
Thasnai Sethaseree
13 hours ago
·
ผลงานชิ้นใหม่ของ Banksy
ชายในชุดสูทก้าวเดินอย่างมั่นใจ เสมือนกำลังก้าวพ้นจากแท่นอนุสาวรีย์และพร้อมจะล่วงหล่นลงไปกับพื้น ใจกลาง Waterloo Place นครลอนดอน ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งอยู่ท่ามกลางอนุสาวรีย์ สถาปัตยกรรมคลาสสิคและประวัติศาสตร์ของกษัตริย์ แต่ผืนธงที่เขาถือกลับปลิวมาปิดหน้าตาเขาจนมองไม่เห็นทางที่เดิน Banksy สั่นสะเทือนโลกด้วยผลงานที่สะท้อนโครงสร้างของการเมืองแบบชาตินิยม
พื้นที่นี้ไม่ใช่ฉากหลังธรรมดา มันคือพื้นที่ที่รัฐใช้เล่าเรื่องความยิ่งใหญ่ของตนผ่านร่างของวีรบุรุษ การที่รูปปั้นนี้ไปยืนอยู่ตรงนั้นจึงไม่ใช่เพียงการแสดงผลงาน แต่มันคือการแทรกคำถามเข้าไปในภาษาของอำนาจ และที่สำคัญยิ่งกว่า รูปปั้นนี้กำลังก้าว “ลงจากแท่น” ในขณะที่ยังมองไม่เห็นอะไรเลย
ประเด็นที่แหลมคมและทรงพลังของงานงานชิ้นนี้คือมันไม่ได้โค่นล้มอนุสาวรีย์ แต่มันเผยให้เห็นว่าอนุสาวรีย์กำลังทำงานอย่างไรกับสายตาของเรา
“ความคลั่งชาติ” ไม่เคยเริ่มจากการเกลียดคนอื่น แต่มันเริ่มจากการยอมให้สัญลักษณ์บางอย่างมีอำนาจเหนือความจริง เมื่อผืนธงถูกยกสูงกว่าคำถาม การวิจารณ์จะถูกทำให้เงียบงัน และเมื่อความเงียบกลายเป็นบรรทัดฐานของสังคม อำนาจก็ไม่ต้องอธิบายอะไรอีกต่อไป
นักการเมืองที่โบกธงเสียงดังที่สุด ไม่ใช่คนที่ปกป้องประเทศได้ดีที่สุด แต่คือคนที่รู้ว่าธงชาติสามารถใช้แทนคำตอบทุกอย่างได้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่ออะไรเลย เศรษฐกิจที่ล้มเหลวถูกกลบด้วยคำว่าชาติ ความเหลื่อมล้ำถูกทำให้หายไปด้วยคำว่าความมั่นคง และความผิดพลาดทั้งหมดถูกซ่อนอยู่ใต้ผืนผ้าที่ปลิวไหว
Banksy ไม่ได้โจมตีชาติ แต่เขากำลังเปิดให้เห็นกลไกของการใช้ชาติเป็นเครื่องมือ และเมื่อวางมันลงในพื้นที่ของอนุสาวรีย์ของรัฐ ความหมายยิ่งชัดขึ้นว่าอำนาจจำนวนมากไม่ได้ตั้งอยู่บนความจริง แต่อยู่บนการควบคุมสิ่งที่ผู้คน “มองเห็น”
พรรคการเมืองไทยจำนวนไม่น้อยไม่ได้รักชาติ แต่รัก “การใช้ชาติเป็นเกราะกำบัง” เพื่อหุบปากการตั้งคำถาม นักการเมืองที่ตะโกนคำว่าชาติบ่อยที่สุดเป็นคนที่ไม่กล้าสบตาความจริงของประเทศตัวเอง และพวกคลั่งชาติที่พร้อมจะปรบมือให้ทุกอย่าง ขอแค่มีธงอยู่ข้างหน้า ก็กำลังทำหน้าที่ไม่ต่างจากผืนผ้าที่ปิดตาคนทั้งสังคม
ถ้าธงยังถูกใช้เพื่อ“ปิดปาก”มากกว่า“ปกป้อง” มันก็ไม่ใช่สัญลักษณ์ของประเทศ แต่มันคือเครื่องมือของอำนาจ และในวันที่ทุกคนยังเงยหน้ามองธง โดยไม่ถามว่ามันกำลังพาเราไปไหน เราก็ไม่ได้ยืนอยู่ใต้สัญลักษณ์ของชาติ
เรากำลังยืนอยู่ใต้เงาของการไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยของใครบางคนที่สูบกลืนทุกอย่างเป็นความมั่งคั่งของตัวเอง
งานประติมากรรมชิ้นนี้ควรมาอยู่ที่หน้ารัฐสภาประเทศไทย
https://www.facebook.com/thasnai.sethaseree.5/posts/26736941355972859
·
ผลงานชิ้นใหม่ของ Banksy
ชายในชุดสูทก้าวเดินอย่างมั่นใจ เสมือนกำลังก้าวพ้นจากแท่นอนุสาวรีย์และพร้อมจะล่วงหล่นลงไปกับพื้น ใจกลาง Waterloo Place นครลอนดอน ซึ่งเป็นพื้นที่ตั้งอยู่ท่ามกลางอนุสาวรีย์ สถาปัตยกรรมคลาสสิคและประวัติศาสตร์ของกษัตริย์ แต่ผืนธงที่เขาถือกลับปลิวมาปิดหน้าตาเขาจนมองไม่เห็นทางที่เดิน Banksy สั่นสะเทือนโลกด้วยผลงานที่สะท้อนโครงสร้างของการเมืองแบบชาตินิยม
พื้นที่นี้ไม่ใช่ฉากหลังธรรมดา มันคือพื้นที่ที่รัฐใช้เล่าเรื่องความยิ่งใหญ่ของตนผ่านร่างของวีรบุรุษ การที่รูปปั้นนี้ไปยืนอยู่ตรงนั้นจึงไม่ใช่เพียงการแสดงผลงาน แต่มันคือการแทรกคำถามเข้าไปในภาษาของอำนาจ และที่สำคัญยิ่งกว่า รูปปั้นนี้กำลังก้าว “ลงจากแท่น” ในขณะที่ยังมองไม่เห็นอะไรเลย
ประเด็นที่แหลมคมและทรงพลังของงานงานชิ้นนี้คือมันไม่ได้โค่นล้มอนุสาวรีย์ แต่มันเผยให้เห็นว่าอนุสาวรีย์กำลังทำงานอย่างไรกับสายตาของเรา
“ความคลั่งชาติ” ไม่เคยเริ่มจากการเกลียดคนอื่น แต่มันเริ่มจากการยอมให้สัญลักษณ์บางอย่างมีอำนาจเหนือความจริง เมื่อผืนธงถูกยกสูงกว่าคำถาม การวิจารณ์จะถูกทำให้เงียบงัน และเมื่อความเงียบกลายเป็นบรรทัดฐานของสังคม อำนาจก็ไม่ต้องอธิบายอะไรอีกต่อไป
นักการเมืองที่โบกธงเสียงดังที่สุด ไม่ใช่คนที่ปกป้องประเทศได้ดีที่สุด แต่คือคนที่รู้ว่าธงชาติสามารถใช้แทนคำตอบทุกอย่างได้ โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่ออะไรเลย เศรษฐกิจที่ล้มเหลวถูกกลบด้วยคำว่าชาติ ความเหลื่อมล้ำถูกทำให้หายไปด้วยคำว่าความมั่นคง และความผิดพลาดทั้งหมดถูกซ่อนอยู่ใต้ผืนผ้าที่ปลิวไหว
Banksy ไม่ได้โจมตีชาติ แต่เขากำลังเปิดให้เห็นกลไกของการใช้ชาติเป็นเครื่องมือ และเมื่อวางมันลงในพื้นที่ของอนุสาวรีย์ของรัฐ ความหมายยิ่งชัดขึ้นว่าอำนาจจำนวนมากไม่ได้ตั้งอยู่บนความจริง แต่อยู่บนการควบคุมสิ่งที่ผู้คน “มองเห็น”
พรรคการเมืองไทยจำนวนไม่น้อยไม่ได้รักชาติ แต่รัก “การใช้ชาติเป็นเกราะกำบัง” เพื่อหุบปากการตั้งคำถาม นักการเมืองที่ตะโกนคำว่าชาติบ่อยที่สุดเป็นคนที่ไม่กล้าสบตาความจริงของประเทศตัวเอง และพวกคลั่งชาติที่พร้อมจะปรบมือให้ทุกอย่าง ขอแค่มีธงอยู่ข้างหน้า ก็กำลังทำหน้าที่ไม่ต่างจากผืนผ้าที่ปิดตาคนทั้งสังคม
ถ้าธงยังถูกใช้เพื่อ“ปิดปาก”มากกว่า“ปกป้อง” มันก็ไม่ใช่สัญลักษณ์ของประเทศ แต่มันคือเครื่องมือของอำนาจ และในวันที่ทุกคนยังเงยหน้ามองธง โดยไม่ถามว่ามันกำลังพาเราไปไหน เราก็ไม่ได้ยืนอยู่ใต้สัญลักษณ์ของชาติ
เรากำลังยืนอยู่ใต้เงาของการไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยของใครบางคนที่สูบกลืนทุกอย่างเป็นความมั่งคั่งของตัวเอง
งานประติมากรรมชิ้นนี้ควรมาอยู่ที่หน้ารัฐสภาประเทศไทย
https://www.facebook.com/thasnai.sethaseree.5/posts/26736941355972859