
SEC Watch เรียกร้อง สส.ภาคใต้พรรคภูมิใจไทย ค้านร่าง กม.ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้
3 พฤษภาคม 2569
ประชาไท
กลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) ออกจดหมายเปิดผนึกถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคใต้ทุกจังหวัด เรียกร้องให้ทบทวนการผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ โดยแสดงความกังวลถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนและทรัพยากรในพื้นที่
เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 กลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) ออกจดหมายเปิดผนึกถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคใต้ทุกจังหวัด เรียกร้องให้ทบทวนการผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ โดยแสดงความกังวลถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนและทรัพยากรในพื้นที่
เนื้อหาในจดหมายระบุว่า ภาคใต้กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากนโยบายดังกล่าว ซึ่งมีเป้าหมายพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษและนิคมอุตสาหกรรม โดยกลุ่มผู้ยื่นจดหมายกังวลว่าบทบัญญัติของกฎหมายอาจเปิดช่องให้มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในวงกว้าง และอาจส่งผลต่อสิทธิการถือครองที่ดินของประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้
กลุ่มดังกล่าวยังตั้งข้อสังเกตว่า แนวทางการพัฒนาในรูปแบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อาจไม่สอดคล้องกับศักยภาพของภาคใต้ที่มีความโดดเด่นด้านเกษตรกรรม อาหาร และการท่องเที่ยว พร้อมแสดงความกังวลว่าการพัฒนาในลักษณะดังกล่าวอาจกระทบต่อวิถีชีวิตและอาชีพของประชาชนในระยะยาว
นอกจากนี้ จดหมายยังเรียกร้องให้ผู้แทนราษฎรในพื้นที่คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน และพิจารณาบทบาทของตนในการกำหนดทิศทางนโยบายที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรและการพัฒนาในภูมิภาค
กลุ่มผู้ยื่นจดหมายย้ำว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าวควรคำนึงถึงสิทธิของประชาชนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมเรียกร้องให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้านก่อนดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
สส.พรรคประชาชนชี้แลนด์บริดจ์เสี่ยงทุจริตเชิงนโยบาย หน่วยงานรัฐขัดแย้งกันเอง เรียกร้องศึกษาอิสระและทำประชาพิจารณ์ก่อนเดินหน้า
รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ให้ความเห็นว่าผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ระหว่างหน่วยงานรัฐมีความขัดแย้งกันอย่างชัดเจน โดยรายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ระบุว่าโครงการมีความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ โดยประเมินอัตราผลตอบแทน (EIRR) ที่ร้อยละ 17.43 และจะสร้างงานในภาคใต้กว่า 280,000 อัตรา ขณะที่รายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ศึกษาร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปตรงกันข้ามว่าโครงการ "ไม่มีความเป็นไปได้เชิงเศรษฐศาสตร์" เนื่องจากใช้เงินลงทุนเริ่มต้นกว่า 1 ล้านล้านบาท ทำให้มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ติดลบ และรายได้จากค่าธรรมเนียมไม่เพียงพอ เพราะต้องแข่งขันด้านราคากับเส้นทางช่องแคบมะละกา
รศ.ดร.อนุสรณ์ ยังแสดงความกังวลว่า หากโครงการไม่สามารถดึงดูดทุนข้ามชาติได้ด้วยตัวเอง รัฐบาลอาจต้องเสนอสิทธิพิเศษเพิ่มเติมจนอาจทำให้พื้นที่แลนด์บริดจ์กลายเป็น "กึ่งอาณานิคมทางเศรษฐกิจ" โดยเฉพาะการให้สิทธิถือครองที่ดิน 99 ปีแก่ต่างชาติ และสิทธิพิเศษต่างๆ ที่อาจกระทบอำนาจอธิปไตยของประเทศ
ด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม รายงานระบุว่าโครงการจะกระทบพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ พร้อมเตือนว่าการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมาทำเป็นรายโครงการ (EIA) โดยขาดการมองภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) ซึ่งอาจเปิดทางให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมหนักเข้ามาตามหลัง สร้างมลพิษเกินขีดความสามารถของระบบนิเวศภาคใต้
รศ.ดร.อนุสรณ์ เสนอให้มีการศึกษาโดยหน่วยงานอิสระที่เป็นกลาง ครอบคลุมมิติภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง โดยชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลต่อสถานะยุทธศาสตร์ของไทย และยืนกรานว่าต้องจัดทำประชาพิจารณ์ผลกระทบต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจฐานเดิมก่อนเดินหน้าโครงการ พร้อมตั้งคณะกรรมการร่วมที่มีภาควิชาการและภาคประชาสังคมร่วมด้วย
"หากมีผลประโยชน์ทับซ้อน มีการเอื้อประโยชน์กันโดยไม่ถูกต้อง โครงการนี้จะกลายเป็นโครงการทุจริตเชิงนโยบายสำคัญในรอบหลายทศวรรษและทำลายอนาคตของลูกหลานไทยได้" รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว พร้อมเน้นว่าหากดำเนินการอย่างรอบคอบโปร่งใส โครงการนี้ก็อาจสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับสถานะของไทยบนเวทีโลกได้เช่นกัน
https://prachatai.com/journal/2026/05/117265
เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 กลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (SEC Watch) ออกจดหมายเปิดผนึกถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ภาคใต้ทุกจังหวัด เรียกร้องให้ทบทวนการผลักดันร่างพระราชบัญญัติระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ โดยแสดงความกังวลถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประชาชนและทรัพยากรในพื้นที่
เนื้อหาในจดหมายระบุว่า ภาคใต้กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากนโยบายดังกล่าว ซึ่งมีเป้าหมายพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษและนิคมอุตสาหกรรม โดยกลุ่มผู้ยื่นจดหมายกังวลว่าบทบัญญัติของกฎหมายอาจเปิดช่องให้มีการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินในวงกว้าง และอาจส่งผลต่อสิทธิการถือครองที่ดินของประชาชนใน 14 จังหวัดภาคใต้
กลุ่มดังกล่าวยังตั้งข้อสังเกตว่า แนวทางการพัฒนาในรูปแบบอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ อาจไม่สอดคล้องกับศักยภาพของภาคใต้ที่มีความโดดเด่นด้านเกษตรกรรม อาหาร และการท่องเที่ยว พร้อมแสดงความกังวลว่าการพัฒนาในลักษณะดังกล่าวอาจกระทบต่อวิถีชีวิตและอาชีพของประชาชนในระยะยาว
นอกจากนี้ จดหมายยังเรียกร้องให้ผู้แทนราษฎรในพื้นที่คำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชน และพิจารณาบทบาทของตนในการกำหนดทิศทางนโยบายที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรและการพัฒนาในภูมิภาค
กลุ่มผู้ยื่นจดหมายย้ำว่า การตัดสินใจเกี่ยวกับกฎหมายดังกล่าวควรคำนึงถึงสิทธิของประชาชนและการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมเรียกร้องให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้านก่อนดำเนินการในขั้นตอนต่อไป
สส.พรรคประชาชนชี้แลนด์บริดจ์เสี่ยงทุจริตเชิงนโยบาย หน่วยงานรัฐขัดแย้งกันเอง เรียกร้องศึกษาอิสระและทำประชาพิจารณ์ก่อนเดินหน้า
รศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ให้ความเห็นว่าผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ระหว่างหน่วยงานรัฐมีความขัดแย้งกันอย่างชัดเจน โดยรายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กระทรวงคมนาคม ระบุว่าโครงการมีความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ โดยประเมินอัตราผลตอบแทน (EIRR) ที่ร้อยละ 17.43 และจะสร้างงานในภาคใต้กว่า 280,000 อัตรา ขณะที่รายงานของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่ศึกษาร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปตรงกันข้ามว่าโครงการ "ไม่มีความเป็นไปได้เชิงเศรษฐศาสตร์" เนื่องจากใช้เงินลงทุนเริ่มต้นกว่า 1 ล้านล้านบาท ทำให้มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ติดลบ และรายได้จากค่าธรรมเนียมไม่เพียงพอ เพราะต้องแข่งขันด้านราคากับเส้นทางช่องแคบมะละกา
รศ.ดร.อนุสรณ์ ยังแสดงความกังวลว่า หากโครงการไม่สามารถดึงดูดทุนข้ามชาติได้ด้วยตัวเอง รัฐบาลอาจต้องเสนอสิทธิพิเศษเพิ่มเติมจนอาจทำให้พื้นที่แลนด์บริดจ์กลายเป็น "กึ่งอาณานิคมทางเศรษฐกิจ" โดยเฉพาะการให้สิทธิถือครองที่ดิน 99 ปีแก่ต่างชาติ และสิทธิพิเศษต่างๆ ที่อาจกระทบอำนาจอธิปไตยของประเทศ
ด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม รายงานระบุว่าโครงการจะกระทบพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ พร้อมเตือนว่าการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมาทำเป็นรายโครงการ (EIA) โดยขาดการมองภาพรวมเชิงยุทธศาสตร์ (SEA) ซึ่งอาจเปิดทางให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมหนักเข้ามาตามหลัง สร้างมลพิษเกินขีดความสามารถของระบบนิเวศภาคใต้
รศ.ดร.อนุสรณ์ เสนอให้มีการศึกษาโดยหน่วยงานอิสระที่เป็นกลาง ครอบคลุมมิติภูมิรัฐศาสตร์และความมั่นคง โดยชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์จากสงครามในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลต่อสถานะยุทธศาสตร์ของไทย และยืนกรานว่าต้องจัดทำประชาพิจารณ์ผลกระทบต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจฐานเดิมก่อนเดินหน้าโครงการ พร้อมตั้งคณะกรรมการร่วมที่มีภาควิชาการและภาคประชาสังคมร่วมด้วย
"หากมีผลประโยชน์ทับซ้อน มีการเอื้อประโยชน์กันโดยไม่ถูกต้อง โครงการนี้จะกลายเป็นโครงการทุจริตเชิงนโยบายสำคัญในรอบหลายทศวรรษและทำลายอนาคตของลูกหลานไทยได้" รศ.ดร.อนุสรณ์กล่าว พร้อมเน้นว่าหากดำเนินการอย่างรอบคอบโปร่งใส โครงการนี้ก็อาจสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับสถานะของไทยบนเวทีโลกได้เช่นกัน
https://prachatai.com/journal/2026/05/117265