วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 06, 2569

ตอบวาทกรรมปกป้องรัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับ “อย่าตีตนไปก่อนไข้ อะไรที่กลัวไม่เกิดหรอก”



ตอบวาทกรรมปกป้องรัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับ “อย่าตีตนไปก่อนไข้ อะไรที่กลัวไม่เกิดหรอก”

04/02/2026
iLaw
โดย สฤณี อาชวานันทกุล

เข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนวันลงประชามติครั้งประวัติศาสตร์ 8 กุมภาพันธ์ 2569 การโต้เถียงระหว่างฝ่ายรณรงค์ “เห็นชอบ” กับฝ่าย “ไม่เห็นชอบ” ก็ดูจะทวีความร้อนแรงมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

น่าเสียดายที่ฝ่าย “ไม่เห็นชอบ” มักหยิบยกเหตุผลที่ผิดเพี้ยนไปจากข้อเท็จจริง เช่น ความเข้าใจผิดคิดว่า รัฐธรรมนูญ 2560 มีโทษประหารชีวิตนักการเมืองขี้โกง หรือมาตรา 112 หมิ่นพระบรมเดชานุภาพอยู่ในนั้น ถ้าประชาชน “เห็นชอบ” ประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์อย่างถล่มทลาย

ผู้เขียนในฐานะคนที่ชอบกระโจนเข้าร่วมวงโต้เถียง จึงรวบรวมวาทกรรมปกป้องรัฐธรรมนูญ 2560 ที่พบบ่อยห้าข้อ พร้อมคำตอบที่ (น่าจะ) เข้าใจง่าย ซึ่งเน้น “ผลลัพธ์” จากการใช้รัฐธรรมนูญ 2560 มาแล้ว 8 ปี

เพื่อคลายความกังวลและสร้างความเชื่อมั่นให้กับคนที่อาจกำลังกลัวการเปลี่ยนแปลง ไม่ไว้ใจนักการเมือง (บางพรรค) คลางแคลงใจต่อเอ็นจีโอ (บางกลุ่ม) ว่า การออกเสียง “เห็นชอบ” ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ นั้น เป็นเพียงการเปิด “ประตูบานแรก” บนเส้นทางอันยาวไกลสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ฉบับที่พวกเราประชาชนต้องออกแรงเรียกร้องและผลักดัน เพื่อให้มันเป็น “รัฐธรรมนูญของประชาชน เพื่อประชาชน” อย่างแท้จริง

วาทกรรม 1. “รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับปราบโกง”

ตอบ: ใครๆ ก็ไม่ชอบคนโกง แต่ปัญหาคือรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้ช่วยให้เราปราบโกงได้ดีขึ้นแม้แต่น้อย

ดัชนีภาพลักษณ์คอร์รัปชัน (Corruptions Perception Index: CPI) ของประเทศไทยในปีล่าสุดที่มีการประเมินคือ พ.ศ. 2567 ได้คะแนน CPI เพียง 34 จาก 100 คะแนน อยู่ที่อันดับ 107 จาก 180 ประเทศในโลก แย่ลงอย่างต่อเนื่องในรอบ 7 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 ที่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้ ซึ่งในปีนั้นไทยได้ 37 คะแนน อยู่อันดับที่ 96 ในโลก

พูดอีกอย่างคือ ในช่วง 7 ปีนับตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้ อันดับของไทยในดัชนีคอร์รัปชันที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดในโลกหล่นลงเกือบ 10 อันดับ ไม่นับข่าวคอร์รัปชันที่คนไทยเห็นอยู่ตำตาทุกวัน พัวพันนักการเมืองในอำนาจ ตำรวจระดับสูง ไม่เว้นแม้แต่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) องค์กรอิสระที่มีอำนาจปราบคอร์รัปชันโดยตรง



นอกจากคอร์รัปชันจะเพิ่มไม่มีลด มือปราบคอร์รัปชันเองก็เผชิญกับมรสุมความไม่ไว้วางใจ วันนี้ในบรรดาคณะกรรมการ ป.ป.ช. 6 คน มีกรรมการอย่างน้อย 2 คน ที่ถูกกล่าวหาว่าทุจริต แม้คดียังไม่สิ้นสุดก็ตาม มิหนำซ้ำคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังมีพฤติกรรมที่ทำให้สังคมแคลงใจว่า ทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมและไม่เลือกปฏิบัติจริงหรือไม่

ยกตัวอย่าง กรณี “นาฬิกายืมเพื่อน” ของ พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ นายพลอดีตสมาชิกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ผู้ก่อรัฐประหารในปี พ.ศ. 2557 ซึ่งผู้เขียนเคยเรียบเรียงเป็นบทความว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติ 5 ต่อ 3 “ไม่รับไต่สวน” ในเดือนธันวาคม 2561 จากนั้นสำนักข่าวออนไลน์ The Matter ก็ใช้สิทธิตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารฯ ขอข้อมูล 6 รายการ อาทิ เหตุผลที่ยกคำร้องคดีนี้โดยละเอียด, คำวินิจฉัยส่วนตนของกรรมการ ป.ป.ช. ที่ให้ยกคำร้อง ไม่ไต่สวนต่อ, ฯลฯ

ป.ป.ช. ยอมส่งเอกสารให้กับ The Matter แต่ข้อมูลสำคัญๆ ในเอกสารเหตุผลที่ยกคำร้อง กลับส่งกลับมาเป็นกระดาษเปล่าเป็นปึก ซึ่ง ป.ป.ช. อ้างว่าจำเป็นต้องปกปิดข้อมูลของบุคคลตามกฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 36 ทั้งที่กฎหมายมาตรานี้จริงๆ ห้ามเปิดเผย “ข้อมูลเฉพาะของบุคคล” เช่น ที่อยู่ เลขบัตรประชาชน มิได้หมายถึงคำให้การหรือข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับจากบุคคลเหล่านั้นแต่อย่างใด

จนถึงปัจจุบัน ป.ป.ช. ก็ยังไม่เปิดเผยข้อมูลเหล่านั้นต่อสาธารณะ ทั้งที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาในปี 2566 สั่งให้เปิด!

ความเละเทะเหล่านี้ส่งผลให้ รศ.ดร. ต่อภัสร์ ยมนาค ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านคอร์รัปชัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สรุปสั้นๆ เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2569 ว่า “ในมุมมองคนทำงานด้านการต่อต้านการคอร์รัปชัน มันไม่ใช่รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงครับ มันปราบโกงไม่ได้เลย แล้วมันยังสนับสนุนให้การคอร์รัปชันมันเกิดขี้นได้ง่าย แล้วปราบมันไม่ได้ด้วยซ้ำ”

นี่ยังไม่นับกติกาสุดประหลาดของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ให้มีสมาชิกวุฒิสภา 200 คน (ส.ว.) มาจากการ “เลือกกันเอง” ประชาชนที่อยากเลือก ส.ว. ต้องจ่ายเงิน 2,500 บาท เพื่อจะมีสิทธิ์เป็น “ผู้เลือก” และ “ผู้ถูกเลือก” ส่งผลให้เกิดการ “ฮั้ว” กันเข้ามาเป็นกลุ่มก้อนอย่างชัดเจน ยังไม่นับข้อครหาเรื่องคุณสมบัติ

เมื่อตบเท้ากันเข้ามาเป็นเสียงส่วนใหญ่ในวุฒิสภาได้แล้ว ก็เท่ากับกุมอำนาจในการเลือกหรือเห็นชอบองค์กรอิสระทุกองค์กร ไม่ว่า อัยการสูงสุด คตง. ป.ป.ช. ก.ก.ต. ศาลรัฐธรรมนูญ กสทช. ฯลฯ

ถ้า ส.ว. กลุ่มใหญ่ไม่เป็นอิสระแต่ถูกชักใยหรือชี้นำโดยกลุ่มการเมือง องค์กรอิสระเหล่านี้ย่อมขาดความเป็นอิสระตามไปด้วย

นำไปสู่สถานการณ์สุดวิปริต “การขัดกันแห่งผลประโยชน์ขั้นรุนแรง” เมื่อ ก.ก.ต. ส่วนใหญ่คือ 5 ใน 7 คน จะมาจากความเห็นชอบของวุฒิสภาชุดปี 2567 ภายในเดือนมีนาคม 2569 และ ก.ก.ต. ก็คือองค์กรหลักที่ต้องตัดสินคดี “ฮั้ว” ส.ว. ชุดเดียวกันนี่แหละ (!)

เราจะรู้สึกอย่างไร ถ้าจำเลยในคดี(ไหนก็ตาม)มีอำนาจแต่งตั้งผู้พิพากษา แล้วให้ผู้พิพากษาคนนั้นมาตัดสินคดีของตัวเอง ?

วาทกรรม 2: “แก้รายมาตราเอาก็ได้ ทำไมต้องเสียเงินแก้ทั้งฉบับ”

ตอบ: แก้ทั้งฉบับประหยัดกว่ากันมาก และการแก้รายมาตราแทบไม่มีทางฝ่าด่าน ส.ว. ได้

ก่อนอื่น อย่าลืมว่า ส.ว. จำนวนมากจากชุด “เลือกกันเอง” ปี 2567 กำลังถูก ก.ก.ต. (ชุดที่เสียงส่วนใหญ่ใกล้จะมาจากความเห็นชอบของวุฒิสภาเอง) ตรวจสอบว่า “ฮั้ว” กันหรือไม่ และปัจจุบัน คดีนี้มีกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดีเอสไอ ร่วมตรวจสอบกับ ก.ก.ต.

รัฐธรรมนูญ 2560 ให้ ส.ว. มีอำนาจล้นเหลือ ถ้าเราอยากแก้รายมาตรา เช่น เรื่องคุณสมบัติและวิธีการได้มาซึ่ง ส.ว. ก็ต้องใช้เสียง ส.ว. ถึงหนึ่งในสาม (67 จาก 200 คน ในวุฒิสภาปัจจุบัน) ร่วมเห็นชอบด้วยในวาระที่ 1 และ 3

“เงื่อนไขพิเศษ” ข้อนี้ไม่เคยมีในรัฐธรรมนูญในอดีตฉบับใดเลย และข้อเท็จจริงก็ปรากฏว่า ส.ว. กลุ่มใหญ่ใช้อำนาจตามเงื่อนไขพิเศษนี้พิทักษ์รัฐธรรมนูญอย่างแข็งขัน
 


ตลอดห้าปีที่ผ่านมา 2563-2568 มีความพยายามจะแก้รัฐธรรมนูญ 2560 รายมาตรามากถึง 26 ครั้ง แต่ไม่มีครั้งไหนผ่านด่าน ส.ว. ไปได้ ยกเว้นครั้งเดียวคือวาระที่เสนอโดยพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเสนอให้เปลี่ยนระบบเลือกตั้งจากการใช้บัตรเลือกตั้งใบเดียว กลับไปเป็น 2 ใบ (แบบที่เราคุ้นเคยในอดีต)

การเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา จึงยากมากในทางปฏิบัติที่จะเกิดขึ้น

ยังไม่นับข้อเท็จจริงที่ว่า หลายมาตราถ้าจะแก้ไขต้องไปทำประชามติ สมมุติแก้ 10 มาตรา ก็อาจจะต้องทำประชามติ 10 ครั้ง

เสียเงินครั้งเดียวเพื่อร่างใหม่ทั้งฉบับ ย่อมถูกกว่าการเสียเงินหลายครั้งเพื่อแก้ทีละมาตราอย่างแน่นอน

วาทกรรม 3. “ยังไม่เห็นหน้าตาของใหม่ จะให้เห็นชอบได้ยังไง” และ “จะมั่นใจได้ยังไงว่าจะไม่แตะหมวด 1 หมวด 2”

ตอบ: ประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นแค่ “ประตูบานแรก” เท่านั้นสู่การมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในอนาคตยังต้องทำประชามติอีก 2 ครั้ง ว่าด้วยกรอบเนื้อหาและวิธีร่าง (ครั้งที่ 2) และเนื้อหาร่างใหม่ (ครั้งที่ 3) ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

จริงๆ หลายคนก็คงอยากเห็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะได้พิจารณาและตัดสินใจว่า ของใหม่ดีกว่าของปัจจุบันจริงหรือเปล่า

แต่โชคร้ายก็คือเราไม่มีโอกาสนั้น เพราะศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ทำประชามติ 3 ครั้ง เมื่อเดือนกันยายน 2568 ที่ผ่านมา –

ครั้งที่ 1 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

ครั้งที่ 2 ให้ประชาชนออกเสียงประชามติเกี่ยวกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่ามีวิธีการและเนื้อหาที่สำคัญอย่างไร

ครั้งที่ 3 ภายหลังรัฐสภาจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่



ดังนั้น ในประชามติครั้งที่ 1 ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ถ้าเสียงข้างมาก “เห็นชอบ” ว่า “สมควร” มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (โดยที่ยังไม่รู้ว่าเนื้อหาคืออะไร แค่ต้องตัดสินใจว่า “ไม่อยากใช้ของเดิมแล้ว”) รัฐสภา (หลังจากที่เรามีรัฐบาลใหม่แล้ว) ก็ยังต้องมาถกเถียงและออกแบบคำถามประชามติครั้งที่ 2 ว่าด้วย “วิธีการ” และ “กรอบเนื้อหาสำคัญ”

หลังจากที่เราลงประชามติครั้งที่ 2 แล้ว รัฐสภาจึงไปจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ (ตามวิธีการที่เราเห็นชอบ) แล้วนำเนื้อหากลับมาถามประชาชนว่า เห็นชอบกับฉบับใหม่นั้นหรือเปล่า ในการทำประชามติครั้งที่ 3

ดังนั้น ความกังวลใดๆ ก็ตามที่ใครมีเกี่ยวกับเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นต้นว่า นักการเมืองแย่ๆ จะมาแก้หมวด 1 หมวด 2 ในทางที่ลิดรอนพระราชอำนาจหรือเปล่า ล้วนเป็นการ “ตีตนไปก่อนไข้” เพราะเรายังไม่ต้องถกกันเรื่องนี้ในตอนนี้

กว่าจะทำประชามติครั้งที่ 2 และ 3 ประชาชนน่าจะได้ถกเถียงกันทุกข้อกังวล และถ้าใครยังกังวลมากๆ กับเนื้อหา (ที่จะร่างหลังประชามติครั้งที่ 2) ถึงเวลานั้นก็ย่อมมีสิทธิรณรงค์กันไปกา “ไม่เห็นชอบ” กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในการทำประชามติครั้งที่ 3
 
วาทกรรม 4. “แก้สันดานนักการเมืองก่อน แล้วค่อยมาแก้รัฐธรรมนูญ”

ตอบ: ไม่มีรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายฉบับไหนแก้สันดานคนได้ แต่กติกาที่ดีและไม่เลือกปฏิบัติ จะช่วยป้องกันไม่ให้คนสันดานเสียโกงกินได้ตลอดกาลโดยไร้ความรับผิด โดยเฉพาะคนสันดานเสียในองค์กรอิสระอำนาจล้นฟ้า

แนะนำให้ย้อนกลับไปอ่านคำตอบต่อวาทกรรมข้อแรก “รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับปราบโกง”


วาทกรรม 5. “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติมา”

ตอบ: ประชามติรัฐธรรมนูญ 2560 เกิดขึ้นแบบมัดมือชก หลายคนกา “เห็นชอบ” เพียงเพราะอยากเลือกตั้งเร็วๆ ฝ่ายรณรงค์ไม่เห็นชอบถูกกลั่นแกล้ง โดนดำเนินคดีกว่า 200 คน แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ คนรุ่นใหม่กว่า 8 ล้านคนวันนี้เพิ่งมีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง และประชาชนทุกคนยอมมีสิทธิที่จะเปลี่ยนใจ

ยังไม่นับข้อเท็จจริงที่ว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ฉบับที่ใช้กันทุกวันนี้มีการแก้ไขตามข้อสังเกตพระราชทาน 7 มาตรา หลังจากที่ผ่านประชามติไปแล้ว

ผู้เขียนปิดท้ายบทความ “สิทธิที่จะเปลี่ยนใจ: เหตุผลที่ทุกคนควรสนับสนุนกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ” (2563) ว่า

“กระบวนการแก้รัฐธรรมนูญเป็นถนนที่ยาวไกล เมื่อไรก็ตามที่ร่างใหม่เสร็จสิ้น [ก่อนทำประชามติครั้งที่ 3] ใครก็ตามที่อ่านร่างใหม่แล้ว ยังคิดว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ดีกว่าร่างใหม่ ก็ย่อมมีสิทธิไปโหวต ‘ไม่รับ’ ในการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญรอบใหม่ได้ (ซึ่งคราวนี้ก็ควรเรียกร้องให้เป็นประชามติที่ ‘เสรีและเป็นธรรม’ เสียที ไม่ให้ซ้ำรอยประชามติปี 2559)



“พูดง่ายๆ คือ กระบวนการนี้ไม่ทำให้ประชาชนคนไหนเสียสิทธิแต่อย่างใด

“ในทางตรงกันข้าม ใครก็ตามที่ยืนกรานกีดกันไม่ให้เริ่มต้นกระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ คือคนที่ปิดกั้นโอกาสของประชาชนด้วยกันในการเปิดใจ รับฟังข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาของรัฐธรรมนูญ 2560 ฟังข้อเสนอทางเลือกและทางออกใหม่ๆ ในการพัฒนากติกาสูงสุด

“ฟังแล้วหลายคนที่เคยชอบรัฐธรรมนูญ 2560 อาจเปลี่ยนใจก็เป็นได้ แต่ใครฟังแล้วไม่เปลี่ยน ก็มีสิทธิที่จะไม่เปลี่ยน

“ดังที่ ส.ส. อังกฤษ เดวิด เดวิส (David Davis) พูดไว้ในช่วงที่สังคมอังกฤษกำลังถกกันเรื่องประชามติ Brexit ว่า “ถ้าประชาชนเปลี่ยนใจไม่ได้ มันก็ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยแล้ว””

https://www.ilaw.or.th/articles/57099