
Prap Boonpan
13 hours ago
·
‘อ่าน’ ผลโพล ‘มติชนxเดลินิวส์’
โพลเลือกตั้ง “มติชนxเดลินิวส์” รอบที่สอง ประกาศตัวเลขผลคะแนนออกมาแล้ว
ในที่นี้จึงจะไม่ขอลงรายละเอียดว่าใครนำ ใครตาม หรือไล่เรียงลำดับเปอร์เซ็นต์คะแนนของแต่ละพรรคการเมือง จากผลโพลดังกล่าว
เพราะทุกท่านน่าจะได้รับทราบข้อมูลเหล่าผ่านสื่อในเครือมติชนและเดลินิวส์ไปเรียบร้อย
ส่วนตัวอยากขออนุญาตกล่าวถึงบทเรียนใหม่ๆ และข้อสังเกตบางประการ จากการทำโพลออนไลน์เลือกตั้งในปี 2569
“บทเรียนใหม่” คือการได้พบ “กระบวนการปั่น/ดัมป์โพล” ซึ่งไม่เคยปรากฏชัดเจนขนาดนี้ในการทำโพลออนไลน์ก่อนการเลือกตั้งปี 2566
“การปั่นโพล” มิได้หมายถึงการกะเกณฑ์บรรดาผู้สนับสนุนพรรคเข้ามาระดมทำโพล เพื่อสร้างคะแนนให้พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่พอรับได้ และไม่ได้เบี่ยงเบนผลลัพธ์ในภาพรวมมากนัก เพราะผู้สนับสนุนพรรคเหล่านั้นย่อมต้องเป็นโหวตเตอร์ของพรรคการเมืองที่พวกเขาเข้ามาโหวตในโพลอยู่แล้ว
แต่หมายถึงการนำเทคโนโลยี “บอท” มาระดมทำโพลซ้ำๆ ในปริมาณมหาศาล เพื่อปั่นคะแนนให้พรรคการเมืองบางพรรค
ต้องขอสารภาพว่า ในปี 2569 กลุ่มตัวอย่างในโพล “มติชนxเดลินิวส์” ทั้งสองรอบ ที่เรานำมาวิเคราะห์ข้อมูล นั้นคิดเป็นจำนวนแค่ราวๆ 20-25 เปอร์เซ็นต์ ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดที่เข้ามาทำโพล เนื่องจากสื่อทั้งสองสำนักตรวจสอบพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่เหลือล้วนเป็น “บอท” ซึ่งเข้ามา “ดัมป์โพล” ทั้งสิ้น
ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถสรุปได้ว่ามีพรรคการเมือง (มากกว่าหนึ่งพรรค) พยายาม “ปั่นโพล” เพื่อหวังจะใช้ผลโพลไปชี้นำการตัดสินใจของมวลชน
แทนที่จะตั้งใจทำงานสื่อสารประเด็นทางการเมืองกับมวลชนโดยตรง จนเกิดเป็นกระแสนิยม ที่สะท้อนชัดผ่านผลโพล ตามวิถีปฏิบัติปกติ
มาถึงข้อสังเกตที่หนึ่ง คือ หลายคนอ่านโพลออนไลน์หรือโพลมาตรฐาน โดยพยายาม “เว้นช่องว่าง” เอาไว้
ด้วยความเชื่อว่าโพล “สะท้อนกระแส” แต่ “ไม่สะท้อนกระสุน”
ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่าพรรคการเมืองที่ไม่ค่อยมีคะแนนนิยมในโพลอาจประสบความสำเร็จสูงมากในการเลือกตั้งจริง หรือพรรคที่ไม่ได้อยู่ในอันดับหนึ่งของทุกโพล อาจกลายเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง
ส่วนตัวอยากทดลองเสนอว่า แทนที่จะมองหา “กระแส” ซึ่งทบทวีอย่างน่าอัศจรรย์ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้ง หรือการคาดเดาหวั่นวิตกว่าจะมีการยิง “กระสุน” ห่าใหญ่อย่างถล่มลายในช่วงหาเสียง
จริงๆ แล้ว อาจมี “พลังทางการเมือง” บางอย่างที่ทรงพลังยิ่งกว่า “กระแส-กระสุน” เป็นพลังที่ดูเหมือนหนืด เนือย ไร้สีสัน-ความร้อนแรง แต่ค่อยๆ กล่อมเกลาความคิด พฤติกรรม การตัดสินใจของผู้คนในตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ถ้าจะนิยามให้พลังนี้เป็น “กระแส” นี่ก็ไม่ใช่กระแสตูมตามประเดี๋ยวประด่าว หากเป็น “กระแสธารความคิด-อุดมการณ์” ที่ทำงานกับประชาชนพลเมืองมาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน
ถ้าจะนิยามให้มันเป็น “กระสุน” พลังเช่นนี้ก็มิได้ถูกยิงอย่างบ้าระห่ำในเวลาแค่เดือนเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของความสัมพันธ์ในระบบอุปถัมภ์ระหว่างนักการเมืองกับประชาชน ที่มีการสงเคราะห์ดูแลกันมายาวนานยั่งยืนกว่านั้น
การเลือกและไม่เลือกพรรคการเมืองไหน เป็นการประเมินตัดสินใจที่ผู้คนชั่งตวงวัดมาตลอดหลายเดือน หรือหนึ่งปีสองปีที่ผ่านมา มิใช่เพิ่งมาด่วนคิดเอาในช่วงไม่กี่สัปดาห์นี้
หากเชื่อแบบนี้ การตัดสินใจทางการเมืองก็คือกระบวนการกลั่นกรองไตร่ตรองที่ซึมลึกสั่งสมอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของคนจำนวนมากมานานแล้ว ส่งผลให้ตัวเลขในผลโพลต่างๆ อาจไม่ได้ผิดเพี้ยนแบบผิดฝาผิดตัวมากมาย และไม่จำเป็นจะต้องไป “จินตนาการ” ถึงสิ่งที่อยู่นอกเหนือหรือมีความย้อนแย้งแทงสวนกับผลโพลอย่างสิ้นเชิง
(ถ้าเรียกหรูๆ ผมก็จะนิยามการเมืองลักษณะนี้ว่าเป็น “banal politics” ซึ่งดัดแปลงมาจากแนวคิด “banal nationalism” ที่ตนเองเคยอ่านเมื่อหลายสิบปีก่อน)
ข้อสังเกตสุดท้าย มีแนวโน้มว่าประชาชนส่วนใหญ่อาจโหวต “เห็นชอบ” ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ สอดคล้องกับจุดยืนของพรรคการเมืองหลักๆ ในสนามเลือกตั้ง
เรื่องท้าทายลำดับถัดไป คือ เราจะได้รัฐบาลและเสียงส่วนใหญ่แบบไหน มาดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับหน้า
กระบวนการถกเถียง-ยกร่างจะดำเนินไปอย่างซับซ้อน ซ่อนเงื่อน เพียงใด (เมื่อคนที่อยากรักษารัฐธรรมนูญ 2560 เอาไว้ จำเป็นต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ด้วย อย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก)
แน่นอน ประชาชนเองก็ต้องร่วมกัน “ออกแรง” อีกหลายยก ในการลงประชามติอีกหลายหน เพื่อผลักดันให้เกิดกฎกติกาสูงสุดฉบับใหม่ของประเทศ
แต่อย่างน้อยที่สุด ถ้าพวกเราสามารถตีฝ่า “ป้อมปราการรัฐธรรมนูญ 2560“ ออกไปได้ นี่ก็จะเป็น ”จุดรีสตาร์ต“ สำคัญของสังคมการเมืองไทย
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122273755706072112&set=a.122182407728072112