วันศุกร์, มีนาคม 20, 2569

หลังจากกองทัพอิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์สของอิหร่าน (โดยเฉพาะโรงงานแปรรูปที่อาซาลูเยห์) เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2026 อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนไปยังศูนย์กลางพลังงานสำคัญหลายแห่งทั่วอ่าวเปอร์เซีย


Gulf states say Iran targeting oil and gas infrastructure

CBC NNews

Mar 19, 2026

Iranian airstrikes hit oil and gas facilities in Kuwait, Qatar and Saudi Arabia on Thursday, following an Israeli attack on South Pars, Iran's main oil field. Iran says more attacks on its oil infrastructure will lead to further retaliation.

https://www.youtube.com/watch?v=Wm-vLtqAirs
.....

(Google Gemini รวบรวม)

หลังจากกองทัพอิสราเอลโจมตีแหล่งก๊าซเซาท์พาร์สของอิหร่าน (โดยเฉพาะโรงงานแปรรูปที่อาซาลูเยห์) เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2026 อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนไปยังศูนย์กลางพลังงานสำคัญหลายแห่งทั่วอ่าวเปอร์เซีย

กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ประกาศว่าสินทรัพย์ด้านพลังงานในภูมิภาคหลายแห่งเป็น "เป้าหมายที่ถูกต้องตามกฎหมาย" ซึ่งนำไปสู่การโจมตีสถานที่ต่อไปนี้:

กาตาร์

เมืองอุตสาหกรรมราสลาฟฟาน: เป้าหมายหลักของอิหร่านคือศูนย์กลางขนาดใหญ่แห่งนี้ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและโรงงาน Pearl Gas-to-Liquids (GTL) รายงานระบุว่า "ความเสียหายอย่างกว้างขวาง" และไฟไหม้ครั้งใหญ่ ทำให้กำลังการส่งออก LNG ของกาตาร์ลดลงเกือบ 20%

ซาอุดีอาระเบีย

โรงกลั่น SAMREF (ยานบู): ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลแดง โรงกลั่นร่วมทุนระหว่าง Saudi Aramco และ ExxonMobil ถูกโจมตีทางอากาศ

โรงกลั่น Ras Tanura: หนึ่งในท่าเรือส่งออกน้ำมันดิบและโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถูกบังคับให้ปิดการดำเนินงานเนื่องจากภัยคุกคามจากการโจมตี

โรงงานปิโตรเคมี Jubail: แม้ว่าจะถูกโจมตีและนำไปสู่การอพยพ แต่มีรายงานว่าระบบป้องกันของซาอุดีอาระเบียสามารถสกัดกั้นขีปนาวุธหลายลูกที่มุ่งหน้าไปยังพื้นที่นี้และริยาดได้

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)

โรงงานก๊าซ Habshan: สถานที่แปรรูปก๊าซหลักของอาบูดาบีถูกโจมตี ทางการท้องถิ่นรายงานว่าโรงงานถูกเศษซากที่ตกลงมาจากขีปนาวุธที่ถูกสกัดกั้น ทำให้ต้องปิดทำการชั่วคราว

โรงงานก๊าซ Al Hosn: โรงงานแห่งนี้ก็ถูกระบุว่าเป็นเป้าหมายเช่นกัน ทำให้ต้องมีการอพยพและแจ้งเตือนด้านความปลอดภัยทันที

ศูนย์กลางน้ำมันฟูไจราห์: รายงานระบุว่ามีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำมันในท่าเรือขนส่งและจัดเก็บน้ำมันที่สำคัญแห่งนี้ก่อนหน้านี้

คูเวตและอิสราเอล

โรงกลั่นน้ำมันในคูเวต: โรงกลั่นน้ำมันสองแห่งในคูเวตถูกโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธของอิหร่าน

โรงกลั่นน้ำมันกลุ่มบาซาน (ไฮฟา): ในอิสราเอล โรงกลั่นน้ำมันทางเหนือในไฮฟาได้รับความเสียหายเล็กน้อยและเกิดไฟไหม้หลังจากการโจมตีโดยตรง

ผลกระทบเชิงกลยุทธ์

การยกระดับความขัดแย้งส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดโลก โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์พุ่งทะลุ 112 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันที่ 19 มีนาคม แม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะแถลงว่าอิสราเอลจะไม่โจมตีแหล่งน้ำมันเซาท์พาร์สอีก แต่เขาก็เตือนว่าสหรัฐฯ จะ "ทำลายล้าง" โครงสร้างพื้นฐานด้านก๊าซทั้งหมดของอิหร่านหากการโจมตีทรัพย์สินของกาตาร์ยังคงดำเนินต่อไป
...

การโจมตีตอบโต้ของอิหร่านเมื่อวันที่ 18 และ 19 มีนาคม 2026 ได้ก่อให้เกิดสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าวิกฤตพลังงานโลกที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ทศวรรษ 1970 การโจมตี "ศูนย์กลางการแปรรูป" ของตลาดก๊าซโลก ทำให้ความขัดแย้งเปลี่ยนจากการหยุดชะงักของการขนส่งไปสู่วิกฤตอุปทานขั้นพื้นฐาน

1. ราคาพุ่งทะยาน

ตลาดตอบสนองทันทีเมื่อข่าวความเสียหายที่ราสลาฟฟาน (กาตาร์) และเซาท์พาร์ส (อิหร่าน) แพร่กระจาย:

ก๊าซธรรมชาติยุโรป (TTF ของเนเธอร์แลนด์): ราคาพุ่งขึ้น 24% ถึง 35% ในวันเดียว แตะระดับ 74 ยูโร/เมกะวัตต์ชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าราคาที่เห็นก่อนเริ่มปฏิบัติการ Epic Fury ในเดือนกุมภาพันธ์ถึงสองเท่า

ราคาก๊าซในสหราชอาณาจักร: พุ่งขึ้น 23% โดยนักวิเคราะห์เตือนถึงผลกระทบ "ร้ายแรง" ต่อค่าสาธารณูปโภคในครัวเรือนในทันที

ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในเอเชีย: พุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และจีน (ซึ่งคิดเป็น 59% ของการส่งออก LNG ในภูมิภาค) เริ่มการประมูลอย่าง "ดุเดือด" สำหรับสินค้าที่เหลืออยู่ที่ไม่ใช่จากกลุ่มประเทศอ่าว

2. การขาดแคลนอย่างมหาศาล

การสูญเสียก๊าซในปริมาณมากครั้งนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรม:

การปิดโรงงานของกาตาร์: การประท้วงหยุดงานที่โรงงาน Ras Laffan บังคับให้ QatarEnergy ต้องประกาศเหตุสุดวิสัย ซึ่งส่งผลให้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จำนวน 80 ล้านตันต่อปี (mtpa) หรือประมาณ 19% ของอุปทานทั่วโลกหายไปจากตลาดในชั่วข้ามคืน

ระยะเวลาของผลกระทบ: ในขณะที่คาดการณ์ไว้ในตอนแรกว่าการหยุดชะงักจะกินเวลาเพียงสองเดือน แต่ปัจจุบัน Wood Mackenzie ประเมินว่าความเสียหายนั้น "กว้างขวาง" และมีแนวโน้มที่จะเกินกว่านั้น รายงานบางฉบับระบุว่าอาจต้องใช้เวลา 3 ถึง 5 ปีในการซ่อมแซมหน่วยผลิตก๊าซเหลว (LNG "trains") บางส่วนให้แล้วเสร็จ

การลดลงของปริมาณสำรอง: วิกฤตนี้เกิดขึ้นในช่วงปลายฤดูหนาวปี 2025–2026 ระดับการจัดเก็บพลังงานในยุโรป ซึ่งโดยปกติจะเติมเต็มในฤดูใบไม้ผลิ ขณะนี้คาดว่าจะสูงสุดเพียง 70% (เทียบกับ 90% ขึ้นไปตามปกติ) ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับการขาดแคลนพลังงานอย่างรุนแรงในฤดูหนาวที่จะมาถึง

3. ผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

นอกเหนือจากความร้อนและไฟฟ้าแล้ว การประท้วงยังทำให้เศรษฐกิจในวงกว้างไม่มั่นคง:

อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น: นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าหากราคายังคงอยู่ในระดับนี้ตลอดฤดูร้อน อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นอีก 0.8% ถึง 1.0% ซึ่งอาจบังคับให้ธนาคารกลางต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยแม้จะมีความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย

ปุ๋ยและความมั่นคงทางอาหาร: ก๊าซธรรมชาติเป็นวัตถุดิบหลักสำหรับปุ๋ยไนโตรเจน เมื่อฤดูเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิใกล้เข้ามาในซีกโลกเหนือ คาดว่าราคาสินค้าจะพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในการซื้อของชำเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงปลายปี 2026

ความผันผวนของตลาดหุ้น: ดัชนีทั่วโลกร่วงลง ในช่วงต้นของการซื้อขายวันพฤหัสบดี ดัชนี Nikkei 225 ลดลง 3.4% และดัชนี KOSPI ลดลง 2.7%