วันศุกร์, กุมภาพันธ์ 27, 2569

หลังรัฐประหาร 2557 อนุรักษนิยมขวา กำหนดยุทธศาสตร์ 20 ปี เพื่อจะอยู่ยาวอีก 10 ปี แต่เกือบสำเร็จอยู่แล้ว ดันมาสะดุดที่มีการโกงเลือกตั้งโฉ่งฉ่างเกินไป ทำทุกอย่างเพื่อชนะเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาล


เลือกตั้งสกปรก.. 2 5 6 9 คือยุทธศาสตร์ อยู่ยาวอีก..10 ปี

20.02.2026
มติชนสุดสปดาห์

หลักศิลากลางน้ำเชี่ยว | มุกดา สุวรรณชาติ

การเลือกตั้งสกปรกปี 2569 ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องที่คนคนหนึ่งอยากจะเป็น ส.ส.หรือเป็นรัฐมนตรีแล้วไปซื้อเสียง หรือคิดวิธีการโกงเลือกตั้งขึ้นมาเพื่อตนเอง

แต่กลุ่มคนที่เล่นเกมนี้วางแผนขนาดใหญ่ระดับประเทศ คล้ายกับแผน ฮั้ว ส.ว.

เป้าหมายคือ ส.ส.เกินครึ่งสภา

เพื่อให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์เดิม

หลังรัฐประหาร 2557
อนุรักษนิยมขวา
กำหนดยุทธศาสตร์ 20 ปี ใน พ.ศ.2558


เริ่มที่ดีไซน์รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ได้เปรียบจนสำเร็จ คสช.ปกครองต่อประมาณ 5 ปีถือว่าแผนระยะที่ 1 ทำสำเร็จ

ขั้นที่ 2 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา สืบทอดอำนาจผ่านการเลือกตั้ง 2562 โดยใช้ ส.ว. 250 คนมาช่วยทำให้ปกครองต่อได้อีก 4 ปี

แต่ขั้นที่ 3 เลือกตั้งปี 2566 ไม่สามารถนำรวมไทยสร้างชาติมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลรวมกันเกินครึ่งได้เกือบ 300 คน คะแนนปาร์ตี้ลิสต์รวมแล้วประมาณ 25 ล้าน

พลเอกประยุทธ์ต้องถอย มีความจำเป็นที่จะต้องลากพรรคเพื่อไทยมาเป็นรัฐบาลชั่วคราว โดยนำทักษิณ ชินวัตร กลับไทย ผลักก้าวไกลเป็นฝ่ายค้าน แบ่งแยกก้าวไกลและเพื่อไทยออกจากกัน

แผนขั้นที่ 4 ต้องมี ส.ว.

ปี 2567 ส.ว.แต่งตั้ง 250 คน หมดอำนาจลงตามวาระ 5 ปี แต่ ส.ว.คือหัวใจของแผนยุทธศาสตร์ ดังนั้น จึงเกิดกรณีฮั้ว ส.ว.ขึ้น แม้มีคดีแต่ก็คุ้มเพราะ และสามารถมี ส.ว.ที่สนับสนุนมากกว่า 2 ใน 3 ของวุฒิสภา

และก็ยังทำหน้าที่คัดเลือกกรรมการองค์กรอิสระอยู่ได้โดยไม่ถูกปลดออก

ทำไมเร่งเปลี่ยนรัฐบาลปี
2567-2568


ขั้นที่ 5 มีการเปลี่ยนรัฐบาล ด้วยการปลดนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน

แม้เปลี่ยนเป็นนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร ก็ถูกปลดอีก

ทำไมจะต้องใช้ตุลาการภิวัฒน์เร่งปลดนายกฯ ไปถึง 2 คน

บางคนก็วิเคราะห์ไปว่ามีบางกลุ่มไม่พอใจทักษิณและกลัวกลับมามีอำนาจก็เลยตัดสินใจตัดไฟแต่ต้นลม ด้วยการให้เพื่อไทยหลุดจากอำนาจรัฐ จับทักษิณเข้าคุก ตัดกำลังทางการเงินและทำให้พรรคเล็กลง คนกลุ่มนี้กลัวทักษิณมากกว่ากลัวพรรคประชาชน

ขั้นที่ 6 เป็นการใช้ยุทธวิธีเพื่อให้มีการตั้งรัฐบาลนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล โดยอาศัยกำลังของพรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งจะได้ผลประโยชน์ 4 ต่อคือ ทำให้ ปชน.แตกแยกกับเพื่อไทยมากขึ้นไปอีก ลดทอนความเชื่อถือของ ปชน. และตัดอำนาจเพื่อไทย

ขณะเดียวกัน ภูมิใจไทยก็จะได้เป็นรัฐบาลและรักษาการในช่วงรอการเลือกตั้งซึ่งจะสามารถดำเนินการต่างๆ ทั้งการใช้งบประมาณและการโยกย้ายข้าราชการ

แผนขั้นที่ 7
ทำทุกอย่างเพื่อชนะเลือกตั้ง
และจัดตั้งรัฐบาล


ขั้นนี้เป็นยุทธศาสตร์และยุทธวิธีที่วางแผนเกี่ยวกับการเลือกตั้งเพื่อให้ได้ผลสูงที่สุดและเป็นประโยชน์ในระยะยาว

จัดตั้งรัฐบาลชั่วคราว ดึง ส.ส.พรรคต่างๆ มาเข้าสังกัด โดยอาศัยบารมีทางอำนาจรัฐ บารมีทางเศรษฐกิจ และบารมีที่มาจากอำนาจพิเศษ ทำให้มี ส.ส.ไหลเข้ามาสังกัดเป็นจำนวนมาก สามารถคัดเลือกคนที่มีโอกาสชนะได้ ย้ายข้าราชการไปลงตำแหน่งและพื้นที่ตามที่ต้องการ

ในทางยุทธวิธี หาเสียงเอาไว้โชว์ หาคะแนนคือของจริง

มีการเตรียมการเลือกตั้งทุกรูปแบบ ทั้งบนดินและใต้ดิน ใช้หลักการหาคะแนนไม่ใช่หาเสียง

แต่เมื่อผลคะแนนออกมาได้ตามเป้าหมาย หรือเกินเป้าหมาย กลับทำให้ชาวบ้านเห็นความผิดปกติ จากการลงคะแนน เช่น..

บัตรเลือก ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อและบัตรเลือก ส.ส.เขตมีจำนวนไม่เท่ากัน เพราะผู้มีสิทธิ์ทุกคนจะได้รับบัตรเลือกตั้งพร้อมกัน 2 ใบ และไม่มีชาวบ้านธรรมดาเอาบัตรออกมาได้ ดังนั้น จำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ส.ส.แบบแบ่งเขต และแบบบัญชีรายชื่อควรจะเท่ากัน หรือต้องมีสัดส่วนใกล้เคียงกันมากๆ

เช่น เลือกตั้งปี 2554 ต่างกันแค่ 167 ใบ และเลือกตั้งปี 2566 ต่างกันแค่ 9 ใบ

ข้อสงสัยที่ 1
อาจมีการยัดบัตรผีลงไปในหีบ
หรือแก้ไขตัวเลขตอนรวมคะแนน


การเลือกตั้งครั้งนี้พบว่า มีผู้มาใช้สิทธิ์เลือก ส.ส.ทั้ง 2 ประเภท แตกต่างกันตั้งแต่ 0 ถึง 1,000 คน รวม 348 เขต จาก 400 เขต (คิดเป็น 87%)

มีผู้ใช้สิทธิ์เลือก ส.ส.เขต เท่ากับ ส.ส.บัญชีรายชื่อ มีแค่ 10 เขต

มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือก ส.ส.เขตมากกว่า ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 – 1,000 คน มี 164 เขต

มีเกิน 1,000 คน จำนวน 31 เขต (จาก 26 จังหวัด) เช่น แพร่ เขต 3 ส่วนต่างเขตมากกว่า 11,036 คะแนน ศรีสะเกษ เขต 6 ส่วนต่างเขตมากกว่า 10,408 คะแนน น่าน เขต 2 ส่วนต่างเขตมากกว่า 8,806 คะแนน ฯลฯ

ส่วนจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์เลือก ส.ส.บัญชีรายชื่อ มากกว่า ส.ส.เขตก็มีที่เกิน 1,000 คน จำนวน 21 เขต (จาก 15 จังหวัด) เช่น จังหวัดอุบลราชธานี เขต 10 ที่ 7,857 ใบ และจังหวัดร้อยเอ็ด เขต 3 ที่ 6,324 ใบ ฯลฯ

ตอนนี้มีคนสงสัยว่า ความผิดปกติอันนี้สามารถส่งผลให้เกิดการชนะหรือแพ้ในเขตต่างๆ ได้ และการโกงคะแนนบัญชีรายชื่อ ก็จะทำให้พรรคที่กระแสน้อยพอเชิดหน้าได้

ถ้ามีการโกงกันในระดับหน่วยกว่าจะได้คะแนนเป็นพันก็คงต้องโกงหลายหน่วย แต่ที่น่ากลัวกว่าก็คือ..การแก้ไขตัวเลขในช่วงที่รวมคะแนน เข้ามาสู่ส่วนกลาง

การเรียกร้องให้เกิดการนับใหม่ในเขตที่มีความแตกต่างของบัตรเขียวบัตรชมพูมากผิดปกติเป็นเรื่องเหมาะสม และ กกต.ควรเปิดคะแนนรายหน่วยทันที

ข้อสงสัยที่ 2
QR Code และ Barcode บนบัตรเลือกตั้ง
ผิดรัฐธรรมนูญ
เพราะสามารถสอบย้อนกลับ
ไปรู้ว่าผู้ลงคะแนนเป็นใคร
และกาบัตรให้พรรคไหน


รธน.มาตรา 85…สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ใช้วิธีออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ….

(คำว่าลับนี้ หมายถึง ลับตลอดไป ต่อให้มีคนมาตรวจสอบภายหลังก็ไม่สามารถรู้ได้)

แต่ขณะนี้ พิสูจน์ได้แล้วว่าบัตรลงคะแนนชุดใหม่นี้สามารถสอบย้อนกลับไปได้จริงๆ ว่าใครลงคะแนนเบอร์อะไร

ใครเข้าไปในโกดังที่เก็บบัตรเก่าก็จะพบว่าทั้งต้นขั้วและบัตรจะอยู่บริเวณใกล้กัน

ปัจจุบันระบบรวบรวมข้อมูลขนาดใหญ่สามารถรวบรวมข้อมูลของผู้ลงคะแนน 30 กว่าล้านคนได้ไม่ยากถ้าเอกสารเหล่านี้หลุดรั่วออกไป

จนถึงนาทีนี้ก็ยังหาเหตุผลที่เหมาะสมไม่ได้ว่าทำไมต้องทำให้การลงคะแนนมีช่องให้สืบรู้ได้ทั้งๆ ที่ขัดรัฐธรรมนูญ

มีคนกล่าวว่า ถ้างานนี้ผลคะแนนออกมาเป็นแบบปี 2566 การเลือกตั้งจะต้องถูกตัดสินให้เป็นโมฆะทันที แต่ปี 2569 ผู้ชนะเปลี่ยนข้าง

อดีต ส.ว.ท่านหนึ่งสรุปว่า เหตุผลข้อแรกที่เขาเตรียมบาร์โค้ดเอาไว้ บางทีอาจจะเอาไว้เป็นข้ออ้างใช้ล้มการเลือกตั้ง ถ้าพวกเขาแพ้

ตัวอย่างคดีฮั้ว ส.ว.จึงประเมินว่า การเลือกตั้งสกปรก 2569 คนโกงที่หน้าหนาจะไม่ยอมให้เป็นโมฆะ อย่างมากก็นับคะแนนใหม่บางหน่วยบางเขตและเลือกตั้งใหม่บางเขต ซึ่งจะมีผลรวมทางการเมืองเหมือนเดิม

ยุทธศาสตร์อยู่ยาวอีก 10 ปี ของกลุ่มอนุรักษนิยมขวาเกือบสำเร็จอยู่แล้ว แต่มาสะดุดที่มีโกงเลือกตั้งโฉ่งฉ่างเกินไป จุดนี้จะทำให้การปะทะทางการเมืองแรงขึ้น ถ้ายิ่งฝืน กกต.จะเป็นแพะตัวแรก แต่เกมจะแรงไปถึงไหนยังประเมินยาก

https://www.matichon.co.th/weekly/deep/article_883453