
“Moแพะ” ไม่ใช่ “MoU” ! | สุรชาติ บำรุงสุข
22.04.2026
มติชนสุดสัปดาห์
โดยสุรชาติ บำรุงสุข
สำหรับท่านที่ติดตามข่าวสารการเมืองแล้ว คงเห็นข่าว 2 ชิ้นปรากฏในสาธารณะในเวลาไล่เลี่ยกัน ข่าวทั้ง 2 ชิ้นนี้ชวนให้ต้องเราคิดถึงบทบาทของผู้นำกับสถานการณ์วิกฤตโลกในปัจจุบันอย่างมาก เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่า บทบาทของผู้นำมีส่วนอย่างสำคัญต่อการกำหนดทิศทางของประเทศในภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น
หัวข่าวจากสื่อ
ถ้าจะขอเริ่มด้วยข่าวชิ้นแรกจากประเทศไทย อยากเปิดด้วยหัวข่าวของเนชั่นที่ว่า “ด่วน! นายกฯ สั่ง ‘ปกรณ์‘ เร่งกระบวนการ กม. ฉีก MOU 44 ให้เร็วที่สุด!” (เนชั่น, 21 เมษายน 2569)
จากหัวข่าวในข้างต้น เห็นได้ชัดจากผลการประชุม ครม. ในวันอังคารที่ 21 เมษายน นี้คือ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สั่งการให้นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ไปดูแลกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อยกเลิก MOU 44 ให้เร็วที่สุด … น่าสนใจที่มีคำขยายว่า “ให้เร็วที่สุด” เพื่อบ่งบอกถึงท่าทีของนายกฯ ในกรณีนี้

ส่วนอีกข่าวมาจากการโพสต์พร้อมภาพถ่ายของนายลอว์เรนซ์ หว่อง (Lawrence Wong) นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ที่ได้ต่อสายโทรศัพท์คุยหารือกับนายอันวาร์ อิบราฮิม (Anwar Ibrahim) นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ถึงปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และผลของการคุยครั้งนี้ ทั้ง 2 ประเทศได้ตกลงที่จะมีความร่วมมือทางการทูตเพื่อแสวงหาทางออกของประเทศทั้ง 2 ในวิกฤตนี้ร่วมกัน
นอกจากนี้ ผู้นำทั้ง 2 ยังตกลงใจที่จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดในการสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานของทั้ง 2 ประเทศ และทั้ง นายกฯ สิงคโปร์ยังโพสต์เพิ่มเติมอีกว่า ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ การประสานงานและการสนับสนุนซึ่งกันและกันของเพื่อนบ้านแบบสิงคโปร์และมาเลเซียเป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก
ทฤษฎีแพะรับบาป
ผมไม่แน่ใจว่า ท่านผู้อ่านคิดอย่างไรกับท่าทีในการแก้ปัญหาในแบบของผู้นำประเทศไทยและสิงคโปร์ในวิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง
ถ้าจะขออนุญาตตีความแล้ว ผมเชื่อว่าหลายท่านที่เห็นข่าวนี้ คงมีความรู้สึกคล้ายๆ กันว่า นายกฯไทย ยังอยู่ในวังวนของ “อารมณ์ชาตินิยม” และดูจะยังหวังว่า กระแสชาตินิยมไทยในปัญหากัมพูชาจะเป็น “ลมใต้ปีก” ที่พยุงพาให้รัฐบาลโบยบินไปได้นานแสนนานตามที่ผู้นำรัฐบาลต้องการ
แต่การยังเกาะอยู่กับกระแสเช่นนี้แบบ “ไม่ปล่อยวาง” อาจทำให้ตีความได้อีกแบบว่า ผู้นำรัฐบาลไทยกำลังใช้กระแสชาตินิยมมา “ฝังกลบ” ปัญหาวิกฤตของรัฐบาลในการเมืองภายในใช่หรือไม่ เนื่องจากปัญหาวิกฤตตะวันออกกลางและ/หรือวิกฤตพลังงานครั้งนี้ มีผลต่อสถานะของนายกฯ และรัฐบาลอย่างมาก
ผมจำได้ว่า ตอนเป็นนิสิตชั้นปีที่ 2 ที่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ (ซึ่งนานมากพอสมควรแล้ว !) พวกเราเรียนเรื่องของ “แพะรับบาป” ในวิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรือที่เรียกว่า “ทฤษฎี Scapegoat” ในการเมืองระหว่างประเทศ
ทฤษฎีนี้นำเสนออย่างตรงไปตรงมา … ผู้นำรัฐบาลที่ประสบความล้มเหลวในการแก้ปัญหาภายในประเทศ จะสร้าง “ศัตรูภายนอก” เพื่อให้เป็น “แพะรับบาป” สำหรับการเมืองภายใน และในการนี้ จะอาศัย “กระแสชาตินิยม” เป็นแรงขับเคลื่อนเพื่อที่จะดึงความสนใจของคนภายในสังคมให้ไปต่อสู้กับ “แพะ” ภายนอก
อย่าคิดว่าทฤษฎีที่ดูง่ายๆ เช่นนี้ จะใช้ไม่ได้ผล … เมื่อกระแสชาตินิยมขับเคลื่อนแล้ว ความสนใจของคนในสังคมจะหลงไหลไปกับการอยาก “ฆ่าแพะ” จนลืมคิดถึงปัญหาภายใน ที่เป็นประเด็นสำคัญของผู้คนในสังคม หรือจะเรียกว่าเป็นการ “สร้างแพะ” มาเบนความสนใจของคนในสังคมก็คงไม่ผิดนัก
Moแพะ !
วันนี้ ไม่มีใครปฏิเสธถึงความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนบ้านที่ล่มสลายไปกับสภาวะสงครามไทย-กัมพูชา นับจากปลายเดือนกรกฎาคม 2568 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน ปัญหาไม่ได้คลี่คลายแต่อย่างใด และถูกสัมทับด้วยคำกล่าวของรัฐมนตรีต่างประเทศไทยว่า กัมพูชาไม่ยอมเจรจา (ข่าวมติชน, 20 เมษายน 2569) ทั้งที่ข่าวที่ออกในเวทีระหว่างประเทศนั้น กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยเปิดการเจรจา แต่ในสังคมไทย เรากลับถามกันถึงสงครามไทย-กัมพูชา รอบที่ 3 และไม่มีใครรวมทั้งผู้นำรัฐบาลให้หลักประกันว่า จะไม่เกิด และคนบางส่วนก็อยากให้เกิดด้วย
ในสภาวะเช่นนี้ บันทึกช่วยจำเรื่องเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชา ฉบับ 2543 และฉบับ 2544 หรือ “MoU 43” และ “MoU 44” ได้กลายเป็น “แพะ” ตัวใหญ่อย่างดีให้ฝ่ายขวาจัด หรือ “กลุ่มชาตินิยมสุดโต่ง” นำมาใช้ในการปลุกระดมอย่างต่อเนื่อง และผู้นำรัฐบาลไทยก็ดูจะ “เกาะกระแส” นี้ไปด้วยอย่างเต็มใจ โดยมีการนำเอาประเด็นการยกเลิก MoU มาใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งอย่างต่อเนื่องเช่นกัน และจนหลังเลือกตั้ง ก็ยังมีท่าทีแบบเดิมที่ยึดเกาะอยู่กับกระแสชาตินิยม ดังที่ปรากฏเป็นสาระของการประชุม ครม. ในวันที่ 21 เมษายน นี้ แต่การประชุม ครม. กลับไม่เห็นถึงทิศทางใหม่ในการรับมือกับวิกฤตตะวันออกกลางแต่อย่างใด
ดังนั้น มติ ครม. ให้หาทางยกเลิก MoU 44 ให้เร็วที่สุด … ย้ำว่า “ให้เร็วที่สุด” ด้วย จึงอาจถูกมองว่า เป็นการใช้กระแสชาตินิยมกลบทับปัญหาความถดถอยของนายกฯ และรัฐบาลในสถานการณ์วิกฤตพลังงาน เนื่องจากต้องยอมรับว่า สถานะของนายกฯ ตกลงอย่างมากจนกำลังเป็น “วิกฤตศรัทธา” ของรัฐบาล
แต่ก็มีคำถามในทางปฏิบัติอีกด้านว่า นายกฯ ได้อ่าน MoU ทั้งหมดจริงๆ แล้วหรือไม่ หรือนายกฯ เชื่อไปกับกลุ่มชาตินิยมสุดโต่ง โดยไม่มีข้อพิจารณาและข้อท้วงติงเป็นอื่น ซึ่งในความจริงแล้ว นายกฯ สามารถถามข้อมูลจากผู้รู้ไม่ว่าะเป็นกรมสนธิสัญญาและกฎหมายฯ กรมแผนที่ทหาร และกรมอุทกศาสตร์ ซึ่งเชื่อมั่นว่า เจ้าหน้าที่ที่เป็น “มืออาชีพ” ของ 3 หน่วยงานราชการนี้จะให้คำตอบที่ถูกต้องแก่ท่านนายกฯ ได้
นายกฯ และคนที่มีอำนาจในรัฐบาลไม่ควรฟังและเชื่อ “สื่อประโลมโลก” บางสำนัก จนคิดแต่จะทำสงครามกับกัมพูชาแบบด้านเดียว ซึ่งเป็นอาการเดียวกับ ทรัมป์ที่เชื่อและยึดมั่นในทัศนะของอิสราเอล จนคิดแต่จะทำสงครามกับอิหร่านเท่านั้น … ความเชื่อแบบด้านเดียวเช่นนี้ ไม่ช่วยในการหาทางออกให้ประเทศ แต่ช่วยพาประเทศเข้าไปติดกับดักสงคราม ซึ่งทรัมป์คือตัวอย่างที่ดีให้ผู้นำไทยเรียนรู้ในเรื่องนี้
ดังนั้น จึงน่าติดตามอย่างมากว่า ถ้ารัฐบาลสามารถฆ่า “แพะ MoU” ได้แล้ว จะช่วยกระตุ้นคะแนนให้กับนายกฯ ได้จริงเพียงใด และทั้ง การกระทำเช่นนี้จะช่วย “อุ้ม” รัฐบาลให้ฝ่า “วิกฤตศรัทธา” ที่กำลังส่งผลอย่างมากในภาวะปัจจุบันได้หรือไม่
อย่างไรก็ตามในอีกด้าน แม้รัฐบาลจะเผชิญกับวิกฤตพลังงานเพียงใดก็ตาม แต่ก็ยังไม่เห็นท่าทีของผู้นำรัฐบาลที่จะ “ดึงเชื้อไฟกัมพูชา” ออกจากกองเพลิง ผลจากสภาวะเช่นนี้ จึงไม่ใช่ไทยจะมีปัญหากับกัมพูชาเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการจัดความสัมพันธ์ไทยกับเพื่อนบ้านในภาพรวมอีกด้วย
ความท้าทาย
ในอีกด้านของปัญหาด้านการต่างประเทศไทยหลังการเลือกตั้งเมียนมาร์นั้น รัฐมนตรีต่างประเทศไทยแสดงอาการอย่างรวดเร็วทันใจในการ “อุ้ม” รัฐบาล “กึ่งทหาร” จนเหมือนไทยไม่แคร์กับอาเซียน ทั้งยังเดินทางเข้า-ออกเมียนมาร์จนผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์อาจจะไม่ไว้วางใจไทย ตลอดรวมถึง ข่าวลือในการตั้ง “ผู้แทนพิเศษ” (Special Envoy) ของไทยในกรณีพม่า เพื่อเตรียมช่วยผู้นำทหารพม่าในการยุติศึก ท่าทีเช่นนี้เสมือนไทยละทิ้งฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนในการแก้ปัญหาเมียนมาร์ไปแล้ว และทั้งไม่สนใจต่อกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ด้วย
.webp)
ในสถานการณ์โลกปัจจุบัน ไทยน่าจะเดินไปกับอาเซียนให้มากขึ้นในฐานะการเป็นผู้นำในภูมิภาค หรือคุยกับผู้นำประเทศเพื่อนบ้านในแบบที่นายกฯ สิงคโปร์คุยกับนายกฯ มาเลเซีย ไม่ใช่ยังหวังผลง่ายๆ ของกระแสชาตินิยม ที่อาจจะเอื้อประโยชน์ในระยะสั้น แต่กระแสนี้ไม่ตอบสนองต่อผลประโยชน์ของไทยในระยะยาวอย่างแน่นอน … ผู้นำไทยในวิกฤตตะวันออกกลาง จะต้องคิดให้ได้มากกว่าการเกาะกระแสชาตินิยมระยะสั้นเท่านั้น เพราะวิกฤตนี้อาจจะ “หนักและนาน” กว่าที่ผู้นำไทยคิด !
https://www.matichon.co.th/weekly/featured/article_892467