
บทความจากไลน์
โลกจะไปทางใด? เมื่อ "ขงเบ้งทรัมป์" เดินเกมลึก!!!???
รัสเซียยืนยัน! ปูตินได้รับเชิญเข้าร่วม บอร์ด[คณะกรรมการบริหาร]สันติภาพ "Board of Peace" ของทรัมป์ กลางกระแสข่าว จ่ายค่าเข้าร่วม 1 พันล้านเหรียญ และเสียงค้านจากอิสราเอล
การวิเคราะห์จากสื่อสากล (เช่น Bloomberg, Washington Post, The Guardian) มองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาความขัดแย้งทั่วไปแบบเด็กๆคิด แต่คิดการใหญ่ทำซูเปอร์อภิมหาใหญ่ ไม่ใช่แค่รบกันจุดนั้น แต่คิดแบบยุทธศาสตร์ยาวววว ถึงระดับ "การรื้อระเบียบโลกใหม่" (New World Order) ในสไตล์ของโดนัลด์ ทรัมป์
เอาแค่สรุป
เบื้องหลังออกเป็น 4 ประเด็นหลัก
สรุปให้สำหรับคนไม่มีเวลาอ่านมาก
1. สไตล์นักการเมือง ที่เคยบริหารธุรกิจ บอร์แห่งวันติภาพ Board of Peace ทำองค์กรคู่ขนาน เล่นงานองค์กรที่เคยมีบทบาทอย่าง UN ให้ด้อยลงไป
2. UN ก็ไม่เอา นาโต้ก็ไม่เอา (เคยแสดงท่าทีทั้งพูดทั้งเขียนมานาน)
ขงเบ้งทรัมป์ (รึว่าโจโฉ?) ดึงรัสเซียมา "คานอำนาจ" ข้ามหน้ายุโรป ข้ามหัวจีน ไม่ต้องสนใจการ "วีโต้" อะไรอีกต่อไป
3. มีเสียงคัดค้านจากอิสราเอล เนทันยาฮูผู้อยู่บนทางสองแพร่ง
4. กรีนแลนด์ตั้งอยู่ตรงข้ามรัสเซีย เมื่อบินขึ้นไปมองจากขั้วโลก จึงต้องมา "ดีลกัน"
มากกว่าด้านกลาโหม แต่รวมไปถึงกับทรัพยากรและอำนาจเดินเรือแห่งอนาคต
(ทั้งการค้า ทั้งการทหารควบคู่กัน เดินเรือก็หมายถึงทั้งเรือลอจิสติกส์ กับเรือรบด้วย)
โดยสรุป:
โดยสรุป:
เบื้องหลังเรื่องนี้คือการที่ทรัมป์พยายามเปลี่ยนการทูตโลกให้เป็นเหมือน "บอร์ดบริหารบริษัท" ที่เน้นผลกำไรและการแลกเปลี่ยน (Transactional Diplomacy) โดยใช้รัสเซียเป็นหมากตัวสำคัญในการกดดันยุโรปให้ทำตามความต้องการของเขา รวมถึงนโยบายการขยายดินแดนหรือฐานอำนาจในอาร์กติก (กรีนแลนด์) ด้วย
ใครชอบอ่านละเอียด เขียนช่องถัดไป
การวิเคราะห์แบบละเอียด
1. Board of Peace: องค์กรคู่ขนานเพื่อทำลายอำนาจ UN สื่อหลายสำนักวิเคราะห์ว่า Board of Peace ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อเป็น "องค์กรทางเลือก" แทนที่องค์การสหประชาชาติ (UN) ซึ่งทรัมป์มองว่าไร้ประสิทธิภาพและสิ้นเปลือง
• เงื่อนไข 1 พันล้านดอลลาร์: การเรียกเก็บเงินเพื่อ "เก้าอี้ถาวร" ถูกมองว่าเป็นโมเดลธุรกิจแบบทรัมป์ (Pay-to-play) ซึ่งจะทำให้เขาสามารถคัดเลือก "พันธมิตรที่พร้อมจ่าย" เข้ามาอยู่ในวงอำนาจโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทูตที่ยุ่งยากแบบเดิม
• อำนาจวีโต้: ในร่างกฎบัตรระบุว่าประธาน (ซึ่งคือทรัมป์) มีสิทธิขาดในการตัดสินใจสุดท้าย ทำให้องค์กรนี้เป็นเครื่องมือส่งผ่านนโยบาย "America First" อย่างเบ็ดเสร็จ
2. การดึงรัสเซียมา "คานอำนาจ" กับยุโรปและจีน การเชิญปูตินเข้าร่วมในขณะที่ความสัมพันธ์กับยุโรป (โดยเฉพาะเยอรมนีและฝรั่งเศส) ตึงเครียด มีนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์ครับ:
2. การดึงรัสเซียมา "คานอำนาจ" กับยุโรปและจีน การเชิญปูตินเข้าร่วมในขณะที่ความสัมพันธ์กับยุโรป (โดยเฉพาะเยอรมนีและฝรั่งเศส) ตึงเครียด มีนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์ครับ:
• ลดบทบาท NATO: ทรัมป์มีท่าทีชัดเจนว่าไม่ต้องการแบกภาระป้องกันยุโรป การดึงรัสเซียเข้าสู่ "บอร์ดสันติภาพ" คือการส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ พร้อมจะตกลงกับรัสเซียโดยตรง (Direct Deal) ข้ามหัวยุโรป
• นโยบายกรีนแลนด์: ยุโรปและเดนมาร์กคัดค้านเรื่องนี้อย่างหนัก การที่ทรัมป์พยายามสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับรัสเซียอาจเป็นการบีบให้ยุโรปต้องยอมรับเงื่อนไขทางเศรษฐกิจหรือความมั่นคงบางอย่างของเขา เพื่อแลกกับการที่สหรัฐฯ จะไม่ปล่อยให้รัสเซียขยายอิทธิพลในอาร์กติกเพียงลำพัง
3. เสียงคัดค้านจากอิสราเอล (Netanyahu’s Dilemma) แม้ทรัมป์และเนทันยาฮูจะเคยสนิทกัน แต่ข่าวเรื่องการเชิญ "ปูติน" หรือผู้นำประเทศอื่นๆ (เช่น ตุรกี) เข้ามาดูแลการฟื้นฟูฉนวนกาซา ทำให้ฝ่ายขวาในอิสราเอลไม่พอใจ:
3. เสียงคัดค้านจากอิสราเอล (Netanyahu’s Dilemma) แม้ทรัมป์และเนทันยาฮูจะเคยสนิทกัน แต่ข่าวเรื่องการเชิญ "ปูติน" หรือผู้นำประเทศอื่นๆ (เช่น ตุรกี) เข้ามาดูแลการฟื้นฟูฉนวนกาซา ทำให้ฝ่ายขวาในอิสราเอลไม่พอใจ:
• อิสราเอลกังวลว่าหากรัสเซียหรือชาติตะวันออกกลางมีบทบาทใน Board of Peace มากเกินไป จะกระทบต่ออำนาจการควบคุมความมั่นคงในกาซาที่อิสราเอลต้องการเบ็ดเสร็จ
• สื่อมองว่านี่คือการที่ทรัมป์แสดงให้เห็นว่า "ไม่มีใครเป็นมิตรแท้ถาวร" แม้แต่กับอิสราเอล หากเขามองว่าทางเลือกอื่นให้ผลประโยชน์กับสหรัฐฯ มากกว่า
4. กรีนแลนด์กับทรัพยากรแห่งอนาคต บทวิเคราะห์จาก CSIS และสื่อสายความมั่นคงมองว่าความสนใจในกรีนแลนด์ของทรัมป์ไม่ใช่แค่เรื่องพื้นที่ แต่เป็นเรื่อง "แร่หายาก" (Rare Earths) และ "เส้นทางเดินเรืออาร์กติก":
4. กรีนแลนด์กับทรัพยากรแห่งอนาคต บทวิเคราะห์จาก CSIS และสื่อสายความมั่นคงมองว่าความสนใจในกรีนแลนด์ของทรัมป์ไม่ใช่แค่เรื่องพื้นที่ แต่เป็นเรื่อง "แร่หายาก" (Rare Earths) และ "เส้นทางเดินเรืออาร์กติก":
• การดึงรัสเซียเข้ามาอาจเป็นการเล่นเกม "Win-Win" ระหว่างมหาอำนาจเพื่อแบ่งเค้กทรัพยากรในขั้วโลกเหนือ โดยไม่สนใจเสียงค้านของชาติยุโรปขนาดเล็กกว่า
_________
โดยสรุป: เบื้องหลังเรื่องนี้คือการที่ทรัมป์พยายามเปลี่ยนการทูตโลกให้เป็นเหมือน "บอร์ดบริหารบริษัท" ที่เน้นผลกำไรและการแลกเปลี่ยน (Transactional Diplomacy) โดยใช้รัสเซียเป็นหมากตัวสำคัญในการกดดันยุโรปให้ทำตามความต้องการของเขา รวมถึงนโยบายการขยายดินแดนหรือฐานอำนาจในอาร์กติก (กรีนแลนด์) ด้วย