วันจันทร์, เมษายน 20, 2569

ลองฟังทัศนะของ ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ เขียนในมุมมองของคนเชียงใหม่ ที่ดมฝุ่นมาทุกปีเหมือนชาวเชียงใหม่ทุกท่าน ไม่เอาธงพรรค(ประชาชน) มาเกี่ยว ขอชวนคิด 3 ประเด็นเกี่ยวข้อง "ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร"


พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ 
5 hours ago
·

ผมดมฝุ่นมาทุกปีเหมือนพี่น้องชาวเชียงใหม่ทุกท่าน ทั้ง 25 อำเภอ และในจังหวัดใกล้เคียง
ช่วง 2 วันที่ผ่านมา ดร.เชน และคณะจาก อว. ลงพื้นที่เยี่ยมชม มช. และ สดร. มีข่าว "ห้องปลอดฝุ่นครบวงจร" ออกมา และมีการพูดถึง Deep tech ที่ รมว. อยากผลักดัน ดราม่าตามมาพอสมควรทั้งในเชิงการเมือง สิ่งแวดล้อม บทบาทหน่วยงานข้ามกระทรวง ต้นทุน และปริมาณที่ผลิตได้
ผมขอเขียนในมุมมองของคนเชียงใหม่คนหนึ่ง ไม่เอาธงพรรคมาเกี่ยว ขอชวนคิด 3 ประเด็นในข่าวนี้ครับ
ประเด็นที่ 1 | Positive Pressure Room: ทำได้เลย แต่ต้องทำทั้งเมืองและต่างอำเภอ และมันแค่ปลายเหตุ
เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2569 เชียงใหม่ขึ้นอันดับ 1 เมืองที่มีคุณภาพอากาศแย่ที่สุดในโลกอีกครั้ง และค่า PM2.5 ขณะนี้อยู่ที่เกิน15 เท่าของค่าแนะนำประจำปีขององค์การอนามัยโลก ห้อง Positive Pressure ราคาประหยัดต้องทำ ผมเห็นด้วย 100% และต้องทำเร็ว
แต่สิ่งที่มองไม่เห็นในข่าวคือ ความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองกับต่างอำเภอ ระหว่างคนในพื้นราบกับคนบนดอย ห้องปลอดฝุ่นในตัวเมืองเชียงใหม่อาจพอเป็นไปได้ แต่ชาวบ้านที่อมก๋อย เชียงดาว ฝาง หรือแม่แจ่ม ซึ่งบางครั้งเจอค่าฝุ่นสูงกว่าตัวเมืองด้วยซ้ำ เขาจะเข้าถึงได้ไหม? นโยบาย subsidy ที่ดีต้องคิดถึงคนกลุ่มนี้ด้วย ไม่ใช่แค่อาคารใหม่ในเมือง
สิ่งที่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นทั้ง อบจ เทศบาลนคร เทศบาลเมือง อบต สามารถ ทำได้เลยคือออกมาตรฐานอาคารใหม่บังคับติดตั้งระบบควบคุมอากาศ ส่วนหน่วยงานราชการส่วนกลาง และรัฐบาลสามารถออก policy sandbox ให้หน่วยงานรัฐอุดหนุนประชาชนซื้อได้ง่ายขึ้น เปิดกระบวนการจัดซื้อทุกขั้นตอนให้ประชาชนเห็น และสร้าง Climate tech market ในภาคเหนือ แต่ต้องไม่ลืมว่ามาตรการเหล่านี้ต้องออกแบบให้ครอบคลุมทั้ง 25 อำเภอ ไม่ใช่แค่เมือง
และต้องพูดตรงๆ ว่าทั้งหมดนี้มันแก้ปลายเหตุ เพราะสาเหตุส่วนหนึ่งของปัญหามาจากภูมิประเทศที่เป็นที่ราบในหุบเขาล้อมรอบด้วยภูเขา ลักษณะเหมือนแอ่งกระทะ ทำให้เกิดการสะสมหมอกควันมากกว่าพื้นที่ราบ ปัญหาที่ต้นเหตุจริงๆ ต้องแก้ในระดับนโยบายที่ใหญ่กว่า
ประเด็นที่ 2 | อว. ต้องเลิก Linear Model และคิดถึง "คนกับป่า" ที่ดราม่านี้ยังไปไม่ถึง
ข้อมูล ผลิตภาพมวลรวมระดับภูมิภาค (Gross Regional Productivity - GRP) ปี 2566 ของสภาพัฒน์ระบุว่าภาคเหนือทั้งภาคมี GRP อยู่ที่ราว 1.39 ล้านล้านบาท คิดเป็นเพียง 7.7% ของ GDP ทั้งประเทศ ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลครองสัดส่วนสูงถึง 47.7% และแม้เชียงใหม่จะเป็นแชมป์ภาคเหนือด้วย ผลิตภาพมวลรวมระดับจังหวัด (Gross Provincial Productivity -GPP) ราว 277,000 ล้านบาท แต่ตัวเลขนี้สะท้อนว่าภาคเหนือยังถูกทิ้งห่างในเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจอยู่มาก Northern Economic Corridor ที่สภาพัฒน์เขียนมานานยังทำได้ไม่ครบ ถ้า Climate tech market เกิดขึ้นจริงในภาคเหนือ มันไม่ใช่แค่แก้ฝุ่น มันยังยกระดับ GPP ของภาคด้วย
แต่ประเด็นที่ ววน. และดราม่าในข่าวนี้ยังไปไม่ถึงคือ "คนกับป่า"
การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นที่เผาไหม้ซ้ำซากระหว่างปี 2553-2562 พบว่า จากพื้นที่เผาไหม้ซ้ำซาก 9.7 ล้านไร่ เป็นพื้นที่ป่าถึง 65% และภาคเกษตร 32% แต่ปัญหาที่แท้จริงคือความไม่เข้าใจกันระหว่างชุมชนที่มีชีวิตอยู่ในป่ากับวิธีคิดแบบรัฐซึ่งใช้กฎหมายนำ มาตรการห้ามเผาที่ทำให้การเผาทั้งหมดเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ทั้งที่ธรรมชาติของป่าผลัดใบต้องมีไฟเป็นธรรมดา และชุมชนบนดอยบางส่วนจำเป็นต้องเผาเพื่อทำไร่หมุนเวียนเพื่อการยังชีพ
ผลคือมีการแอบเผา แอบจุดไฟ บางครั้งชาวบ้านอยากจุดแค่เฉพาะไร่ตัวเองก็จุดไม่ได้ ต้องออกไปจุดจากที่ไกลๆ ให้ลามมาถึงไร่ของตัวเอง ยิ่งทำให้เกิดไฟป่าได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่างที่ดีมีอยู่จริง เช่น ชุมชนบ้านยางเปียง อมก๋อย ดูแลป่าชุมชนกว่าหมื่นไร่ มีการทำแนวกันไฟและแบ่งหน้าที่ลาดตระเวน หมู่บ้านกะเหรี่ยงที่ดอยช้างป่าแป๋ ลำพูน ตั้งถังน้ำในเขตต้นน้ำต่อกับสปริงเกอร์ นี่คือนวัตกรรมชาวบ้านที่ทำอยู่แล้ว แต่ไม่มี ววน. เข้าไปต่อยอดอย่างจริงจัง
เรามีหน่วยงานบริหารจัดการพัฒนาที่สูงที่เน้นการเกษตรและจัดการต้นน้ำมาอย่างยาวนาน แต่ยังขาดแนวทางตอบรับการขยายตัวของเมืองในพื้นที่สูงที่ไร้ทิศทาง พื้นที่ราบเชียงใหม่-ลำพูนกำลังเต็มไปด้วยวงแหวนและเมืองบริวาร โจทย์ที่ ววน. ควรช่วยตอบคือทำอย่างไรให้ "คนอยู่ได้ ป่าอยู่ได้" โดยไม่ต้องเลือกข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง GISTDA มีข้อมูล hotspot, GISTDA มีดาวเทียม, มช. แม่โจ้ ราชมงคลล้านนา ราชภัฎเชียงใหม่ หรือ NARIT (ในเชียงใหม่) มีงานวิจัยเรื่องป่าชุมชน เทคโนโลยีเชิงวิศวกรรม ทำงานเชื่อมกันได้เลย ไม่ต้องรอ
ห้องปลอดฝุ่นมันแค่จุดเล็กๆ ในปัญหาที่ใหญ่กว่ามากครับ
ประเด็นที่ 3 | Deep Tech: 3 มิติที่ อว. ต้องคิดให้ครบ
มิติที่ 1: Deep tech ต้องคิดให้ใหญ่กว่าห้องปลอดฝุ่น ปัญหาเชียงใหม่มีทั้งฝุ่น น้ำท่วม และหนาว คนลำบากกับภาวะโลกร้อนแทบตลอดปี Deep tech for climate change ทำเป็นระบบได้เลย เอา TRL กลาง (ระดับ 4-6 ที่ผ่านการพิสูจน์ในแล็บแล้ว) มาดำเนินการผลักดันให้ เป็น TRL ปลาย ๆ น้ำได้จริง สั่งการให้ สกสว. ปรับแนวทุนเชิงมุ่งเป้าได้เลย
มิติที่ 2: Deep tech จะขึ้นหิ้งถ้า อว. ไม่ส่งเสริม deep tech startup ในภาคเหนือจริงๆ และไม่ดึง VC กับเอกชนรายใหญ่เข้ามาลงทุน ลองดูโมเดลเหอเฟย รัฐบาลท้องถิ่นสวมหมวกเป็นนักลงทุนร่วม บริหารกองทุนกว่า 30,000 ล้านดอลลาร์เพื่อเข้าถือหุ้นบริษัทเทคโนโลยีโดยตรง และมีสำนักงานเฉพาะเพื่อแปลงการค้นพบในแล็บให้กลายเป็นอุตสาหกรรม นักวิจัยมีช่องทางตรงถึงเจ้าหน้าที่ที่อนุมัติการใช้งานเชิงทดลองได้เลย ต้องให้ NIA, PMU-A, PMU-C มาสร้าง firm-based ecosystem ในภาคเหนือได้เลยตั้งแต่เดือนหน้า เพราะ deep tech startup ต้องใช้เวลา 3 ปีขึ้นไปกว่าจะใช้ได้จริง
มิติที่ 3: การสื่อสาร ววน. กับประชาชนต้องปรับ ให้คนในพื้นที่ไม่รู้ว่า ที่ผ่านมาก็แค่บินมาเยี่ยม มาดูงาน ถ่ายภาพ แล้วก็อ้างฟ้าอ้างฝน ไม่เห็นมีอะไรเป็นรูปธรรม อย่าให้ deep tech ที่คนรู้สึกว่าไกลตัว เป็นเรื่องของนักวิจัยสาย Nerd และเทคนิกศัพย์แสงไม่เข้าใจ อย่าให้ Deep Tech กลายเป็นแบบนั้นอีก ต้องทำให้คนในพื้นที่เห็นว่ามันแก้ปัญหาของพวกเราได้จริง
ผมเขียนทั้งหมดนี้ไม่ได้มีหน้าบ้านเปิดรับรถทัวร์นะครับ
อยากให้ ววน. แก้ปัญหาที่ซับซ้อนของ "พวกเรา คนเมือง คนดอย คนต่างอำเภอ" ได้จริงๆ
ปัญหาของเชียงใหม่มันใหญ่กว่าห้องปลอดฝุ่นมากครับ และ ววน. มีศักยภาพพอที่จะช่วยได้ ถ้าเลือกที่จะทำจริงๆ
คุณคิดว่า ววน. ควรเริ่มจากตรงไหนก่อน? แชร์กันมาหน่อยน่ะครับ ไม่เอา ดราม่ากองเชียร์ทุกสี