
https://www.facebook.com/suchart.sawadsri/posts/4530195893923553
Suchart Sawadsri
17 hours ago
·
9 มีนาคม วันเกิด ป๋วย อึ๊งภากรณ์
------
ปฎิทินแห่งความรื่นรมย์ :
ชีวิตทางวัฒนธรรมของ ป๋วย อึ๊งภากรณ์
ปาฐกถา "100 ปี ป๋วย อึ๊งภากรณ์"
โดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี
บทส่งท้าย
-- ผมอยากขอปิดท้ายด้วยภาพถ่ายอีกภาพหนึ่ง เมื่อผมเห็นครั้งใดก็ให้รู้สึกสะเทือนใจและอดคิดไปถึงเรื่องราวในสังคมไทยที่ผ่านมาไม่ได้ ภาพที่ว่านี้คือภาพ “อาจารย์ป๋วย” กับ “อาจารย์ปรีดี” นั่งกันอยู่เงียบๆบนม้านั่งเหงาๆที่เหมือนจะโดดเดี่ยว ไม่แน่ใจว่าม้านั่งที่เห็นในภาพถ่ายตัวนี้อยู่ที่อังกฤษ หรือที่ฝรั่งเศส ไม่มีใครทราบว่า ในชั่วขณะที่คนทั้งสองมานั่งอยู่บนม้านั่งตัวเดียวกันนั้น ท่านทั้งสองกำลังคิดอะไรในใจ คนหนึ่งเป็นอาจารย์ คนหนึ่งเป็นศิษย์ ทั้งศิษย์และอาจารย์ต่างก็มีความใฝ่ฝันแสนงาม หวังอยากเห็นแผ่นดินบ้านเกิดมีความสุขสมบูรณ์ มีเสรีภาพ มีประชาธิปไตย มีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ มีความงอกงามทางความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาก้าวไกลอย่างทัดเทียมไปพร้อมๆกับอารยประเทศทั้งหลาย ทั้งอาจารย์และศิษย์ที่นั่งอยู่ด้วยกันบนม้านั่งตัวนี้ ดูแล้วก็เหมือนเป็นครึ่งหนึ่งของกันและกัน มีอุดมคติและอุดมการณ์ที่ใกล้เคียงกัน กล่าวคือต้องการสร้างดุลยภาพและภราดรภาพให้กับ “บ้านเกิดเมืองนอน”ของตน แต่แล้ววิบากกรรมอันเกิดจากความโง่เขลาเบาปัญญาของกลุ่มคนไร้สติบางกลุ่ม ได้ทำให้คนทั้งสองต้องไปตายในบ้านเมืองของคนอื่น
เกิดอะไรขึ้น ทำไมโชคชะตาจึงเล่นตลกเช่นนั้น หรือว่าไม่ใช่เรื่องโชคชะตา แต่เป็นเรื่องที่คนทั้งสอง “รักในสัจจะ” อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ดังนั้นท่านจึงต้องพบกับเรื่องที่ต้องปวดร้าว บทเรียนจากประวัติศาสตร์คงจะเล่าความเป็นมาในหลายสิ่งหลายอย่างให้ทราบได้ ไม่ในชั่วคนรุ่นนี้ก็คงจะต้องเป็นในชั่วคนรุ่นต่อไป เอาเฉพาะ "เหตุการณ์ 6 ตุลา 19” ปีหน้าก็จะครบวาระ “40 ปี 6 ตุลา” แล้ว 40 ปีผ่านไป มีอะไรเกิดขึ้นกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ใครจะตอบบ้างอย่างตรงไปตรงมา บรรดาศิษย์ทุกรุ่นทั้งเก่าและใหม่มีความเข้าใจใน “จิตวิญญาณแห่งความเป็นป๋วย อึ๊งภากรณ์” มากน้อยแค่ไหน หรือเห็นเป็นเพียงแค่ชื่ออีกชื่อหนึ่งที่ไม่มีความหมายอะไร ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
ครั้งหนึ่ง ภายหลัง "เหตุการณ์ 14 ตุลา 16” อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์เคยพูดไว้ว่า “ธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกกระเบียดนิ้ว” ซึ่งเป็นความจริง ธรรมศาสตร์เมื่อครั้ง “14 ตุลา” นั้นเป็นเหมือน “พื้นที่ปลดปล่อย” ที่ให้บรรดากรรมกร-ชาวนา ได้เข้ามาปรับทุกข์ผูกมิตรกับนักศึกษา-ปัญญาชน และก็เพราะเหตุการณ์นี้เองที่ทำให้ผมได้พบสาวโรงงานคนหนึ่งในเวลาช่วงเดียวกัน แต่ทว่าในปัจจุบันนี้ ถามจริงๆเถอะ ธรรมศาสตร์ยังเป็นธรรมศาสตร์เช่นนั้นหรือเปล่า ทำไมธรรมศาสตร์ต้องรื้อฟื้นเอา"ระบบโซตัส"มาให้ความสำคัญ ธรรมศาสตร์ไม่เคยมีระบบนี้ ธรรมศาสตร์เคยเป็นแต่ “ตลาดวิชา” และ “พื้นที่แห่งภราดรภาพนิยม” ตามอุดมการณ์เริ่มต้นที่มาจากความคิดของผู้ก่อตั้ง "มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง" คือท่านผู้ประสาสน์การคนแรก - นายปรีดี พนมยงค์ ธรรมศาสตร์ในเชิงสัญลักษณ์จึงเป็นเหมือน "เขตปลดปล่อยแห่งเสรีภาพ" มาแต่ดั้งเดิม ธรรมศาตร์คือภราดรภาพนิยม ธรรมศาสตร์ชิงชังเผด็จการทุกรูปแบบเนื้อหา ธรรมศาสตร์ไม่ใช่ค่ายทหาร
ผมไม่ขอโทษหน้าไหนทั้งนั้นที่พูดเช่นนี้ เพราะทุกวันนี้ไม่ว่ามหาวิทยาลัยในชื่อไหนก็ตาม ทำไมมันจึงคล้ายเป็น “คุกจำลองขนาดใหญ่” ที่เหมือนๆกันไปหมด คือแทบไม่มีบรรยากาศของคำว่า Academic Freedom หรือเสรีภาพทางวิชาการ อันเป็นอุดมคติสูงสุดของมหาวิทยาลัย อาจารย์ป๋วยเองก็เคยกล่าวไว้เช่นนั้น และผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า ธรรมศาสตร์จะ “ปลดปล่อยตัวเอง” ได้สำเร็จเมื่อไร เพื่อนพ้องน้องพี่คนไหนจะตอบเรื่องนี้ให้ “อาจารย์ปรีดี” และ “อาจารย์ป๋วย” ทราบอย่างเป็นรูปธรรมบ้าง
ภาพถ่ายบนม้านั่งเหงาๆของทั้งศิษย์และอาจารย์ภาพนี้ คือบทเพลงแห่งความเงียบ ความหวัง และความล้มเหลวของทั้งอาจารย์และศิษย์ และสิ่งที่คนทั้งสองล้มเหลว ก็คือความล้มเหลวของเราทุกคนในประเทศนี้ด้วย ไม่ว่าสิ่งนั้นจะหมายถึงเสรีภาพ ประชาธิปไตย ศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ ความยุติธรรม ความเป็นพี่น้อง การมีส่วนร่วมในความหลากหลายทางความคิดที่ก้าวหน้า ความยุติธรรม และความเป็นธรรมในสังคม ที่ต้องมีทั้งดุลยภาพ สมรรถภาพ และ “ความรับผิดชอบทางจริยธรรม” [ คำของอาจารย์ป๋วย ]
และนี่คือความหวัง และความฝัน ครั้งสุดท้าย ของคนทั้งสอง
ดังที่เล่ามา ผมได้พบอาจารย์ป๋วยในช่วงก่อนหน้าเกิดเหตุการณ์ “6 ตุลา 19” ไม่กี่เดือน หลังจากเสร็จการประชุมร่วมกันครั้งหนึ่ง ท่านได้ขับรถคันเก่าๆของท่านมาส่งผมครึ่งทางที่สะพานควาย เพราะเห็นว่ากลับบ้านทางเดียวกัน หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้พบกันอีก เมื่อเหตุการณ์สะเทือนขวัญเลือดนองแผ่นดินผ่านไป ผมเข้าใจว่าท่านเองคงรู้สึกบอกไม่ถูกกับสังคมไทยที่สวิงกลับไปหา “ขวาจัด” ที่ “โง่ๆ บ้าๆ” อย่างไร้สาระมากขึ้นเรื่อยๆ [ แม้กระทั่งในปัจจุบันนี้ ] เมื่อท่านกลับมาเยี่ยมเมืองไทย 2 หรือ 3 ครั้ง ท่านพูดไม่ได้แล้ว ผมรู้สึกสะเทือนใจเกินกว่าที่จะเข้าไปพบท่าน ผมมองดูท่านอยู่ห่างๆ แต่ก็ไม่ได้ร้องไห้ และก็ไม่ได้เขียนบทกวีให้ท่านเหมือนเช่นใครต่อใครอีกหลายคนที่ต่อมาขึ้นไป ”เป่านกหวีด” อยู่บนเวที กปปส. และเวทีพันธมิตรฯ และต่อมามีบางคนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการทำรัฐประหารของ คสช.ในปัจจุบัน
ในวาระ 100 ปีชาตกาลของอาจารย์ป๋วยที่ใกล้จะมาถึงในปีหน้า สิ่งที่ท่านต้องต้องการ ผมว่าไม่น่าจะใช่การสร้างอนุสาวรีย์ให้นกมาขี้รด หรือให้นักศึกษาเอาธูปมาปัก สิ่งที่ท่านต้องการคืออะไร สิ่งที่ต้องการคือสัจจะ – ความจริง ความงาม ความหวัง และความรื่นรมย์
สิ่งที่อาจารย์ป๋วยต้องการคือท่านอยากให้เราพูดถึงความล้มเหลวของท่านในสังคมนี้ เพราะความล้มเหลวของท่านก็เหมือนความล้มเหลวของเราทุกคนในปัจจุบันด้วย
ความรื่นรมย์ของอาจารย์ป๋วย [ ถ้าจะมีในทางโครงสร้าง ] ก็คือความหวังที่ต้องการเห็นบ้านเมืองก้าวไปข้างหน้าอย่างมีเสรีภาพ ประชาธิปไตย และมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ ท่านยํ้านักยํ้าหนาหลายครั้งหลายหนในวามเป็นอิสรชน และมนุษยชน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นความรื่นรมย์ครั้งแรก หรือครั้งสุดท้าย มันก็ย่อมต้องมีความหวังเสมอ สำหรับเราทุกคนที่ยังเชื่อมั่นและเข้าใจในจิตวิญญาณของคนชื่อ "ปรีดี" และ "ป๋วย"
สำหรับอาจารย์ป๋วย ความหวังของท่านก็คือ ท่านต้องการเห็นแผ่นดินเกิดมีความงอกงามสมบูรณ์ บ้านเมืองมีขื่อมีแป ราษฎรทุกระดับ ทุกพื้นที่มีส่วนร่วมอย่างเสมอหน้า ไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไรก็ตาม
โดยสรุปก็คืออาจารย์ป๋วยไม่ต้องการการปกครองแบบ “คณาธิปไตย” ท่านเห็นว่าการทำรัฐประหารเป็นหนทางแห่งหายนะ และ “ประชาธิป
ไตยที่สมบูรณ์” ( คำของนายปรีดี พนมยงค์ ) อันหมายถึงโครงสร้างทั้ง 4 เสา – การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม มันจักต้องมีความสมบูรณ์ไปพร้อมกัน และทัดเทียมกัน
“ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์” คือทางออกทางเดียวเท่านั้น แต่บัดนี้ท่านเองก็ไม่รู้เสียแล้วว่า มีลูกศิษย์ลูกหาของท่านหลายคนเปลี่ยนไปในแบบนาฬิกาที่หมุนเข็มย้อนกลับ
ความหวังของอาจารย์ป๋วยคืออะไร คือ “สันติประชาธรรม” และท่านเคยบอกว่าอยากจะใช้คำนี้แทนคำว่า “ประชาธิปไตย” ด้วยซ้ำ
ความหวังของอาจารย์ป๋วย คืออะไร คือ “ความจริงและความงาม” ส่วนความดีนั้นจะตามมาเอง เมื่อใครก็ตามมีสองอย่างที่มาก่อนหน้า
ความหวังของอาจารย์ป๋วย คืออะไร คือ “สังคมเปิดที่มีเสรีภาพ” สังคมเปิดที่เป็นทั้ง "วิถี" และมี วิธีปฏิบัติ ที่พร้อมจะก้าวไปข้างหน้า ไม่หน้าไหว้หลังหลอก
ความหวังของอาจารย์ป๋วย คืออะไร คือการออกไปให้พ้นจาก “อำนาจนิยม” ทั้งความคิดแบบ “ขวาจัด” และ “ซ้ายจัด” โดยมีกติกาของคำว่า "ประชาธิปไตยสมบูรณ์” ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม มาเป็นตัวกำหนดโครงสร้างของการก้าวไปข้างหน้าอย่างเสมอบ่าเสมอไหล่กับอารยะประเทศ
ภาพถ่ายบนม้านั่งของศิษย์และอาจารย์ที่มาพบกันในครั้งนั้น มันให้ความเย็นยะเยือกเข้าไปถึงหัวใจของผม เพราะมันเป็นเหมือนความหวัง และความกลัวของสังคมไทยในปัจจุบัน ที่ก็ยังไม่รู้ความชัดเจนแน่นอนว่าจะตกนรก หรือขึ้นสวรรค์
ถ้าเราทุกคนรักอาจารย์ป๋วยจริง ก็จงรักอย่าง “คนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา” ไม่ใช่รักแบบเห็นอาจารย์ป๋วยเป็นเทวดา
------------
บางตอนจากปาฐกถา " 100 ปี ชาตกาล ป๋วย อึ๊งภากรณ์ "
ห้องประชุมชั้น 5 คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
19 ตุลาคม พ.ศ.2550
·
9 มีนาคม วันเกิด ป๋วย อึ๊งภากรณ์
------
ปฎิทินแห่งความรื่นรมย์ :
ชีวิตทางวัฒนธรรมของ ป๋วย อึ๊งภากรณ์
ปาฐกถา "100 ปี ป๋วย อึ๊งภากรณ์"
โดย สุชาติ สวัสดิ์ศรี
บทส่งท้าย
-- ผมอยากขอปิดท้ายด้วยภาพถ่ายอีกภาพหนึ่ง เมื่อผมเห็นครั้งใดก็ให้รู้สึกสะเทือนใจและอดคิดไปถึงเรื่องราวในสังคมไทยที่ผ่านมาไม่ได้ ภาพที่ว่านี้คือภาพ “อาจารย์ป๋วย” กับ “อาจารย์ปรีดี” นั่งกันอยู่เงียบๆบนม้านั่งเหงาๆที่เหมือนจะโดดเดี่ยว ไม่แน่ใจว่าม้านั่งที่เห็นในภาพถ่ายตัวนี้อยู่ที่อังกฤษ หรือที่ฝรั่งเศส ไม่มีใครทราบว่า ในชั่วขณะที่คนทั้งสองมานั่งอยู่บนม้านั่งตัวเดียวกันนั้น ท่านทั้งสองกำลังคิดอะไรในใจ คนหนึ่งเป็นอาจารย์ คนหนึ่งเป็นศิษย์ ทั้งศิษย์และอาจารย์ต่างก็มีความใฝ่ฝันแสนงาม หวังอยากเห็นแผ่นดินบ้านเกิดมีความสุขสมบูรณ์ มีเสรีภาพ มีประชาธิปไตย มีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ มีความงอกงามทางความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาก้าวไกลอย่างทัดเทียมไปพร้อมๆกับอารยประเทศทั้งหลาย ทั้งอาจารย์และศิษย์ที่นั่งอยู่ด้วยกันบนม้านั่งตัวนี้ ดูแล้วก็เหมือนเป็นครึ่งหนึ่งของกันและกัน มีอุดมคติและอุดมการณ์ที่ใกล้เคียงกัน กล่าวคือต้องการสร้างดุลยภาพและภราดรภาพให้กับ “บ้านเกิดเมืองนอน”ของตน แต่แล้ววิบากกรรมอันเกิดจากความโง่เขลาเบาปัญญาของกลุ่มคนไร้สติบางกลุ่ม ได้ทำให้คนทั้งสองต้องไปตายในบ้านเมืองของคนอื่น
เกิดอะไรขึ้น ทำไมโชคชะตาจึงเล่นตลกเช่นนั้น หรือว่าไม่ใช่เรื่องโชคชะตา แต่เป็นเรื่องที่คนทั้งสอง “รักในสัจจะ” อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ดังนั้นท่านจึงต้องพบกับเรื่องที่ต้องปวดร้าว บทเรียนจากประวัติศาสตร์คงจะเล่าความเป็นมาในหลายสิ่งหลายอย่างให้ทราบได้ ไม่ในชั่วคนรุ่นนี้ก็คงจะต้องเป็นในชั่วคนรุ่นต่อไป เอาเฉพาะ "เหตุการณ์ 6 ตุลา 19” ปีหน้าก็จะครบวาระ “40 ปี 6 ตุลา” แล้ว 40 ปีผ่านไป มีอะไรเกิดขึ้นกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ใครจะตอบบ้างอย่างตรงไปตรงมา บรรดาศิษย์ทุกรุ่นทั้งเก่าและใหม่มีความเข้าใจใน “จิตวิญญาณแห่งความเป็นป๋วย อึ๊งภากรณ์” มากน้อยแค่ไหน หรือเห็นเป็นเพียงแค่ชื่ออีกชื่อหนึ่งที่ไม่มีความหมายอะไร ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
ครั้งหนึ่ง ภายหลัง "เหตุการณ์ 14 ตุลา 16” อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์เคยพูดไว้ว่า “ธรรมศาสตร์มีเสรีภาพทุกกระเบียดนิ้ว” ซึ่งเป็นความจริง ธรรมศาสตร์เมื่อครั้ง “14 ตุลา” นั้นเป็นเหมือน “พื้นที่ปลดปล่อย” ที่ให้บรรดากรรมกร-ชาวนา ได้เข้ามาปรับทุกข์ผูกมิตรกับนักศึกษา-ปัญญาชน และก็เพราะเหตุการณ์นี้เองที่ทำให้ผมได้พบสาวโรงงานคนหนึ่งในเวลาช่วงเดียวกัน แต่ทว่าในปัจจุบันนี้ ถามจริงๆเถอะ ธรรมศาสตร์ยังเป็นธรรมศาสตร์เช่นนั้นหรือเปล่า ทำไมธรรมศาสตร์ต้องรื้อฟื้นเอา"ระบบโซตัส"มาให้ความสำคัญ ธรรมศาสตร์ไม่เคยมีระบบนี้ ธรรมศาสตร์เคยเป็นแต่ “ตลาดวิชา” และ “พื้นที่แห่งภราดรภาพนิยม” ตามอุดมการณ์เริ่มต้นที่มาจากความคิดของผู้ก่อตั้ง "มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง" คือท่านผู้ประสาสน์การคนแรก - นายปรีดี พนมยงค์ ธรรมศาสตร์ในเชิงสัญลักษณ์จึงเป็นเหมือน "เขตปลดปล่อยแห่งเสรีภาพ" มาแต่ดั้งเดิม ธรรมศาตร์คือภราดรภาพนิยม ธรรมศาสตร์ชิงชังเผด็จการทุกรูปแบบเนื้อหา ธรรมศาสตร์ไม่ใช่ค่ายทหาร
ผมไม่ขอโทษหน้าไหนทั้งนั้นที่พูดเช่นนี้ เพราะทุกวันนี้ไม่ว่ามหาวิทยาลัยในชื่อไหนก็ตาม ทำไมมันจึงคล้ายเป็น “คุกจำลองขนาดใหญ่” ที่เหมือนๆกันไปหมด คือแทบไม่มีบรรยากาศของคำว่า Academic Freedom หรือเสรีภาพทางวิชาการ อันเป็นอุดมคติสูงสุดของมหาวิทยาลัย อาจารย์ป๋วยเองก็เคยกล่าวไว้เช่นนั้น และผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า ธรรมศาสตร์จะ “ปลดปล่อยตัวเอง” ได้สำเร็จเมื่อไร เพื่อนพ้องน้องพี่คนไหนจะตอบเรื่องนี้ให้ “อาจารย์ปรีดี” และ “อาจารย์ป๋วย” ทราบอย่างเป็นรูปธรรมบ้าง
ภาพถ่ายบนม้านั่งเหงาๆของทั้งศิษย์และอาจารย์ภาพนี้ คือบทเพลงแห่งความเงียบ ความหวัง และความล้มเหลวของทั้งอาจารย์และศิษย์ และสิ่งที่คนทั้งสองล้มเหลว ก็คือความล้มเหลวของเราทุกคนในประเทศนี้ด้วย ไม่ว่าสิ่งนั้นจะหมายถึงเสรีภาพ ประชาธิปไตย ศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ ความยุติธรรม ความเป็นพี่น้อง การมีส่วนร่วมในความหลากหลายทางความคิดที่ก้าวหน้า ความยุติธรรม และความเป็นธรรมในสังคม ที่ต้องมีทั้งดุลยภาพ สมรรถภาพ และ “ความรับผิดชอบทางจริยธรรม” [ คำของอาจารย์ป๋วย ]
และนี่คือความหวัง และความฝัน ครั้งสุดท้าย ของคนทั้งสอง
ดังที่เล่ามา ผมได้พบอาจารย์ป๋วยในช่วงก่อนหน้าเกิดเหตุการณ์ “6 ตุลา 19” ไม่กี่เดือน หลังจากเสร็จการประชุมร่วมกันครั้งหนึ่ง ท่านได้ขับรถคันเก่าๆของท่านมาส่งผมครึ่งทางที่สะพานควาย เพราะเห็นว่ากลับบ้านทางเดียวกัน หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้พบกันอีก เมื่อเหตุการณ์สะเทือนขวัญเลือดนองแผ่นดินผ่านไป ผมเข้าใจว่าท่านเองคงรู้สึกบอกไม่ถูกกับสังคมไทยที่สวิงกลับไปหา “ขวาจัด” ที่ “โง่ๆ บ้าๆ” อย่างไร้สาระมากขึ้นเรื่อยๆ [ แม้กระทั่งในปัจจุบันนี้ ] เมื่อท่านกลับมาเยี่ยมเมืองไทย 2 หรือ 3 ครั้ง ท่านพูดไม่ได้แล้ว ผมรู้สึกสะเทือนใจเกินกว่าที่จะเข้าไปพบท่าน ผมมองดูท่านอยู่ห่างๆ แต่ก็ไม่ได้ร้องไห้ และก็ไม่ได้เขียนบทกวีให้ท่านเหมือนเช่นใครต่อใครอีกหลายคนที่ต่อมาขึ้นไป ”เป่านกหวีด” อยู่บนเวที กปปส. และเวทีพันธมิตรฯ และต่อมามีบางคนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในการทำรัฐประหารของ คสช.ในปัจจุบัน
ในวาระ 100 ปีชาตกาลของอาจารย์ป๋วยที่ใกล้จะมาถึงในปีหน้า สิ่งที่ท่านต้องต้องการ ผมว่าไม่น่าจะใช่การสร้างอนุสาวรีย์ให้นกมาขี้รด หรือให้นักศึกษาเอาธูปมาปัก สิ่งที่ท่านต้องการคืออะไร สิ่งที่ต้องการคือสัจจะ – ความจริง ความงาม ความหวัง และความรื่นรมย์
สิ่งที่อาจารย์ป๋วยต้องการคือท่านอยากให้เราพูดถึงความล้มเหลวของท่านในสังคมนี้ เพราะความล้มเหลวของท่านก็เหมือนความล้มเหลวของเราทุกคนในปัจจุบันด้วย
ความรื่นรมย์ของอาจารย์ป๋วย [ ถ้าจะมีในทางโครงสร้าง ] ก็คือความหวังที่ต้องการเห็นบ้านเมืองก้าวไปข้างหน้าอย่างมีเสรีภาพ ประชาธิปไตย และมีศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ ท่านยํ้านักยํ้าหนาหลายครั้งหลายหนในวามเป็นอิสรชน และมนุษยชน ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นความรื่นรมย์ครั้งแรก หรือครั้งสุดท้าย มันก็ย่อมต้องมีความหวังเสมอ สำหรับเราทุกคนที่ยังเชื่อมั่นและเข้าใจในจิตวิญญาณของคนชื่อ "ปรีดี" และ "ป๋วย"
สำหรับอาจารย์ป๋วย ความหวังของท่านก็คือ ท่านต้องการเห็นแผ่นดินเกิดมีความงอกงามสมบูรณ์ บ้านเมืองมีขื่อมีแป ราษฎรทุกระดับ ทุกพื้นที่มีส่วนร่วมอย่างเสมอหน้า ไม่ว่าจะยากดีมีจนอย่างไรก็ตาม
โดยสรุปก็คืออาจารย์ป๋วยไม่ต้องการการปกครองแบบ “คณาธิปไตย” ท่านเห็นว่าการทำรัฐประหารเป็นหนทางแห่งหายนะ และ “ประชาธิป
ไตยที่สมบูรณ์” ( คำของนายปรีดี พนมยงค์ ) อันหมายถึงโครงสร้างทั้ง 4 เสา – การเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม มันจักต้องมีความสมบูรณ์ไปพร้อมกัน และทัดเทียมกัน
“ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์” คือทางออกทางเดียวเท่านั้น แต่บัดนี้ท่านเองก็ไม่รู้เสียแล้วว่า มีลูกศิษย์ลูกหาของท่านหลายคนเปลี่ยนไปในแบบนาฬิกาที่หมุนเข็มย้อนกลับ
ความหวังของอาจารย์ป๋วยคืออะไร คือ “สันติประชาธรรม” และท่านเคยบอกว่าอยากจะใช้คำนี้แทนคำว่า “ประชาธิปไตย” ด้วยซ้ำ
ความหวังของอาจารย์ป๋วย คืออะไร คือ “ความจริงและความงาม” ส่วนความดีนั้นจะตามมาเอง เมื่อใครก็ตามมีสองอย่างที่มาก่อนหน้า
ความหวังของอาจารย์ป๋วย คืออะไร คือ “สังคมเปิดที่มีเสรีภาพ” สังคมเปิดที่เป็นทั้ง "วิถี" และมี วิธีปฏิบัติ ที่พร้อมจะก้าวไปข้างหน้า ไม่หน้าไหว้หลังหลอก
ความหวังของอาจารย์ป๋วย คืออะไร คือการออกไปให้พ้นจาก “อำนาจนิยม” ทั้งความคิดแบบ “ขวาจัด” และ “ซ้ายจัด” โดยมีกติกาของคำว่า "ประชาธิปไตยสมบูรณ์” ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม มาเป็นตัวกำหนดโครงสร้างของการก้าวไปข้างหน้าอย่างเสมอบ่าเสมอไหล่กับอารยะประเทศ
ภาพถ่ายบนม้านั่งของศิษย์และอาจารย์ที่มาพบกันในครั้งนั้น มันให้ความเย็นยะเยือกเข้าไปถึงหัวใจของผม เพราะมันเป็นเหมือนความหวัง และความกลัวของสังคมไทยในปัจจุบัน ที่ก็ยังไม่รู้ความชัดเจนแน่นอนว่าจะตกนรก หรือขึ้นสวรรค์
ถ้าเราทุกคนรักอาจารย์ป๋วยจริง ก็จงรักอย่าง “คนธรรมดาที่ไม่ธรรมดา” ไม่ใช่รักแบบเห็นอาจารย์ป๋วยเป็นเทวดา
------------
บางตอนจากปาฐกถา " 100 ปี ชาตกาล ป๋วย อึ๊งภากรณ์ "
ห้องประชุมชั้น 5 คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
19 ตุลาคม พ.ศ.2550