
Yasmin Sattar BintiHamidkhan
Yesterday
·
การต่อต้านปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอล-สหรัฐฯในครั้งนี้ ไม่ใช่การตกหลุมพรางเพื่อ "เลือกข้าง" อิหร่าน พฤติกรรมของรัฐอิหร่านที่ผ่านมาโดยเฉพาะการแทรกแซงในซีเรียและการสนับสนุนเครือข่ายตัวแทนทั่วภูมิภาค สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ละเมิดบรรทัดฐานสากลและไม่อาจยอมรับได้เช่นกัน
แต่แก่นกลางของปัญหาที่เราต้องตระหนักคือ เราต้องไม่สร้างความชอบธรรม หรือทำให้การรุกรานครั้งนี้กลายเป็นเรื่องปกติ
การปล่อยให้มหาอำนาจเปิดฉากสงครามรุกรานใครก็ได้ตามอำเภอใจ โดยละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ (และก้าวล่วงแม้กระทั่งกฎหมายภายในประเทศของตนเอง) คือการทำลาย Rules-Based International Order อย่างสิ้นเชิง
หากเรายอมรับให้สิ่งนี้เกิดขึ้น โลกจะถูกผลักกลับไปสู่ สภาวะไร้ขื่อแปที่ยึดถือหลัก "ผู้แข็งแกร่งคือความถูกต้อง" (Might makes right) ซึ่งหมายความว่าในอนาคต รัฐเล็กหรือรัฐระดับกลางใดๆ ก็ตาม อาจตกเป็นเหยื่อของการถูกแทรกแซงและรุกรานเมื่อใดก็ได้ โดยไม่มีกฎหมายสากลใดๆ ปกป้องได้อีกต่อไป แบบที่กำลังเป็นอยู่ และหากเคสนี้สำเร็จก็จะมีที่อื่นๆ ต่อไป
Yasmin Sattar BintiHamidkhan
·
การต่อต้านปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอล-สหรัฐฯในครั้งนี้ ไม่ใช่การตกหลุมพรางเพื่อ "เลือกข้าง" อิหร่าน พฤติกรรมของรัฐอิหร่านที่ผ่านมาโดยเฉพาะการแทรกแซงในซีเรียและการสนับสนุนเครือข่ายตัวแทนทั่วภูมิภาค สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ละเมิดบรรทัดฐานสากลและไม่อาจยอมรับได้เช่นกัน
แต่แก่นกลางของปัญหาที่เราต้องตระหนักคือ เราต้องไม่สร้างความชอบธรรม หรือทำให้การรุกรานครั้งนี้กลายเป็นเรื่องปกติ
การปล่อยให้มหาอำนาจเปิดฉากสงครามรุกรานใครก็ได้ตามอำเภอใจ โดยละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ (และก้าวล่วงแม้กระทั่งกฎหมายภายในประเทศของตนเอง) คือการทำลาย Rules-Based International Order อย่างสิ้นเชิง
หากเรายอมรับให้สิ่งนี้เกิดขึ้น โลกจะถูกผลักกลับไปสู่ สภาวะไร้ขื่อแปที่ยึดถือหลัก "ผู้แข็งแกร่งคือความถูกต้อง" (Might makes right) ซึ่งหมายความว่าในอนาคต รัฐเล็กหรือรัฐระดับกลางใดๆ ก็ตาม อาจตกเป็นเหยื่อของการถูกแทรกแซงและรุกรานเมื่อใดก็ได้ โดยไม่มีกฎหมายสากลใดๆ ปกป้องได้อีกต่อไป แบบที่กำลังเป็นอยู่ และหากเคสนี้สำเร็จก็จะมีที่อื่นๆ ต่อไป
Yasmin Sattar BintiHamidkhan
16 hours ago
·
Note ข้อคิดเพิ่มเติมจากเท่าที่ตามสงครามสามวันที่ผ่านมา
ก้าวเข้าสู่วันที่สามของวิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง สถานการณ์ได้ยกระดับความรุนแรงข้ามเส้นแดงทางยุทธศาสตร์ไปแล้วอย่างสมบูรณ์ เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลตัดสินใจเปิดปฏิบัติการลอบสังหารผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณของอิหร่าน การสังหารผู้นำรัฐในบริบทที่ไม่มีการประกาศสงคราม ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและก้าวล่วงบรรทัดฐานแห่งกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง สิ่งนี้ตอกย้ำว่าระเบียบโลกที่อิงกฎกติกาได้พังทลายลง และโลกกำลังถูกผลักกลับคืนสู่สภาวะอนาธิปไตยที่อำนาจทางทหารคือเครื่องมือหลักของมหาอำนาจ
จุดยืนที่สำคัญยิ่งในการมองปรากฏการณ์นี้คือ การต่อต้านสงครามรุกรานไม่ได้มีความหมายเท่ากับการเลือกข้างหรือสร้างความชอบธรรมให้กับอิหร่าน สิ่งที่รัฐบาลอิหร่านเคยทำในซีเรียหรือการสนับสนุนเครือข่ายกองกำลังตัวแทนทั่วภูมิภาค ล้วนเป็นพฤติกรรมที่ไม่อาจยอมรับได้ แต่ประเด็นที่ใหญ่และอันตรายยิ่งกว่าคือ โลกต้องไม่ยอมรับให้การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและการใช้กำลังรุกรานเพื่อเปลี่ยนระบอบกลายเป็นเรื่องปกติ หากปล่อยให้มหาอำนาจกระทำการเช่นนี้ได้ตามอำเภอใจ ย่อมหมายความว่าในอนาคต รัฐอื่นๆ ก็อาจตกเป็นเหยื่อของการแทรกแซงโดยปราศจากกฎหมายสากลใดๆ มาคุ้มครอง
อิสราเอลและสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าพุ่งชนสารพัดกับดักที่ตนเองเป็นผู้สร้างขึ้น ภายใต้ข้ออ้างของการปลดแอกด้วยวิธีคิดแบบจักรวรรดินิยมใหม่ ประการแรกคือกับดักแห่งการเปลี่ยนระบอบ ที่มักมาพร้อมกับภาพลวงตาว่าการกำจัดผู้นำจะนำไปสู่การล่มสลายของรัฐปรปักษ์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่อิหร่านมีความแตกต่างจากอิรักหรือลิเบีย โดยเฉพาะในมิติของการลอบสังหารผู้นำสูงสุด ซึ่งไม่อาจเทียบเคียงได้กับการโค่นล้มประธานาธิบดีอย่างซัดดัม ฮุสเซน เพราะผู้นำของอิหร่านไม่ได้เป็นเพียงประมุขทางการเมือง แต่ดำรงสถานะเป็น "ผู้นำทางจิตวิญญาณ" ของชาวชีอะห์ทั่วโลก
ความโกรธแค้นจากการสูญเสียครั้งนี้จึงมีมวลอารมณ์ในระดับที่ต่างออกไป มันผูกโยงกับความศรัทธาและพร้อมที่จะลุกลามข้ามพรมแดนไปสู่ชุมชนชีอะห์ในประเทศอื่นๆ ดังที่เราเริ่มเห็นคลื่นการประท้วงต่อต้านลุกฮือขึ้นแล้วในปากีสถานและอิรัก ทว่าในเหรียญอีกด้าน ปรากฏการณ์นี้ก็ตอกย้ำความร้าวฉานที่ฝังลึกในภูมิภาค เมื่อเราได้เห็นภาพการเฉลิมฉลองด้วยความยินดีจากชุมชนที่เคยตกเป็นเหยื่อและถูกกระทำโดยเครือข่ายของอิหร่านในอดีต โดยเฉพาะในซีเรีย นอกจากนี้ สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านยังมีโครงสร้างสถาบันทางการเมืองที่ซับซ้อน การที่พวกเขาสามารถประกาศแต่งตั้งผู้นำสูงสุดชั่วคราวคนใหม่ได้แทบจะในทันที สะท้อนถึงความทนทานทางสถาบัน แม้สังคมจะแตกแยก แต่โครงสร้างอำนาจหลักยังคงทำงานและพร้อมทำสงครามยืดเยื้อ
พฤติกรรมแบบจักรวรรดินิยมใหม่นี้ ถูกสะท้อนออกมาผ่านเสียงของประชาชนชาวอิหร่าน ท่ามกลางวิกฤตชี้เป็นชี้ตาย พวกเขาตระหนักดีว่าตนเองติดกับดักอยู่ระหว่างสองโครงสร้างที่กำลังพังทลาย ด้านหนึ่งคือรัฐบาลที่ล้มเหลว บริหารงานผิดพลาด และกดขี่ปราบปรามจนประชาชนหมดศรัทธา แต่อีกด้านหนึ่ง พวกเขาก็หวาดกลัวการแทรกแซงจากชาติตะวันตกยิ่งกว่า บาดแผลจากอิรัก ลิเบีย และซีเรีย สอนให้รู้ว่าเสรีภาพในพจนานุกรมของมหาอำนาจ มักหมายถึงสุญญากาศทางอำนาจและกองเพลิง ทางเลือกที่ต่างชาติหยิบยื่นให้ไม่ใช่การปลดแอกแต่คือการล่มสลาย อิหร่านในวันนี้จึงเป็นเสมือนชาติที่ถูกจับเป็นตัวประกันโดยระบอบของตนเอง แต่ถูกตามหลอกหลอนด้วยชะตากรรมของประเทศเพื่อนบ้าน
ในขณะเดียวกัน ความพยายามทางการทูตได้พังทลายลง อิหร่านเลือกตอบโต้ด้วยการปะทะโดยตรงกับฐานที่มั่นทางทหารของสหรัฐฯ และอังกฤษที่ตั้งอยู่ในกลุ่มประเทศอาหรับ สิ่งนี้ทำลายสถานะพื้นที่ปลอดภัยของรัฐอาหรับอย่างสิ้นเชิง การที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประกาศเรียกทูตกลับและลดระดับความสัมพันธ์ สะท้อนความอึดอัดที่ดินแดนของตนถูกดึงเข้าไปเป็นสนามอารมณ์ในสงคราม
ตามหลักการแล้ว โลกควรจะต้องยืนหยัดร่วมกันเพื่อปฏิเสธวิธีการที่ป่าเถื่อนและละเมิดกติกาสากลเช่นนี้ แต่ภาพความเป็นจริงที่ย้อนแย้งและชวนตั้งคำถามอย่างยิ่งคือ เรากลับเห็นท่าทีสนับสนุนอิสราเอลและสหรัฐฯ อย่างแข็งขันจากชาติพันธมิตรตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษ คำถามสำคัญคือ ทำไมกลุ่มประเทศที่มักเชิดชูสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ จึงยอมหลับตาข้างหนึ่งและให้การสนับสนุนการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน? คำตอบอยู่ในกรอบคิดแบบสัจนิยมทางการเมือง สำหรับตะวันตกแล้ว อิหร่านเป็นภัยคุกคามเชิงโครงสร้างต่อความเป็นมหาอำนาจของพวกเขา อังกฤษและชาติตะวันตกจึงเลือกที่จะมองข้ามเรื่องความถูกต้องทางกฎหมาย และจัดลำดับความสำคัญให้กับผลประโยชน์แห่งชาติเป็นอันดับแรก พวกเขามองว่าปฏิบัติการของอิสราเอลคือความจำเป็น แม้ว่านั่นจะหมายถึงการต้องลงมือทำลายกติกาที่ตนเองเขียนขึ้นมากับมือก็ตาม
ขณะเดียวกันเราก็ยังไม่เห็นท่าทีที่ชัดเจนนอกจากการประกาศไม่เห็นด้วยต่อปฏิบัติการนี้ของสองชาติมหาอำนาจที่ถูกเชื่อกันว่าจะสนับสนุนอิหร่านไม่ว่าจะรัสเซียหรือจีน
เมื่อกติกาถูกฉีกทิ้ง ผลกระทบจึงลุกลามเป็นวงกว้าง ท้ายที่สุดแล้ว ทุกสงครามย่อมต้องเดินทางมาถึงจุดจบ และการลดระดับความรุนแรง (De-escalation) ย่อมต้องเกิดขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่คำถามที่น่ากังวลที่สุดคือ จะลดระดับกันรูปแบบไหน? และผลกระทบก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นจะขยายวงกว้างไปเพียงใด? ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ยากยิ่ง โอกาสที่จะเห็นการยุติความรุนแรงในระยะเวลาไม่กี่วันข้างหน้านี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย การลดระดับความรุนแรงอาจจะต้องอาศัยสภาวะชะงักงันที่สร้างความเจ็บปวดให้ทั้งสองฝ่ายจนทนไม่ไหว
หรืออีกทางหนึ่ง จุดเปลี่ยนอาจต้องอาศัย "ความกล้าหาญทางการเมือง" ของประชาคมโลกและภาคประชาสังคมที่จะลุกขึ้นมาต่อต้านความวิปลาสนี้อย่างจริงจัง ซึ่งเราเริ่มเห็นเค้าลางแล้วจากสังคมอเมริกันที่กำลังประท้วงต่อต้านสงครามครั้งนี้อย่างหนักหน่วง อย่าลืมว่าหนึ่งในนโยบายที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หาเสียงเข้ามาคือวาทกรรมสัญญาว่าจะไม่ดึงสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามในตะวันออกกลาง การกระทำที่ขัดแย้งกับสัญญานี้กำลังบ่อนทำลายฐานความนิยมของเขาเอง ในขณะเดียวกัน อิสราเอลก็กำลังเผชิญกับแรงเสียดทานอย่างหนัก ทั้งจากการถูกโจมตีกลับภายในประเทศที่สร้างความหวาดกลัวและกระตุ้นกระแสต่อต้านจากประชาชนตนเอง การต้องแบกรับภาระทำสงครามหลายแนวรบพร้อมกัน ทั้งในเลบานอน ปาเลสไตน์ และการปะทะกับอิหร่าน กำลังทำให้ขีดความสามารถตึงตัว ยิ่งไปกว่านั้น อิสราเอลกำลังสูญเสีย "ความชอบธรรมของชุดคำอธิบาย" บนเวทีโลกอย่างสิ้นเชิง เมื่อปรากฏชัดว่าเป้าหมายหลายแห่งในปฏิบัติการโจมตีอิหร่านกลับกลายเป็นผู้นำพลเรือน โรงเรียน หรือสถานพยาบาล ซึ่งละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง
ตัดภาพมาที่ฝั่งอิหร่าน แม้ในวันนี้โครงสร้างนำจะบอบช้ำและอ่อนกำลังลงจากการสูญเสียบุคลากรระดับสูงไปหลายคน แต่ท่าทีล่าสุดจากรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านที่ระบุว่า "ไม่ได้ปิดประตูเจรจา" ก็นับเป็นสัญญาณที่น่าจับตา ทว่ามีเงื่อนไขสำคัญคือ มันต้องเป็นการเจรจาที่จริงจังและเคารพกติกา ไม่ใช่การฉวยโอกาสอ้างการเจรจาบังหน้าแล้วลอบโจมตีลับหลังแบบที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ท่าทีนี้ก็ไม่ได้เหมือนกันทุกฝ่ายจากอิหร่าน เพราะยังเห็นจุดยืนที่แข็งกร้าวไม่เจรจาจากฝ่ายความมั่นคงในประเทศ
สิ่งที่ทุกคนปรารถนาที่สุดในสมการนี้ รวมถึงกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับและประชาคมโลก ไม่ใช่ชัยชนะที่แลกมาด้วยความพังทลาย แต่คือการหยุดยั้งไม่ให้ความรุนแรงขยายตัวไปมากกว่านี้ เพราะหายนะทางเศรษฐกิจ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานพลังงาน และการอัมพาตของการบินระหว่างประเทศ คือวิกฤตที่ไม่มีประเทศใดหนีพ้น
คำถามที่สำคัญที่สุดในสมรภูมินี้คือ ทั้งสองฝ่ายจะพร้อมลดทิฐิและกลับมาสู่วิถีทางการทูตได้หรือไม่? ท่ามกลางซากปรักหักพังของความไว้วางใจและระเบียบโลกที่กำลังลุกไหม้ เรายังคงอยากเชื่อและมองโลกในแง่ดีว่า "วิถีทางการทูตยังคงเป็นไปได้" แม้โอกาสนั้นจะริบหรี่เพียงใดก็ตาม
https://www.facebook.com/yasmin.sattar/posts/10164153052923881
·
Note ข้อคิดเพิ่มเติมจากเท่าที่ตามสงครามสามวันที่ผ่านมา
ก้าวเข้าสู่วันที่สามของวิกฤตการณ์ตะวันออกกลาง สถานการณ์ได้ยกระดับความรุนแรงข้ามเส้นแดงทางยุทธศาสตร์ไปแล้วอย่างสมบูรณ์ เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลตัดสินใจเปิดปฏิบัติการลอบสังหารผู้นำสูงสุดทางจิตวิญญาณของอิหร่าน การสังหารผู้นำรัฐในบริบทที่ไม่มีการประกาศสงคราม ถือเป็นการละเมิดอธิปไตยและก้าวล่วงบรรทัดฐานแห่งกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง สิ่งนี้ตอกย้ำว่าระเบียบโลกที่อิงกฎกติกาได้พังทลายลง และโลกกำลังถูกผลักกลับคืนสู่สภาวะอนาธิปไตยที่อำนาจทางทหารคือเครื่องมือหลักของมหาอำนาจ
จุดยืนที่สำคัญยิ่งในการมองปรากฏการณ์นี้คือ การต่อต้านสงครามรุกรานไม่ได้มีความหมายเท่ากับการเลือกข้างหรือสร้างความชอบธรรมให้กับอิหร่าน สิ่งที่รัฐบาลอิหร่านเคยทำในซีเรียหรือการสนับสนุนเครือข่ายกองกำลังตัวแทนทั่วภูมิภาค ล้วนเป็นพฤติกรรมที่ไม่อาจยอมรับได้ แต่ประเด็นที่ใหญ่และอันตรายยิ่งกว่าคือ โลกต้องไม่ยอมรับให้การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและการใช้กำลังรุกรานเพื่อเปลี่ยนระบอบกลายเป็นเรื่องปกติ หากปล่อยให้มหาอำนาจกระทำการเช่นนี้ได้ตามอำเภอใจ ย่อมหมายความว่าในอนาคต รัฐอื่นๆ ก็อาจตกเป็นเหยื่อของการแทรกแซงโดยปราศจากกฎหมายสากลใดๆ มาคุ้มครอง
อิสราเอลและสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าพุ่งชนสารพัดกับดักที่ตนเองเป็นผู้สร้างขึ้น ภายใต้ข้ออ้างของการปลดแอกด้วยวิธีคิดแบบจักรวรรดินิยมใหม่ ประการแรกคือกับดักแห่งการเปลี่ยนระบอบ ที่มักมาพร้อมกับภาพลวงตาว่าการกำจัดผู้นำจะนำไปสู่การล่มสลายของรัฐปรปักษ์ได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่อิหร่านมีความแตกต่างจากอิรักหรือลิเบีย โดยเฉพาะในมิติของการลอบสังหารผู้นำสูงสุด ซึ่งไม่อาจเทียบเคียงได้กับการโค่นล้มประธานาธิบดีอย่างซัดดัม ฮุสเซน เพราะผู้นำของอิหร่านไม่ได้เป็นเพียงประมุขทางการเมือง แต่ดำรงสถานะเป็น "ผู้นำทางจิตวิญญาณ" ของชาวชีอะห์ทั่วโลก
ความโกรธแค้นจากการสูญเสียครั้งนี้จึงมีมวลอารมณ์ในระดับที่ต่างออกไป มันผูกโยงกับความศรัทธาและพร้อมที่จะลุกลามข้ามพรมแดนไปสู่ชุมชนชีอะห์ในประเทศอื่นๆ ดังที่เราเริ่มเห็นคลื่นการประท้วงต่อต้านลุกฮือขึ้นแล้วในปากีสถานและอิรัก ทว่าในเหรียญอีกด้าน ปรากฏการณ์นี้ก็ตอกย้ำความร้าวฉานที่ฝังลึกในภูมิภาค เมื่อเราได้เห็นภาพการเฉลิมฉลองด้วยความยินดีจากชุมชนที่เคยตกเป็นเหยื่อและถูกกระทำโดยเครือข่ายของอิหร่านในอดีต โดยเฉพาะในซีเรีย นอกจากนี้ สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านยังมีโครงสร้างสถาบันทางการเมืองที่ซับซ้อน การที่พวกเขาสามารถประกาศแต่งตั้งผู้นำสูงสุดชั่วคราวคนใหม่ได้แทบจะในทันที สะท้อนถึงความทนทานทางสถาบัน แม้สังคมจะแตกแยก แต่โครงสร้างอำนาจหลักยังคงทำงานและพร้อมทำสงครามยืดเยื้อ
พฤติกรรมแบบจักรวรรดินิยมใหม่นี้ ถูกสะท้อนออกมาผ่านเสียงของประชาชนชาวอิหร่าน ท่ามกลางวิกฤตชี้เป็นชี้ตาย พวกเขาตระหนักดีว่าตนเองติดกับดักอยู่ระหว่างสองโครงสร้างที่กำลังพังทลาย ด้านหนึ่งคือรัฐบาลที่ล้มเหลว บริหารงานผิดพลาด และกดขี่ปราบปรามจนประชาชนหมดศรัทธา แต่อีกด้านหนึ่ง พวกเขาก็หวาดกลัวการแทรกแซงจากชาติตะวันตกยิ่งกว่า บาดแผลจากอิรัก ลิเบีย และซีเรีย สอนให้รู้ว่าเสรีภาพในพจนานุกรมของมหาอำนาจ มักหมายถึงสุญญากาศทางอำนาจและกองเพลิง ทางเลือกที่ต่างชาติหยิบยื่นให้ไม่ใช่การปลดแอกแต่คือการล่มสลาย อิหร่านในวันนี้จึงเป็นเสมือนชาติที่ถูกจับเป็นตัวประกันโดยระบอบของตนเอง แต่ถูกตามหลอกหลอนด้วยชะตากรรมของประเทศเพื่อนบ้าน
ในขณะเดียวกัน ความพยายามทางการทูตได้พังทลายลง อิหร่านเลือกตอบโต้ด้วยการปะทะโดยตรงกับฐานที่มั่นทางทหารของสหรัฐฯ และอังกฤษที่ตั้งอยู่ในกลุ่มประเทศอาหรับ สิ่งนี้ทำลายสถานะพื้นที่ปลอดภัยของรัฐอาหรับอย่างสิ้นเชิง การที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ประกาศเรียกทูตกลับและลดระดับความสัมพันธ์ สะท้อนความอึดอัดที่ดินแดนของตนถูกดึงเข้าไปเป็นสนามอารมณ์ในสงคราม
ตามหลักการแล้ว โลกควรจะต้องยืนหยัดร่วมกันเพื่อปฏิเสธวิธีการที่ป่าเถื่อนและละเมิดกติกาสากลเช่นนี้ แต่ภาพความเป็นจริงที่ย้อนแย้งและชวนตั้งคำถามอย่างยิ่งคือ เรากลับเห็นท่าทีสนับสนุนอิสราเอลและสหรัฐฯ อย่างแข็งขันจากชาติพันธมิตรตะวันตก โดยเฉพาะอังกฤษ คำถามสำคัญคือ ทำไมกลุ่มประเทศที่มักเชิดชูสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ จึงยอมหลับตาข้างหนึ่งและให้การสนับสนุนการกระทำที่ผิดกฎหมายอย่างชัดเจน? คำตอบอยู่ในกรอบคิดแบบสัจนิยมทางการเมือง สำหรับตะวันตกแล้ว อิหร่านเป็นภัยคุกคามเชิงโครงสร้างต่อความเป็นมหาอำนาจของพวกเขา อังกฤษและชาติตะวันตกจึงเลือกที่จะมองข้ามเรื่องความถูกต้องทางกฎหมาย และจัดลำดับความสำคัญให้กับผลประโยชน์แห่งชาติเป็นอันดับแรก พวกเขามองว่าปฏิบัติการของอิสราเอลคือความจำเป็น แม้ว่านั่นจะหมายถึงการต้องลงมือทำลายกติกาที่ตนเองเขียนขึ้นมากับมือก็ตาม
ขณะเดียวกันเราก็ยังไม่เห็นท่าทีที่ชัดเจนนอกจากการประกาศไม่เห็นด้วยต่อปฏิบัติการนี้ของสองชาติมหาอำนาจที่ถูกเชื่อกันว่าจะสนับสนุนอิหร่านไม่ว่าจะรัสเซียหรือจีน
เมื่อกติกาถูกฉีกทิ้ง ผลกระทบจึงลุกลามเป็นวงกว้าง ท้ายที่สุดแล้ว ทุกสงครามย่อมต้องเดินทางมาถึงจุดจบ และการลดระดับความรุนแรง (De-escalation) ย่อมต้องเกิดขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่คำถามที่น่ากังวลที่สุดคือ จะลดระดับกันรูปแบบไหน? และผลกระทบก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นจะขยายวงกว้างไปเพียงใด? ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดการณ์ได้ยากยิ่ง โอกาสที่จะเห็นการยุติความรุนแรงในระยะเวลาไม่กี่วันข้างหน้านี้แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย การลดระดับความรุนแรงอาจจะต้องอาศัยสภาวะชะงักงันที่สร้างความเจ็บปวดให้ทั้งสองฝ่ายจนทนไม่ไหว
หรืออีกทางหนึ่ง จุดเปลี่ยนอาจต้องอาศัย "ความกล้าหาญทางการเมือง" ของประชาคมโลกและภาคประชาสังคมที่จะลุกขึ้นมาต่อต้านความวิปลาสนี้อย่างจริงจัง ซึ่งเราเริ่มเห็นเค้าลางแล้วจากสังคมอเมริกันที่กำลังประท้วงต่อต้านสงครามครั้งนี้อย่างหนักหน่วง อย่าลืมว่าหนึ่งในนโยบายที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หาเสียงเข้ามาคือวาทกรรมสัญญาว่าจะไม่ดึงสหรัฐฯ เข้าสู่สงครามในตะวันออกกลาง การกระทำที่ขัดแย้งกับสัญญานี้กำลังบ่อนทำลายฐานความนิยมของเขาเอง ในขณะเดียวกัน อิสราเอลก็กำลังเผชิญกับแรงเสียดทานอย่างหนัก ทั้งจากการถูกโจมตีกลับภายในประเทศที่สร้างความหวาดกลัวและกระตุ้นกระแสต่อต้านจากประชาชนตนเอง การต้องแบกรับภาระทำสงครามหลายแนวรบพร้อมกัน ทั้งในเลบานอน ปาเลสไตน์ และการปะทะกับอิหร่าน กำลังทำให้ขีดความสามารถตึงตัว ยิ่งไปกว่านั้น อิสราเอลกำลังสูญเสีย "ความชอบธรรมของชุดคำอธิบาย" บนเวทีโลกอย่างสิ้นเชิง เมื่อปรากฏชัดว่าเป้าหมายหลายแห่งในปฏิบัติการโจมตีอิหร่านกลับกลายเป็นผู้นำพลเรือน โรงเรียน หรือสถานพยาบาล ซึ่งละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง
ตัดภาพมาที่ฝั่งอิหร่าน แม้ในวันนี้โครงสร้างนำจะบอบช้ำและอ่อนกำลังลงจากการสูญเสียบุคลากรระดับสูงไปหลายคน แต่ท่าทีล่าสุดจากรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านที่ระบุว่า "ไม่ได้ปิดประตูเจรจา" ก็นับเป็นสัญญาณที่น่าจับตา ทว่ามีเงื่อนไขสำคัญคือ มันต้องเป็นการเจรจาที่จริงจังและเคารพกติกา ไม่ใช่การฉวยโอกาสอ้างการเจรจาบังหน้าแล้วลอบโจมตีลับหลังแบบที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ท่าทีนี้ก็ไม่ได้เหมือนกันทุกฝ่ายจากอิหร่าน เพราะยังเห็นจุดยืนที่แข็งกร้าวไม่เจรจาจากฝ่ายความมั่นคงในประเทศ
สิ่งที่ทุกคนปรารถนาที่สุดในสมการนี้ รวมถึงกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับและประชาคมโลก ไม่ใช่ชัยชนะที่แลกมาด้วยความพังทลาย แต่คือการหยุดยั้งไม่ให้ความรุนแรงขยายตัวไปมากกว่านี้ เพราะหายนะทางเศรษฐกิจ การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานพลังงาน และการอัมพาตของการบินระหว่างประเทศ คือวิกฤตที่ไม่มีประเทศใดหนีพ้น
คำถามที่สำคัญที่สุดในสมรภูมินี้คือ ทั้งสองฝ่ายจะพร้อมลดทิฐิและกลับมาสู่วิถีทางการทูตได้หรือไม่? ท่ามกลางซากปรักหักพังของความไว้วางใจและระเบียบโลกที่กำลังลุกไหม้ เรายังคงอยากเชื่อและมองโลกในแง่ดีว่า "วิถีทางการทูตยังคงเป็นไปได้" แม้โอกาสนั้นจะริบหรี่เพียงใดก็ตาม
https://www.facebook.com/yasmin.sattar/posts/10164153052923881