้น และมี 1 ฉบับ มีคูหาให้ประชาชนเลือกสภาการมีส่วนร่วมของประชาชนฯ

ร่างไหนมีคูหา-ไม่มีคูหา แต่ละร่างกำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมด้วยรูปแบบไหนอย่างไร เปรียบเทียบแบบชัด ๆ ที่นี่

นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นำทีม สส. ของพรรคสีน้ำเงิน ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา เป็นพรรคแรกเมื่อ 20 พ.ค. ที่ผ่านมา

พรรค ภท.: ไม่มีคูหาเลย
  • กลไก: ให้มี สสร. ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำนวน 100 คน แบ่งเป็น 1. สสร. จังหวัด 77 คน และ 2. สสร. ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์ 23 คน มาจากผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน 7 คน, รัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 8 คน, ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน หรือการร่างรัฐธรรมนูญ 8 คน
  • ที่มา: ให้ สสร. มาจากการเลือกของสมาชิกรัฐสภา โดย กกต. เปิดรับสมัครผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกเป็น สสร. ทั้ง 2 ประเภท จากนั้นให้ กกต. ตรวจคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม แล้วจัดทำบัญชีรายชื่อ โดยแยกเป็นรายชื่อของแต่ละจังหวัด และรายชื่อของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ/ผู้มีประสบการณ์แต่ละกลุ่ม ส่งไปยังประธานรัฐสภา
เมื่อประธานรัฐสภาได้รับบัญชีรายชื่อแล้ว ให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อเลือก สสร. จากจังหวัดต่าง ๆ จังหวัดละ 1 คน รวม 77 คน และสำรองจังหวัดละ 3 คน รวม 231 คน เช่นเดียวกับ สสร.ผู้เชี่ยวชาญ ที่รัฐสภาจะเลือกตัวจริง 23 คน และสำรองสาขาละ 3 คน รวม 69 คน ทั้งนี้ในการเลือก กำหนดสัดส่วนของ สสร. ตามหรือใกล้เคียงกับอัตราส่วนของจำนวนสมาชิกของแต่ละสภา กรณีวุฒิสภามี 200 คน เอาไป 200 ส่วน และสภาผู้แทนราษฎรมี 500 คน ก็เอาไป 500 ส่วน เมื่อบีบีซีไทยทดลองคำนวณแล้ว สว. จะเลือก สสร. ได้ 29 คน และ สส. เลือก สสร. ได้ 71 คน
  • ผู้ร่าง: ให้ สสร. ตั้ง กมธ. อีก 2 ชุด ชุดแรก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 45 คน โดย 2 ใน 3 ส่วนเลือกจาก สสร. (30 คน) และอีก 1 ส่วน (15 คน) มาจาก สสร. สำรอง และชุดที่สอง กมธ.เพื่อรับฟังความคิดเห็นและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 45 คน โดย 15 คนมาจาก สสร., 15 คนมาจาก สสร.สำรอง, 15 คนมาจากประชาชนทั่วไปที่ สสร. เป็นผู้กำหนด



พรรค ปชน. ฉบับ A: มีคูหาให้ประชาชนเลือก สสร. โดยอ้อม
  • กลไก: ให้มี สสร. ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำนวน 150 คน แบ่งเป็น 1. สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง 100 คน และ 2. สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง 50 คน ทั้งนี้ผู้สมัครต้องรวมกันเป็นกลุ่มบุคคล โดยจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อ 13-50 คน
  • ที่มา: ให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรงและลับ โดย กกต. เปิดรับสมัครผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. ทั้ง 2 ประเภท เมื่อผ่านการเลือกตั้งและประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว ให้ กกต. ส่งบัญชีรายชื่อไปยังประธานรัฐสภา
เมื่อประธานรัฐสภาได้รับบัญชีรายชื่อแล้ว ให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณารับรอง สสร. 150 คน ซึ่งเป็นการรับรองทั้งบัญชี ไม่ใช่รายบุคคล โดยมติรับรองต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสภา หากรัฐสภาไม่รับรอง ก็ให้เริ่มต้นกระบวนการสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. กันใหม่
  • ผู้ร่าง: ให้ สสร. ตั้ง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 45 คน โดยตั้งจาก สสร. อย่างน้อยกึ่งหนึ่ง (23 คน) ส่วนที่เหลือตั้งจากผู้เชี่ยวชาญ/ผู้มีประสบการณ์
พรรคประชาชนเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับ

พรรค ปชน. ฉบับ B: มีคูหาให้ประชาชนเลือก สสร. รอบแรก
  • กลไก: ให้มี สสร. ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำนวน 150 คน แบ่งเป็น 1. สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง 100 คน และ 2. สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง 50 คน ทั้งนี้ ผู้สมัครต้องรวมกันเป็นกลุ่มบุคคล โดยจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อ 25-100 คน
  • ที่มา: ให้ สสร. มาจากบัญชีรายชื่อบุคคลที่สมควรได้รับการคัดเลือกเป็น สสร. 300 คน มาจากการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรงและลับ โดย กกต. เปิดรับสมัครผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. ทั้ง 2 ประเภท เมื่อผ่านการเลือกตั้งและประกาศรับรองผลการเลือกตั้งรวม 300 คน - สสร. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 200 คน และ สสร.แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน - ให้ กกต. ส่งบัญชีรายชื่อไปยังประธานรัฐสภา
เมื่อประธานรัฐสภาได้รับบัญชีรายชื่อแล้ว ให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาคัดเลือก สสร. 150 คน แบ่งเป็น สสร. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เลือกจากบัญชี 200 คน เหลือ 100 คน และ สสร.แบบบัญชีรายชื่อ เลือกจากบัญชี 100 คน เหลือ 50 คน ทั้งนี้ ในการเลือก สมาชิกรัฐสภา 1 คน เลือก สสร.เขต ได้ 1 คน และ เลือก สสร.บัญชีรายชื่อ ได้ 1 คน
  • ผู้ร่าง: ให้ สสร. ตั้ง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 45 คน โดยตั้งจาก สสร. อย่างน้อยกึ่งหนึ่ง (23 คน) ส่วนที่เหลือตั้งจากผู้เชี่ยวชาญ/ผู้มีประสบการณ์

รัฐธรรมนูญ 2560 ออกแบบให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ยากยิ่ง เพราะต้องได้รับความเห็นชอบจาก สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือ 67 คน จากทั้งวุฒิสภา 200 คน

พรรค พท. ฉบับ V1: มีคูหาให้ประชาชนเลือก สสร.จว. รอบแรก
  • กลไก: ให้มี สสร. ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำนวน 152 คน แบ่งเป็น 1. สสร. จังหวัด 100 คน และ 2. สสร. ที่มาจากเสนอชื่อขององค์กรต่าง ๆ 52 คน
  • ที่มา: ให้ สสร. จังหวัด มาจากการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดย กกต. เปิดรับสมัครผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. เมื่อผ่านการเลือกตั้งและประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง 300 คน ให้ส่งบัญชีรายชื่อไปยังประธานรัฐสภา เมื่อประธานได้รับบัญชีรายชื่อแล้ว ให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาคัดเลือก สสร. 300 คน เหลือ 100 คน ส่วนที่เหลือเป็น สสร. จากการเสนอชื่อของสภาผู้แทนราษฎร, วุฒิสภา, คณะรัฐมนตรี, องค์กรต่าง ๆ รวม 52 คน
  • ผู้ร่าง: ให้ สสร. ตั้ง กมธ. 2 ชุด ชุดแรก กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน โดยตั้งจาก สสร. 25 คน ส่วนที่เหลืออีก 10 คน ตั้งจากผู้เชี่ยวชาญกฎหมายมหาชน 3 คน, รัฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ 3 คน, การเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน 2 คน, ผู้เชี่ยวชาญหรือมีประสบการณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญ 2 คน และชุดที่สอง กมธ.รับฟังความคิดเห็น จำนวน 35 คน แบ่งเป็น 25 คนมาจาก สสร. และ 10 คนมาจากการที่ประชุมคณบดีคณะนิเทศศาสตร์/ วารสารศาสตร์, สถาบันการศึกษาของรัฐ 5 คน, สภาและสมาคมวิชาชีพสื่อ 5 คน
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย แสดงความยินดีกับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หลังสภาโหวตเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ เป็นสมัยที่ 2 ในระหว่างประชุมสภา 19 มี.ค. ที่ผ่านมา

พรรค พท. ฉบับ V2: ยกคูหาออก

ภายหลัง สส.ภูมิใจไทยแจ้งขอถอนลายมือชื่อผู้ร่วมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรค พท. ไปเมื่อต้นเดือน มิ.ย. โดยให้เหตุผลผลว่า "เกรงว่าเนื้อหาจะขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ" พรรค พท. จึงปรับแก้เนื้อหาบางส่วน ซึ่งนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรค พท. กล่าวเมื่อ 17 มิ.ย. ว่า "เมื่อหลายพรรคการเมืองมีข้อห่วงใย เราจึงได้ถอยกลับมาและหารือร่วมกันว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้ได้ความร่วมมือจากทุกฝ่ายให้ได้มากที่สุด" และบอกว่า "ร่างนี้มีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจ"

แหล่งข่าวจากพรรค พท. เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า ร่างใหม่ของพรรคได้ "ตัดคูหา" ออกไปเรียบร้อย โดยให้ กกต. เปิดรับสมัครผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกเป็น สสร. จังหวัด จากนั้นให้ กกต. ตรวจคุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม แล้วจัดทำบัญชีรายชื่อส่งไปยังประธานรัฐสภา เมื่อประธานได้รับบัญชีรายชื่อแล้ว ให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาคัดเลือก สสร. 100 คน โดยรอบแรกให้มี ตัวแทน สสร. จากทุกจังหวัด ภายใต้สูตร "9 หยิบ 1" หมายถึง สส. และ สว. รวมกลุ่มกัน 9 คน เสนอชื่อ สสร. จังหวัดได้ 1 คน จนครบ 77 คนจาก 77 จังหวัด (เหตุที่ใช้ตัวเลข 9 เป็นเพราะสมาชิกรัฐสภามี 700 คน - สส. 500 คน สว. 200 คน - หากนำ 700 มาหารด้วย 9 จะได้ 77 พอดี) และในรอบสอง ซึ่งเหลือ สสร. ที่ต้องเลือกอีก 23 คน จะใช้สูตร "33 หยิบ 1" เพื่อเลือก สสร. จนครบ 100 คน ขณะที่ สสร. ที่มาจากเสนอชื่อขององค์กรต่าง ๆ 52 คน ยังคงเนื้อหาไว้ตามร่างแรก

พรรค ปชป.: ให้ประชาชนหยั่งเสียงขั้นต้นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์เลือก สสร.จว.
  • กลไก: ให้มี สสร. ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำนวน 100 คน แบ่งเป็น 1. สสร. จังหวัด 80 คน และ 2. สสร. ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญหรือผู้มีประสบการณ์ 20 คน มาจากผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน 5 คน, ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ 5 คน, ผู้พิพากษาที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาคัดเลือกมา 5 คน, ตุลาการที่ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดคัดเลือกมา 5 คน
  • ที่มา สสร. จังหวัด: มาจากการหยั่งเสียงเลือกตั้งขั้นต้นจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งด้วยระบบผ่านอิเล็กทรอนิกส์ในแต่ละจังหวัด โดย กกต. เปิดรับสมัครผู้ประสงค์สมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. จังหวัด ก่อนนำรายชื่อของผู้สมัครไปดำเนินการด้วยวิธีการหยั่งเสียงเลือกตั้งขั้นต้นด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ได้ผู้ที่ผ่านการหยั่งเสียงเลือกตั้งขั้นต้น 3 คนเป็นตัวแทนประจำจังหวัด รวมทั้งสิ้น 231 คน เมื่อประธานรัฐสภาได้รับบัญชีรายชื่อแล้ว ให้มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเพื่อพิจารณาคัดเลือก สสร. 80 คน ทั้งนี้ ในการเลือก สส. และ สว. เลือก สสร. ได้เพียง 1 ชื่อ
  • ที่มา สสร. ผู้เชี่ยวชาญ 20 คน: มีที่มาจาก 3 แหล่ง โดยให้ผู้ประสงค์สมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. ยื่นใบสมัครต่อที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.), ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา, และที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด โดยแต่ละที่ประชุมดำเนินการคัดเลือก สสร. ในแต่ละแท่ง - ทปอ. เหลือ 10 คน, ศาลฎีกา 5 คน, และศาลปกครอง 5 คน - และจัดทำบัญชีสำรองไว้ประเภทละ 3 คน รวมแล้ว 12 คน
  • ผู้ร่าง: ให้ สสร. เป็นผู้จัดทำรัฐธรรมนูญ (ไม่ได้กำหนดว่าต้องมี กมธ. ชุดไหนอย่างไร) โดยต้องคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสำคัญ

ปชป. มี สส. เพียง 21 คน ต้องหารายชื่อ สส. ต่างพรรคอีก 79 คน ถึงจะเพียงพอในการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้

สว. นอกกลุ่มใหญ่: มีคูหาให้ประชาชนเลือกสภาการมีส่วนร่วมฯ
  • กลไก: ให้มีสภาการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ จำนวน 200 คน แบ่งเป็น 1. สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง 100 คน และ 2. สมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง 100 คน ทั้งนี้ผู้สมัครต้องรวมกันเป็นกลุ่มบุคคล โดยจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อ 20-100 คน
  • ที่มา: ให้สภาการมีส่วนร่วมของประชาชนมาจากการเลือกของผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยตรงและลับ โดย กกต. เปิดรับสมัครผู้ประสงค์สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาการมีส่วนร่วมฯ ทั้ง 2 ประเภท เมื่อผ่านการเลือกตั้งและประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว ให้ กกต. ส่งทำบัญชีรายชื่อให้สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ สภาการมีส่วนร่วมฯ ไม่มีอำนาจในการร่าง แต่มีหน้าที่จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวกและทั่วถึง
  • ผู้ร่าง: ให้มี กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน มีรัฐสภาเป็นผู้สรรหา เพื่อทำหน้าที่ยกร่างรัฐธรรมนูญตามกระบวนการที่สภาการมีส่วนร่วมของประชาชนฯ กำหนด ทั้งนี้ ในการสรรหา ให้เปิดรับสมัครบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์อันเป็นประโยชน์ต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในด้านกฎหมายมหาชน รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยให้สมาชิกรัฐสภามีสิทธิออกเสียงลงคะแนนได้คนละ 1 เสียง เมื่อได้รายชื่อแล้ว ให้นำไปขอความเห็นชอบจากสภาการมีส่วนร่วมฯ อีกครั้ง
ภาคประชาชน: มีคูหาให้ประชาชนเลือกตั้ง สสร. โดยตรง 100%
  • กลไก: ให้มี สสร. ทำหน้าที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำนวน 300 คน แบ่งเป็น 1. สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง 150 คน และ 2. สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง 150 คน ทั้งนี้ ผู้สมัครต้องรวมกันเป็นกลุ่มบุคคล โดยจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อซึ่งมีผู้สมัคร 10-150 คน
  • ที่มา: ให้ สสร. มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน โดย กกต. เปิดรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น สสร. ทั้ง 2 ประเภท เมื่อผ่านการเลือกตั้งและประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว ให้ กกต. ประกาศรายชื่อ สสร. ทั้ง 300 คน
  • ผู้ร่าง: ให้ สสร. ตั้ง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 35 คน โดยตั้งจาก สสร. ไม่น้อยกว่า 25 คน ส่วนที่เหลือตั้งจากบุคคลซึ่งเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านนิติศาสตร์ สาขากฎหมายมหาชน ด้านรัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ด้านสังคมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หรือนโยบายสาธารณะ การบริหารราชการแผ่นดิน หรือเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน การปกครองส่วนท้องถิ่น หรือการร่างรัฐธรรมนูญ หรือเป็นผู้มีประสบการณ์ด้านการขับเคลื่อนงานเชิงสังคมในด้านสิทธิเสรีภาพ สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย นิติรัฐ นิติธรรม หรือด้านอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
"กลุ่มประชาชนร่างรัฐธรรมนูญ" หรือ ConforAll ยื่นรายชื่อผู้ริเริ่มเสนอ "ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน" ต่อรองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 เมื่อ 9 มิ.ย. ที่ผ่านมา

ที่มา บีบีซีไทย
ส่วนหนึ่งของบทความ
"ไม่ตัดสิทธิ" มีคูหาเลือก สสร. ได้ 100% ประธานศาลรัฐธรรมนูญยืนยันผ่านคณะ สว. และ สส.
อ่านฉบับเต็มที่
https://www.bbc.com/thai/articles/c70yn4jx4kqo