
ถาม Gemini
หัวข้อข่าวที่คุณถามชี้ให้เห็นถึงการถกเถียงที่กำลังเติบโตในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เมื่อมหาอำนาจโลกเปลี่ยนบทบาทจาก "ผู้ค้ำประกัน" ระเบียบระหว่างประเทศไปเป็นผู้เล่นที่ละเลยระเบียบนั้น ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกมักจะเปลี่ยนจากความร่วมมือไปเป็นการควบคุมและป้องกันความเสี่ยง
นี่คือการวิเคราะห์กลยุทธ์ที่ประเทศอื่นๆ กำลังใช้เพื่อจัดการกับเส้นทาง "อันธพาล" นี้:
1. การลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์ในภาคการเงิน
เพื่อป้องกันตนเองจากมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ ซึ่งหลายประเทศมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ "ใช้เป็นอาวุธ" ประเทศต่างๆ จึงกำลังกระจายเงินสำรองของตน
ระบบการชำระเงินทางเลือก: การขยายระบบต่างๆ เช่น BRICS Pay หรือ CIPS (Cross-Border Interbank Payment System) ของจีน มีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงเครือข่าย SWIFT
การค้าทวิภาคี: หลายประเทศหันมาใช้สกุลเงินท้องถิ่น (เช่น บาท หยวน หรือรูปี) ในการชำระเงินเพื่อลดความเสี่ยงจากนโยบายการเงินของสหรัฐฯ และความผันผวนของพันธบัตรกระทรวงการคลัง
2. ความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์และ "ลัทธิพันธมิตรขนาดเล็ก"
พันธมิตรดั้งเดิมกำลังแสวงหา "ความเป็นอิสระเชิงยุทธศาสตร์" มากขึ้น ซึ่งเป็นคำที่สหภาพยุโรปใช้เพื่ออธิบายถึงนโยบายต่างประเทศที่พึ่งพาวอชิงตันน้อยลง
กลุ่มพันธมิตรอำนาจระดับกลาง: ประเทศต่างๆ เช่น บราซิล อินเดีย และอินโดนีเซีย กำลังจัดตั้งกลุ่ม "ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง" ที่ปฏิเสธที่จะเลือกข้างใน "การแข่งขันมหาอำนาจ" ที่นำโดยสหรัฐฯ
ความมั่นคงระดับภูมิภาค: แทนที่จะพึ่งพาร่มเงาความมั่นคงของสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว ภูมิภาคต่างๆ กำลังเสริมสร้างข้อตกลงภายในเพื่อสร้างความมั่นคงหากสหรัฐฯ เปลี่ยนท่าทีหรือถอนตัว
3. เสริมสร้างระบบพหุภาคีโดยปราศจากสหรัฐอเมริกา
หากสหรัฐอเมริกายังคงหลีกเลี่ยงองค์การการค้าโลก (WTO) หรือเพิกเฉยต่อมติของสหประชาชาติ ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกมักจะหันมาพึ่งพาองค์กรเหล่านี้มากขึ้นเพื่อรักษาภาพลักษณ์ของ "ระบบที่มีกฎเกณฑ์"
ข้อตกลงการค้าขนาดใหญ่: ข้อตกลงต่างๆ เช่น RCEP (ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค) สร้างเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่กีดกันสหรัฐอเมริกาออกไป ซึ่งเป็นการกำหนด "กฎเกณฑ์" สำหรับศตวรรษที่ 21 โดยปราศจากการมีส่วนร่วมของอเมริกา
4. การป้องกันความเสี่ยงทางการทูต
หลายประเทศกำลังใช้ "กฎแห่งความไม่สมมาตร" โดยรักษาระดับการค้ากับสหรัฐฯ ในขณะเดียวกันก็สร้างความสัมพันธ์ด้านโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานอย่างลึกซึ้งกับคู่แข่ง (เช่น จีนหรืออิหร่าน) เพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะไม่ตกอยู่ใน "จุดคอขวด" หากสหรัฐฯ กระทำการใดๆ ที่คาดเดาไม่ได้
หมายเหตุ: คำว่า "รัฐอันธพาล" มักถูกนำมาใช้เมื่อการกระทำของประเทศนั้นๆ เช่น การถอนตัวจากข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศ การเพิกเฉยต่อกฎหมายทางทะเล หรือการใช้มาตรการคว่ำบาตรนอกอาณาเขต ขัดแย้งกับฉันทามติระหว่างประเทศที่มีอยู่
เตรียมยึดช่องแคบฮอร์มุซเป็นของสหรัฐจริง..
— แมวเกเร (@Unrulycat2511) March 28, 2026
"พวกเขาต้องเปิดช่องแคบทรัมป์แล้วล่ะ หมายถึงช่องแคบฮอร์มุซนั่นแหละ"
ข่าวก็จะบอกว่า "ทรัมป์พูดโดยไม่ได้ตั้งใจ"
"ไม่หรอก ไม่มีเรื่องบังเอิญกับผมหรอก มันไม่มี"pic.twitter.com/cX3SHLQ3Dw
It’s been a month since the US and Israel launched a war on Iran. Tehran says attacks have hit more than 200 cities, killing nearly 2,000 people in the country and damaging over 93,000 civilian buildings, including schools and hospitals.
— Al Jazeera English (@AJEnglish) March 28, 2026
Al Jazeera’s Julide Ayger explains. pic.twitter.com/XXp5jrNX2O
One month into the current Middle East conflict, we are seeing leaders threaten the rules-based legal order.
— Human Rights Watch (@hrw) March 28, 2026
As the conflict has spread and intensified, so too has the dangerous rhetoric by leaders on all sides, including open threats to commit war crimes.
Read more:… pic.twitter.com/MUpx67NZWz