
Isriya Paireepairit
17 hours ago
·
นโยบายการต่างประเทศไทย จาก "ไผ่ลู่ลม" สู่ "กังหันลม"
ตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้มานาน แต่ติดภารกิจมากมาย เพิ่งว่างมาเขียนอะไรยาวๆ ครับ หนึ่งในนโยบายที่ผมไปช่วยทำเป็นเรื่องการค้าระหว่างประเทศ ที่เราเรียกว่า "มุ่งเหนือ-ลงใต้" (Look North, Go South)
วันนี้อยากขยายความเพิ่มเติมอีกเล็กน้อย ด้วยคอนเซปต์ที่เราเรียกกันว่า การทูตแบบ "กังหันลม" (wind turbine diplomacy) ครับ
ย้อนความกันหน่อยว่า นโยบายการทูตของประเทศไทยแต่ดั้งแต่เดิม ถูกนักวิชาการต่างประเทศใช้คำนิยามไว้ว่า "การทูตไผ่ลู่ลม" (bamboo diplomacy) ในความหมายที่ว่า โน้มเอียงไปตามพลังของชาติมหาอำนาจในแต่ละยุคแต่ละสมัย จุดเด่นของแนวทางนี้คือช่วยให้ไทยเอาตัวรอดได้เสมอ แต่ก็ถูกวิจารณ์ว่าไม่มีหลักการหรือจุดยืนของตัวเอง
คำถามก็คือ ในยุคสมัยที่ "ลมพายุ geopolitics" พัดกระหน่ำกันรุนแรงขนาดนี้ มหาอำนาจตีกัน ลมพายุพัดกระหน่ำมาจากทั้งสองทาง กอไผ่เล็กๆ ของเราก็ไม่รู้จะลู่ลมไปทางไหนดี
เราขอเสนอแนวทาง "การทูตแบบกังหันลม" มาทดแทนครับ
ไอเดียหลักของมันคือ เราไม่มีทางหยุดลมได้ แล้วก็ไม่รู้จะลู่ลมไปทางไหนด้วย แทนที่จะรอดูทิศทางลม เราเปลี่ยนเป็นการอาศัยพลังลมจากภายนอก มาพัดหมุนกังหันลมเศรษฐกิจภายในของเราแทนดีกว่า
กังหันลม ยังแตกต่างจากต้นไผ่ ตรงที่มีเสาที่แข็งแรง เปรียบได้กับการยึดถือคุณค่าด้านหลักการสากล กฎหมายระหว่างประเทศ เป็นเสากังหันที่ต้านทานแรงสะเทือนจากภายนอกโดยไม่เอนเอียง แต่ก็มีความยืดหยุ่นเชิงรุก (proactive flexibility) ที่ระดับใบพัด จับแรงลมจากภายนอกมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้
องค์ประกอบของการทูตแบบกังหันลม มีด้วยกัน 3 ข้อครับ
1. Look North มองไปทางเหนือ
รับ "พลังลม" จากเอเชียตะวันออก จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ที่มีทั้งพลังเทคโนโลยีและเงินทุน แต่กำลังเผิญลมพายุ Trump ตีกระหน่ำข้ามแปซิฟิกมา ลมเหล่านี้ไม่มีที่ไปและจำเป็นต้องพัดลงใต้ ซึ่งประเทศไทยก็อยู่ตรงนั้น
ที่ผ่านมาเรารับลมเหนือแบบนั่งอยู่เฉยๆ ไม่มียุทธศาสตร์มากนัก ลมพัดมาก็ถือว่าโชคดี เป็นบุญวาสนาที่ลอยมาหา แต่เราจะไม่ทำแบบนั้นอีกแล้ว เพราะเราจะตั้งรับลมเหนืออย่างเป็นระบบ ใช้การทูตเชิงรุกเพื่อสานผลประโยชน์ของแต่ละประเทศที่แตกต่างกันไป
- ญี่ปุ่น เจรจาการค้าการลงทุนกับญี่ปุ่นใหม่ทั้งหมด เปลี่ยนจากอุตสาหกรรมเก่า (เช่น รถสันดาป) มาสู่อุตสาหกรรมใหม่ ที่ใช้พลังเทคโนโลยี พลังซอฟต์แวร์ พลังครีเอทีฟ มากขึ้น ไทยเป็นคู่ค้าสำคัญของญี่ปุ่นมายาวนาน แต่ความสัมพันธ์แบบเดิมๆ ล้าสมัยไปเรียบร้อยแล้ว เราจะต้องคุยกับญี่ปุ่นภายใต้ความสัมพันธ์ใหม่
- จีน อาศัยพลังเทคโนโลยีการผลิตของจีน โดยเฉพาะเรื่องพลังงานสะอาด (โซลาร์ แบตเตอรี่ EV) มาช่วยอัพเกรดโครงสร้างพลังงานของไทย แต่ต้องสร้างความสัมพันธ์ที่เท่าเทียมกัน ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ บนเงื่อนไขว่าไม่มีจีนเทา ใช้ซัพพลายเชนไทย ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ไทย
- เกาหลีใต้ มีจุดอ่อนตรงพึ่งพาฐานการผลิตในเวียดนามมากเกินไป เราจะเสนอตัวเป็นทางเลือกให้กลุ่มทุนเกาหลีใต้กระจายความเสี่ยงมายังไทยมากขึ้น ภายใต้กรอบการเจรจาการค้าการลงทุนแบบใหม่
- ไต้หวัน มีความเสี่ยงด้าน geopolitics สูงที่สุด แต่มีอุตสาหกรรม semiconductor ที่มีมูลค่ามหาศาล และยังไปต่อได้ไกลในอนาคต ไทยต้องการจะเป็นพาร์ทเนอร์สำคัญของไต้หวันในการกระจายความเสี่ยง และเชื่อมซัพพลายเชนเข้าด้วยกันตามนโยบาย Made with Thailand
2. Go South ลงใต้
เมื่อได้พลังของลมเหนือเข้ามา เป้าหมายของเราคืออัพเกรดอุตสาหกรรมการผลิตภายในประเทศ ตามนโยบาย Offset Policy ที่เน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยี การลงทุนด้าน R&D ก็จะเป็นการหมุนวนกังหันลม กระตุ้นเศรษฐกิจภายในให้เข้มแข็งขึ้น
ขั้นถัดไปคือการถ่ายทอด "พลังลม" เหล่านี้ไปยังตลาดใหม่ๆ ที่เรียกว่า Global South ประเทศเกิดใหม่ทางซีกโลกใต้ ไม่ว่าจะเป็นตลาดภายในอาเซียนเอง (เช่น ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย) เอเชียใต้ (โดยเฉพาะอินเดีย ตามนโยบายการอัพเกรดท่าเรือฝั่งอันดามัน เชื่อมโครงข่ายรถไฟให้ส่งสินค้าออกมหาสมุทรอินเดียได้ง่าย) ตะวันออกกลาง แอฟริกา ไปจนถึงละตินอเมริกา
ต้องถือเป็นความโชคดีที่ ท่านทูตพิศาล มาณวพัฒน์ เคยเป็นเอกอัครราชทูตประจำอินเดียมาก่อน มีความสัมพันธ์อันดีกับนายกรัฐมนตรีโมดี ตั้งแต่สมัยเป็นมุขมนตรีแห่งรัฐ จึงมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการค้ากับกลุ่มประเทศเกิดใหม่อย่างลึกซึ้ง และเข้าใจทันทีว่านโยบาย Go South ควรจะต้องทำอย่างไร ท่านทูตยังมีแนวคิดจะอัพเกรดโครงสร้างของกระทรวงการต่างประเทศ ให้เน้นเจาะตลาดตะวันออกกลางและแอฟริกามากขึ้นด้วย
3. ASEAN Bloc รวมพลังอาเซียน
กังหันลมของประเทศไทยอันเดียวอาจไม่พอ เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการรวมพลังกันของกลุ่มประเทศในอาเซียน ช่วงหลายปีที่ผ่านมา อาเซียนอ่อนกำลังลงไปจากหลายๆ ปัจจัย (รวมถึงความอ่อนแอของประเทศไทยเองด้วย) จนไม่สามารถแก้ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหลายๆ เรื่องได้ เช่น ปัญหาพม่า และปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา
เราจำเป็นต้องฟื้นฟูพลังของอาเซียนกลับมาใหม่ ทั้งในระดับใหญ่คือตัวองค์กรอาเซียน และระดับรัฐต่อรัฐ โดยอาจเลือกจับมือกับบางประเทศที่มีความพร้อมทางเศรษฐกิจก่อน (เช่น มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์) เพื่อรวมพลังต่อรองกับมหาอำนาจโลก เชื่อมโยงซัพพลายเชนของแต่ละประเทศเข้าด้วยกัน
ทีมนโยบายของเราคิดและร่างนโยบาย Look North, Go South กันมาเป็นปีแล้ว แต่เมื่อได้ฟังสปีชอันโด่งดังของ Mark Carney นายกรัฐมนตรีแคนาดา ที่บอกว่า "ประเทศขนาดกลาง (middle powers) ต้องรวมตัวกัน เพราะไม่งั้นจะกลายเป็นอาหารบนเมนูของประเทศมหาอำนาจ" เรายิ่งมั่นใจว่าเรามาถูกทาง
ด้วยขนาดของประเทศไทยถือเป็น middle power อย่างแน่นอน เรามี "กังหันลม" มีภาคการผลิต มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมอยู่แล้ว ขอเพียงชักจูงลมดีๆ ให้เข้ามาทำประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศได้ เราจะไปได้ไกลกว่านี้อีกมากครับ
หมายเหตุ: คนที่คิดคำว่า "กังหันลม" คือคุณฟูอาดี้ พิศสุวรรณ Fuadi Pitsuwan ขอให้เครดิตไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
https://www.facebook.com/photo/?fbid=10173498573290461&set=a.163458155460