วันเสาร์, มกราคม 31, 2569

ทำไมถึงเปลี่ยนจากแดงเป็นส้ม


Wanut Kosasu 
20 Hours ago
·
ความจริง ตั้งใจไว้ซักพักแล้ว ว่าจะเขียนเรื่อง ทำไมถึงเปลี่ยนจากแดงเป็นส้ม
วันก่อน เห็นมีคุณหมอคนหนึ่ง เขียนว่า ได้เปลี่ยนจากเหลืองเป็นส้ม คนแชร์เยอะมาก
เราก็มีเรื่องเล่าในมุมเล็กๆ ของเราเหมือนกัน
[**** คำเตือน โพสต์นี้ยาว ไม่ชอบอ่านอะไรยาวๆ ให้กดข้ามผ่านไปเลย ****]
ก่อนจะเป็นแดง ก่อนจะเกิดสงครามสีเสื้อ บอกก่อนว่าตอนนี้เราอายุ 35 เราเริ่มติดตามข่าวการเมืองตั้งแต่อายุประมาณ 6-7 ปี เพราะตอนเด็กๆ ที่บ้านชอบติดตามข่าวการเมือง คุณปู่ชอบดูข่าวการเมือง คุณพ่อก็ชอบดูข่าวการเมือง ก่อนปี 2540 การรับรู้เรื่องการเมืองเราเริ่มในยุคฟองสบู่แตก (วิกฤติต้มยำกุ้ง) ตอนนั้นมีพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง มีขนาดใหญ่มาก ได้รับความนิยมสูงมาก ชื่อ พรรคความหวังใหม่ หัวหน้าพรรคชื่อ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ์ จำได้ว่า สัญลักษณ์ของพรรค คือ ดอกทานตะวันดอกใหญ่ ทุกวันนี้คนยี้ชื่อนี้กันมาก เพราะเข้าใจว่าเป็นนายกรัฐมนตรีต้นเหตุที่ทำให้เกิดวิกฤติต้มยำกุ้งปี 2540 จากกรณีลอยตัวค่าเงินบาท (เมื่อก่อนอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทคงที่อยู่ที่ 25 บาทต่อ 1 USD) ซึ่งการตรึงค่าเงินที่ไม่ยืดหยุ่นนี้ ทำลายภาพรวมเศรษฐกิจของชาติระยะยาวมาได้ซักพักแล้ว จนมาถึงจุดแตกหักในปี 40 ต้องมีรัฐบาลที่กล้าตัดสินใจปล่อยให้ค่าเงินเปลี่ยนแปลงไปตามมูลค่าทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ทำให้เกิดวิกฤติค่าเงินบาทลอยตัว ส่งผลกระทบให้ระยะแรกมีคนล้มละลายเป็นจำนวนมาก มีข่าวการรีไทร์ เลย์ออฟพนักงานบริษัทเป็นจำนวนมาก เจ้าของกิจการ โดยเฉพาะ ส่งออกและนำเข้าสินค้า ที่ต้องแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เสียหาย ล้มละลาย ยุติกิจการกันเป็นแถบๆ มีข่าวคนกระโดดตึกฆ่าตัวตายเป็นรายวัน เพราะพิษเศรษฐกิจ พรรคฝ่ายค้านอภิปรายกดดันจนพลเอกชวลิตต้องลาออกจากนายกรัฐมนตรี และได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ชื่อ ชวน หลีกภัย แต่พ่อบอกเราว่า ให้จำคนชื่อ ชวลิต ยงใจยุทธ์ ให้ดีๆ นะลูก ถึงเขาจะเป็นนายกรัฐมนตรีที่บริหารประเทศจนเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 แต่เขาเป็นนายทหารที่เป็นนายกรัฐมนตรีอย่างสง่างาม เพราะเขาสมัครรับเลือกตั้งและชนะเลือกตั้งมา ไม่ได้ทำรัฐประหารมาเหมือนพลเอกคนอื่นๆ
คุณนึกออกไหม เด็กที่เกิดปี 2533 ชีวิตนี้เคยเจอรัฐประหารครั้งแรกในปี 2535 (เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ - คณะรักษาความสงบแห่งชาติ รสช.) ตอนนั้นคุณเพิ่งอายุ 2 ขวบ ยังไม่รู้ประสาอะไร เริ่มซึมซับเหตุการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจได้ตอนอายุ 6-7 ปี ก็เกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง จำได้เลยว่าแม่เพื่อนถามว่า พ่อให้เงินไปโรงเรียนวันละเท่าไหร่ เราบอกวันละ 1 บาท แม่เพื่อนหัวเราะ บอกเราว่า ฝากไปบอกพ่อด้วยนะ มันหมดสมัยใช้เงินวันละ 1 บาทไปแล้ว จากวันนั้น เราได้เงินไปโรงเรียนเพิ่มเป็นวันละ 5 บาทจนจบ ป.6
กลับมาที่เรื่องการเมือง หลังการลาออกของพลเอกชวลิต จนได้นายกชวน เราก็ลุ่มๆ ดอนๆ ในทางการเมือง แต่ตอนนั้นเริ่มใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 แล้ว ผลมันเริ่มออก เมื่อมีพรรคการเมืองใหม่ตั้งขึ้นมา แบะพรรคการเมืองนี้แหละ ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าทางการเมืองไทยไปตลอดกาล มันชื่อว่า “พรรคไทยรักไทย” หัวหน้าพรรคชื่อ “พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร” กับสโลแกน “คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อไทยทุกคน” ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเขาเป็นใคร เพราะตั้งแต่ปี 2543 มาจนถึงบัดนี้ ชื่อแกยังเป็นที่รู้จักกันทั้งบ้านทั้งเมือง movement ของแกทุกวันนี้ยังส่งผลสะเทือนถึงระดับรัฐบาลได้
การมาของรัฐบาลทักษิณ 1 เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าการเมืองไทยไปตลอดกาล มันเริ่มจาก ผู้คนเริ่มเบื่อการทำงานของรัฐบาลชวน หลีกภัย ผมจำได้เลย ตอนนั้นดูช่องไอทีวี มีรายการล้อเลียนการเมืองรายการหนึ่ง ผมชอบมาก เขาจะเอาหุ่นตุ๊กตา ทำเป็นรูปนักการเมืองมาพากย์เสียงคาแรกเตอร์ ตุ๊กตาชวนจะพูดว่า “เอ่อ ผมยังไม่ได้รับรายงาน” หรือไม่ก็ “อยู่ระหว่างการพิ‘ณาครับ” แสดงให้เห็นถึงความล่าช้าในการทำงานของรัฐบาลตอนนั้น ที่เอะอะอะไรๆ ก็ยังไม่เคยได้รับรายงานซักที
การมาของไทยรักไทย1 คือการปฏิรูปประเทศ อย่างน้อยก็ในทางข้อเท็จจริงหลายอย่าง คุณทักษิณเป็นคนคิดเร็วทำเร็ว ใครทำงานช้าเขาไล่ออก ถ้าทำไม่ได้ เขาจะให้คนอื่นมาทำ แล้วคนแบบทักษิณ ไปไหนมาไหนเขาจะหนีบ “ตู้เอทีเอ็ม” ไปด้วย ตู้เอทีเอ็มที่ว่านี้ คือ ผอ.สำนักงบประมาณครับ ถามว่าทำไมถึงรู้ ก็นี่เคยทำงานที่กระทรวงการคลังมาก่อน คนในกระทรวงเขาเล่าให้ฟัง นโยบายทักษิณสมัยนั้น ก็เหมือนนโยบายพรรคส้มสมัยนี้ คือ มันโดนใจคนรุ่นใหม่ (ตอนนั้น) แล้วมันไปทลายอุปสรรคที่กีดขวางการพัฒนาประเทศ ก็คือกลุ่มระบบราชการ ทักษิณไม่ได้มองคนไทยเป็นคนที่ถูกปกครอง แต่มองด้วยสายตานักธุรกิจ นั่นแปลว่าคนไทยคือ “ลูกค้า” ดังนั้น คะแนนนิยมของพรรคการเมือง จะได้มาด้วยการเอาชนะใจลูกค้า พูดง่ายๆ คือการขายนั่นแหละ จึงเป็นที่มาของนโยบายประชานิยม ลด แลก แจก แถม ซึ่ง คนจน เป็นคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ ชอบมาก เพราะเขาได้รับในสิ่งที่ไม่เคยได้รับมาก่อน คือการบริการจากรัฐ ในนาม “ลูกค้าคือพระเจ้า”
ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เมื่อก่อนคนไปติดต่อราชการสักเรื่อง สมมุติไปทำบัตรประชาชนละกัน เขาจะถือว่า ไปหาเจ้านาย เพราะข้าราชการสมัยก่อนคือเจ้านาย จะต้องพินอบพิเทา บางครั้งก็โดนข้าราชการก่นด่ามา ก็กลัวจนหัวหด (สมัยนั้น) ทุกวันนี้ไม่มีแล้ว มีโครงการอำเภอยิ้ม เจ้าหน้าที่จะต้องบริการด้วยไมตรีจิต ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ตะคอกใส่ชาวบ้าน บริบทและกลิ่นอายความเป็นเจ้าเป็นนายมันจึงลดลง ผู้ว่าราชการจังหวัด เมื่อก่อนคือ พ่อเมือง หรือเจ้าเมือง มีหน้าที่ปกครองบ้านเมืองต่างพระเนตรพระกรรณ ทักษิณก็จับมาปฏิรูปซะ เป็นผู้ว่า CEO คือเป็นผู้บริหาร section พื้นที่ให้บริการรูปแบบจังหวัด แต่มันมีดีเทลรายละเอียดเยอะ ขอเล่าข้ามเลยแล้วกัน
เงินแผ่นดิน กับทฤษฎีไม้ไอติม ที่แต่ก่อนจะจัดสรรงบประมาณลงมาทำโครงการอะไรซักเรื่อง ต้องอนุมัติจากกระทรวง กรม ส่วน ภาค จังหวัด อำเภอ ตำบล ไปจนถึงหมู่บ้าน มันคือแท่งไอติมที่มีคนเลียไปก่อนหน้านั้นแล้ว ตกมาถึงมือประชาชน มันเหลือแต่ไม้ไอติม ทักษิณแก้ใหม่ กดปุ่มปึ๊บ เงินมันพุ่งไปหาประชาชนเลย ข้ามหัวคนเคยได้เลียแท่งไอติมไปเลย (ตรงนี้ส่วนหนึ่งทำให้เกิดกระแสความไม่พอใจทักษิณด้วยในเวลาต่อมา)
จริงๆ มีนโยบายอีกเยอะที่ทักษิณทำทิ้งไว้และอยู่เป็นมรดกของทุกๆ รัฐบาลมาจนบัดนี้ เช่น กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง โครงการพัฒนาธุรกิจ SMLs พักชำระหนี้เกษตรกร(ยกเลิกแล้ว) โครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า (30 บาทรักษาทุกโรค : บัตรทอง) สงครามปราบปรามยาเสพติด(ยกเลิกแล้ว) ฯลฯ
ถามว่าดีขนาดนี้ ทำไมรัฐบาลทักษิณถึงอยู่ไม่ได้ นั่นเพราะ มันมีคนที่เสียผลประโยชน์เขาไปรวมกลุ่มกันได้ครับ อย่างน้อยก็ทฤษฎีแท่งไอติมที่ผมเล่าให้ฟังนั่นแหละ พ่อค้ายา พรรคฝ่ายค้านที่ไม่ว่าจะออกนโยบายอะไรมาก็แพ้ เพราะที่ผ่านมามีแค่ราคาคุย แต่ทำไม่ได้จริง กระแสนิยมทักษิณพุ่งขึ้นสูงมาก จนในที่สุดในการชนะการเลือกตั้งครั้งที่ 2 ของรัฐบาลไทยรักไทย ก็เกิดสิ่งที่ไม่มีใครเคยเห็นในการเมืองไทยมาก่อน คือการรวบรวมคะแนนเสียงจนตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้สำเร็จ
สิ่งนี้ทำให้ฝ่ายตรงข้ามทักษิณกลัวมาโดยตลอด และปรากฏเป็นภาพมุมกลับ เช่น การทุจริตเชิงนโยบาย เผด็จการรัฐสภา ครอบงำองค์กรอิสระ สภาผัวเมีย (สว.มาจากการเลือกตั้ง) เอื้อประโยชน์พวกพ้อง ขายชาติ เป็นนักการเมืองเลว ไปจนถึงล้มเจ้า
จึงเกิดขบวนการโค่นล้มทักษิณเกิดขึ้นในปี 2549 เรื่องมันเริ่มในวันที่ 25 เมษายน 2549 วันนั้นเกิดอะไรขึ้น ใครไปพบใครที่ไหน พูดอะไรกับใคร ผมขอไม่ลงรายละเอียด ไปหาอ่านกันเอาเอง
จนมันสุกงอมในวันที่ 19 กันยายน 2549 ผมซึ่งมีอายุ 16 ปี ได้เห็นภาพรถถังบุกกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรกในชีวิต (อาจจะเคยเห็นปี 2535 แต่ยังเด็กเลยจำไม่ได้) นั่นแหละ การทำรัฐประหารครั้งแรกในชีวิตเลย พลเอกสนธิ บุณยรัตนกลิน ผบ.ทบ.ตอนนั้น จำได้ ทักษิณอยู่อเมริกา ไปประชุม UN ยังไม่กลับ
หลังจากนั้น มีการร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 รัฐธรรมนูญที่ทหารยุคลุงตู่ในตอนหลังเรียกว่า “เสียของ” มีการยุบพรรคไทยรักไทย เกิดพรรคพลังประชาชนมาแทน มีคุณสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรค ผลการเลือกตั้งออกมา พรรคพลังประชาชนชนะเลือกตั้งถล่มทลาย เพราะคนโกรธทหารที่ไปทำรัฐประหารทักษิณ ตอนนั้นหลายคนคิดว่า ทักษิณเป็นฝ่ายถูกกระทำ ไม่ได้รับความเป็นธรรม คะแนนสงสารจากคนรากหญ้า จากคนที่ได้ประโยชน์เพราะนโยบายพรรคไทยรักไทยมีเยอะมาก สมัครเป็นนายกรัฐมนตรี ศาลรัฐธรรมนูญเอาสีข้างเข้าถูบอกว่า สมัครต้องพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพราะทำกับข้าวออกทีวี “รายการชิมไป บ่นไป” บอกว่า นายกรัฐมนตรีจะต้องไม่รับเงินจากทางอื่น การไปออกรายการทำกับข้าวออกทีวีคือการรับจ้าง เป็นรายได้จากทางอื่น ให้ออก
สมัครออกได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ชื่อ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ พ่อของคุณเชน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยในปัจจุบันนี่แหละ คุณสมชายน่าสงสารมาก เป็นนายกที่แทบไม่ได้เข้าทำเนียบรัฐบาลเลย เพราะเกิดม๊อบเสื้อเหลือง (คนรักเจ้า ไม่เอาทักษิณ) บุกยึด ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ปิดทำเนียบรัฐบาล รัฐบาลในตอนนั้นต้องไปใช้สนามบินดอนเมืองเป็นศูนย์สั่งการและที่ทำงานชั่วคราว
จนศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคพลังประชาชน สมชายออก เอาอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ หน.พรรคประชาธิปัตย์ในขณะนั้น (และขณะนี้) อุ้มไปตั้งรัฐบาลกันในค่ายทหาร (ราบ 11 รอ.) เกิดกระแสความไม่พอใจคนเสื้อแดงปะทะกับทหารและรัฐบาลอภิสิทธิ์ มีการล้อมทุบรถยนต์นายกรัฐมนตรี ปิดล้อมการประชุมอาเซียนซัมมิทที่พัทยา จนนำไปสู่การล้อมปราบสังหารคนเสื้อแดงด้วยกระสุนจริงในปี 2553 เบิกกระสุนเป็นแสนๆ นัด คนเสื้อแดงตายไปเป็นเบือ ยิงแม้กระทั่งในวัดปทุมคงคาราม อันเป็นเขตอภัยทาน ยิงแม้กระทั่งพยาบาลอาสา คนเสื้อแดงก็ตอบโต้ด้วยการเผาศาลากลางและสถานที่ราชการหลายแห่ง
ปี 2553 ฤดูร้อนปีนั้น ผมกำลังเรียนมหาวิทยาลัยปีสาม คณะนิติศาสตร์ มธ. ช่วงนั้นผมเรียนซัมเมอร์ เพราะขี้เกียจกลับบ้าน และผมสอบตกหลายวิชา เลยอยู่รอสอบซ่อมแก้ซัมเมอร์ที่ท่าพระจันทร์ ผมพักอาศัยอยู่กับหอพักเพื่อนแถวๆ วัดสามพระยา เส้นสามเสน ระหว่างย่านบางลำพูกับสี่เสาเทเวศน์ คืนนั้น จำได้ว่าคืนนั้นมีปะทะเดือดที่บางลำพู ผมกำลังเดินกลับหอพัก มีคนเสื้อแดงมาดึงแขนผมออกไป และบอกว่า ”ไอ้หนู! อย่ามาแถวนี้ เดี๋ยวเอ็งได้ตายห่ากันพอดีหรอก“ ผมก็งงๆ ตื่นเช้ามาจึงได้รู้ว่า มีทหารสไนเปอร์ซุ่มอยู่แถวนั้น และไล่ยิงไม่เลือกคน เน้นที่ Head shot ด้วย ที่รู้เพราะเห็นคลิปคนที่โดนยิงสมองไหล เลยจากจุดที่ผมโดนดึงแขนออกไปไม่กี่เมตร และเขาไม่ได้สวมเสื้อสีแดงด้วย ช่วงนั้นผมกลายเป็นคนเร่ร่อนชั่วคราว อาศัยนอนตามป้ายรถเมล์ 2-3 คืน เมื่อเห็นว่าสถานการณ์สงบ จึงค่อยกลับเข้าหอพัก
ถัดจากนั้นผมเข้าร่วมฟังปราศรัยของคนเสื้อแดงด้วย ผมเชื่อในพลังของคนที่ต้องการเห็นประเทศนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ผมเชื่อในพลังของประชาธิปไตย ผมเชื่อว่าประเทศไทยนี้ ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การชุมนุมของคนเสื้อแดงไม่ใช่การล้มเจ้า มันเป็นการแสดงออกถึงการปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เจตน์จำนงในการกำหนดผู้นำรัฐบาลโดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรได้รับการเคารพ ถ้าไม่พอใจ 4 ปีก็เลือกตั้งใหม่ ผมเชื่อเช่นนี้ และหลักการต่อสู้ของคนเสื้อแดงก็เป็นเช่นนี้
คำพูดที่ทัชใจผมที่สุด คือ “เสียงจากดินถึงฟ้า” ของณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ นักปราศรัยที่เติบโตมาจากรายการสภาโจ๊ก อีกหนึ่งรายการโปรดของผมจากช่องไอทีวีเช่นกัน ตอกย้ำว่า คนเสื้อแดงเรา แตกต่างจากคนเสื้อเหลืองตรงที่ “เราไม่มีเส้น” และเพราะเราไม่มีเส้น เสียงของเราจึงห่างไกลเหลือเกินจากท้องฟ้า แต่กระนั้น เราก็จะพูดให้ฟ้าได้ยินว่า เราก็คือคนไทย เราก็มีหัวใจ ถ้าไม่มีที่ยืนที่สมคุณค่า จะให้เราหาที่ยืนเองหรืออย่างไร ทุกครั้งที่กลับมาฟัง speech บทนี้ทีไร ก็ยังรู้สึกขนลุกทุกที
เอาล่ะ เขียนมาเสียยืดยาว บอกได้แค่ว่า มาเป็นคนเสื้อแดงได้ยังไง ยังไม่เข้าบทเลยว่า แล้วเปลี่ยนเป็นสีส้มตอนไหน จริงๆ ดีเทลมีมากกว่านี้นะ แต่มันยาวมากจริงๆ เลยขอสรุปเลยละกัน
ผมเห็นกับตาว่ามีการฆ่ากันตอนล้อมปราบคนเสื้อแดงปี 53 เลือดเย็นมากๆ ตอนที่จัดกิจกรรม Big cleaning day เอาน้ำมาฉีดล้างเลือดคนเสื้อแดง เอาดารา อินฟลูเอนเซอร์มากวาดถนนชะล้างทำลายหลักฐานทั้งหมดที่มีการล้อมสังหารคนเสื้อแดง ผมไม่มีวันลืมภาพจำเหล่านั้นไปได้เด็ดขาด
ผมมาช็อก และไม่ให้อภัยนักการเมืองเสื้อแดงตอนที่รู้ว่า เขาถีบส่งหัวเราเมื่อใช้งานเสร็จ ตอนจะออก พรบ.นิรโทษกรรมทางการเมือง “ฉบับเหมาเข่ง” ที่รวมถึงการนิรโทษกรรมคนสั่งการฆ่าคนเสื้อแดงด้วย แต่ตอนนั้นก็ยังไม่ได้มีพรรคส้ม ผมคิดได้แค่ว่า กูกาเลือกพรรคสีแดงไม่ลงอีกแล้ว ตั้งใจว่า คงกาไม่ประสงค์จะลงคะแนน เรื่องนโยบายและความสำเร็จต่างๆ ที่ผ่านมา เราไม่กังขา แต่เรื่องความชัดเจนในการให้ความเป็นธรรมกับกลุ่มคนที่ต่อสู้เรียกร้องให้คุณกลับมาอย่างสง่างาม คุณกลับขยำมันทิ้งลงถังขยะ มันก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันแล้ว ขนาด สส.เดียร์ ขัตติยา สวัสดิผล ที่สูญเสียคุณพ่อไปในการชุมนุมเสื้อแดง ยังเรียกร้องความเป็นธรรมให้พ่อตัวเองไม่ได้เลย หลังผ่านมา 16 ปีแล้ว คนอื่นๆ ระดับรากหญ้าคงไม่ต้องพูดถึง ใครจะเอาด้วยก็เอาเลย ผมไม่เอาด้วยแล้ว
จนกระทั่งเกิดการมาถึงของพรรคอนาคตใหม่ พรรคที่เชื่อในพลังของคนที่ต้องการเห็นประเทศนี้เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เชื่อในพลังของประชาธิปไตย เชื่อว่าประเทศไทยนี้ ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย การชุมนุมของคนเสื้อแดงไม่ใช่การล้มเจ้า มันเป็นการแสดงออกถึงการปกป้องรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เจตน์จำนงในการกำหนดผู้นำรัฐบาลโดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรได้รับการเคารพ ถ้าไม่พอใจ 4 ปีก็เลือกตั้งใหม่ ความเชื่อของพรรคเป็นเช่นนี้ ความเชื่อของผมก็เป็นเช่นนี้ และหลักการต่อสู้ของคนเสื้อแดงก็เป็นเช่นนี้ ไม่แปลก ที่คนเสื้อแดงเก่าๆ หลายคนหันมาสนับสนุนพรรคส้ม ไม่น้อยกว่าคนเสื้อเหลืองที่ตาสว่างว่าอำนาจรัฐบาลเผด็จการทหาร ทำอะไรกับประเทศนี้
คุณจะคิดเห็นทางการเมืองเป็นเช่นไร ผมไม่สนใจ ตราบใดที่หนึ่งสิทธิ หนึ่งเสียงของเรามีค่าเท่ากันในคูหาเลือกตั้ง เราคือเพื่อนกันครับ

https://thaienews.blogspot.com/2026/01/blog-post_993.html