วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 30, 2568

‘ญี่ปุ่น’ กับ ‘วัฒนธรรมความละอาย’ ที่หายากมากในประเทศไทย



‘ญี่ปุ่น’ กับ ‘วัฒนธรรมความละอาย’ ที่สะท้อนผ่านความรับผิดชอบของผู้คน ไม่ใช่แค่ผู้นำ

รัตนาภรณ์ ศรีนวลจันทร์
23/06/2025
Bertai.com

Table of Content
1. จุดกำเนิดของวัฒนธรรมแห่งความละอาย
2. การแสดงออกของวัฒนธรรมแห่งความละอาย
3. วัฒนธรรมแห่งความละอายถูกปลูกฝังอย่างไร ?
4. ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงเรื่องวัฒนธรรมความละอายของคนญี่ปุ่น

เรามักจะเคยได้เห็นได้ยินข่าวของประเทศแห่งเทคโนโลยีและวัฒนธรรมอย่างญี่ปุ่นอยู่เสมอ เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้นจนเกิดผลกระทบที่รุนแรง จะมีผู้ออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์หรือสถานการณ์นั้น ๆ โดยที่ไม่ต้องรอให้ถูกกดดันเลยด้วยซ้ำ อะไรที่ทำให้ประเทศญี่ปุ่นโดดเด่นเรื่องจิตสำนึกในความละอายต่อความผิดขนาดนี้

วันนี้จะพาทุกคนมาทำความรู้จักกับ “วัฒนธรรมความละอาย” (Culture of Shame) เบื้องหลังของวัฒนธรรมนี้คืออะไร แล้วทำไมถึงมีอยู่แค่ในญี่ปุ่น ?



จุดกำเนิดของวัฒนธรรมแห่งความละอาย

“วัฒนธรรมแห่งความละอาย” ในญี่ปุ่นมีรากฐานจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของการเน้นกลุ่มเป็นศูนย์กลาง และการให้ความสำคัญกับความสามัคคีในกลุ่ม

สิ่งนี้สืบทอดมาจากอิทธิพลของขงจื๊อ ซึ่งเน้นการทำหน้าที่และปฏิบัติตามบทบาทของตนในระบบลำดับชั้นของสังคม

ในสังคมญี่ปุ่นแบบดั้งเดิม คุณค่าของแต่ละบุคคลถูกตัดสินจากความสามารถในการทำหน้าที่ในกลุ่มว่าทำได้ดีแค่ไหน

การแสดงออกของวัฒนธรรมแห่งความละอาย

วัฒนธรรมแห่งความละอายในญี่ปุ่นปรากฏชัดผ่านการให้ความสำคัญกับการ “รักษาหน้า” (Face) ทั้งต่อตัวเองและกลุ่ม

คำว่า “Mentsu” (面子) หมายถึง “ศักดิ์ศรี” หรือ “หน้าตา” คล้ายกับแนวคิด “Reputation” แบบตะวันตก แต่มีนัยลึกกว่า

ผู้คนจะระมัดระวังอย่างมากว่าการกระทำของตนจะถูกผู้อื่นมองอย่างไร และจะพยายามหลีกเลี่ยงทุกอย่างที่อาจทำให้ตนหรือกลุ่มอับอาย

ผลก็คือ คนญี่ปุ่นมักลังเลที่จะโดดเด่น แสดงความเห็นต่าง หรือยอมรับความผิดพลาดในที่สาธารณะ

การนำความอับอายมาสู่ตนเอง ถือเป็นการละเลยหน้าที่และหักหลังกลุ่ม นำไปสู่การเสียหน้า และอาจถูกกีดกันออกจากสังคม

วัฒนธรรมแห่งความละอายถูกปลูกฝังอย่างไร ?

เด็กญี่ปุ่นจะถูกฝึกให้มีความรู้สึกไวต่อ “ความละอาย” ตั้งแต่ยังเล็ก และเรียนรู้ให้คำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่นอยู่เสมอ

ในวัฒนธรรมองค์กรญี่ปุ่น พนักงานมักถูกคาดหวังให้ให้ความสำคัญกับบริษัทมากกว่าความต้องการของตนเอง

ความภักดี การทำงานหนัก และการยึดถือบรรทัดฐานของกลุ่มคือสิ่งที่มีค่า การเบี่ยงเบนจากค่านิยมเหล่านี้ถือเป็นความน่าละอายต่อตนเองและองค์กร

สิ่งนี้ทำให้วัฒนธรรมแห่งความละอายฝังรากลึก และทำให้ยากต่อการหลุดพ้นจากกรอบเหล่านี้

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่ถูกพูดถึงเรื่องวัฒนธรรมความละอายของคนญี่ปุ่น

มีหลากหลายเหตุการณ์ที่เรามักจะได้เห็นการแสดงความรับผิดชอบของผู้นำประเทศและผู้นำองค์กรของประเทศญี่ปุ่น จนเป็นข่าวใหญ่และเป็นที่พูดถึงไปทั่วโลก
 

นายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ ของญี่ปุ่นประกาศลาออกจากตำแหน่งด้วยเหตุผลเรื่องสุขภาพ ไม่ต้องการให้อาการป่วยส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจในการบริหารประเทศ และกล่าวขอโทษชาวญี่ปุ่นที่ไม่สามารถทำหน้าที่จนครบวาระได้ (สิงหาคม 2020)

โคอิชิโร มิยาฮาระ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ยื่นลาออกเพื่อรับผิดชอบกรณีที่ระบบซื้อขายขัดข้อง ส่งผลให้นักลงทุนไม่สามารถซื้อขายหุ้นได้ตลอดทั้งวันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ (ธันวาคม 2020)

อิตารุ นากามูระ ผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติของญี่ปุ่น ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เพื่อแสดงความรับผิดชอบจากความบกพร่องในการดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกลอบยิงเสียชีวิต (สิงหาคม 2022)

นายกรัฐมนตรี ฟูมิโอะ คิชิดะ ของญี่ปุ่นประกาศจะลาออกจากตำแหน่ง ยุติการทำหน้าที่ผู้นำประเทศหลังรัฐบาลเผชิญมรสุมข่าวอื้อฉาวทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง เปิดทางให้ผู้นำคนใหม่เข้ามาแก้ไขปัญหาค่าครองชีพที่พุ่งสูง (สิงหาคม 2024)

แม้ว่าความละอายยังคงเป็นองค์ประกอบสำคัญของวัฒนธรรมญี่ปุ่น แต่ปัจจุบันก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่หันมาเน้นปัจเจก (เฉพาะบุคคล) มากขึ้น และลดความสำคัญของ “ตัวตนแบบรวมหมู่” (Collective self)

เมื่อผู้คนรู้สึกว่าไม่สามารถพึ่งพากลุ่มหรือได้รับการสนับสนุนแบบเดิมได้อีกต่อไป พวกเขาจะรู้สึกไม่มั่นคงและไม่แน่ใจในเส้นทางของตน ระบบแห่งความละอายที่เคยเป็นกรอบกำกับพฤติกรรมอย่างชัดเจนเริ่มอ่อนตัวลง แต่ความคาดหวังในความรับผิดชอบของแต่ละบุคคลก็เพิ่มขึ้น สิ่งนี้ทำให้หลายคนรู้สึกหลงทาง และเกิดความเครียดในการใช้ชีวิตในสังคมที่ยังคงมีบรรทัดฐานที่เข้มงวดสูงอยู่

ที่มา :Newsletter Japanetic

พิสูจน์อักษร :รัชนี สังข์แก้ว

https://www.beartai.com/life/inspiration/1474406
.....

Pavin Chachavalpongpun
13 hours ago
·
ในญี่ปุ่น วัฒนธรรมการแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่ทำลงไปจะถูกแสดงออกต่อสาธารณะในระดับที่ลึกซึ้งค่ะ โดยคนที่ทำพลาด ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ สื่อ ดารา ฯลฯ จะถูกสังคมบังคับให้ดำเนินการแสดงความสำนึกผิดตามพิธีกรรม ซึ่งมักจะเกี่ยวข้องกับการกล่าวคำขอโทษต่อสาธารณะ การโค้งคำนับอย่างลึกซึ้ง และสิ้นสุดลงด้วยการลาออกทันที ซึ่งดิชั้นได้เห็นมาเยอะมาก อันเป็นขั้นตอนที่จำเป็นในการยอมรับความผิดพลาดและฟื้นฟูความชอบธรรมของคนๆ นั้น หรือสถาบันนั้นๆ ซึ่งบอกตรงๆ แม่งโคตรจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสภาพแวดล้อมทางการเมืองในประเทศกะลา ซึ่งกลไกการรับผิดชอบมักล้มเหลวในการผูกมัดชนชั้นนำผู้มีอำนาจ ยกตัวอย่างเช่น ในวิกฤตการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ซึ่งรัฐบาลอนุทินล้มเหลวในการบรรเทาภัยพิบัติ แต่กลับมั่นหน้าปฏิเสธความรับผิดชอบแบบน้ำขุ่นๆ แถมแก้ตัวว่า "ไม่ได้ช้า" "ไม่ได้ล้มเหลว" "ควบคุมสถานการณ์ได้" ซึ่งแม่งก็คือการปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงที่จะยอมรับความผิดหรือกล่าวคำขอโทษ(แม้แต่คำขอโทษก็ยังไม่ได้ยิน sorry seems to be the hardest word!) แทนที่จะแสดงความสำนึกผิดหรือลาออก อีรัฐบาลนี้กลับเลือกที่จะทำให้ความล้มเหลวนั้นรุนแรงขึ้นไปอีกโดยการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากสาธารณะและปฏิเสธที่จะตอบคำถาม แม้กระทั่งคำถามพื้นฐานจากผู้สื่อข่าว การกระทำเช่นนี้เป็นการส่งสัญญาณถึงการเพิกเฉยต่อเจตนารมณ์ของสาธารณชนอย่างรุนแรงค่ะ และแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมจัญไรที่ฝังรากลึกซึ่งทำให้เราเห็นว่า ความล้มเหลวของการบริหารวิกฤต ถูกตอบโต้ด้วยการปิดไมค์และการลอยนวลพ้นผิดแบบหน้าด้านๆ และไร้ความรับผิดชอบสิ้นดี