
Pornnapa Iamsamarng
21 hours ago
·
หงส์ปีกหัก · สุรพล สมบัติเจริญ ·
ความหยิ่งผยองของโฆษกหน้าหอ: เมื่อ "ตรรกะอำนาจรัฐ" เหยียบย่ำคราบน้ำตาประชาชนกลางดึกในหน้าประวัติศาสตร์การเมือง ไม่ว่าจะเป็นยุคโรมันโบราณหรือการเมืองไทยร่วมสมัย ยุทธวิธีหนึ่งที่ผู้กุมอำนาจมักนำมาใช้เพื่อลดทอนความชอบธรรมของฝ่ายตรงข้าม คือการ "ดูดกลืน" เอาหอกข้างแคร่มาเป็นโล่พิทักษ์ตนเอง
และในสัปดาห์นี้ เราได้เห็นปรากฏการณ์นั้นอย่างชัดเจนที่สุด ผ่านการปรากฏตัวของอดีตนักเคลื่อนไหวฝีปากกล้า ที่ก้าวขึ้นมายืนหลังโพเดียมในฐานะโฆษก ศบก. ภายใต้ร่มเงาของขั้วอำนาจรัฐ
ทว่า สิ่งที่น่าตื่นตะลึงยิ่งกว่าการสลับขั้วทางการเมือง คือ "ความหยิ่งผยอง" ในน้ำเสียงและตรรกะที่ถูกนำมาใช้ฟาดฟันประชาชนของตนเอง
การลอกคราบจาก "นักสู้" สู่ "ทนายหน้าหอ"เมื่อไมโครโฟนของนักกิจกรรมถูกเปลี่ยนเป็นโทรโข่งของรัฐบาล บริบทของคำว่า "เหตุผล" ก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง คำตอบที่ตอกกลับสื่อมวลชนและประชาชนหน้าตาเฉยในประเด็นการแอบขึ้นราคาน้ำมันกลางดึกที่ว่า "ไม่รู้ใครคอนเฟิร์ม! ว่าจะไม่ขึ้นตอนกลางคืน
เพราะตามหลักแล้วควรจะขึ้นกลางคืนและไม่ควรแจ้งล่วงหน้า" คือภาพสะท้อนของวุฒิภาวะทางอำนาจที่แล้งน้ำใจที่สุดในรอบหลายปี
ในอดีต รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลเคยให้คำมั่นสัญญาเพื่อปลอบประโลมสังคมว่าจะไม่มีการ "ลักหลับ" ขึ้นราคาน้ำมันอีก แต่โฆษกหน้าหอคนใหม่กลับเลือกที่จะ "ตัดหางปล่อยวัด" คำสัญญานั้นทิ้งไปอย่างไม่ไยดี
พร้อมเชิดหน้าใช้ตรรกะทางเศรษฐศาสตร์มากางกั้นเป็นกำแพง เพื่อบอกเป็นนัยว่า ประชาชนที่โวยวายคือผู้ที่ไม่เข้าใจกลไกตลาดโลก
ตรรกะที่ไร้หัวใจ คืออำนาจนิยมในคราบของเหตุผลหากมองผ่านแว่นของนักเศรษฐศาสตร์สายแข็ง การไม่ประกาศขึ้นราคาล่วงหน้าเพื่อป้องกันการกักตุน ถือเป็นตรรกะที่สมบูรณ์แบบในการรักษาสภาพคล่องของกองทุนน้ำมัน
แต่ในโลกของความเป็นจริง การเมืองคือเรื่องของการบริหาร "ความหวัง" และ "ความรู้สึก" ของผู้คน
สำหรับชนชั้นกลางและผู้หาเช้ากินค่ำ การได้รับรู้ล่วงหน้าว่าพรุ่งนี้น้ำมันจะขึ้นราคา มันไม่ใช่แค่เรื่องของการแห่ไปเติมเพื่อประหยัดเงินเพียงหลักสิบหรือหลักร้อยบาท
แต่มันคือ "พื้นที่แห่งการเตรียมตัวเตรียมใจ" เป็นสิทธิ์ขั้นพื้นฐานเล็กๆ น้อยๆ ที่จะได้รับรู้ว่าต้นทุนชีวิตของพวกเขาในวันพรุ่งนี้กำลังจะถูกขูดรีดเพิ่มขึ้น
การกระชากสิทธิ์ในการรับรู้นี้ไปกลางดึก แล้วส่งโฆษกมายืนอธิบายด้วยท่าทีเหนือกว่า ว่านี่คือความถูกต้องตามหลักการ มันจึงไม่ใช่แค่การสื่อสารที่ล้มเหลว
แต่มันคือ "ความอหังการของชนชั้นนำ" ที่มองเห็นตัวเลขในบัญชีรัฐ สำคัญกว่าคราบน้ำตาและหยาดเหงื่อของประชาชนริมถนน
สัจธรรมของอำนาจ และราคาที่ต้องจ่ายการที่รัฐบาลเลือกใช้ผู้มีภาพลักษณ์นักกิจกรรมหัวก้าวหน้า มาเป็นผู้เชือดเฉือนความรู้สึกของประชาชนด้วย "ตรรกะอันเย็นชา" ถือเป็นกลเกมที่อำมหิตแต่แยบยล
เพราะเมื่อประชาชนถูกฟาดด้วยเหตุผลทางตัวเลข พวกเขาก็แทบจะหมดสิทธิ์โต้แย้ง
แต่ท้ายที่สุดแล้ว ตรรกะที่ปราศจากความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) ย่อมไม่ต่างอะไรกับเครื่องกิโยตินที่หุ้มด้วยกำมะหยี่
โฆษกหน้าหออาจจะเอาชนะการโต้คารมในห้องแถลงข่าวได้ แต่ความหยิ่งผยองนี้กำลังสร้างบาดแผลลึกในใจมวลชน และเมื่อถึงวันที่ศรัทธาของประชาชนเหือดแห้งจนถึงขีดสุด ไม่ว่าจะมีตรรกะที่สวยหรูแค่ไหน ก็ไม่อาจค้ำยันโครงสร้างอำนาจที่ผุกร่อนนี้ไว้ได้อีกต่อไป...
บทความโดย #มนุษย์แบตเสื่อมhttps://www.facebook.com/photo?fbid=27227635216824835&set=a.472141769467543