วันพุธ, เมษายน 08, 2569

#สงครามอิหร่าน ทำลายระบบ #ปิโตรดอลลาร์ ซึ่งหมายถึงการวนลูปของรายได้จากการขายน้ำมันของปท.ในตะวันออกกลาง ที่ถูกรีไซเคิลเพื่อลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สร้างความเข้มแข็งให้เงินสกุลนี้ และหนุนเสริมระบบการเงินสหรัฐฯ แต่ตอนนี้ระบบปิโตรดอลลาร์ กำลังถูกทำลายไป เพราะสงครามที่สหรัฐฯ เป็นผู้ก่อขึ้นมาเอง


Pipob Udomittipong
16 hours ago
·
Bloomberg พาดหัว “ #สงครามอิหร่าน ทำลายระบบ #ปิโตรดอลลาร์ ” ซึ่งหมายถึงการวนลูปของรายได้จากการขายน้ำมันของปท.ในตะวันออกกลาง ที่ถูกรีไซเคิลเพื่อลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สร้างความเข้มแข็งให้เงินสกุลนี้ และหนุนเสริมระบบการเงินสหรัฐฯ แต่ตอนนี้ระบบปิโตรดอลลาร์ กำลังถูกทำลายไป เพราะสงครามที่สหรัฐฯ เป็นผู้ก่อขึ้นมาเอง

วงจรอันดีงามที่สหรัฐฯ ให้สัญญาว่าจะสนับสนุนเสถียรภาพในตะวันออกกลาง เพื่อแลกกับการที่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียนำรายได้จากการขายน้ำมันในสกุลดอลลาร์มาลงทุนซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ขาดสะบั้นลงแล้ว

ธนาคารกลางในประเทศต่าง ๆ พากันเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สุทธิติดต่อกันหลายสัปดาห์ ทำให้ปริมาณการถือครองเงินกู้ของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก ลดลงประมาณ 82 พันล้านดอลลาร์ เหลือ 2.7 ล้านล้านดอลลาร์

สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านได้ทำลายวงจรปิโตรดอลลาร์ทั้งสองด้าน โดยในด้านประเทศผู้นำเข้าน้ำมัน รวมทั้งประเทศไทย ต้องพากันเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อควบคุมการอ่อนค่าของเงินตราของประเทศตัวเอง ส่วนประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซีย ก็ไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้ ต้องลดกำลังการผลิตลง เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้มีรายได้ในสกุลดอลลาร์น้อยลง ไม่มีเงินไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

ปัจจัยทั้งสองด้านได้ทำลายระบบปิโตรดอลลาร์ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจอเมริกันมากว่า 50 ปี นับแต่ ปี 1974 เมื่อเฮนรี คิสซิงเจอร์ ทำข้อตกลงทางการเงินครั้งสำคัญสุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์สมัยใหม่กับซาอุดิอาระเบีย โดยกำหนดซื้อขายน้ำมันเป็นดอลลาร์ และนำรายได้ส่วนเกินไปลงทุนในสินทรัพย์ของสหรัฐฯ โดยเฉพาะพันธบัตรของรัฐบาล ในทางกลับกัน สหรัฐฯ จะรับประกันความมั่นคงและรักษาเสถียรภาพของโลก

ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา วงจรปิโตรดอลลาร์แบบนี้ช่วยอุดหนุนต้นทุนการกู้ยืมของอเมริกาอย่างเงียบ ๆ และตอกย้ำบทบาทของเงินดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินสำรองของโลก แต่ตอนนี้ “petrodollar loop” กำลังถูกทำลายลงไป

สำหรับประเทศผู้นำเข้าน้ำมันอย่าง ตุรกี ไทย อินเดีย ฯลฯ นับตั้งแต่การโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. ธนาคารกลางในประเทศเหล่านี้ได้ขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ สุทธิติดต่อกันเป็นเวลา 5 สัปดาห์แล้ว

US Treasuries ซึ่งปรกติถือเป็น “safe-haven” กลับถูกเทขายออก ทำให้บอนด์ยิลด์เพิ่มสูงขึ้นจาก 3.9% ในช่วงปลายเดือนก.พ. มาเป็นมากกว่า 4.4% ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์ พูดอีกอย่างทำให้รบ.สหรัฐฯ ต้องกู้เงินแพงขึ้น

เหตุผลเพราะว่าเมื่อราคาน้ำมันที่ค้าขายเป็นดอลลาร์พุ่งสูงเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ค่าเงินของประเทศเหล่านั้นอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ เพื่อควบคุมการอ่อนค่าของเงิน ซึ่งจะเป็นเหตุให้ราคาน้ำมันในประเทศสูงขึ้นไปอีก และรัฐต้องเอาเงินมาอุดหนุนราคามากขึ้น หรือไม่ก็ต้องปล่อยให้ประชาชนเดือดร้อน ธนาคารกลางในประเทศนำเข้าน้ำมันเหล่านี้จึงเข้าแทรกแซงตลาดเงินตราต่างประเทศ ซึ่งต้องใช้ดอลลาร์ และสินทรัพย์ดอลลาร์ที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดที่ธนาคารกลางถือครองอยู่ ซึ่งก็คือพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐฯ ทำให้พวกเขาต้องเทขายพันธบัตรเหล่านั้น

การที่ธ.กลางขาติต่าง ๆ เทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ใช่เรื่องแปลก สมัยที่โควิดระบาด ก็มีการเทขายพันธบัตรแบบนี้ แต่เกิดขึ้นไม่นาน และมีวิธีแก้ไขได้ในไม่กี่สัปดาห์

และระหว่างเกิดวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการรุกรานยูเครนของรัสเซีย การข่มขู่ไต้หวันของจีนในปี 2022 การล่มสลายของธนาคารซิลิคอนแวลลีย์ในปี 2023 และการโจมตีอิสราเอลของกลุ่มฮามาสในปี 2023 ล้วนส่งผลให้เงินไหลเข้าสู่พันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ใช่ไหลออก ทำให้อัตราผลตอบแทนลดลง แต่ไม่ใช่ในตอนนี้

สำหรับประเทศผู้ส่งออก โดยทั่วไปเมื่อเกิดวิกฤตขึ้นมา ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลให้รายได้ของประเทศเหล่านี้เพิ่มขึ้น ทำให้มีเงินปิโตรดอลลาร์มากขึ้น เพื่อไปลงทุนในสินทรัพย์ในสกุลเงินดอลลาร์ รวมถึงพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐฯ แต่วิกฤตการณ์ครั้งนี้ต่างออกไป เพราะแม้ราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้น แต่ประเทศเหล่านี้กลับผลิตและส่งออกได้น้อยลงมาก

ประเทศผู้ขายน้ำมันยักษ์ใหญ่อย่าง คูเวต ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งถือครองพันธบัตรของรัฐบาลสหรัฐฯ รวมกันประมาณ 300 พันล้านดอลลาร์ (จนถึงม.ค.) แต่ปัจจุบันพวกเขามีรายได้จากน้ำมันลดลง และยังต้องใช้จ่ายอย่างหนักในด้านการป้องกันภัยทางอากาศ ทำให้พวกเขาทบทวนคำมั่นสัญญาด้านการลงทุนในสหรัฐฯ รวมทั้งการซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ด้วย

ทำให้สัดส่วนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติ ลดลงเหลือประมาณ 32% แล้ว (จาก 50% ช่วงต้นทศวรรษ 2010) ธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ กลายเป็นผู้ขายสุทธิในช่วงต้นปี 2025 และนับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1996 ที่ธนาคารกลางทั่วโลกถือครองทองคำรวมกันมากกว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

สรุปว่ามันเป็น “War of Choice” “สงครามที่เลือกได้” ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จงใจเลือกที่จะทำ และกำลังส่งผลกระทบฉิบหายวายป่วงต่อระบบการเงินโลกที่เคยให้ประโยชน์กับรบ.สหรัฐฯ ทำให้มีแนวโน้มว่ารบ.สหรัฐฯ ต้องกู้เงินแพงขึ้น และสินทรัพย์อเมริกันสูญสียสถานะที่เป็น “safe-heaven” ไป แล้วจะทำไปทำไม?
https://www.bloomberg.com/.../the-petrodollar-loop...

https://www.facebook.com/photo/?fbid=10163983056276649&set=a.10150096728651649



The Petrodollar: How a Deal with Saudi Arabia Reshaped the World

Historic Economics
Oct 9, 2025

After the Gold Standard died in 1971, how did the U.S. dollar not only survive but become more powerful than ever? The answer lies not in gold, but in oil. This is the story of the Petrodollar system. 

In this documentary, Historic Economics uncovers the landmark 1974 agreement between the United States and Saudi Arabia that redefined global power. We explore: 

The 1973 Oil Crisis: The geopolitical chaos that forced the U.S. to seek a new economic anchor. 

The Strategic Partnership: The details of the arrangement that offered U.S. security in exchange for oil being priced exclusively in dollars. 

The Petrodollar Cycle: A simple explanation of how this system creates a permanent global demand for U.S. currency. 

The Consequences: How this single deal has influenced U.S. foreign policy, the global economy, and the dollar's status as the world's reserve currency for the last 50 years.

https://www.youtube.com/watch?v=nNTixNIOO9Y