
Fortify Rights
7 hours ago
·
รัฐบาลไทยควรปล่อยตัวและรับรองความปลอดภัยให้แก่นักข่าวสายสนับสนุนประชาธิปไตยชาวฮ่องกง จาง ซิ่นเยี่ยน (Zhang Xinyan) โดยทันที และยับยั้งการส่งตัวเธอ กลับไปยังประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศต้นทางที่เธออาจเผชิญกับการประหัตประหาร การพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรม และการถูกควบคุมตัว ฟอร์ตี้ฟายไรต์ กล่าวในวันนี้
ในเช้าของวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 จาง ซิ่นเยี่ยน ผู้ลี้ภัยชาวฮ่องกงถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของ ไทยจับกุม ตามหมายจับออกโดยทางการฮ่องกง และเธอยังคงถูกควบคุมตัวแม้จะได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR แล้ว
“การจับกุมจาง ซิ่นเยี่ยน แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการที่ไทยไม่รับรองสถานะผู้ลี้ภัยยังคงเป็นปัญหาใหญ่…” ฐานิดา ปิยโชติ เจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญสิทธิมนุษยชน ฟอร์ตี้ฟายไรต์กล่าว
“ประเทศไทยควรเร่งทบทวนประสิทธิภาพของกลไกคุ้มครองผู้ลี้ภัยที่มีอยู่”
https://bit.ly/Thailand-Release-Zhang
รัฐบาลไทยควรปล่อยตัวและรับรองความปลอดภัยให้แก่นักข่าวสายสนับสนุนประชาธิปไตยชาวฮ่องกง จาง ซิ่นเยี่ยน (Zhang Xinyan) โดยทันที และยับยั้งการส่งตัวเธอ กลับไปยังประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศต้นทางที่เธออาจเผชิญกับการประหัตประหาร การพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรม และการถูกควบคุมตัว ฟอร์ตี้ฟายไรต์ กล่าวในวันนี้
ในเช้าของวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 จาง ซิ่นเยี่ยน ผู้ลี้ภัยชาวฮ่องกงถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของ ไทยจับกุม ตามหมายจับออกโดยทางการฮ่องกง และเธอยังคงถูกควบคุมตัวแม้จะได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR แล้ว
“การจับกุมจาง ซิ่นเยี่ยน แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการที่ไทยไม่รับรองสถานะผู้ลี้ภัยยังคงเป็นปัญหาใหญ่…” ฐานิดา ปิยโชติ เจ้าหน้าที่เชี่ยวชาญสิทธิมนุษยชน ฟอร์ตี้ฟายไรต์กล่าว
“ประเทศไทยควรเร่งทบทวนประสิทธิภาพของกลไกคุ้มครองผู้ลี้ภัยที่มีอยู่”
https://bit.ly/Thailand-Release-Zhang
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1016500010713516&set=a.282572044106320
.....
ข้อมูลเพิ่มเติม (จาก Gemini)
กรณีของ จาง ซิ่นเยี่ยน (Zhang Xinyan) นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยชาวฮ่องกงที่ถูกจับกุมในไทยเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงที่จุดชนวนให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักเกี่ยวกับ "ประสิทธิภาพและความจริงใจ" ของกลไกคุ้มครองผู้ลี้ภัยของประเทศไทย รวมถึงปัญหาการปราบปรามข้ามชาติ (Transnational Repression)
ข้อเท็จจริงและประเด็นทางกฎหมายที่น่ากังวลในขณะนี้ มีรายละเอียดสำคัญดังนี้:
1. สถานะของผู้ลี้ภัยและการจับกุม
มีสถานะรับรองชัดเจน: จาง ซิ่นเยี่ยน ได้รับการรับรองสถานะผู้ลี้ภัย (Refugee Status) จากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ประจำกรุงเทพฯ เรียบร้อยแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างการรอส่งต่อเพื่อตั้งรกรากในประเทศที่สาม
ข้ออ้างในการจับกุม: เธอถูกทางการไทยควบคุมตัวที่ศูนย์กักตัวคนต่างด้าว (IDC) โดยใช้ข้ออ้างเรื่องการอยู่เกินกำหนด (Visa Overstay) และทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต แต่ในความเป็นจริง เธอมีหมายจับจากทางการฮ่องกงในข้อหา "สมคบคิดเพื่อล้มล้างการปกครอง" ภายใต้กฎหมายความมั่นคงแห่งชาติ (NSL) ซึ่งมีรัฐบาลปักกิ่งอยู่เบื้องหลัง พร้อมตั้งค่าหัวไว้สูงถึง 200,000 ดอลลาร์ฮ่องกง (ราว 9.3 แสนบาท)
2. การขัดต่อกฎหมายภายในและหลักสากล (Non-refoulement)
องค์กรสิทธิมนุษยชนระดับสากล เช่น FIDH (Fédération internationale pour les droits humains) และ Human Rights Watch ได้ออกมาส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงว่า หากไทยตัดสินใจส่งตัวเธอให้กับฮ่องกงหรือจีน จะเป็นการละเมิดกฎหมายอย่างร้ายแรง:
พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ พ.ศ. 2565: มาตรา 13 ของกฎหมายฉบับนี้ของไทยระบุชัดเจนว่า ห้ามมิให้ขับไล่ เนรเทศ หรือส่งกลับบุคคลใดไปยังอีกรัฐหนึ่ง หากมีเหตุอันควรเชื่อว่าบุคคลนั้นจะไปตกอยู่ในอันตรายจากการถูกซ้อมทรมาน ถูกกระทำที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือถูกทำให้สูญหาย ซึ่งกรณีของนักเคลื่อนไหวฮ่องกงหากถูกส่งกลับไปจีน ย่อมมีความเสี่ยงสูงสุดที่จะเผชิญกับการคุมขังโดยมิชอบและการพิจารณาคดีที่ไม่เป็นธรรม
หลักการจารีตประเพณีสากล (Non-refoulement): แม้ไทยจะไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาผู้ลี้ภัยปี 1951 แต่หลักการห้ามผลักดันผู้ลี้ภัยกลับไปเผชิญอันตราย ถือเป็นกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศที่ไทยมีพันธกรณีต้องปฏิบัติตาม
3. รอยร้าวใน "กลไกคัดกรองระดับชาติ" (NSM)
กรณีนี้เกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งทำให้เกิดคำถามตัวโตๆ ว่า กลไกการคัดกรองระดับชาติ (National Screening Mechanism - NSM) ที่ไทยเพิ่งประกาศใช้ไปเพื่อจำแนกคนเข้าเมืองที่ต้องการการคุ้มครองออกจากผู้โยกย้ายถิ่นฐานทั่วไปนั้น มีประสิทธิภาพและเป็นอิสระจากการเมืองระหว่างประเทศจริงหรือไม่? เมื่อเจอแรงกดดันด้านภูมิรัฐศาสตร์จากมหาอำนาจอย่างจีน กลไก NSM ของไทยมักถูกมองว่า "เป็นอัมพาต" หรือถูกเพิกเฉยเพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้า ส่งผลให้ผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่มีเอกสาร UNHCR ถูกปฏิบัติราวกับเป็นอาชญากรเข้าเมืองผิดกฎหมายอยู่บ่อยครั้ง
มุมมองวิเคราะห์: > หากประเทศไทยยังคงปล่อยให้เกิดการจับกุมและแสดงท่าทีพร้อม "ส่งกลับ" ผู้ลี้ภัยทางการเมืองตามคำขอของรัฐบาลอำนาจนิยมเช่นนี้ต่อไป ไม่เพียงแต่จะทำลายภาพลักษณ์ของประเทศในเวทีสากล แต่ยังเป็นการสะท้อนว่ากฎหมายก้าวหน้าอย่าง พ.ร.บ. อุ้มหายฯ ที่ไทยเคยประกาศใช้อย่างภาคภูมิใจ เป็นเพียง "เสือกระดาษ" ในทางปฏิบัติเมื่อต้องเลือกระหว่างหลักสิทธิมนุษยชนกับผลประโยชน์ทางการเมืองข้ามชาติ