วันเสาร์, มีนาคม 07, 2569

นับตั้งแต่เหตุการณ์ 9/11 เมื่อปี 2001 อเมริกาก่อสงคราม โจมตีแล้วกว่า 10 ประเทศ ก่อนเปิดศึกกับอิหร่าน และทำไมถึงเป็นเรื่องยากที่ประเทศอื่นๆ จะ "ยับยั้ง" หรือหยุดยั้งสหรัฐฯ จากการทำสงคราม


TNN
18 hours ago
·
อเมริกาก่อสงคราม โจมตีแล้ว 10+ ประเทศ ก่อนเปิดศึกกับอิหร่าน

นับแต่วินาศกรรม 11 กันยายน 2001 รู้ไหมว่า สหรัฐฯ ทำสงครามมาแล้ว 3 ครั้ง โจมตีมาแล้วอย่างน้อย 10 ประเทศ รวมถึงล่าสุด คือประเทศอิหร่านนับแต่สมัย จอร์จ ดับเบิลยู บุช อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ช่วงปี 2001 – 2009 ที่ทำสงครามอัฟกานิสถาน และอิรัก อเมริกาก็ไม่เคยเข้าร่วมสงครามโดยตรงอีกเลย

จนกระทั่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ผนึกกำลังกับอิสราเอล ทำสงครามกับอิหร่าน นับแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาหากดูกราฟิกของสำนักข่าวอัลจาซีรา ตลอด 25 ปี นับแต่เหตุวินาศกรรม 11 กันยายน 2001 จะพบว่า อันที่จริง สหรัฐฯ ได้ดำเนินการโจมตีและทิ้งระเบิดประเทศมาแล้วมากมาย ทั้งในสงครามตรง กับปฏิบัติการทางทหารร่วมกับชาติพันธมิตร
 
ประเทศที่สหรัฐฯ ได้ปฏิบัติการโจมตี มีอย่างน้อย 10 ประเทศ คือ อัฟกานิสถาน อิรัก เยเมน ปากีสถาน โซมาเลีย ลิเบีย ซีเรีย เวเนซุเอลา ไนจีเรีย และอิหร่าน

ครอบคลุมสมัยของประธานาธิบดี 4 คน คือ จอร์จ ดับเบิลยู บุช, บารัก โอบามา, โดนัลด์ ทรัมป์ และโจ ไบเดนและค่าใช้จ่ายของสงครามและความขัดแย้งที่สหรัฐฯ เข้าไปร่วมนั้น ถือว่าเยอะมาก หากนับแค่สงครามอัฟกานิสถาน อิรัก ซีเรีย และเยเมน มีผู้เสียชีวิตในการสู้รบเหล่านี้ราว 940,000 คน และจำนวนไม่น้อยคือพลเรือน แต่หากนับจำนวนเงิน ที่ส่วนใหญ่มาจากภาษีคนอเมริกัน ที่ใช้ในสงครามเหล่านี้ อัลจาซีรา ประเมินว่า สหรัฐฯ ใช้งบประมาณไป 5.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 180 ล้านล้านบาทแล้ว อันที่จริง การทำสงครามในต่างแดน เป็นสิ่งที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ หาเสียงว่า จะไม่เอาตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วม เพราะผลาญเงินคนอเมริกันไปมหาศาล
 
ทรัมป์ยังชี้ว่า ตนเองเป็นประธานาธิบดีผู้จบสงคราม 8 แห่งเสียด้วยซ้ำ รวมถึงความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ดังนั้น การประกาศสงครามกับอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จึงเป็นหลักฐานว่า ทรัมป์พลิกจุดยืนของตนเอง และกลายเป็นประธานาธิบดีคนที่ 2 นับแต่ ปี 2001 ที่ทำสงครามเต็มตัว


https://www.facebook.com/photo/?fbid=1366514292174342&set=a.644641531028292
.....

ถาม เจมินี รู้สึกเหมือนว่าสหรัฐฯ มี "เช็คเปล่า" ในการทำสงคราม แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าประเทศอื่นๆ ไม่พยายามหยุดยั้งพวกเขา แต่บ่อยครั้งที่สหรัฐฯ มีอำนาจมากพอ ทั้งทางทหารและเศรษฐกิจ ที่จะเดินหน้าต่อไปได้แม้ว่าประเทศอื่นๆ ทั่วโลกจะกล่าวว่า "ไม่" 

นี่คือรายละเอียดว่าทำไมจึงเป็นเรื่องยากสำหรับประเทศอื่นๆ ที่จะ "ยับยั้ง" หรือหยุดยั้งสหรัฐฯ จากการทำสงคราม: 

1. หลักการ "อยู่กับเราหรือต่อต้านเรา" 
ในทันทีหลังเหตุการณ์ 9/11 มีความเห็นอกเห็นใจจากทั่วโลกต่อสหรัฐฯ อย่างมหาศาล ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช กล่าวกับโลกอย่างมีชื่อเสียงว่า "ไม่ว่าคุณจะอยู่กับเราหรืออยู่กับผู้ก่อการร้าย" * ผลกระทบ: สิ่งนี้สร้าง "ต้นทุนทางการเมือง" สูงสำหรับประเทศใดก็ตามที่ต้องการไม่เห็นด้วย หลายประเทศเกรงว่าหากไม่สนับสนุนสหรัฐฯ พวกเขาจะสูญเสียข้อตกลงทางการค้า การคุ้มครองทางทหาร หรือถูกตราหน้าว่าเป็น "ผู้สนับสนุนการก่อการร้าย" 

2. ความล้มเหลวของสหประชาชาติ 
สหประชาชาติถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันสงคราม แต่มีปัญหา "เบรกฉุกเฉิน" ในตัว นั่นคืออำนาจการยับยั้ง

ตัวอย่างอิรัก (ปี 2003): ประเทศต่างๆ เช่น ฝรั่งเศส เยอรมนี และรัสเซีย คัดค้านการรุกรานอิรักอย่างรุนแรง พวกเขาอ้างว่าไม่มีหลักฐานเกี่ยวกับอาวุธทำลายล้างสูง (WMDs) 

ผลที่ตามมา: เมื่อชัดเจนแล้วว่าคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะไม่อนุมัติสงคราม สหรัฐฯ จึงข้ามขั้นตอนนี้ไป โดยจัดตั้ง "พันธมิตรแห่งความเต็มใจ" และรุกรานอิรักอยู่ดี เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง สหประชาชาติจึงไม่สามารถลงโทษหรือ "หยุด" พวกเขาผ่านช่องทางอย่างเป็นทางการได้ 

3. พันธมิตรและพันธกรณี 
สำหรับสงครามในอัฟกานิสถาน สหรัฐฯ ไม่จำเป็นต้องทำสงครามเพียงลำพัง เนื่องจากมาตรา 5 ของนาโต ซึ่งระบุว่า "การโจมตีประเทศหนึ่งเท่ากับการโจมตีทุกประเทศ" 

เนื่องจากเหตุการณ์ 9/11 เกิดขึ้นบนแผ่นดินสหรัฐฯ หลายประเทศจึงรู้สึกว่ามีพันธกรณีทางกฎหมายและศีลธรรมที่จะต้องให้ความช่วยเหลือ เมื่อภารกิจเปลี่ยนจาก "การตามหาบิน ลาเดน" ไปเป็น "การสร้างชาติ" ประเทศส่วนใหญ่ก็เข้าไปเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งเกินกว่าจะถอนตัวได้ง่ายๆ 

4. การครอบงำทางเศรษฐกิจและการทหาร 
ในขณะนั้น สหรัฐฯ เป็น "มหาอำนาจ" เพียงหนึ่งเดียวของโลก 

ด้านการทหาร: ไม่มีประเทศหรือกลุ่มประเทศใดที่มีกำลังทหารมากพอที่จะปิดกั้นเรือหรือเครื่องบินของสหรัฐฯ ได้โดยไม่ก่อให้เกิดสถานการณ์สงครามโลกครั้งที่ 3 

ด้านเศรษฐกิจ: หลายประเทศพึ่งพาความช่วยเหลือหรือการค้าจากสหรัฐฯ การท้าทายสหรัฐฯ มากเกินไปอาจหมายถึงความล่มสลายทางการเงินสำหรับประเทศเล็กๆ 

สรุปการต่อต้านครั้งสำคัญ 
สิ่งสำคัญคือต้องจำไว้ว่ามีผู้คนพยายามหยุดยั้งมัน ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2546 การประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติเกิดขึ้น โดยมีผู้คนหลายล้านคนใน 600 เมืองทั่วโลกเดินขบวนเพื่อกล่าวว่า "ไม่" ต่อสงครามอิรัก แม้จะมี "การยับยั้ง" จากสาธารณชนและทางการทูตอย่างมหาศาล รัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะนั้นก็เลือกที่จะให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของตนเองมากกว่าฉันทามติระหว่างประเทศ