วันพฤหัสบดี, กุมภาพันธ์ 05, 2569

พยายามทำความเข้าใจกลุ่มอนุรักษ์นิยม ทำไมถึงมองว่า การเลือกพรรคส้ม จะทำให้ "สิ้นชาติ" (คือเขามองว่าชาติคือ สถาบันและจารีต การเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้คือการสิ้นชาติ ​แต่ถ้าเขามองว่าชาติคือ ประชาชนและอนาคต ทัศนะคติการเปลี่ยนแปลงอาจถูกมองว่าเป็นแค่การปฏิรูป)


ศาสตราจารย์ ดร.พิริยะ ผลพิรุฬห์
9 hours ago
·
"ทำไมการเลือกพรรคส้ม ถึงถูกหาว่าจะทำให้ "สิ้นชาติ"

โดยส่วนตัวงงกับตรรกกะนี้ แต่ถ้าพยายามทำความเข้าใจ คำว่า "สิ้นชาติ" นี้ถูกนำมาใช้ในการโจมตีตั้งแต่พรรคก้าวไกลเดิม (หรือที่เรียกกันติดปากว่าพรรคส้ม) โดยน่าจะมาจากมุมมองของกลุ่มอนุรักษนิยมหรือผู้ที่มีความกังวลในประเด็นด้านความมั่นคงและสถาบันหลักของชาติ โดยมีเหตุผลสนับสนุนในมุมมองดังกล่าว ดังนี้

​1. การแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112
​ผู้ที่มองว่าจะทำให้ "สิ้นชาติ" เชื่อว่าการลดทอนความคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์จะนำไปสู่การเสื่อมถอยของศูนย์รวมจิตใจที่ยึดเหนี่ยวคนในชาติไว้ด้วยกัน และอาจเปิดทางให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงจนโครงสร้างทางสังคมล่มสลาย

​2. นโยบายการกระจายอำนาจและจังหวัดจัดการตนเอง
​ฝ่ายความมั่นคงบางส่วนกังวลว่า การสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด หรือการเพิ่มอำนาจการตัดสินใจให้ท้องถิ่นอย่างสุดโต่ง อาจนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน (Secession) หรือทำให้รัฐเดี่ยวของไทยอ่อนแอลง ซึ่งในมุมมองนี้ถือเป็นการทำลายเอกภาพของชาติ

​3. การปฏิรูปกองทัพ
​นโยบาย เช่น การยกเลิกการเกณฑ์ทหาร การลดงบประมาณกระทรวงกลาโหม หรือการนำกองทัพออกจากการเมือง ถูกมองจากฝ่ายตรงข้ามว่าเป็นการ "ตัดกำลัง" ความมั่นคงของประเทศ ทำให้ชาติขาดความพร้อมในการป้องกันตนเองจากภัยคุกคามทั้งภายในและภายนอก

​4. ความเปลี่ยนแปลงเชิงวัฒนธรรมและจารีตประเพณี
​พรรคส้มมักชูประเด็นเรื่องความเท่าเทียมและการท้าทายจารีตเดิม (เช่น สมรสเท่าเทียม, การปฏิรูปการศึกษา) ซึ่งกลุ่มที่ยึดถือคุณค่าแบบเดิมมองว่าเป็นการทำลายรากเหง้าและ "ความเป็นไทย" หากรากเหง้าหายไป ก็เท่ากับว่าอัตลักษณ์ของชาติสูญสิ้นไปนั่นเอง

​5. นโยบายต่างประเทศ
​การมีท่าทีที่ใกล้ชิดกับกลุ่มประเทศตะวันตกหรือการยึดหลักสิทธิมนุษยชนสากลอย่างเข้มข้น ทำให้ถูกวิจารณ์ว่าอาจทำให้ไทยสูญเสียอำนาจการต่อรองในเวทีโลก หรือถูกแทรกแซงโดยมหาอำนาจจนสูญเสียเอกราชทางนโยบาย

​สรุปในมุมมองวิชาการ: คำว่า "สิ้นชาติ" ในบริบทนี้มักเป็น วาทกรรมทางการเมือง (Political Rhetoric) ที่ใช้เพื่อสะท้อนความกลัวต่อ "ความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน" (Radical Change) ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าแต่ละบุคคลนิยามคำว่า "ชาติ" ไว้ว่าอย่างไร
​ถ้ามองว่าชาติคือ สถาบันและจารีต การเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้คือการสิ้นชาติ
​แต่ถ้ามองว่าชาติคือ ประชาชนและอนาคต การเปลี่ยนแปลงอาจถูกมองว่าเป็นแค่การปฏิรูป

ป.ล. - "ทั้งโกงทั้งกินขนาดนั้น ชาติจะอยู่ได้อย่างไร" (พงษ์ พินิจ แปลจากหนังสือ "สิ้นชาติ" จากลันทึกของเหงียน เกา กี อดีตนายกรัฐมนตรีเวียดนาม)
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1306285304859758&set=a.460845346070429