
Jakkapon Phonlaor
Yesterday
·[ระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ]
.
การปรากฏตัวขององคมนตรีหลายท่านในการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เพื่อเตรียมรับมือภัยแล้งเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นเหตุการณ์ที่ชวนให้ต้องกลับมาทบทวนถึงรูปร่างและความเป็นจริงของระบอบการปกครองในประเทศไทยอีกครั้ง
.
ในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy) ซึ่งเราชอบจะแปลให้รื่นหูกว่าในชื่อ "ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" นั้น ยึดถือหลักการสำคัญอยู่หลายข้อ หนึ่งในนั้นคือหลักเรื่อง "The King can do no wrong" - "กษัตริย์ไม่อาจกระทำผิด" ที่กษัติรย์ไม่อาจกระทำผิดได้นี้เป็นความคิดทางการเมืองก็เพราะกษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขนั้นถือเป็นสัญลักษณ์แทนการดำรงอยู่ของรัฐ กษัตริย์ในฐานะ "ตำแหน่ง" จึงไม่อาจกระทำความผิดใดได้ หรือก็คือรัฐไม่เคยกระทำผิด อย่างไรก็ตามกษัตริย์ในฐานะ "ตำแหน่ง" นั้นเป็นคนละเรื่องกับกษัตริย์ในฐานะ "ผู้ดำรงตำแหน่ง" หลักการสำคัญข้อนี้จึงต้องถูกกำกับเอาไว้ด้วยว่า "The King can do nothing" - "กษัตริย์ไม่อาจกระทำการใดได้" ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันมิให้ผู้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์ใช้อำนาจตามพระราชอัธยาศัย จนกระทบกระทบต่อหลักการแรก เมื่อกษัตริย์มิอาจกระทำการใดได้ด้วยพระองค์เอง เมื่อนั้นกษัตริย์ย่อมไม่อาจกระทำผิด เพราะมิอาจกระทำการใดได้เลย
.
หลักการสำคัญในข้อนี้ขยายต่อเนื่องไปถึงการที่กษัตริย์ พระราชวงศ์ พระบรมวงศานุวงศ์ และบุคคลใกล้ชิดราชสำนัก จะต้องไม่กระทำการแสดงออกทางการเมืองอย่างโจ่งแจ้งแก่สาธารณะ ตลอดจนจะต้องไม่แสดงออกหรือพยายามแทรกแซงทางการเมืองไม่ว่าด้วยเหตุจำเป็นใดก็ตาม ทั้งนี้ก็เพื่อธำรงไว้ซึ่งพระราชสถานะอันเป็นกลาง มิให้เป็นที่ติฉินนินทาแก่สาธารณะ เพราะในทางการเมืองนั้นไม่ว่าในระบอบใดก็ตามย่อมมีทั้งผู้ที่เห็นชอบและเห็นต่างกันในทางการเมือง หากกษัตริย์หรือบุคคลแวดล้อมสถาบันกษัตริย์เข้ามาเป็นผู้กระทำการทางการเมือง หรือเป็นผู้เล่นทางการเมืองเสียเอง สถานะอันเป็นกลาง และเป็นที่เคารพสักการะย่อมไม่อาจดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคง
.
ที่ผ่านมา ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยยุคใกล้ ก็มีเหตุการณ์ครั้งที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แสดงออกทางการเมืองในท่าทีต่อต้านและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อครั้งที่ดำรงตำแหน่งเป็นประธานองคมนตรี ในช่วงปี พ.ศ. 2549 จนเป็นหนึ่งในชนวนเหตุความขัดแย้งทางการเมืองที่ต่อเนื่องยาวนาน การกระทำในครั้งนั้นพิสูจน์แล้วว่าลงท้ายก่อให้เกิดผลเสียแก่ความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อสถาบันกษัตริย์
.
อย่างไรก็ตามหากเราพิจารณาจากรูปแบบการปกครองของประเทศอังกฤษ ก็จะพบได้ว่ายังมีช่องทางพอให้กษัตริย์สามารถแสดงออกทางการเมืองได้ โดยการพระราชทานคำแนะนำ หรือพระราชทานกำลังใจให้แก่นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี แต่ทั้งนี้การพระราชทานคำแนะนำหรือกำลังใจนี้จะต้องเป็นไปโดยลับ และไม่มีผลผูกพันใดในทางปฏิบัติหรือในทางบริหารราชการแผ่นดิน นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีจะต้องเก็บกระแสพระราชดำรัสที่ทรงพระราชทานให้เป็นความลับ โดยจะปฏิบัติตามพระราชดำรัสหรือไม่ก็ได้
.
อันที่จริง อ.เกษียร เตชะพีระ ได้เขียนอภิปรายเรื่องนี้เอาไว้ในเชิงวิชาการ ในบทความชื่อ "สาธารณรัฐจำแลงกับเสมือนสัมบูรณาญาสิทธิ์" โดยที่หากจะเปรียบกันแล้ว ในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญในโลกสมัยใหม่นั้น สถาบันกษัตริย์คือด้านที่ทรงเกียรติศักดิ์ ส่วนรัฐบาลคือด้านที่ทรงประสิทธิภาพ กล่าวคือ สถาบันกษัตริย์เป็นสถาบันที่เป็นศูนย์รวมจิตใจ เป็นสัญลักษณ์แทนซึ่งประวัติศาสตร์และเกียรติภูมิของชาติ ขณะที่รัฐบาลจะต้องเป็นสถาบันที่มีสิทธิขาดในตนเองในการบริหารราชการแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพ การที่สถาบันที่ทรงเกียรติหรือสถาบันที่ทรงประิทธิภาพพยายามล้ำเส้นแดนกันนั้นจึงถือเป็นเรื่องอันตรายอย่างยิ่งต่อเสถียรภาพของระบอบการปกครอง
.
สมมุติว่าเรายินยอมให้หลักการนี้พล่าเรือนลงไป อนาคตเราอาจจะได้นักการเมืองหรือรัฐบาลที่พยายามใช้สถาบันกษัตริย์เป็นเครื่องมือ เป็นข้ออ้างสร้างความชอบธรรมให้แก่การกระทำใด ก็ตามของตนเองโดยไม่สนใจหลักการใดทั้งสิ้น หรือในทางกลับกัน เราก็อาจได้รัฐบาลที่เป็นเพียงผู้รับสนองพระบรมราชโองการ เป็นมหาดเล็กที่มาจากการเลือกตั้งคอยปฏิบัติตามพระราชกระแสรับสั่งเสมือนย้อนกลับไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็ไม่ปาน
.
ดังนั้นเอง ในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญในโลกสมัยใหม่ ทั้งนักการเมืองและบรรดาบุคคลแวดล้อมสถาบันกษัตริย์พึงต้องสำนึกหักห้ามตนเองไปพร้อมกับมีความกล้าหาญทางการเมือง
.
ที่ต้องหักห้ามตนเองก็เพราะต้องคำนึงเสมอว่าการที่องคมนตรีซึ่งเป็นที่ปรึกษาของกษัตริย์ลงมาข้องแวะทางการเมือง หรือรัฐบาลไปเชิญองคมนตรีลงมาข้องแวะทางการเมืองนั้นล้วนแล้วแต่สร้างความเสื่อมเสียให่แก่พระเกียรติยศ ทั้งยังส่งผลร้ายต่อพระราชสถานะที่ต้องเป็นกลางทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์
.
และที่ต้องมีความกล้าหาญทางการเมืองนั้นก็คือต้องมีความกล้าหาญทางการเมืองที่จะถวายคำแนะนำให้แก่กษัตริย์ ต้องเป็นเครื่องห้ามล้อมิใช่ขุนพลพลอยพยัก ดีแต่จะเพ็ดทูล สอพลอแสวงหาความดีความชอบใส่ตนเท่านั้น
.
และลงท้ายที่สุดแล้วพระราชสถานะอันอยู่เหนือการเมืองของสถาบันกษัตริย์นั้น โดยความหมายแล้วก็มิใช่ทรงมีอำนาจเหนือสถาบันทางการเมืองอื่นๆ ที่เหลือในรัฐธรรมนูญ หากแต่หมายถึงการที่กษัตริย์และสถาบันกษัตริย์อยู่พ้นไปจากเขตแดนทางการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่อาจมีพระราชอำนาจครอบงำบงการสั่งการกลไกรัฐหรือสถาบันทางการเมืองอื่นใด ทั้งนี้ก็เพื่อดำรงไว้ซึ่งพระราชสถานะอันเป็นกลางทางการเมือง เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนทั้งชาติ เป็นพระประมุขของรัฐในเชิงสัญลักษณ์อย่างแท้จริง
.
หลักสำคัญในโลกสมัยใหม่นั้น
กษัตริย์ทรงปกเกล้า แต่ไม่ทรงปกครอง
กษัตริย์ไม่อาจกระทำผิด เพราะกษัตริย์ไม่อาจกระทำการใดได้เลย
.
การถวายความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์จึงเป็นการจัดวางตำแหน่งแห่งที่ของสถาบันกษัตริย์ให้สอดคล้องกับโลกสมัยใหม่ และดำรงอยู่อย่างมั่นคงสถาพรไปพร้อมกับหลักการประชาธิปไตย มิใช่การพยายามทวนเข็มนาฬิกากลับไปหาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์.
https://www.facebook.com/photo/?fbid=27014072791521895&set=a.215135558508982