วันพุธ, มีนาคม 18, 2569

นักวิชาการชี้กองทุนน้ำมันอาจติดลบเกิน 5 หมื่นล้านบาท หากเพิ่มเงินอุดหนุนต่อเนื่อง แนะรัฐปรับเพิ่มราคาน้ำมันและสินค้า บรรเทาภาระกองทุนน้ำมัน


นักวิชาการหวั่นกองทุนน้ำมันอาจติดลบเกิน 5 หมื่นล้าน

สำนักข่าวไทย
.....

17 มี.ค. - นักวิชาการชี้กองทุนน้ำมันอาจติดลบเกิน 5 หมื่นล้านบาท หากเพิ่มเงินอุดหนุนต่อเนื่อง แนะรัฐปรับเพิ่มราคาน้ำมันและสินค้า บรรเทาภาระกองทุนน้ำมัน

จากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่คาดว่าส่อเค้ายืดเยื้อ ส่งผลให้เกิดวิกฤติพลังงานทั่วโลก ศ.ดร.พรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มองว่าแนวโน้มราคาน้ำมันโลกสูงขึ้นเกิน 100 เหรียญต่อบาร์เรล ซึ่งคาดการณ์ว่าราคายังคงสูงขึ้น ขณะนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ต้องอุดหนุนดีเซลกว่า 20 บาท ส่งผลให้ต้องอุดหนุนวันละไม่ต่ำกว่า 2 พันล้านบาท

ขณะเดียวกันกองทุนน้ำมันติดลบแล้วกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท หากสถานการณ์ยืดเยื้อ 2-3 สัปดาห์ อาจส่งผลให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบเกิน 5 หมื่นล้านบาท แนะรัฐบาลควรปรับเพิ่มราคาน้ำมันและสินค้าเพิ่ม เพื่อบรรเทาภาระกองทุนน้ำมัน และยังมองว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อ รัฐบาลต้องออกมาตรการเสริมเพิ่มเติม อาทิ ลดภาษีสรรพสามิตให้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ รวมทั้งส่งเสริมเรื่องการประหยัดพลังงาน

สภาพัฒน์ฯ เสนอ 3 ฉากทัศน์รับมือน้ำมันพุ่ง

ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รายงานฉากทัศน์จากผลกระทบจากเศรษฐกิจไทยที่เกิดจากราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นจากการสู้รบในตะวันออกให้คณะรัฐมนตรีรับทราบ โดยปัจจุบันพบว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังผ่านช่วงเวลาที่เริ่มมีสถานการณ์วันที่ 27 ก.พ. เป็นต้นมา ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 154 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 125% ส่วนน้ำมันดิบสำเร็จรูปสิงคโปร์ อยู่ในระดับสูงกว่า 190 ดอลลาร์ มาแล้วกว่า 3 วัน ถือว่าราคาสูงกว่าก่อนเกิดเหตุการณ์นี้ถึง 100%

ทั้งนี้ สศช. ได้ประเมิน 3 ฉากทัศน์ (Scenarios) จากสถานการณ์นี้เพื่อประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และเสนอ ครม. เพื่อกำหนดมาตรการที่ช่วยเหลือในระยะต่อไป ดังนี้ ฉากทัศน์ที่ 1 สถานการณ์จบภายใน 1 เดือน หรือการสู้รบสิ้นสุดลงช่วงไม่เกินกลางเดือน หรือสิ้นเดือนเมษายน โดยหากการสู้รบยุติลงได้เร็วเนื่องจากแรงกดดันภายในของประเทศคู่ขัดแย้งเองที่เริ่มมีสัญญาณการต้องการยุติการสู้รับ รวมทั้งมีเรือน้ำมันเริ่มผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยในฉากทัศน์นี้คาดว่าราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ประมาณ 85 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นจากสมมติฐานเดิมที่ 58-68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อของไทยปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 1% จากเดิมที่คาดว่าเงินเฟ้อจะอยู่ที่ -0.3% ถึง 0.7%

ฉากทัศน์ที่ 2 สงครามยืดเยื้อประมาณ 3 เดือน ถือว่าเป็นสถานการณ์ลากยาวออกไป และเริ่มกระทบต่อเศรษฐกิจโลกมากขึ้น คาดว่าหากเข้าสู่ฉากทัศน์นี้ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยทั้งปีจะพุ่งไปที่ 95-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอัตราเงินเฟ้อไทยอาจสูงถึง 1.9% อาจทำให้หลายประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ Stagnation คือเกิดอัตราการว่างงานสูง และมีอัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยอย่างมาก

ฉากทัศน์ที่ 3 การสู้รบขยายวงกว้างกลายเป็นสงครามขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นกรณีที่เลวร้ายที่สุดซึ่งราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีจะเกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในกรณีนี้อัตราเงินเฟ้อจะพุ่งสูงเกินกว่ากรอบที่คาดการณ์ที่ 1-3% มาก และการประเมินผลกระทบเศรษฐกิจทำได้ยากลำบาก ซึ่งเป็นภาวะที่แต่ละประเทศต้องพึ่งพาตัวเอง

สำหรับการประเมินผลกระทบโดยตรงต่อจีดีพีของไทยนั้นทำได้ยาก เนื่องจากยังไม่เห็นผลกระทบต่อการค้าโลก และเหตุการณ์ยังไม่นิ่ง.-สำนักข่าวไทย

https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/148881
https://www.youtube.com/watch?v=TzHEo0-fVY0