
บัส เทวฤทธิ์
5 hours ago
·
[ ปมแม่ทัพภาค 4 ไม่ใช่เวลามายันว่า “มืออาชีพ” ไม่ปล่อยให้รอด แต่ “ทหารอาชีพ” ต้องย้ำว่าเป้าหมายไม่ใช่ “พลเรือน” ]
.
เหตุการณ์ลอบยิงกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนราธิวาส พรรคประชาชาติ และผู้ติดตาม นอกจากจะเป็นอาชญากรรมอุกอาจในพื้นที่เปราะบางอย่างจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังกลายเป็นจุดปะทุที่เปลือยให้เห็นถึงปัญหาในพื้นที่ โดยเฉพาะเมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่ารถยนต์ของ กอ.รมน. ถูกนำมาใช้เป็นพาหนะในการก่อเหตุ
.
ในห้วงเวลาที่กองทัพควรเร่งพิสูจน์ความโปร่งใสเพื่อกอบกู้ศรัทธา พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 กลับหลุดประเด็นที่ถูกมองว่าเป็นการเติมเชื้อความไม่ไว้วางใจกัน ผ่านความพยายามแสดงให้เห็นความบริสุทธิ์ใจที่ชี้แจงข้อสงสัยของสังคมประเด็นความเกี่ยวโยงกับกองทัพ ด้วยคำกล่าวแบบปิดไมค์ต่อสื่อมวลชนที่ว่า "ผมพูดส่วนตัว ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก ถ้าผมทำนะ" และเมื่อถูกตั้งคำถามเพิ่มเติม ท่านได้ขยายความตรรกะนี้ผ่านสื่อว่า หากเป็นการกระทำของ "มืออาชีพ" ย่อมต้องบรรลุเป้าหมาย การที่เหยื่อรอดชีวิตจึงเป็นข้อสังเกตว่าอาจไม่ใช่ฝีมือทหาร พร้อมเตือนสังคมว่าอย่าด่วนโยนความผิดให้กองทัพ ซึ่งคำพูดลักษณะนี้นับได้ว่าเป็นการ "เติมเชื้อไฟ" อย่างชัดเจน
.
แม้สังคมจะเข้าใจเจตนาที่แม่ทัพภาคที่ 4 ต้องการปกป้ององค์กร แต่การเลือกใช้ "ความเป็นมืออาชีพในการสังหาร" มาเป็นเครื่องยืนยันความบริสุทธิ์ใจนั้น เป็นตรรกะที่บิดเบี้ยวและอันตรายอย่างยิ่ง วาทกรรมนี้ปลุกภาพจำอันเลวร้ายจากคดีวิสามัญฆาตกรรมชัยภูมิ ป่าแส นักกิจกรรมกลุ่มชาติพันธุ์ชาวลาหู่ เมื่อปี 2560 ที่อดีตแม่ทัพภาคที่ 3 เคยกล่าวปกป้องลูกน้องในลักษณะเดียวกันว่า "ถ้าเป็นผมในเวลานั้นอาจจะกดออโต้ไปแล้ว"
.
การใช้สมมติฐานความรุนแรงมาเป็นเครื่องมือในการปฏิเสธความรับผิดชอบ สะท้อนถึงกรอบความคิดของผู้นำกองทัพบางส่วนที่มองว่าการประหัตประหารชีวิตมนุษย์เป็นเรื่องที่สามารถนำมาพูดจาเปรียบเปรยได้อย่างง่ายดาย คำชี้แจงที่ควรจะเป็นและไม่โหมกระพือความระแวงที่สุดควรจะเป็นการยืนยันจุดยืนว่ากองทัพจะไม่ก่อเหตุเช่นนี้อย่างเด็ดขาด เพราะเป้าหมายของกองทัพไม่ได้มีพันธกิจเพื่อสิ่งนั้น หาใช่การอ้างศักยภาพในการปลิดชีพ ซึ่งมีแต่จะตอกย้ำวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดให้ฝังรากลึกยิ่งขึ้น
.
กรณีของ "ชัยภูมิ ป่าแส" คือภาพแทนของนักต่อสู้ภาคประชาชนที่พยายามเรียกร้องสิทธิ แต่กลับต้องเผชิญหน้ากับกลไกอำนาจรัฐที่ไร้การตรวจสอบ ขณะที่กรณีของ "สส. กมลศักดิ์" ยกระดับความน่ากังวลขึ้นไปอีกขั้น เพราะนี่คือการคุกคามตัวแทนของราษฎร ผู้มีหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐในฝ่ายนิติบัญญัติ หากสวัสดิภาพของสมาชิกรัฐสภายังถูกสั่นคลอน และฝ่ายความมั่นคงตอบสนองด้วยคำพูดที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความรุนแรง ย่อมเกิดคำถามตามมาว่าแล้วประชาชนคนธรรมดาที่ไร้ซึ่งอำนาจ จะเหลือหลักประกันความปลอดภัยใดในชีวิต
.
ผลกระทบจากกรอบความคิดอำนาจนิยมนี้ยังลุกลามไปถึงการคุกคามเสรีภาพสื่อมวลชน เมื่อมีทรัพย์สินของราชการและอดีตบุคลากรของรัฐเข้าไปพัวพันกับคดีอุกฉกรรจ์ การที่สื่อมวลชนจะขุดคุ้ยและตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาอย่างที่สาธารณชนใคร่รู้ย่อมเป็นหน้าที่พื้นฐานตามวิชาชีพ แต่แทนที่กองทัพจะใช้คำถามเหล่านี้เป็น "โอกาส" ในการชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการ กลับกลายเป็นการส่งสัญญาณปรามสื่อ และปล่อยปละละเลยให้มีปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) เข้ามาโจมตีดิสเครดิตคนทำงานข่าว
.
แม้อาจมีสาธารณชนที่จะวิจารณ์การทำงานสื่อได้แน่นอน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีการผสมโรงหรือปั่นและเบี่ยงกระแสแบบจงใจ การกระทำเช่นนี้สะท้อนความคับแคบในการยอมรับการตรวจสอบ และเป็นการทำลายฟันเฟืองสำคัญของระบอบประชาธิปไตย เพราะสื่อมวลชนมีหน้าที่ตั้งคำถามแทนความสงสัยของสาธารณชน ไม่ใช่กระบอกเสียงที่ต้องคอยพยักหน้าตามรัฐเสมอไป
.
ซึ่งล่าสุดในกรณีนี้ ฐปณีย์ เอียดศรีไชย หนึ่งในสื่อมวลชนที่ถูกปฏิบัติการข่าวสารในกรณีจังหวัดชายแดนใต้มากที่สุด ได้เริ่มทำการตอบโต้ด้วยการรวบรวมลิงค์ IO ที่ใส่ร้ายตนในช่วงนี้ โดยระบุว่าจะดำเนินการตามกฏหมายและยื่นหลายหน่วยงาน เพราะหลายเพจขณะนี้คุกคามรวมทั้งข่มขู่ถึงชีวิต ไม่ต่างจากกรณีของ สว. อังคณา นีละไพจิตร และสุณัย ผาสุข สองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ถูกคุกคามไม่ต่างกันจากกรณีขัดแย้งไทย - กัมพูชา
.
ตราบใดที่รัฐยังล้มเหลวในการคุ้มครองสวัสดิภาพของผู้ที่ทำหน้าที่เพื่อสังคม และผู้นำหน่วยงานความมั่นคงยังไม่สามารถปรับทัศนคติให้เคารพต่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานได้ ความหวาดระแวงระหว่างรัฐกับประชาชนก็ไม่อาจเลือนหาย สันติภาพที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้กุมอำนาจรัฐเรียนรู้ที่จะใช้ "ความโปร่งใสและหลักนิติรัฐ" และนิติธรรมตาม 1 ใน 3 เสาหลักที่รัฐบาลเพิ่งแถลงนโยบายไปเป็นเกราะป้องกันตัว ไม่ใช่วาทกรรมที่อิงอยู่บนความรุนแรง
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122188837958437811&set=a.122097843074437811

@Bus_Te
·11h
เมื่อเช้า แม่ทัพภาค 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมผ่านทางรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand [ดู https://youtube.com/watch?v=sgpN8EFBgdA ] จากประเด็นสื่บเนื่องกรณีเหตุลอบยิง สส. กมลศักดิ์ (พรรคประชาชาติ)
.
โดยแม่ทัพภาค 4 อธิบายประเด็นที่พูดทำนองว่า หากทำจริงนั้นไม่ปล่อยให้รอดหรอก ซึ่งเขาขยายความว่า หากเป็นการกระทำของ "มืออาชีพ" จะต้องบรรลุเป้าหมาย การที่เป้าหมายไม่ได้รับอันตรายใดๆ เลย ถือเป็นข้อสังเกตที่ต้องให้พนักงานสอบสวนไปหาข้อเท็จจริง พร้อมเตือนว่าอย่ามั่วหรือโยนความผิดให้ทหารโดยไร้หลักฐาน
.
ส่วนประเด็นรถทหารที่ใช้ก่อเหตุนั้น แม่ทัพภาค 4 ชี้แจงว่านายทหารผู้อนุญาตให้ยืมรถไปก่อเหตุนั้น ได้ออกมายอมรับผิดแล้ว และกำลังถูกดำเนินคดีทั้งทางแพ่ง อาญา และวินัยทหารอย่างเด็ดขาด
.
กรณีผู้ต้องสงสัยที่เป็นอดีตทหารเรือโดยเฉพาะจิ๊กซอว์สำคัญอย่าง เรือเอกวิโรจน์ นั้น แม่ทัพระบุว่าบุคคลดังกล่าวได้ออกจากราชการทหารไปนานกว่า 10-20 ปีแล้ว โดยคดีนี้ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจในการสืบสวนขยายผลจากการจับกุมผู้ร่วมขบวนการที่เพิ่งจับกุมตัวได้เพิ่มเติม
.
ก็เข้าใจในเจตนาการตั้งข้อสังเกตของแม่ทัพว่ามันตั้งเป็นข้อสังเกตได้ ความเป็นมืออาชีพไม่มืออาชีพ แต่มันไม่ได้หมายความว่าหากเป็นมืออาชีพที่เป็นทหารที่มีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองความมั่นคงของรัฐนั้นเมื่อหมายเอาชีวิตจะไม่ให้พลาด แต่แม่ทัพควรจะชี้ประเด็นไปว่าหากเป็นกองทัพจะไม่ก่อเหตุแบบนี้แน่นอน เพราะเป้าหมายของกองทัพไม่ใช่แบบนี้ สิ่งที่แม่ทัพพูดแม้เจตนาจะยืนยันความบริสุทธิ์ตัวเอง แต่อีกด้านมันกลายเป็นการส่งเสริมให้ความระแวงทั้งที่เคยมีเหตุให้ระแวงจริงๆในอดีตมันยิ่งตอกย้ำความระแวงนั้นครับ และอีกอย่างท่านปรามๆ ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่ไปเล่นงานพี่แยมด้วยก็ดี นักข่าวมีหน้าที่ถามประเด็นที่สาธารณชนสงสัยอยู่แล้ว ทั้งรถที่ก่อเหตุทั้งผู้สงสัยจะไม่ให้สังสัยได้อย่างไรครับ การถามคำถามเหล่านี้ อีกด้านมันช่วยให้ท่านได้ชี้แจงต่อสาธารณชนนั่นล่ะครับ แต่บังเอิญท่านชี้แจงแบบเติมเชื้อไฟนี่สิครับ
.....