
iLaw
8 hours ago
·
วาทกรรมที่ว่า รัฐธรรมนูญ 2560 เป็นฉบับปราบโกง การจะแก้ไขคือการช่วยคนโกง เป็นหนึ่งในวาทกรรมที่ถูก “ปั่น” ขึ้นโดยขบวนการปกป้องรัฐธรรมนูญ 2560 ทำให้มีบางคนลังเลใจที่จะกา “เห็นชอบ” ในการออกเสียงประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้
:
ซึ่งวาทกรรมดังกล่าว “ไม่เป็นความจริง” สามารถอธิบายสั้นๆ ได้ว่า “รัฐธรรมนูญนี้เขียนให้องค์กรตรวจสอบทุจริตไม่เป็นอิสระ จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่สนับสนุนฝ่ายหนึ่งให้โกงได้ไม่จำกัดและไม่ถูกตรวจสอบ หากต้องการปราบโกงจริงๆ ต้องเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”
:
มีชัย ฤชุพันธ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 เป็นผู้ตั้งชื่อเล่น และเชิดชูสิ่งที่ตัวเองเขียนขึ้นว่า “ฉบับปราบโกง” ซึ่งเป็นธรรมดาที่คนยกร่างต้องหาถ้อยคำมาชื่นชมผลงานของตัวเอง แม้จะเป็นจริงอยู่ว่า รัฐธรรมนูญ 2560 เพิ่มเครื่องมือถอดถอนนักการเมืองที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตให้ต้องพ้นจากตำแหน่งได้ง่ายขึ้น แต่เครื่องมือเหล่านั้นล้วนมีกระบวนการบังคับใช้แบบขัดหลักการของกฎหมาย “มุ่งเป้าหมายทางการเมือง” และใช้งานโดยองค์กรที่มีที่มาไม่เป็นอิสระ
:
องค์กรที่มีอำนาจตรวจสอบการทุจริต ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีที่มาที่ไม่ได้เป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง โดยกรรมการสรรหาประกอบไปด้วยตัวแทนขององค์กรเหล่านี้เวียนมาเลือกผู้สมัครในหมู่พวกเดียวกันเอง และส่งรายชื่อให้สว. ลงมติ “เห็นชอบ” ให้เข้าดำรงตำแหน่ง ซึ่งในช่วงก่อนมีสว. ชุดแรกก็ให้สภาแต่งตั้งของคสช. เป็นผู้ลงมติ ต่อมาในช่วง 5 ปีแรกของรัฐธรรมนูญนี้ สว. ก็มาจากการคัดเลือกของ คสช. โดยตรง องค์กรเหล่านี้จึงมาทำหน้าที่ปกป้องและไม่ตรวจสอบคนของคสช. ต่อมาสว. ก็มาจากระบบ “เลือกกันเอง” ที่ถูกพรรคการเมืองเข้าแทรกแซง จนได้ สว. ที่เสียงส่วนใหญ่เป็น “สีน้ำเงิน” และลงมติไปในทางเดียวกันเสมอ เลือกคนที่มีประวัติเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองอย่างชัดเจนเข้ามาทำหน้าที่ “ไม่ตรวจสอบ”
;
มีกรณีตัวอย่างมากมายที่เห็นความไม่สุจริตของนักการเมืองฝ่ายเดียวกับคสช. แต่กลไกของรัฐธรรมนูญนี้กลับไม่สามารถตรวจสอบหรือถอดถอนนักการเมืองได้ เช่น กรณี “นาฬิกายืมเพื่อน” ของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ, กรณีให้ลูกชายใช้ที่อยู่ในค่ายทหารตั้งบริษัทของพล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา สว. ชุดพิเศษ และน้องชายของพล.อ.ประยุทธ์, กรณีนายกรัฐมนตรีพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ยอมออกจากบ้านพักหลวงของตำแหน่งข้าราชการทหาร, กรณีรัฐมนตรีธรรมนัส พรหมเผ่า มีประวัติเคยต้องโทษคดีค้ายาเสพติด, กรณีตึกสตง. ถล่มและไม่มีการรับผิดของหน่วยงานรัฐ, กรณีถนนยุบหน้าโรงพยาบาลวชิระ ซึ่งบริษัทที่ก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินเป็นของอนุทิน ชาญวีรกูล รวมทั้งกรณีการโกงเลือกสว. ซึ่งเป็นการทุจริตที่ชัดเจนแต่กลับเอาผิดใครไม่ได้ ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นแล้วว่า รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ไม่สามารถ “ปราบโกง” ได้จริง ตรงกันข้ามกลไกตรวจสอบอำนาจรัฐทั้งหลายกลับ “ไม่ทำงาน” เพื่อปกป้องพวกเดียวกันเอง
:
คำว่า “ปราบโกง” เป็นเพียงวาทกรรมสวยหรูที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ปั้นแต่งขึ้น เพื่อจะเพิ่มเครื่องมือสำหรับใช้กำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองเท่านั้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่า การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคไทยรักษาชาติ พรรคอนาคตใหม่ และพรรคก้าวไกล ไม่ได้มีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตหรือการโกงร่วมด้วย รวมถึงการถอดถอนนายกรัฐมนตรีทั้งสองคนด้วยข้อหาฝ่าฝืนจริยธรรม เศรษฐา ทวีสินถูกข้อหาว่าแต่งตั้งรัฐมนตรีที่มีประวัติทุจริต ส่วนแพทองธาร ชินวัตร ถูกข้อหาโทรศัพท์คุยกับฮุนเซ็น ทั้งสองกรณีไม่ใช่ข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริต หรือก่อนหน้านี้การตัดสิทธิพรรณิการ์ วานิช ด้วยเรื่องมาตรฐานจริยธรรม รวมถึงคดี 44 สส. จากพรรคก้าวไกลก็ไม่ได้ทุจริตคอร์รัปชั่น เพียงทำหน้าที่สส. ในการเสนอกฎหมายเท่านั้น แต่กลายเป็นกลไกของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำหน้าที่ถอดถอนนักการเมืองที่ “ไม่ถูกใจ” หรือเคลื่อนไหวประเด็นสถาบันพระมหากษัตริย์
:
ผลจากการใช้งานอยู่นานกว่า 8 ปี เห็นภาพชัดแล้วว่า รัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีความสัมพันธ์กับผู้ร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงรัฐบาลหรือกลุ่มการเมืองในขั้วเดียวกัน แทบไม่เคยถูกตรวจสอบอย่างจริงจัง ไม่ว่าพฤติกรรมที่ปรากฏจะสะท้อนความไม่ซื่อสัตย์สุจริตต่อราชการมากเพียงใดก็ตาม แต่ถ้าเป็นขั้วการเมืองฝ่ายตรงข้าม กลับถูกตรวจสอบ ถอดถอน หรือถูกตัดสิทธิทางการเมืองได้ง่ายกว่าอย่างเห็นได้ชัด แม้ว่าข้อกล่าวหาจะไม่ใช่เรื่องการ “โกง” หรือ “ทุจริต” ก็ตาม
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1300289552144661&set=a.625664036273886
https://www.facebook.com/reel/879162154835513