วันอาทิตย์, พฤศจิกายน 01, 2569

"ตู่" มันคิดได้ไง



นายวราวุธกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีโรงงานประเภท 105 และ 106 รวม 3,049 แห่ง ในจำนวนนี้กว่า 1,500 แห่งกระจุกตัวอยู่ใน 5 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี และสมุทรปราการ จึงสั่งตั้งทีมเฉพาะกิจบูรณาการกำลังจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมจังหวัด หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม ฝ่ายปกครอง ทหาร และตำรวจ ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างเข้มข้น

การตรวจสอบจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ โดยเน้นโรงงานในพื้นที่เสี่ยงสูง โรงงานที่มีประชาชนร้องเรียน และสถานประกอบการที่เคยถูกสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขแต่ยังเพิกเฉยหรือขอขยายเวลาซ้ำซาก พร้อมกำหนดกรอบเวลาให้เห็นความคืบหน้าภายใน 1 สัปดาห์

“จากนี้จะไม่มีการผ่อนปรน หากโรงงานไม่สามารถดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องได้ ก็ต้องปิดโรงงาน” นายวราวุธกล่าว พร้อมย้ำว่าจะตรวจสอบโรงงานที่อาจใช้บุคคลอื่นเป็นนอมินีถือครองกิจการ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบและความรับผิดทางกฎหมายด้วย
ที่มา ผู้จัดการออนไลน์

https://mgronline.com/local/detail/9690000104627






ชาวปราจีนฯ กว่า 3 หมื่นคนดีเดย์ 4 พ.ย. บุก ทส. จี้ประกาศเขตควบคุมมลพิษ ท่วมลุ่มน้ำปลาตายเกลื่อน เลือดประชาชนปนเปื้อนโลหะหนัก


ชาวปราจีนฯ กว่า 3 หมื่นคนดีเดย์ 4 พ.ย. บุก ทส. จี้ประกาศเขตควบคุมมลพิษ ท่วมลุ่มน้ำปลาตายเกลื่อน เลือดประชาชนปนเปื้อนโลหะหนัก

31.10.26
มติชนออนไลน์

วิกฤตสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำปราจีนบุรีลุกลามถึงขีดสุด หลังกระแสน้ำหลากและภาวะน้ำลดช่วงปลายเดือนกันยายน 2569 ชะล้างกากสารเคมีและของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมทะลักลงสู่ลำน้ำสายหลัก ส่งผลให้ปลาในกระชังและบ่อเลี้ยงของเกษตรกรในอำเภอศรีมหาโพธิ อำเภอเมือง และอำเภอบ้านสร้าง น็อคตายยกกระชังสร้างความเสียหายหลายร้อยล้านบาท ซ้ำร้ายผลตรวจร่างกายชาวบ้านยังพบสารพิษผิดปกติถึง 73 ราย

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม เครือข่ายรักษ์ปราจีนบุรี พร้อมด้วยตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาและประชาชนผู้เดือดร้อนกว่า 100 คน ได้นัดประชุมด่วน ณ วัดหาดสะแก อำเภอเมืองปราจีนบุรี เพื่อสรุปสถานการณ์และจัดทำแผนฟื้นฟูอาชีพ พร้อมประกาศระดมรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบจาก 5 อำเภอ ทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์รวมมากกว่า 30,000 รายชื่อร่วมกับทุกกลุ่มเดือดร้อน โดยกำหนดดีเดย์ในวันที่ 4 พฤศจิกายนนี้ จะเดินทางไปยื่นหนังสือร้องเรียนต่อปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และประธานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เพื่อกดดันให้ใช้อำนาจตามมาตรา 59 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ประกาศให้พื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีและลำน้ำสาขาเป็น “เขตควบคุมมลพิษ” อย่างเป็นทางการ

ด้านตัวแทนเกษตรกรอย่าง นายมนตี คำรอด เปิดเผยว่า เกษตรกรต้องแบกรับภาระหนี้สินก้อนโต แต่กลับได้รับการเยียวยาภัยพิบัติเพียง 390 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเสียหายจริงที่สูงถึงกระชังละนับแสนบาท สอดคล้องกับ นายภารดร ภาษิต หรือ “เบียร์ ปลาการ์ชัง” เกษตรกรในอำเภอเมือง ที่ระบุว่าปลาทับทิมและปลานิลซึ่งเตรียมจับขายในช่วงปีใหม่น็อคตายเกลี้ยง 4 กระชัง สูญเงินกว่า 5 แสนบาท พร้อมชี้ว่าปัญหาดังกล่าวมีต้นตอจากการขาดการตรวจสอบโรงงานอุตสาหกรรมต้นน้ำในพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรีและอำเภอศรีมหาโพธิอย่างจริงจัง

นางบุษบงค์ ชาวกัณหา ตัวแทนเครือข่ายฯ ระบุว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมีความซับซ้อนเกินกว่าท้องถิ่นจะรับมือได้และต้องอาศัยการแก้ไขเชิงโครงสร้าง โดยมีหลักฐานเชิงประจักษ์ยืนยันความวิกฤต ทั้งกรณีน้ำท่วมชะล้างบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมในตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ จนตรวจพบสารปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนสูงลิ่วถึง 114,860 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่ผลตรวจปัสสาวะของชาวบ้านในตำบลโคกปีบ อำเภอศรีมโหสถ พบสารโลหะหนักในร่างกายผิดปกติถึง 73 ราย มีอาการแน่นหน้าอกและหายใจลำบาก นอกจากนี้ยังพบการปนเปื้อนของสารอะลูมิเนียมในแม่น้ำปราจีนบุรีสูงถึง 3.547 มิลลิกรัมต่อลิตร เสี่ยงสะสมในห่วงโซ่อาหารและกระทบพืชเศรษฐกิจชื่อดังอย่างทุเรียนปราจีนบุรี อีกทั้งยังพบปัญหาการซอยขนาดโรงไฟฟ้าขยะอุตสาหกรรมในตำบลลาดตะเคียนเพื่อเลี่ยงการทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ตลอดจนชาวบ้านในพื้นที่ต้องประสบปัญหาน้ำประปาเปลี่ยนสีและมีกลิ่นเหม็นจนต้องควักกระเป๋าซื้อน้ำดื่มเอง

ทั้งนี้ ทางเครือข่ายฯ ได้เสนอแนวทางแก้ไขในหลายระยะ พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจลงพื้นที่สำรวจแหล่งกำเนิดมลพิษ ประเมินขีดความสามารถในการรองรับมลพิษ และบังคับใช้หลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายเพื่อให้โรงงานต้นเหตุรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูธรรมชาติทั้งหมด

ท่ามกลางเสียงสะท้อนจากชาวบ้านในพื้นที่อย่าง คุณสิริพร และป้าอ้วน วัย 77 ปี ชาวบ้านหาดสะแก ที่สะท้อนความอั้นตันว่า แม้ในอดีตพื้นที่น้ำจะท่วมทุกปีแต่ไม่เคยมีความผิดปกติรุนแรงเช่นนี้ แต่วิกฤตครั้งนี้กลับช่วยเปิดโปงมลพิษที่ถูกซุกไว้ใต้พรมมานานนับสิบปีจากความอ่อนแอและการตรวจสอบที่ไม่จริงจังของภาครัฐ ชาวบ้านจึงฝากความหวังให้ผู้มีอำนาจเร่งเข้ามาสะสางปัญหาระบบนิเวศก่อนที่ทรัพยากรธรรมชาติจะถูกทำลายจนไม่สามารถฟื้นฟูได้

ล่าสุดเวลา 17.20 น.นายชนาธิป โคกมณี รอง ผวจ.ปราจีนบุรีรักษาราชการแทน ผวจ.ปราจีนบุรีโพสต์ในกลุ่มไลน์ผู้ว่าพบสื่อมวลชน จ.ปราจีนบุรีระบุว่า … รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีร่วมกับสภาเกษตรกรจังหวัดปราจีนบุรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดปราจีนบุรี เชิญชวนร่วมกิจกรรม “ชวนกินปลา” เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ ว่าปลาในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีปลอดภัย สามารถรับประทานได้ตามปกติ เนื่องจากผ่านการตรวจสอบจากกรมประมงเรียบร้อยแล้ว

โดยกิจกรรมจัดขึ้นวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 2569 เวลา 17:00 น. ณ บ้านเกาะยาง หมู่ที่ 9 ตำบลโพธิ์งาม อำเภอประจันตคาม (ใกล้แยกห้วยขื่อ)

ผู้สื่อข่าวได้โทรศัพท์สัมภาษณ์ นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี และรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี เปิดเผยถึงประเด็นร้อนดังกล่าวว่า กระแสข่าวที่ระบุว่าปลาในจังหวัดปราจีนบุรีอันตรายและกินไม่ได้นั้น ได้สร้างความสับสนไปกันใหญ่ แท้จริงแล้วปัญหาปลาตายในบางพื้นที่เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นทุกปี เนื่องจากสาเหตุทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมขังหญ้า น้ำเน่าเสีย หรือออกซิเจนในน้ำลดลง ไม่ได้เกิดจากปัญหาโรงงานอุตสาหกรรมอย่างที่ถูกกล่าวหาเพียงอย่างเดียว อีกทั้งกรมประมงได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจพิสูจน์เนื้อปลาอย่างละเอียดแล้ว และยืนยันตรงกันว่า ปลาไม่ได้มีสารโลหะหนักหรือสารพิษเจือปนแต่อย่างใด ประชาชนสามารถรับประทานได้ตามปกติ

นายชนาธิป กล่าวต่อว่า เพื่อเป็นการตอกย้ำความมั่นใจและล้างภาพลักษณ์เชิงลบ ทางจังหวัดเตรียมเดินหน้าจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ โดยใน วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายนนี้ เวลาประมาณ 17.00 น. จะเดินทางลงพื้นที่ ณ อำเภอประจันตคาม พื้นที่ศูนย์กลางของจังหวัด เพื่อไปพบปะเยี่ยมเยือนพี่น้องประชาชน จะร่วมกันหาปลาสดๆ จากแม่น้ำมาทำอาหารพื้นบ้านรับประทานร่วมกัน เพื่อพิสูจน์ให้สังคมเห็นกันจะๆ ว่าปลาน้ำจืดของจังหวัดปราจีนบุรีนั้น “สด สะอาด และปลอดภัย” หายห่วงอย่างแน่นอน

“เราต้องสร้างความเชื่อมั่นครับ ไม่อย่างนั้นภาพลักษณ์จังหวัดปราจีนบุรีจะเสียหายหมด บางเรื่องภาพข่าวทำให้คนมองว่าปราจีนฯ น่ากลัวไปเสียทุกเรื่อง ทั้งที่จริงแล้วพี่น้องประชาชนในพื้นที่เขาก็รับประทานปลากันตามปกติ ไม่ได้วิตกกังวลอะไรเลย” นายชนาธิป โคกมณี รร.ผวจ.ปราจีนบุรี ระบุ


นายชนาธิป โคกมณี รองผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี และรักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี







https://www.matichon.co.th/region/news_5956270




วันฮาโลวีนของทุกปีในประเทศไทย นอกจากจะเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองทั่วไปแล้ว สำหรับผู้ที่อยู่ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย วันที่ 31 ตุลาคม ยังเป็นวันแห่งการรำลึกถึง "นวมทอง ไพรวัลย์" ผู้ซึ่งการจากไปของเขาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว (พ.ศ. 2549) ได้กลายเป็นสัญลักษณ์อันทรงพลังและบาดแผลทางความรู้สึกของผู้คนจำนวนมาก








https://x.com/ZhentingLiu/status/2116319800947560865
.....

วันฮาโลวีนของทุกปีในประเทศไทย นอกจากจะเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองทั่วไปแล้ว สำหรับผู้ที่อยู่ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย วันที่ 31 ตุลาคม ยังเป็นวันแห่งการรำลึกถึง "นวมทอง ไพรวัลย์" ผู้ซึ่งการจากไปของเขาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว (พ.ศ. 2549) ได้กลายเป็นสัญลักษณ์อันทรงพลังและบาดแผลทางความรู้สึกของผู้คนจำนวนมาก

เรื่องราวของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์สำคัญ:

การประท้วงด้วยชีวิต: หลังเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ลุงนวมทองในวัย 59 ปี ได้ตัดสินใจขับรถแท็กซี่พุ่งชนรถถังของคณะรัฐประหารบริเวณลานพระบรูปทรงม้า เพื่อแสดงออกถึงการต่อต้านการยึดอำนาจ โดยเขากล่าวในเวลาต่อมาด้วยประโยคที่สะเทือนใจว่าทำไปเพื่อศักดิ์ศรีของคนหาเช้ากินค่ำและเพื่อแสดงจุดยืนว่า "No More Coup" (ไม่เอาอีกแล้วรัฐประหาร)

การจากไปในคืนวันฮาโลวีน: หลังจากเหตุการณ์แรก เขาได้รับการรักษาตัวจนหายดีและได้รับการปล่อยตัว แต่ต่อมาในคืนวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2549 ลุงนวมทองได้ผูกคอตัวเองเสียชีวิตกับราวสะพานลอยบริเวณถนนวิภาวดีรังสิต พร้อมกับจดหมายลาตายที่ยืนยันอุดมการณ์เดิม เพื่อลบคำสบประมาทของฝ่ายผู้มีอำนาจในขณะนั้นที่กล่าวหาว่าเขาทำเพื่อหวังชื่อเสียงหรือเงินทอง

การตัดสินใจจบชีวิตลงในวันฮาโลวีนเมื่อสองทศวรรษก่อน ทำให้วันที่ 31 ตุลาคมของทุกปีมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่ลึกซึ้งและเจ็บปวดสำหรับผู้ที่ยึดมั่นในประชาธิปไตย โดยมีการจัดกิจกรรมรำลึกและการวางดอกไม้ที่บริเวณสะพานลอยจุดเกิดเหตุเป็นประจำทุกปี เพื่อไม่ให้สังคมลืมเลือนการเสียสละและเสียงสะท้อนที่ว่า "ไม่เอาการรัฐประหาร" ของสามัญชนคนธรรมดาคนนี้

จดหมายลุงนวมทองถึงสาเหตุของการเอารถชนรถถัง และ การตัดสินใจลาตาย

เนื้อหาในจดหมายลาตายและคำพูดของ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เป็นหลักฐานสำคัญที่บันทึกแรงจูงใจ อุดมการณ์ และความรู้สึกเจ็บปวดของเขา โดยแบ่งออกเป็นสาระสำคัญจากจดหมายและการให้สัมภาษณ์ก่อนเสียชีวิต ดังนี้

1. จดหมายลาตาย (ก่อนผูกคอเสียชีวิต 31 ตุลาคม 2549)

จดหมายฉบับนี้ถูกพบในตัวของลุงนวมทองในคืนวันเกิดเหตุสะเทือนใจที่บริเวณสะพานลอยถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งเขียนขึ้นเพื่อยืนยันเจตจำนงและลบคำสบประมาทของผู้มีอำนาจ โดยมีใจความสำคัญสรุปได้ดังนี้:

ยืนยันความบริสุทธิ์ใจ ไม่ใช่การจัดฉาก: ลุงนวมทองเขียนระบุชัดเจนเพื่อแก้ข้อกล่าวหาหรือข่าวลือที่ว่าการเอารถแท็กซี่ชนรถถังเป็นการรับจ้างทำหรือทำเพื่อหวังผลประโยชน์ โดยเขายืนยันว่านี่คือ การกระทำด้วยจิตสำนึกของตนเอง 100%

ศักดิ์ศรีของสามัญชน: เขาต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่าคนหาเช้ากินค่ำหรือคนขับแท็กซี่ธรรมดาๆ ก็มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และรักประชาธิปไตยไม่แพ้ใคร

เหตุผลในการปลิดชีพ: การตัดสินใจจบชีวิตตัวเองด้วยการผูกคอ เป็นการกระทำเพื่อแลกกับอุดมการณ์ และเพื่อตอกย้ำให้สังคมเห็นว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมไทย

2. คำให้สัมภาษณ์และเหตุผลในการ "เอารถแท็กซี่ชนรถถัง" (19 กันยายน 2549)

ย้อนกลับไปในคืนวันเกิดเหตุรัฐประหาร (หลังขับรถชนรถถังบริเวณลานพระบรูปทรงม้าจนได้รับบาดเจ็บและถูกควบคุมตัว) ลุงนวมทองได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงเหตุผลที่ทำลงไปว่า:

ความคับแค้นใจต่อการยึดอำนาจ: เขารู้สึกทนไม่ได้ที่ประเทศชาติถูกถอยหลังด้วยการรัฐประหาร ซึ่งทำลายกติกาประชาธิปไตยและสร้างความเสียหายให้แก่บ้านเมือง

สัญลักษณ์ "No More Coup": การตัดสินใจขับรถแท็กซี่พุ่งชนรถถัง (ซึ่งถือเป็นอาวุธทรงพลังที่สุดของผู้ยึดอำนาจ) ด้วยรถแท็กซี่คู่ชีพ เปรียบเสมือนการเอาชีวิตและอาชีพสุจริตเข้าแลก เพื่อส่งเสียงตะโกนดังๆ ไปยังผู้มีอำนาจว่า ไม่ต้องการให้มีรัฐประหารเกิดขึ้นอีกในประเทศไทย

คำสบประมาทที่ผลักดัน: หลังการชนรถถัง มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายทหารและผู้สนับสนุนการรัฐประหารในขณะนั้นทำทำนองว่า เป็น "พวกรับจ้างมาทำลายภาพลักษณ์" หรือทำเพื่อเรียกร้องความสนใจ ซึ่งคำกล่าวหานี้สร้างความชอกช้ำระทมใจให้แก่ลุงนวมทองเป็นอย่างมาก จนกลายเป็นหนึ่งในชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจเขียนจดหมายลาตายในเวลาต่อมา เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่ทำทำด้วยหัวใจและอุดมการณ์ล้วนๆ

การจากไปของลุงนวมทอง ไพรวัลย์ จึงไม่ได้เป็นเพียงโศกนาฏกรรมส่วนบุคคล แต่ได้กลายเป็น "หมุดหมายทางประวัติศาสตร์" ของสามัญชนที่ลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจเผด็จการด้วยชีวิตของตนเอง

เนื้อหาฉบับเต็มของจดหมายลาตายที่ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ เขียนไว้ก่อนตัดสินใจปลิดชีพตนเองในคืนวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2549 มีข้อความดังนี้:

"จดหมายลาตาย

ถึง พี่น้องเพื่อนร่วมอาชีพ และประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทุกคน

ที่ผมต้องตัดสินใจทำเช่นนี้ เพราะต้องการยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่า การที่ผมขับรถแท็กซี่ชนรถถังเมื่อคืนวันที่ 19 กันยายนที่ผ่านมานั้น ไม่ได้มีใครจ้างวาน หรือทำเพื่อหวังเงินทองชื่อเสียงใดๆ ทั้งสิ้น แต่ทำไปด้วยจิตสำนึกของความเป็นไทย และต้องการประท้วงการรัฐประหารที่ทำลายประเทศชาติ

แต่กลับมีคำกล่าวหาว่าผมเป็นพวกรับจ้างมาทำลาย หรือทำเพื่อสร้างกระแส ซึ่งมันทำให้ผมเจ็บปวดมาก ผมเป็นแค่คนขับแท็กซี่หาเช้ากินค่ำ แต่ผมก็มีศักดิ์ศรีและความรักในประชาธิปไตยไม่แพ้ใคร

การตายของผมในวันนี้ หวังว่าจะช่วยยืนยันความจริงใจ และเป็นสัญลักษณ์ว่าพวกเราไม่ต้องการรัฐประหารอีกต่อไป

ขอความกรุณาทุกท่านให้อภัย และจดจำว่าผมทำเพื่อศักดิ์ศรีของประชาชน

ด้วยความเคารพรักและศรัทธา นวมทอง ไพรวัลย์"

จดหมายฉบับนี้ถูกพบพร้อมกับร่างของลุงนวมทองบริเวณสะพานลอยถนนวิภาวดีรังสิตในคืนวันฮาโลวีน พ.ศ. 2549 ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นจดหมายประวัติศาสตร์ที่ถูกนำมากล่าวถึงทุกครั้งที่มีการจัดกิจกรรมรำลึกถึงการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของสามัญชนคนนี้


















.....

Atukkit Sawangsuk 
7 hours ago
·
(มิตร แชร์โพสต์ตัวเองเมื่อปี 63)
ย้อนกลับไปปี พศ 2549
ยุคที่ยังไม่มี facebook และกล้องมือถือ
ในโลกที่คำว่า เสื้อเหลือง เสื้อแดง สลิ่ม ยังไม่ปรากฏ
ในงานศพลุงนวมทองวันแรก ผ่านการบอกต่อๆกัน
คนที่มางานครึ่งนึงคือ ชุมชนคนขับแทกซี่
อีกครึ่งหนึ่งคือตำรวจ
รวมๆกัน ไม่น่าเกิน 30 คน
ผู้ที่มาแสดงน้ำใจกลุ่มแรก คือ คุณสมบัติ บุญงามอนงค์ หมอเหวง, หมอสันต์, ครูประทีป และคุณจอม เพชรประดับ
บรรยากาศในงานเงียบเหงา เคว้งคว้าง คนน้อย
สื่อมวลชนทั่วไปไม่รายงานข่าว ท่ามกลางการควบคุมสื่อทีวีและวิทยุอย่างเข้มงวด
มีผู้จัดการที่ลงข่าวทำนองว่า ตายเพื่อทักษิณ ตายเพราะเอาเงินบริจาคไปชำระหนี้ จนแล้วยังโง่
ณ ช่วงเวลาหนึ่งที่การพลีชีพของมนุษย์คนหนึ่งนั้นเบาหวิวเหมือนมดปลวก
คำสั่งเสียอันสุดแสนทรงพลัง การอ่านลายมือของลุงนวมทองหน้าโลงศพที่มีร่างจริงทอดกายอยู่ มันสุดสะเทือนใจ
ผมเคยสงสัยว่าการพลีชีพนี้จะสูญเปล่าหรือไม่ หรือจะเป็นแค่อิฐก้อนแรกที่คงจมหายไปในกระแสธารอันกว้างใหญ่
ผ่านมาจนถึงวันนี้ เราคงรู้แล้วว่า
อิฐก้อนแรกก้อนนั้น สร้างผลสะเทือนต่อผู้คนอย่างไรบ้าง



ในบทความยาวเป็นพิเศษ “เขาตั้งคำถามถึงสถาบันกษัตริย์ไทย ขณะที่แต่งกายเป็นแฮร์รี่ พอตเตอร์ ปัจจุบันเขาต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 34 ปี” Jonathan Head BBC News อธิบายถึงความป่าเถื่อนโหดร้ายของกฎหมายและผู้ตีความกฎหมายของไทย


Pipob Udomittipong
15 hours ago
·
ในบทความยาวเป็นพิเศษ “เขาตั้งคำถามถึงสถาบันกษัตริย์ไทย ขณะที่แต่งกายเป็นแฮร์รี่ พอตเตอร์ ปัจจุบันเขาต้องโทษจำคุกเป็นเวลา 34 ปี” Jonathan Head BBC News อธิบายถึงความป่าเถื่อนโหดร้ายของกฎหมายและผู้ตีความกฎหมายของไทย
.
แค่ย่อหน้าแรกก็สะดุ้งแล้ว “ตั้งแต่ก่อนที่พวกเขาจะก้าวผ่านประตูเข้ามา คุณก็รู้ได้ว่านักโทษกำลังเดินเข้ามายังห้องพิจารณาคดี เพราะได้ยินเสียงโซ่ตรวนที่ล่ามอยู่บนข้อเท้ากระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งในทุกย่างก้าว” มันแสดงความศิวิไลซ์ของระบบยุติธรรมไทยอย่างมาก
.
“หนึ่งในนั้นคือ ชายร่างเล็กสวมแว่นตาที่มีผมเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดอกเลา เขากางแขนออกเพื่อโอบกอดลูกชายวัย 3 ขวบ ซึ่งภรรยาได้พามาพบเขาที่ศาล
.
“ชายคนนี้คือ อานนท์ นำภา ทนายความสิทธิมนุษยชนวัย 42 ปี ความผิดของเขาคือ การเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและความรับผิดชอบสถาบันกษัตริย์ไทย เขาทำแบบนั้นระหว่างแต่งกายในชุดของพ่อมดน้อยจากวรรณกรรมเรื่อง "แฮร์รี่ พอตเตอร์" ในการชุมนุมธีมแฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่จัดขึ้นใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อปี 2563”
.
เมื่อวันศุกร์ ศาลพิพากษาจำคุกเขาเป็นเวลาสองปีแปดเดือน ข้อหา #หมิ่นประมาทกษัตริย์ หรือ #มาตรา112 ซึ่งโจนาธานบอกว่า เป็นกฎหมายที่ทำให้คนเข้าคุกเพราะถูกกล่าวหาว่าดูหมิ่นราชวงศ์ มากกว่าจำนวนนักโทษในข้อหาเดียวกันในประเทศอื่น ๆ ทั้งหมดในโลกรวมกัน ปรบมือสิครับ
.
อานนท์ เป็นหนึ่งใน 294 คน รวมถึงเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีอีก 20 คน ที่ถูกดำเนินคดีและได้รับโทษจำคุกสูงสุดถึง 50 ปี และอีกหลายสิบคนอยู่รอการพิจารณา
.
โจนาธานบอกต่อไปว่า ผู้ถูกกล่าวหาตามกฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ส่วนใหญ่ ถูกปฏิเสธการประกันตัวและถูกจำคุก แม้ว่าการพิจารณาอาจกินเวลานานหลายปีก็ตาม โดยศาลมักให้เหตุผลซ้ำ ๆ กันว่า "สอดคล้องกับวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของชาติไทย ซึ่งสถาบันกษัตริย์เป็นหนึ่งในสะดมหลักของประเทศ และคนไทยส่วนใหญ่เคารพนับถืออย่างสูง"
.
อัครชัย ชัยมณีการเกษ ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนบอกว่า ปัญหาสำคัญคือการตีความกฎหมายอย่างกว้างขวางและคลุมเครือ “มันคลุมเครือและเลื่อนลอยมาก แม้แต่การตั้งคำถามต่อตัวกฎหมายเอง ก็อาจเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ตามมาตรา 112 ได้เช่นกัน"
.
ผลของกฎหมายฉบับนี้คือการปิดกั้นการอภิปรายสาธารณะเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ 6 ปีก่อนหน้านี้ คนไทยทำได้แค่กระซิบกระซาบกันเป็นการส่วนตัว แต่สถานการณ์ดังกล่าวได้เปลี่ยนไปเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2563 อานนท์ได้ทำลายข้อห้ามสำคัญในสังคมไทยด้วยการปราศรัยเพียงครั้งเดียว และกระตุ้นให้เกิดการประท้วงที่นำโดยกลุ่มนักศึกษา พร้อมกับข้อเรียกร้องที่กล้าหาญยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์
.
และเป็นเหตุให้เยาวชนของไทยที่เก่ง ๆ ต้องคดีร้ายแรง บางคนต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ อย่างเช่น เมลิญณ์ ชัยลอม ซึ่งเป็นอดีตเยาวชนนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและสมาชิกกลุ่มทะลุวัง หลังการปราศรัยที่หาดใหญ่ เปรียบเทียบการดูแลสุนัขทรงเลี้ยงของกษัตริย์กับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เก้าเดือนต่อมา ตำรวจได้นำหมายเรียกมาส่งถึงบ้านของเธอ
.
จนถึงปี 2565 เธอถูกดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์สามคดี ถูกควบคุมตัวก่อนจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวโดยมีเงื่อนไขให้ต้องกำไลอีเอ็ม ถูกห้ามออกจากบ้านในช่วงเวลาตั้งแต่ 16.00 น. ถึง 06.00 น. พ่อแม่ถูกบังคับให้ลงนามในเอกสารที่ให้คำมั่นว่าจะคอยรายงานความเคลื่อนไหวของเธอให้เจ้าหน้าที่ทราบ และเธออาจต้องเจอกับโทษจำคุกนานหลายทศวรรษ
.
ไม่มีทางเลือกอื่น เธอตัดสินใจหลบหนีออกจากประเทศไทยไปพร้อมกับเพื่อนคนหนึ่ง และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยในประเทศแคนาดา
.
ทำไมไม่อยู่เพื่อสู้คดี? คงจะมีคนถาม
.
ก็เพราะมันไม่มีกระบวนการพิสูจน์ความจริงในศาลไง "ในหลายคดี เช่น คดีของอานนท์ นำภา อัยการกล่าวหาว่าจำเลยโกหกเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์" อัครชัย บอก "แต่เมื่อเราขอให้ศาลออกหมายเรียกเอกสารหรือพยานบุคคล เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่จำเลยพูดเป็นความจริง ศาลกลับปฏิเสธ และเมื่อทนายความคัดค้านการที่ศาลสั่งให้พิจารณาคดีเป็นการลับ เธอก็ถูกผู้พิพากษาเตือนให้เงียบ มิฉะนั้นจะถูกตั้งข้อหาละเมิดอำนาจศาล"
.
มันเป็นเกียรติประวัติของคนไทยอย่างมากที่มีนักเขียน และสำนักข่าวระดับโลกเขียนถึงอย่างยาวเหยียด พร้อมกับอ้างถึงการทำสถิติทะลุโลกของประเทศไทยในการเป็นประเทศเดียวในโลกที่ใช้กฎหมายคุ้มครองราชวงศ์ได้อย่างร้ายแรงมากสุด ปรบมือสิครับ
https://www.bbc.com/news/articles/cmjwepvd0qq9o 

.....

(แปลไทยทั้งบทความ)

โจนาธาน เฮด
BBC News
21 hours ago

ก่อนที่พวกเขาจะก้าวผ่านประตูเข้ามา เราสามารถได้ยินเสียงนักโทษเดินตรงมายังห้องพิจารณาคดี เสียงโซ่ตรวนที่ล่ามข้อเท้ากระทบกันดังขึ้นในทุกย่างก้าว

ทั้งห้าคนที่เดินเข้ามาในห้องพิจารณาคดีต่างคุ้นเคยกับกระบวนการนี้ดี พวกเขาเผชิญกับคดีอาญาหลายคดี และใช้เวลาตลอด 5 ปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่ไปกับการเดินทางไปกลับศาลอยู่เป็นประจำ

หนึ่งในนั้นคือชายร่างเล็กสวมแว่นตาที่มีผมหงอกแซม เขาอ้าแขนรับลูกชายวัย 3 ขวบ ซึ่งคู่ชีวิตของเขาพามาพบที่ศาล

เขาคือ อานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชนวัย 42 ปี ความผิดของเขาคือการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและสร้างความรับผิดชอบต่อสถาบันกษัตริย์ไทยที่มีอำนาจสูง โดยเขาได้แต่งกายเป็น "แฮร์รี่ พอตเตอร์" พ่อมดน้อยจากวรรณกรรมชื่อดัง ในระหว่างการชุมนุมที่มีธีมแฮร์รี่ พอตเตอร์ ณ ใจกลางกรุงเทพฯ เมื่อปี 2020

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ศาลในกรุงเทพฯ ได้ตัดสินลงโทษจำคุกเขาเป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน ในความผิดฐานหมิ่นประมาทกษัตริย์ หรือมาตรา 112 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ทำให้มีผู้ถูกจำคุกจากข้อหาดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์จำนวนมากกว่าจำนวนผู้ที่ถูกจำคุกด้วยกฎหมายลักษณะเดียวกันในประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกรวมกันเสียอีก

นี่เป็นเพียง 1 ใน 14 คดีที่อานนท์ถูกฟ้องร้องภายใต้ข้อหาเดียวกัน ส่งผลให้โทษจำคุกรวมทั้งหมดที่เขาได้รับจนถึงขณะนี้สูงกว่า 34 ปีแล้ว โดยยังเหลือคดีที่รอคำพิพากษาอยู่อีก 2 คดี

"สำหรับผมแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอะไร" เขากล่าวกับผู้สื่อข่าวในภายหลัง "หากประเทศนี้เปิดกว้างมากกว่านี้ เราก็คงสามารถพูดคุยเรื่องประเด็นเหล่านี้ได้อย่างเสรี"

วาดโดยลูกสาววัย 10 ขวบของอานนท์ นำภา ซึ่งแสดงภาพพ่อของเธอในเรือนจำ

ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา มีการบังคับใช้กฎหมายหมิ่นประมาทกษัตริย์ในระดับที่กว้างขวางที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เพื่อตอบโต้การประท้วงของนักศึกษาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในปี 2020 ซึ่งเป็นการเรียกร้องให้มีการอภิปรายสาธารณะเกี่ยวกับบทบาทของสถาบันกษัตริย์เป็นครั้งแรก มีผู้ถูกดำเนินคดีแล้วจำนวน 294 คน ในจำนวนนี้รวมถึงเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 20 คน โดยมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 50 ปี ขณะที่อีกหลายสิบคนยังคงอยู่ในระหว่างกระบวนการพิจารณาคดี

ผู้ที่ถูกตั้งข้อหาภายใต้กฎหมายฉบับนี้ส่วนใหญ่ไม่ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวและต้องถูกคุมขังในเรือนจำ แม้ว่ากระบวนการพิจารณาคดีอาจยืดเยื้อยาวนานหลายปีก็ตาม ทางการไทยมักอธิบายถึงความจำเป็นของกฎหมายฉบับนี้ว่า "สะท้อนถึงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของประเทศไทย ซึ่งสถาบันกษัตริย์ถือเป็นเสาหลักสำคัญของชาติและเป็นที่เคารพสักการะอย่างสูงของประชาชนไทยส่วนใหญ่"

ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ระบุไว้เพียงว่า "ผู้ใดหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี"
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ กฎหมายฉบับนี้กลับถูกตีความให้ครอบคลุมถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในวงกว้างกว่านั้นมาก รวมถึงครอบคลุมถึงบุคคลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย การแสดงความคิดเห็นเชิงลบต่อสมาชิกราชวงศ์พระองค์ใดพระองค์หนึ่ง ต่อสถาบันกษัตริย์โดยรวม หรือแม้แต่การกล่าวถึงพระมหากษัตริย์ที่เสด็จสวรรคตไปนานแล้ว หรือในกรณีหนึ่งคือการกล่าวถึงสุนัขทรงเลี้ยง ก็ล้วนนำไปสู่การถูกดำเนินคดีได้ทั้งสิ้น

อัครชัย ชัยมณีการะเกด ผู้ช่วยผู้อำนวยการกลุ่มกฎหมายสิทธิมนุษยชนเพื่อสังคม (Thai Lawyers for Human Rights) ซึ่งให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายฉบับนี้ กล่าวว่า "หากถามว่าตัวบทกฎหมายเขียนไว้อย่างไร ผมสามารถบอกได้ แต่หากถามว่าศาลตีความคำว่า 'หมิ่นประมาท' หรือ 'ดูหมิ่น' อย่างไร ผมคงไม่สามารถให้คำนิยามที่ชัดเจนได้ เพราะกฎหมายมีความคลุมเครือและกำกวมมาก แม้แต่การตั้งคำถามต่อตัวกฎหมายเอง ก็อาจถือเป็นการกระทำความผิดตามมาตรา 112 ได้เช่นกัน"

อานนท์ในการชุมนุมประท้วงเมื่อปี 2023

จากภายในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เขาถูกคุมขังมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา อานนท์ได้เขียนจดหมายถึงลูกสาวและลูกชายตัวน้อยของเขาอยู่เสมอ 

"ถึงปราณและคาร์ล ลูกรักของพ่อ" ข้อความตอนหนึ่งในจดหมายฉบับหนึ่งของเขาเขียนไว้ว่า "ลมหนาวไม่เพียงแต่นำอากาศเย็นมาให้เราเท่านั้น แต่มันยังหวนนำเรื่องราวในอดีตกลับมาด้วย พ่อยังคงคิดถึงช่วงเวลาที่เราเดินทางออกไปนอกกรุงเทพฯ ในฤดูหนาวแรกหลังจากที่คาร์ลลืมตาดูโลก มันเป็นช่วงเวลาที่วิเศษมากสำหรับพ่อ พ่อคงจะคิดถึงช่วงเวลานั้นในทุกๆ ฤดูหนาวที่ต้องอยู่ที่นี่ จนกว่าพ่อจะได้รับอิสรภาพกลับคืนมา"

การไต่สวนคดีในลักษณะเดียวกับที่อานนท์เข้าร่วมเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนจะมีคำพิพากษาในวันศุกร์นั้น ถือเป็นโอกาสเดียวที่เขาได้พบกับคาร์ลนับตั้งแต่ลูกยังเป็นทารก

ในช่วงแรกคาร์ลอาจจะยังมีความเขินอายอยู่บ้าง แต่ไม่นานเขาก็ยินดีให้คนอุ้มและพาไปอวดกับผู้ต้องขังคนอื่นๆ ส่วนปราณ พี่สาววัย 10 ขวบ ก็มักจะมาเยี่ยมพ่อที่เรือนจำอยู่บ่อยครั้ง โดยเธอมักจะวาดรูปและระบายสีเพื่อนำมามอบให้พ่อด้วย

อย่างไรก็ตาม อานนท์และลูกหว้า คู่ชีวิตของเขา เห็นว่าคาร์ลยังเด็กเกินไปที่จะมาเยี่ยมในเรือนจำ สำหรับตอนนี้ คาร์ลยังเข้าใจเพียงว่าศาลเป็นสถานที่ทำงานของพ่อเท่านั้น ในห้องพิจารณาคดีเล็กๆ แห่งนี้ยังเต็มไปด้วยกลุ่มผู้สนับสนุนที่เดินทางมาให้กำลังใจ พวกเขาพูดคุยทักทายกับบรรดาผู้ต้องขังอย่างเป็นกันเอง มีทั้งเสียงหัวเราะและการแลกเปลี่ยนเรื่องราวต่างๆ ก่อนที่ผู้พิพากษาจะเดินเข้ามาเพื่อเริ่มการไต่สวน บรรยากาศเช่นนี้ดูเป็นกันเองอย่างไม่น่าเชื่อสำหรับกลุ่มคนที่กำลังเผชิญกับข้อหาที่น่าหวาดหวั่นที่สุด

ภาพครอบครัวของอานนท์ที่วาดโดยลูกสาวของเขา มีชื่อว่า "มุ่งหน้าสู่ศาล" โดยในภาพ แม่ของเด็กหญิงกำลังถือป้ายที่มีข้อความว่า "ปล่อยพ่อฉัน"

ผลกระทบของกฎหมายฉบับนี้คือการปิดกั้นการอภิปรายสาธารณะเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ จนกระทั่งเมื่อ 6 ปีก่อน ความคิดเห็นในเรื่องนี้ทำได้เพียงกระซิบกระซาบกันเป็นการส่วนตัวเท่านั้น กรณีหนึ่งที่เป็นที่กล่าวขานคือ คนขับแท็กซี่รายหนึ่งถูกจำคุกหลังจากผู้โดยสารนำสิ่งที่เขาพูดระหว่างโดยสารรถไปแจ้งความ

สถานการณ์ดังกล่าวเปลี่ยนไปในวันที่ 3 สิงหาคม 2563

ในปีนั้น คนไทยรุ่นใหม่เริ่มมีความคับข้องใจมากขึ้นเรื่อยๆ ต่อรัฐบาลอนุรักษ์นิยมที่นำโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำการรัฐประหาร ก่อนหน้านั้นหนึ่งปี ประชาชนหลายล้านคนได้มอบคะแนนเสียงให้กับพรรคการเมืองน้องใหม่ที่ชื่อว่า "พรรคอนาคตใหม่" ซึ่งชูประเด็นการปฏิรูปครั้งใหญ่ แต่ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ศาลรัฐธรรมนูญได้สั่งยุบพรรคดังกล่าวโดยอ้างเหตุผลทางเทคนิค การระบาดของโควิด-19 ทำให้การประท้วงต้องหยุดชะงักไปนาน 3 เดือน แต่เมื่อจำนวนผู้ติดเชื้อในไทยเริ่มลดลง กลุ่มนักศึกษาจึงเริ่มจัดการชุมนุมโดยเรียกร้องให้ยุติบทบาทของกองทัพในการเมืองไทย ซึ่งอานนท์ นำภา มองว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวยังไม่เพียงพอ

อานนท์ปรากฏตัวในชุดแฮร์รี่ พอตเตอร์ พร้อมกล่าวสุนทรพจน์ว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องพูดถึงอำนาจและความมั่งคั่งของสถาบันกษัตริย์ที่ขาดความโปร่งใส เขาได้วิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเข้ามาควบคุมทรัพย์สินมหาศาลของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ รวมถึงหน่วยงานสำคัญบางหน่วยในกองทัพด้วยตนเอง

สุนทรพจน์เพียงครั้งเดียวของอานนท์ได้ทำลายข้อห้ามที่ปกคลุมสังคมไทยมาตลอดประวัติศาสตร์สมัยใหม่ หลังจากนั้นตลอดทั้งปี การประท้วงที่นำโดยกลุ่มนักศึกษายังคงดำเนินต่อไป พร้อมกับข้อเรียกร้องที่กล้าหาญยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ให้มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์

ในขณะนั้น การบังคับใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพได้ถูกระงับไปเป็นเวลา 3 ปี โดยแหล่งข่าวใกล้ชิดกับสำนักพระราชวังเคยยอมรับในอดีตว่า กระแสวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินคดีตามกฎหมายมาตรานี้ อาจส่งผลเสียมากกว่าผลดี

ทว่าการประท้วงครั้งนี้บีบให้ต้องมีการทบทวนสถานการณ์อย่างเร่งด่วน นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2563 เป็นต้นมา การดำเนินคดีตามกฎหมายดังกล่าวได้กลับมาเริ่มต้นอีกครั้งและทวีความเข้มข้นขึ้น ส่งผลให้นักกิจกรรมรุ่นใหม่จำนวนมากต้องลี้ภัยไปต่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกจำคุก 

ภาพวาดโดยลูกสาวของอานนท์ แสดงเหตุการณ์ที่อานนท์ได้กลับมาพบกับครอบครัวอีกครั้งหนึ่ง

ในนั้นคือ สุพิชชา "เมลินน์" ไชยล้อม หญิงสาววัย 24 ปีจากจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งปัจจุบันอาศัยอยู่ในเมืองมอนทรีออล ประเทศแคนาดา ในฐานะผู้หลบหนีคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จำนวน 4 คดี

ขณะนั้นเธอเป็นนักเรียนหญิงวัย 18 ปี ได้ลุกขึ้นกล่าวปราศรัยในการชุมนุมที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพียงสามสัปดาห์หลังจากที่อานนท์ นำภา เรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ช่างภาพในพื้นที่สามารถบันทึกภาพขณะที่เธอชูสามนิ้ว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง "ฮังเกอร์เกมส์" (Hunger Games) ท่ามกลางเสียงเชียร์ดังสนั่นจากฝูงชน ภาพดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในภาพจำของการชุมนุมในครั้งนั้น และทำให้เมลินน์เป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ

เธอเดินทางไปทั่วประเทศในฐานะหนึ่งในแกนนำคนสำคัญของการเคลื่อนไหว โดยเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาที่ล้าสมัยของไทย รวมถึงจัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นของผู้คนที่มีต่อสถาบันกษัตริย์

"หนูชอบเล่นเกมและเคยฝันอยากเป็นนักออกแบบเกมค่ะ" เธอกล่าวกับฉันจากประเทศแคนาดา แต่พ่อแม่ของเธอกลับไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้

"หนูรู้สึกว่าในฐานะคนรุ่นใหม่ หนูไม่สามารถตั้งคำถามหรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้ใหญ่กว่าได้ ซึ่งสถาบันกษัตริย์ก็ให้ความรู้สึกแบบเดียวกันเลยค่ะ"

ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2020 เมลินน์ได้เข้าร่วมการชุมนุมที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยเธอได้กล่าวปราศรัยเปรียบเทียบการดูแลสุนัขทรงเลี้ยงของกษัตริย์ กับการดูแลประชาชนทั่วไป เก้าเดือนต่อมา ตำรวจได้นำหมายเรียกมาส่งที่บ้านของเธอ โดยตั้งข้อหาหมิ่นประมาทกษัตริย์

"มันเป็นเรื่องที่น่าตกใจมากค่ะ หนูไม่ทันตั้งตัวเลยเพราะหนูแค่พูดเรื่องสุนัขเท่านั้น ตอนที่ตำรวจเอาหมายเรียกมาส่งที่บ้านเป็นช่วงสถานการณ์โควิด ซึ่งพวกเขาก็คงรู้อยู่แล้วว่าพ่อแม่ต้องอยู่กับหนูที่บ้าน พ่อแม่พยายามตั้งสติให้ใจเย็นไว้ แต่ตัวหนูเองแทบจะสติแตกเลยค่ะ"

เมลินน์ชูสามนิ้วในการชุมนุมเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2020

ครอบครัวของเธอพยายามเกลี้ยกล่อมให้เธอร่วมมือกับเจ้าหน้าที่และยอมรับว่าตนเองทำผิด แต่เมลินน์ปฏิเสธ เธอเข้าร่วมกลุ่มเคลื่อนไหวที่เรียกตัวเองว่า "ทะลุวัง" ซึ่งหมายถึงการบุกทะลวงเข้าไปในวัง แทนที่จะใช้วิธีปราศรัย พวกเขาเลือกใช้วิธีเชิงสัญลักษณ์ เช่น การจัดทำโพลบนท้องถนน โดยสอบถามความคิดเห็นของผู้คนว่ารู้สึกอย่างไรต่อขบวนเสด็จฯ ที่ทำให้การจราจรติดขัด หรือตั้งคำถามว่าสถาบันกษัตริย์มีอำนาจมากเกินไปหรือไม่

"พวกเรารู้ดีว่ามีความเสี่ยง แต่คิดว่าการทำโพลน่าจะปลอดภัยกว่า... ปรากฏว่าไม่เป็นเช่นนั้นเลย"

ในปี 2022 เธอถูกตั้งข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพิ่มอีกสองคดี และถูกควบคุมตัวก่อนจะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว โดยมีเงื่อนไขให้สวมอุปกรณ์ติดตามตัว (กำไล EM) ที่ข้อเท้า และห้ามออกจากบ้านในช่วงเวลาตั้งแต่ 16.00 น. ถึง 06.00 น. นอกจากนี้ พ่อแม่ของเธอยังถูกบังคับให้ลงนามในเอกสารสัญญาว่าจะคอยสอดส่องและรายงานพฤติกรรมของเธอ ซึ่งหากมีความผิดจริง เธออาจต้องเผชิญกับโทษจำคุกนานหลายทศวรรษ

เมลินน์ตัดสินใจว่าเธอไม่มีทางเลือกอื่น เธอจึงเดินทางออกจากประเทศไทยพร้อมกับเพื่อนคนหนึ่ง และท้ายที่สุดก็ได้รับสถานะผู้ลี้ภัยในประเทศแคนาดา

ภาพวาดโดยลูกสาวของอานนท์ ในหัวข้อ "ความรู้สึกของพ่อ"

ในทางกฎหมาย มาตรา 112 ก็เป็นเพียงกฎหมายฉบับหนึ่งเช่นเดียวกับกฎหมายอื่น ๆ ที่ผ่านการเห็นชอบโดยรัฐสภาไทย ซึ่งในทางทฤษฎีแล้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งสามารถแก้ไขเพิ่มเติมได้ อันที่จริงแล้ว กฎหมายฉบับนี้เคยผ่านการแก้ไขมาแล้วในอดีต โดยเฉพาะในปี 1976 ซึ่งมีการเพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้ที่กระทำความผิด โดยกำหนดให้มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี

ทว่าในปัจจุบัน ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าตัวกฎหมายฉบับนี้ เปรียบเสมือนสถาบันที่กฎหมายดังกล่าวคุ้มครองอยู่ คือสิ่งที่ไม่อาจแตะต้องได้ พรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นพรรคที่สืบทอดแนวคิดมาจากพรรคอนาคตใหม่ ถูกยุบลงในปี 2024 และหัวหน้าพรรคก็ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง เพียงเพราะเสนอให้มีการลดระดับความรุนแรงของบทลงโทษ นอกจากนี้ กระบวนการศาลยังทำให้ผู้ที่ถูกตั้งข้อหาตามกฎหมายฉบับนี้สามารถต่อสู้คดีได้ยากลำบากอย่างยิ่ง
ชัยมณีการะเกต ทนายความท่านหนึ่งกล่าวว่า 

"ในหลายคดี เช่น กรณีของอานนท์ นำภา ฝ่ายโจทก์กล่าวหาว่าจำเลยโกหกเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ แต่เมื่อเราขอให้ศาลออกหมายเรียกเอกสารหรือพยานที่สามารถพิสูจน์ความจริงในสิ่งที่จำเลยกล่าวอ้าง ศาลกลับปฏิเสธที่จะดำเนินการดังกล่าว ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อทนายความคนหนึ่งคัดค้านการที่ศาลตัดสินให้พิจารณาคดีเป็นการลับ เธอกลับถูกผู้พิพากษาเตือนให้เงียบ มิฉะนั้นจะถูกตั้งข้อหาละเมิดอำนาจศาล"

เขายังระบุด้วยว่า ในบางครั้งผู้พิพากษาก็วิพากษ์วิจารณ์กลุ่มนักกิจกรรมคนรุ่นใหม่เกี่ยวกับพฤติกรรมที่ถูกกล่าวหา ทั้งที่การพิจารณาคดียังไม่ทันได้เริ่มต้นขึ้นด้วยซ้ำ



https://www.bbc.com/news/articles/cmjwepvd0qq9o




ผีที่น่ากลัวที่สุดคือทหารผี ผีพวกนี้ นอกจากจะไม่ต้องกลัวเรื่องอาบน้ำมนต์หรือสวดส่งวิญญาณแล้ว ผีประเภทนี้ยัง "หลอก" เก่งจนงบประมาณแผ่นดินหายวับไปกับตาแถมยังปราบยากกว่าผีทั่วไปหลายเท่าอีกต่างหาก เรียกว่าเป็นภูตผีที่น่ากลัวที่สุด



thaiarmedforce.com

15 hours ago
·
ผีที่น่ากลัวที่สุดคือทหารผี เพราะกินเบี้ยเลี้ยง กินตำแหน่ง กินเงินเดือน

เรื่องนี้มีมานานแล้ว อย่างข่าวที่ชายแดนก็คือ ทหารบางหน่วย ชื่อไป คนไม่ไป แต่เบี้ยเลี้ยงรับเต็ม คนรับก็ผู้บังคับหน่วยนั่นแหละ

หรือ กอ.รมน. นี่มีชื่อฝากอยู่เสมอ ถ้าส่งชื่อลงใต้แต่ตัวไม่ได้ไป ก็ได้เงินได้ขั้น

เรื่องแบบนี้มีอยู่ตลอด แต่ปราบปรามไม่ค่อยได้ เพราะวงจรผลประโยชน์มันหมุนเวียนจนคนได้ประโยชน์กันทั่ว แบบว่าเขาทำได้ เราก็ทำได้ ทุกคนก็ทำได้

แต่มีหลายกลุ่มหลายคนที่ออกหน้างานจริง ลุยงานจริง ทำงานจริง แต่ชื่อไม่ได้รับเบี้ยเลี้ยง สวัสดิการ หรือขั้นที่ควรจะเป็น

หรืออย่างทหารรับใช้ หลัง ๆ กองทัพก็ประสานเสียงว่าไม่มีนะทหารรับใช้ แต่จริง ๆ เราก็รู้ว่ามี เห็นกันอยู่ ข้อมูลก็ชัดเจน

พอคนเรียกร้องบอกว่ากองทัพต้องแก้นะ กองทัพก็จะบอกว่าแก้แล้ว แก้อยู่ แก้ต่อ นี่ไงที่ป.ป.ช.ชี้มูลก็คือเราแก้แล้ว ที่เห็นที่โดนคือคนส่วนน้อย ส่วนใหญ่ไม่มีปัญหา

ก็ไม่รู้จะทำยังไงดี

จะบอกว่ากองทัพควรโปร่งใสมากขึ้น ให้หน่วยภายนอกเข้าไปตรวจมากขึ้น เช่น สตง. ป.ป.ช. มันก็อาจจะจริง แต่ลองไปดูหน่วยพวกนี้สิ น่าไว้ใจหรือเปล่า บางหน่วยสร้างตึกก็ถล่ม บางหน่วยก็มีข่าวรับสินบนเป็นทอง

แล้วกองทัพก็จะบอกว่าไม่มีอะไร เชื่อมั่นกองทัพนะ เราเสียสละมาเยอะโคตร กลายเป็นความเสียสละคือ License to Corrupt อีก

น่าเบื่อ
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1656578899264969&set=a.189090046013869




ความเป็นมาของกฤตการณ์ทางการเมืองและรัฐธรรมนูญในโปแลนด์ ที่กำลังเป็นข่าวดังอยู่ ณ ขณะนี้ - ใครคือผู้ขัดแย้ง และอะไรคือข้อขัดแย้งหลัก


EXPLAINED: Coup In Poland? Here is Everything You Need To Know About Nawrocki Vs Tusk

NDTV World

Oct 31, 2026 

Is Poland in a coup? Police ringed its top court and the president flew home. 
Here's the Nawrocki vs Tusk fight, explained. 

What You Need to Know 

• What happened: On October 30, 2026, Judge Anna Korwin-Piotrowska said she suspended Poland's Constitutional Tribunal president, Bogdan Święczkowski, and his deputy for one month, and took charge of the court. 
• Police and protests: Police were deployed outside the Tribunal in Warsaw. Three people were detained after protesters breached the court's fence. 
• The president returns: President Karol Nawrocki turned his plane around on the way to Senegal and flew back to Warsaw. He disputes the judge's status. 
• Why people say "coup": The Tribunal called the move a coup d'état. Supporters of the opposition Law and Justice (PiS) party chanted "Tusk traitor" outside the court. 
• The government's answer: Prime Minister Donald Tusk says his government is restoring the rule of law and correcting the lawlessness of past governments. 
• Why the court is deadlocked: Earlier this year, Nawrocki refused to swear in 3 of the 6 judges nominated by parliament.
 • Is it a coup? No court has found that a coup took place, and the legality of the measures is still contested. It is a constitutional crisis over who controls Poland's top court.

https://www.youtube.com/watch?v=fKThBK-pXOw
.....

วิกฤตการณ์ทางการเมืองและรัฐธรรมนูญในโปแลนด์ เป็นหนึ่งในประเด็นความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดของสหภาพยุโรป (EU) ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สามารถอธิบายสรุปเป็นภาษาง่ายๆ ให้เข้าใจได้ดังนี้

1. ความเป็นมา (เกิดอะไรขึ้น?)

วิกฤตนี้เริ่มต้นขึ้นอย่างเด่นชัดในช่วงปี 2015 เมื่อ พรรคพราวนิอิสปราเวียดลิวอชช์ (PiS / Law and Justice) ซึ่งเป็นพรรคอนุรักษนิยมขวาจัด ชนะการเลือกตั้งและขึ้นมาเป็นรัฐบาล

จุดชนวน: ก่อนพรรค PiS จะขึ้นสู่อำนาจ รัฐบาลชุดเก่าได้พยายามแต่งตั้งผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญชุดใหม่ทิ้งท้ายไว้ แต่เมื่อพรรค PiS เข้ามาเป็นรัฐบาล ได้ทำการยกเลิกการแต่งตั้งเหล่านั้น และส่งคนของฝั่งตนเองเข้าไปเป็นผู้พิพากษาแทน

การกระชับอำนาจ: จากนั้น รัฐบาล PiS ได้ทยอยปฏิรูประบบตุลาการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา และสภาตุลาการแห่งชาติ โดยเปลี่ยนกฎเกณฑ์ให้รัฐบาลหรือสภา (ที่พรรคตนครองเสียงข้างมาก) มีอำนาจปลด แต่งตั้ง หรือลงโทษวินัยผู้พิพากษาได้ง่ายขึ้น

2. สาเหตุ (ทำไมถึงกลายเป็นวิกฤต?)

สาเหตุหลักมาจาก การขัดกันของหลักการระเบียบประชาธิปไตย และ กฎหมายระหว่างประเทศ:

การทำลายหลักการแบ่งแยกอำนาจ (Checks and Balances): ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติแทรกแซงฝ่ายตุลาการอย่างรุนแรง ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญขาดความถูกต้องชอบธรรมและขาดความเป็นอิสระ จนถูกมองว่ากลายเป็น "เครื่องมือทางการเมือง" ของรัฐบาล

การท้าทายกฎหมาย EU: ศาลรัฐธรรมนูญโปแลนด์ (ยุคที่รัฐบาลส่งคนเข้าไป) ได้มีคำวินิจฉัยว่า "รัฐธรรมนูญของโปแลนด์มีอำนาจเหนือกว่ากฎหมายของสหภาพยุโรป" ซึ่งขัดกับหลักการพื้นฐานของ EU ที่ว่ากฎหมายกลางของ EU ต้องใหญ่กว่ากฎหมายระดับประเทศในสมาชิก

3. ผลกระทบต่อ EU

วิกฤตหลักนิติธรรม (Rule of Law Crisis): EU ถือว่าการที่โปแลนด์แทรกแซงศาลเป็นการละเมิด "ค่านิยมพื้นฐาน" และความเป็นประชาธิปไตยของกลุ่ม

มาตรการลงโทษทางการเงิน: EU ได้ทำการ อายัดเงินช่วยเหลือและกองทุนฟื้นฟูเศรษฐกิจ มูลค่าหลายหมื่นล้านยูโรที่จะมอบให้โปแลนด์ เพื่อกดดันให้โปแลนด์ถอยออกจากกฎหมายปฏิรูปตุลาการดังกล่าว

รอยร้าวในความสัมพันธ์: เกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างโปแลนด์กับสำนักงานใหญ่ EU ที่กรุงบรัสเซลส์ รวมถึงประเทศสมาชิกอื่นๆ (เช่น ฝรั่งเศส และเยอรมนี) จนเคยมีคนกังวลถึงขั้นว่าจะเกิด "Polexit" (โปแลนด์ถอนตัวจาก EU) หรือไม่

4. ผลกระทบต่อโลก

บรรทัดฐานของประชาธิปไตยโลก: โปแลนด์เคยถูกมองว่าเป็น "โมเดลความสำเร็จ" ของการเปลี่ยนผ่านจากคอมมิวนิสต์มาเป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็ง แต่การถอยหลังเข้าสู่ระบอบอำนาจนิยมรูปแบบใหม่ (Illiberal Democracy) เป็นสัญญาณเตือนว่าประชาธิปไตยในชาติตะวันตกสามารถถูกกร่อนเซาะจากภายในได้

ความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์ (สงครามรัสเซีย-ยูเครน): แม้จะมีความขัดแย้งกับ EU แต่โปแลนด์ก็เป็นพันธมิตรคนสำคัญของ NATO และ EU ในการต่อต้านการรุกรานยูเครนของรัสเซีย ความขัดแย้งภายในจึงสร้างความซับซ้อนให้กับการรวมตัวกันของชาติตะวันตก

สร้างแรงกระตุ้นให้ฝ่ายขวาจัดทั่วโลก: รูปแบบการปฏิรูปตุลาการของโปแลนด์กลายเป็นต้นแบบให้กลุ่มการเมืองฝ่ายขวาจัดในหลายประเทศนำไปปรับใช้ในการรวบอำนาจ

💡 สถานการณ์ปัจจุบัน (Update): ในช่วงปลายปี 2023 พรรค PiS ได้พ่ายแพ้การเลือกตั้ง และพันธมิตรสายปฏิรูปนำโดย โดนัลด์ ทุสค์ (Donald Tusk) ได้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลแทน ปัจจุบันรัฐบาลใหม่กำลังพยายามเร่งแก้ไขกฎหมาย พดสระและฟื้นฟูความเป็นอิสระของศาล เพื่อปลดล็อกเงินทุนจาก EU และฟื้นฟูความสัมพันธ์กับประชาคมโลกอย่างเต็มที่
.....

ผู้ขัดแย้งในวิกฤตการณ์ทางการเมืองและรัฐธรรมนูญของโปแลนด์ รวมถึงประเด็นความขัดแย้งในปัจจุบัน มีรายละเอียดดังนี้

1. ผู้ขัดแย้งหลัก (Who is involved?)

การเผชิญหน้าในปัจจุบันเปลี่ยนผ่านจาก "ความขัดแย้งระหว่างโปแลนด์กับ EU" มาเป็น "ศึกแย่งชิงอำนาจภายในระหว่างสถาบันหลักของโปแลนด์เอง" โดยแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายสำคัญ:

ฝ่ายรัฐบาล (Pro-EU / Reformists):

ผู้นำ: นายโดนัลด์ ทุสค์ (Donald Tusk) นายกรัฐมนตรี และกลุ่มพันธมิตรจัดตั้งรัฐบาล

เป้าหมาย: รื้อถอนระบบปฏิรูปเดิมที่พรรคเก่าสร้างไว้ คืนความเป็นอิสระให้แก่ศาล ปล่อยตัว/แต่งตั้งผู้พิพากษาตามหลักกฎหมาย เพื่อฟื้นฟูหลักนิติธรรม (Rule of Law) ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ EU

ฝ่ายอนุรักษนิยม / ศาลและประธานาธิบดี (PiS Allies):

ผู้นำ: พรรคพราวนิอิสปราเวียดลิวอชช์ (PiS), ประธานาธิบดีโปแลนด์ (ผู้สืบทอดสายอนุรักษนิยม) และ คณะผู้พิพากษาศาลรัฐธรรมนูญ (แต่งตั้งโดยรัฐบาล PiS ชุดเดิม)

เป้าหมาย: ปกป้องโครงสร้างกฎหมายและผู้พิพากษาที่แต่งตั้งในยุค PiS โดยมองว่าการกระทำของรัฐบาลทุสค์เป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต และรบกวนกระบวนการยุติธรรม

2. ประเด็นความขัดแย้งในปัจจุบัน (What is the current issue?)

แม้ว่า EU จะผ่อนคลายความตึงเครียดและเริ่มทยอยปลดล็อกเงินทุนให้โปแลนด์แล้ว แต่ สถานการณ์ภายในประเทศกลับทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีจุดชนวนความขัดแย้งหลักดังนี้:

1) การแย่งชิงความเป็นใหญ่เหนือ "ศาลรัฐธรรมนูญ" (Constitutional Tribunal)

การไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน: รัฐบาลของนายทุสค์ชี้ว่า ศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมืองและมีผู้พิพากษาที่แต่งตั้งขึ้นอย่างไม่ถูกต้อง รัฐบาลจึงพยายามแต่งตั้งผู้พิพากษาชุดใหม่และพยายามระงับอำนาจของผู้บริหารศาลเดิม

การต่อต้านจากศาล: ฝ่ายศาลรัฐธรรมนูญปฏิเสธที่จะให้ผู้พิพากษาที่รัฐบาลทุสค์เลือกเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ และตอบโต้ว่าการกระทำของรัฐบาลถือเป็น "การรัฐประหารยึดอำนาจตุลาการ" (Judicial Coup) หรือพยายามเปลี่ยนโปแลนด์ให้กลายเป็นรัฐตำรวจ

2) การใช้วีโต้ (Veto) ของประธานาธิบดี

กฎหมายปฏิรูปตุลาการที่รัฐบาลเสนอผ่านสภา มักถูก ประธานาธิบดีใช้อำนาจวีโต้ (Veto) หรือส่งเรื่องกลับไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าขัดรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้เกิด ภาวะอัมพาตทางการเมือง (Political Deadlock)

3) วิกฤตสองมาตรฐานทางกฎหมาย (Legal Chaos)

โปแลนด์กำลังตกอยู่ในภาวะ "กฎหมายทับซ้อน" ที่สร้างความสับสนอย่างรุนแรง เช่น คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญถูกฝ่ายรัฐบาลมองว่า "ไม่มีผลบังคับใช้" ขณะที่ฝ่ายค้านและผู้พิพากษาเดิมก็ไม่ยอมรับกฎหมายใหม่ของรัฐบาล ส่งผลให้องค์กรตุลาการและตำรวจเกิดความสับสนในการปฏิบัติตามคำสั่ง

📌 สรุป: ประเด็นขัดแย้งในปัจจุบันไม่ใช่เรื่องที่ว่า โปแลนด์จะเอาชนะ EU ได้อย่างไร แต่กลายเป็นการตั้งคำถามทางรัฐธรรมนูญที่ซับซ้อนว่า "รัฐบาลจะสามารถฟื้นฟูความเป็นอิสระของศาล ด้วยมาตรการรวดเร็วที่ขัดต่อขั้นตอนทางรัฐธรรมนูญเดิมได้หรือไม่?" จนนำไปสู่การเผชิญหน้าระหว่างฝ่ายบริหาร (นายกฯ) และฝ่ายตุลาการ (ศาลรัฐธรรมนูญ/ประธานาธิบดี) ในปัจจุบัน

(Gemini ช่วยรวบรวม)




แฮร์รี เอนเทน (Harry Enten) นักวิเคราะห์ข้อมูลจาก CNN คาดการณ์ว่าพรรคเดโมแครตจะได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนมาจากคะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์และสภาคองเกรสที่อยู่ในระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์


Midterm elections 2026: Harry Enten's final prediction

CNN

Oct 30, 2026 

CNN chief data analyst Harry Enten delivers his final data forecast for the 2026 US midterm elections, breaking down the projections and probabilities across the U.S. House, Senate, and gubernatorial races based on polling averages, primary turnout, and predictive modeling. 

0:00 Trump's approval hits a record low as sentiment toward Congress sours 
3:25 Historic number of House seats leaning Democratic 
5:27 Final House majority and seat projections 
8:08 Polling in key red-state Senate races 
13:12 Final Senate forecast and seat breakdown 
16:32 Gubernatorial race probabilities

https://www.youtube.com/watch?v=Wur9BVrXaDc
.....

ในการคาดการณ์การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งสุดท้ายนี้ แฮร์รี เอนเทน (Harry Enten) นักวิเคราะห์ข้อมูลจาก CNN คาดการณ์ว่าพรรคเดโมแครตจะได้รับชัยชนะครั้งใหญ่ในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนมาจากคะแนนนิยมของประธานาธิบดีทรัมป์และสภาคองเกรสที่อยู่ในระดับต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์ (0:00-1:35)

ประเด็นสำคัญ:

สภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ: พรรคเดโมแครตมีโอกาส 92% ที่จะครองเสียงข้างมาก โดยคาดว่าจะได้ที่นั่งไป 237 ที่นั่ง เทียบกับพรรครีพับลิกันที่คาดว่าจะได้ 198 ที่นั่ง (5:55-6:35)

วุฒิสภาสหรัฐฯ: พรรคเดโมแครตมีโอกาส 71% ที่จะครองเสียงข้างมาก โดยคาดว่าจะได้ที่นั่ง 52 ที่นั่ง ส่วนพรรครีพับลิกันจะได้ 48 ที่นั่ง (13:43-15:05) ซึ่งรวมถึงโอกาสในการคว้าที่นั่งเพิ่มในรัฐต่างๆ เช่น เท็กซัส โอไฮโอ อลาสก้า และแคนซัส (8:08-9:00, 15:08-15:20)

การเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐ: ข้อมูลบ่งชี้ว่ามีโอกาสสูงถึง 83% ที่พรรคเดโมแครตจะครองตำแหน่งผู้ว่าการรัฐส่วนใหญ่ ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากในประวัติศาสตร์ (16:53-17:25)

ปัจจัยเบื้องหลัง: เอนเทนตั้งข้อสังเกตว่า แม้โดยปกติแล้วผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันมักจะทำผลงานได้ดีกว่าผลสำรวจในรัฐฐานเสียงของพรรค (Red States) อยู่ประมาณ 4.1 จุด (10:19-10:45) แต่ด้วยคะแนนนิยมที่ตกต่ำอย่างมากของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ประกอบกับตัวผู้สมัครบางคนของพรรครีพับลิกันเอง ทำให้มีโอกาสสูงที่กระแสจะเทไปทางพรรคเดโมแครตมากกว่าการเลือกตั้งรอบก่อนๆ (11:20-13:00)

ปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลเสียต่อพรรครีพับลิกัน?

แฮร์รี เอนเทน ระบุว่ามีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้พรรครีพับลิกันมีแนวโน้มทำผลงานได้ไม่ดีนักในการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 ได้แก่:

คะแนนนิยมที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์: คะแนนนิยมสุทธิของประธานาธิบดีทรัมป์ติดลบอยู่ถึง 24 จุด ซึ่งถือเป็นระดับที่แย่ที่สุดสำหรับประธานาธิบดีคนใดก็ตามในช่วงก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมนับตั้งแต่ปี 1946 เป็นต้นมา (0:33-0:51) นอกจากนี้ คะแนนนิยมของสภาคองเกรสยังอยู่ในระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 14% อีกด้วย (0:58-1:10) ความรู้สึกของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง: เป็นครั้งแรกที่กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากที่สุด (45%) มองว่าสมาชิกสภาคองเกรสที่เป็นตัวแทนของตนไม่สมควรได้รับเลือกตั้งกลับเข้ามาทำหน้าที่อีกครั้ง (1:21-1:34)

ประเด็นทางเศรษฐกิจ: เอ็นเทน (Enten) ชี้ให้เห็นว่าภาวะเงินเฟ้อยังคงเป็นข้อกังวลหลัก โดยคะแนนนิยมสุทธิของประธานาธิบดีทรัมป์ในประเด็นนี้ติดลบอยู่ถึง 52 จุด (1:36-2:13)

จำนวนผู้มาใช้สิทธิในการเลือกตั้งขั้นต้นที่อยู่ในระดับต่ำ: พรรคเดโมแครตยังคงรักษาความได้เปรียบอย่างต่อเนื่องในแง่ของจำนวนผู้มาใช้สิทธิในการเลือกตั้งขั้นต้นทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สามารถทำนายผลผู้ชนะในสภาผู้แทนราษฎรได้อย่างถูกต้องแม่นยำมาโดยตลอดในช่วงหลายรอบการเลือกตั้งที่ผ่านมา (4:57-5:22)

ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันที่ไม่ได้รับความนิยม: ในการแข่งขันชิงตำแหน่งวุฒิสมาชิกที่สำคัญหลายแห่ง ผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันกำลังเผชิญกับภาวะไม่ได้รับความนิยมในระดับสูงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยผู้สมัครจำนวนมากมีคะแนนนิยมติดลบในระดับเลขสองหลักในรัฐที่ตนลงสมัคร (11:20-11:58)




Richard Teng ซีอีโอร่วมของ Binance ออกมาเปิดเผยว่า ผู้โจมตีใช้กลไกทำลายตัวเอง ทำให้การติดตามการแฮ็กทำได้ยากขึ้น







https://x.com/WuBlockchain/status/2116470243337949313
.....

ริชาร์ด เทง ซีอีโอร่วมของ Binance
@_RichardTeng

ได้อัปเดตการสอบสวนการแฮ็กมูลค่าประมาณ 6.3 พันล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม โดยระบุว่ามีผู้เกี่ยวข้องหลายคน ในตอนแรกผู้สอบสวนสงสัยว่าแล็ปท็อปถูกเจาะระบบ แต่ต่อมาพบจุดเข้าถึงอื่นๆ ผู้โจมตีใช้กลไกทำลายตัวเองเพื่อลบเครื่องมือและร่องรอย ทำให้การสอบสวนซับซ้อนขึ้น

เทงกล่าวว่าพวกเขาใช้ EIP-7702 เพื่อให้ได้สิทธิ์ในการดำเนินการบนบล็อกเชนเหนือกระเป๋าเงินร้อนโดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบอนุมัติตามปกติของ Binance Binance ได้ระงับการถอนเงินเพื่อสร้างและทดสอบระบบใหม่ โดยตั้งเป้าที่จะกู้คืนภายใน 40 ชั่วโมง นอกจากนี้ยังทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อติดตามและกู้คืนเงินที่ถูกขโมยไป

.....

ประเด็นสำคัญจากการสืบสวนที่กำลังดำเนินอยู่:

ช่องทางโจมตี (Vector) ผ่าน EIP-7702: แทนที่จะเป็นการรั่วไหลของคีย์ส่วนตัว (Private Key) โดยตรง ผู้โจมตีได้ใช้ประโยชน์จากมาตรฐาน EIP-7702 บนเครือข่าย Ethereum ซึ่งเปิดช่องให้สามารถมอบอำนาจการดำเนินการชั่วคราวให้กับโค้ดของสัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) บนกระเป๋าเงินออนไลน์ (Hot Wallet) หลักของ Binance ได้ ส่งผลให้สามารถหลีกเลี่ยงกระบวนการอนุมัติภายในตามปกติ และทำให้กระเป๋าเงินดังกล่าวทำงานเสมือนเป็นระบบโอนสินทรัพย์อัตโนมัติ (Automated Sweeper)

จุดเข้าถึงหลายช่องทาง: แม้ข้อสรุปเบื้องต้นจะชี้ไปที่แล็ปท็อปของนักพัฒนาที่ถูกบุกรุก แต่การตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลในเชิงลึกกลับพบจุดเข้าถึงหลายช่องทาง ซึ่งยืนยันได้ว่าเหตุการณ์นี้เป็นการปฏิบัติการที่วางแผนมาเป็นอย่างดีและมีหลายขั้นตอน ไม่ใช่ฝีมือของบุคคลเพียงคนเดียวหรือเกิดจากจุดอ่อนเพียงจุดเดียว

กลยุทธ์เพื่อป้องกันการตรวจสอบ (Anti-Forensic Tactics): การใช้ "กลไกทำลายตัวเอง" (Self-destruct mechanisms) เพื่อลบเครื่องมือที่ใช้โจมตีและลบร่องรอยทางดิจิทัลในระหว่างที่การโจมตีกำลังดำเนินอยู่ ทำให้กระบวนการตรวจสอบย้อนหลังมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น ทั้งสำหรับทีมรักษาความปลอดภัยภายในของ Binance และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายภายนอก

การรับมือและการกู้คืน: Binance ได้ให้คำมั่นว่าจะรับผิดชอบความสูญเสียทั้งหมดโดยใช้เงินทุนของบริษัท (ซึ่งได้สำรองเงินไว้กว่า 6.34 พันล้านดอลลาร์ โดยส่วนใหญ่เป็นสินทรัพย์ประเภทเดียวกับที่ถูกขโมยไป) ในขณะเดียวกัน ผู้ออกเหรียญ Stablecoin รายใหญ่และสภาความปลอดภัยข้ามเครือข่าย (Cross-chain Security Councils) ก็ได้ดำเนินการอายัดเงินที่ถูกขโมยไปบนเครือข่ายบล็อกเชนได้ทันท่วงที คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2.7 ถึง 3 พันล้านดอลลาร์

เพิ่มเติมเกี่ยวกับกลยุทธ์เพื่อป้องกันการตรวจสอบ (Anti-Forensic Tactics): การใช้ "กลไกทำลายตัวเอง" เพื่อลบเครื่องมือและร่องรอยทางดิจิทัลระหว่างการโจมตีนั้น ส่งผลให้การตรวจสอบหลังเกิดเหตุมีความซับซ้อนอย่างมากสำหรับทั้งทีมรักษาความปลอดภัยภายในและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย

ในการโจมตีทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนสูง เช่น เหตุการณ์การบุกรุก Binance ครั้งประวัติศาสตร์เมื่อเดือนตุลาคม 2026 กลุ่มผู้โจมตีระดับสูง (เช่น กลุ่ม APT ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐ) ไม่เพียงแค่ใช้เครื่องมือที่เป็นอันตรายเท่านั้น แต่ยังจงใจลบร่องรอยของตนเองเพื่อถ่วงเวลาและขัดขวางกระบวนการสืบสวนอีกด้วย เมื่อ Richard Teng ซีอีโอร่วมของ Binance กล่าวว่าผู้โจมตีใช้กลไกทำลายตัวเอง เขาหมายถึงเทคนิคต่อต้านการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ที่ออกแบบมาเพื่อทำลายหลักฐานดิจิทัล บันทึก และเครื่องมือเตรียมการอย่างเป็นระบบทันทีที่การปฏิบัติการสิ้นสุดลงหรือพบกับการต่อต้าน

วิธีการทำงานของ "กลไกทำลายตัวเอง" ในการโจมตีทางไซเบอร์

ในการโจมตีที่มีความเสี่ยงสูง ผู้โจมตีจะมองโครงสร้างพื้นฐานในการปฏิบัติงานของตนว่าเป็นสิ่งที่ใช้แล้วทิ้งได้ การทำลายตัวเองแบบต่อต้านการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์มักปรากฏผ่านหลายชั้นที่เชื่อมต่อกัน:

1. การลบและเขียนทับบันทึกด้วยสคริปต์

กลไก: ผู้โจมตีมักใช้สคริปต์อัตโนมัติหรือ cron job ที่กำหนดเวลาไว้เพื่อกำหนดเป้าหมายบันทึกระบบ (เช่น syslog ของ Linux บันทึกการตรวจสอบแอปพลิเคชัน และบันทึกการเข้าถึงเว็บเซิร์ฟเวอร์)

การทำงาน: แทนที่จะลบไฟล์โดยตรง—ซึ่งมักจะสามารถกู้คืนได้โดยใช้เทคนิคการดึงข้อมูลจากฮาร์ดไดรฟ์—สคริปต์เหล่านี้มักจะเขียนทับเซกเตอร์บันทึกด้วยข้อมูลไบนารีแบบสุ่มหลายครั้ง (ทำให้เป็นศูนย์) ก่อนที่จะลบ เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีร่องรอยทางนิติวิทยาศาสตร์ใด ๆ หลงเหลืออยู่ของคำสั่งที่พวกมันรันหรือระบบภายในที่พวกมันเข้าถึง

2. เครื่องมือและไฟล์ไบนารีมัลแวร์ที่ลบตัวเองได้

กลไก: สคริปต์เฉพาะ โปรแกรมดัมพ์ข้อมูลประจำตัว หรือยูทิลิตี้พร็อกซีที่ใช้ในการบุกรุกคอนเทนเนอร์บริการภายในและเวิร์กสเตชันของวิศวกรนั้นถูกออกแบบมาให้มีอายุสั้น

การทำงาน: เมื่อผู้โจมตีเสร็จสิ้นการโต้ตอบกับโฮสต์ที่ถูกบุกรุกหรือส่งเพย์โหลดการลงนามปลอมสำเร็จแล้ว ขั้นตอนการทำลายตัวเองจะทำงาน ไฟล์ปฏิบัติการจะลบตัวเองออกจากดิสก์และล้างพื้นที่หน่วยความจำทันที (การป้องกันการขูด RAM) ทำให้ทีมรักษาความปลอดภัยแทบไม่มีตัวอย่างไบนารีใด ๆ ให้ทำการวิศวกรรมย้อนกลับ

3. โครงสร้างพื้นฐานชั่วคราวและคอนเทนเนอร์บนคลาวด์

กลไก: ผู้โจมตีขั้นสูงมักใช้โครงสร้างพื้นฐานบนคลาวด์ที่ถูกบุกรุก คอนเทนเนอร์ Docker ชั่วคราว หรือ jump box

การดำเนินการ: แทนที่จะปล่อยให้เครื่องเสมือนทำงานต่อไปเพื่อให้สามารถบันทึกข้อมูลหน่วยความจำเพื่อการตรวจสอบได้ ผู้โจมตีจะปิดคอนเทนเนอร์ ทำลายอินสแตนซ์บนคลาวด์ หรือลบโทเค็นการเข้าถึง API ทันทีหลังจากดำเนินการเสร็จสิ้น ซึ่งจะทำลายระบบไฟล์ชั่วคราวและหน่วยความจำที่ไม่เสถียรซึ่งจะใช้เก็บการเชื่อมต่อเครือข่ายหรือร่องรอย IP ภายใน

4. การป้องกันการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์บนสัญญาอัจฉริยะ / การโต้ตอบบนบล็อกเชน

กลไก: ในฝั่งบล็อกเชน การป้องกันการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์จะอยู่ในรูปแบบของสัญญาอัจฉริยะที่ไม่ได้รับการตรวจสอบและถูกทำให้คลุมเครือโดยเจตนา

การดำเนินการ: โค้ดของสัญญาอัจฉริยะที่เป็นอันตราย ซึ่งถูกปรับใช้ผ่าน EIP-7702 เพื่อดูดสินทรัพย์ออกจาก Hot Wallet นั้น ถูกอำพรางไว้อย่างแน่นหนา (และไม่ได้ผ่านการยืนยันบนเครื่องมือสำรวจบล็อกเชนอย่าง Etherscan) ผู้โจมตีได้ออกแบบตรรกะของสัญญาให้สามารถทำลายตัวเองได้ (Self-destruct) หรือทำงานผ่านพร็อกซีที่มีเส้นทางซับซ้อน (เช่น Tornado Cash หรือบริดจ์ข้ามเครือข่ายแบบหลายขั้นตอน) ซึ่งทำให้การแกะรอยตรรกะเบื้องหลังและเส้นทางปลายทางของสินทรัพย์เป็นไปได้ยากยิ่งขึ้นในแบบเรียลไทม์

เหตุใดจึงทำให้การวิเคราะห์หลังเกิดเหตุซับซ้อนขึ้น

สำหรับทีมรับมือเหตุการณ์และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย (เช่น หน่วยงานสืบราชการลับของสหรัฐฯ และบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชนอย่าง Chainalysis และ TRM Labs) การใช้กลยุทธ์เหล่านี้สร้างอุปสรรคมากมาย:

จุดบอดในการระบุแหล่งที่มา: หากไม่มีไฟล์ไบนารีของมัลแวร์หรือบันทึกเซิร์ฟเวอร์ที่สมบูรณ์ การพิสูจน์เส้นทางที่แน่นอนจากการเจาะระบบแล็ปท็อปของนักพัฒนาในขั้นต้นไปจนถึงการอนุญาตระบบลงนามภายในกลายเป็นเรื่องยากลำบากในการรวบรวมข้อมูลการวัดระยะทางที่กระจัดกระจาย

ช่องว่างของไทม์ไลน์: เมื่อบันทึกถูกลบ การกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน (ระยะเวลาที่ผู้โจมตีอยู่ในเครือข่ายก่อนการโจมตี) จำเป็นต้องวิเคราะห์ร่องรอยทางอ้อม เช่น บันทึกการไหลของเครือข่ายหรือบันทึกการตรวจสอบของผู้ให้บริการคลาวด์

การประเมินขอบเขตที่ไม่สมบูรณ์: ทีมรักษาความปลอดภัยประสบปัญหาในการตอบคำถามที่ชัดเจน เช่น พวกเขาได้ติดตั้งแบ็กดอร์เพื่อการเข้าถึงในอนาคตหรือไม่ พวกเขาดูหรือขโมยข้อมูลประจำตัวอะไรบ้าง

แม้จะมีอุปสรรคด้านการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ที่รุนแรงเหล่านี้ แต่ความร่วมมืออย่างรวดเร็วระหว่างบริษัทวิเคราะห์บล็อกเชน ผู้ออกเหรียญ Stablecoin (ซึ่งสามารถระงับเงินได้ประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ภายในหนึ่งชั่วโมง) และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ทำให้นักสืบสามารถระบุเส้นทางการไหลเวียนของเงินทุนหลักและแยกโครงสร้างพื้นฐานในการปฏิบัติงานของแฮ็กเกอร์ได้

(Gemini ช่วยรวบรวม)



แฮ็ก Binance วันที่ 2 ทรัมป์ออกมาเคลื่อนไหวแล้ว ทั่วโลกต่างก็ตื่นตัว เงินจำนวน 2.85 พันล้านดอลลาร์ถูกอายัดไว้ได้ แต่ยังมีอีก 3.2 พันล้านดอลลาร์ที่ยังคงมีการเคลื่อนย้ายอยู่ และเมื่อเช้านี้ แฮ็กเกอร์ได้เริ่มเทขายเหรียญออกมาอีก







https://x.com/germanarc1/status/2116537493415960642
.....

สถานการณ์กรณีการแฮ็ก Binance ซึ่งสร้างความเสียหายมูลค่า 6.3 พันล้านดอลลาร์—ถือเป็นการโจรกรรมสกุลเงินดิจิทัลครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์—ยังคงมีความผันผวนอย่างรุนแรง หลังจากการบุกรุกระบบที่เกิดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม 2026

รายละเอียดความเสียหายทางการเงิน

• ยอดรวมความเสียหาย 6.3 พันล้านดอลลาร์: ผู้โจมตีสามารถเจาะเข้าสู่ Hot Wallet ของ Binance ผ่านทางแล็ปท็อปของวิศวกร DevOps โดยใช้กลไกที่กวาดสินทรัพย์จากบล็อกเชนต่างๆ รวม 10 เครือข่ายออกไปได้ภายในเวลาเพียง 20 นาที

• สินทรัพย์ที่ถูกอายัดไว้ประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์: ด้วยความร่วมมือระหว่าง Binance, บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชน และผู้ออกเหรียญ Stablecoin รายใหญ่ ทำให้สามารถอายัดเงินที่ถูกขโมยไปได้ประมาณครึ่งหนึ่ง โดย Tether ได้อายัดเหรียญ USDT มูลค่าเกือบ 1.57 พันล้านดอลลาร์ และ Circle ได้อายัดเหรียญ USDC มูลค่ากว่า 800 ล้านดอลลาร์

• สินทรัพย์ที่ยังมีการเคลื่อนย้าย/เทขายประมาณ 3.3 พันล้านดอลลาร์: สินทรัพย์ส่วนที่เหลือรอดพ้นจากการอายัดในเบื้องต้น ข้อมูลบนบล็อกเชน (On-chain data) เผยให้เห็นว่าแฮ็กเกอร์กำลังใช้บริการผสมเหรียญแบบกระจายศูนย์ (Decentralized Mixing Services) เช่น Tornado Cash เพื่อโอนเงินเข้าสู่กระเป๋าต่างๆ หลบเลี่ยงการตรวจจับ และเร่งเทขายหรือแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ที่ยังไม่ได้ถูกอายัดไปเป็นสินทรัพย์รูปแบบอื่น

ปฏิกิริยาทางการเมืองและระดับโลกที่สำคัญ

• ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์: เมื่อถูกถามถึงเหตุการณ์ดังกล่าวที่ทำเนียบขาว ทรัมป์ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กำลังติดตามการบุกรุกครั้งนี้อย่างใกล้ชิด และเมื่อถูกถามเจาะจงว่าอาจเกี่ยวข้องกับรัฐบาลต่างชาติหรือไม่ ทรัมป์กล่าวว่า “เรากำลังตรวจสอบเรื่องนี้อยู่”

• World Liberty Financial: โครงการการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) ที่ได้รับการสนับสนุนจากทรัมป์ ได้เข้าร่วมในความพยายามป้องกันความเสียหาย โดยประสานงานกับ BitGo (ผู้ให้บริการรับฝากสินทรัพย์) เพื่ออายัดเหรียญ Stablecoin มูลค่าประมาณ 27 ล้านดอลลาร์ และโทเคน WLFI ของโครงการเองมูลค่า 2 ล้านดอลลาร์ ที่ถูกแฮ็กเกอร์กวาดออกไป

• ข้อบ่งชี้ถึงความเกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือ: บริษัทวิเคราะห์บล็อกเชนชั้นนำหลายแห่ง รวมถึง TRM Labs และ Chainalysis ระบุด้วยความมั่นใจในระดับสูงว่า การโจรกรรมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบนี้ เป็นฝีมือของ “TraderTraitor” ซึ่งเป็นกลุ่มแฮ็กเกอร์ระดับหัวกะทิที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเกาหลีเหนือ

สถานะปัจจุบันสำหรับผู้ใช้งาน

Richard Teng ซีอีโอร่วมของ Binance และ Yi He ผู้ร่วมก่อตั้ง ได้ให้คำมั่นซ้ำหลายครั้งต่อผู้ใช้งานว่า ความสูญเสียทั้งหมดของลูกค้าจะได้รับการชดเชยอย่างเต็มจำนวน โดยจะนำเงินจากกองทุนฉุกเฉิน SAFU ของ Binance ซึ่งมีมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ มาสมทบกับเงินสำรองของบริษัทเพื่อดำเนินการดังกล่าว ในขณะที่บริการฝากเงินยังคงใช้งานได้ตามปกติ แต่บริการถอนเงินถูกระงับไว้ชั่วคราวทั่วโลก เพื่อให้ทางแพลตฟอร์มดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างความปลอดภัย รวมถึงติดตามความเคลื่อนไหวของเงินที่ถูกผู้โจมตีโอนออกไป



หนึ่งในสุนทรพจน์ที่งดงามที่สุดของ นักแสดงสาว เคต แบลนเชตต์ ในพิธีมอบรางวัล Praemium Imperiale ครั้งที่ 37 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น รางวัลอันทรงเกียรติระดับโลกนี้ (ซึ่งมักได้รับการขนานนามว่าเป็น "รางวัลโนเบลแห่งวงการศิลปะ") จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีโดยสมาคมศิลปะแห่งญี่ปุ่น เพื่อเชิดชูเกียรติแก่บุคคลผู้สร้างผลงานอันโดดเด่นตลอดชีวิตในสาขาต่าง ๆ อาทิ ละคร ภาพยนตร์ ดนตรี จิตรกรรม และประติมากรรม - ต้องฟัง

 
https://www.facebook.com/reel/2545242502627017

สุนทรพจน์ของเคต แบลนเชตต์ ในงานแถลงข่าวรางวัล Praemium Imperiale ประจำปี 2026

งานแถลงข่าวซึ่งมีผู้ได้รับรางวัล Praemium Imperiale ประจำปี 2026 เข้าร่วม ได้แก่

เจนนี โฮลเซอร์ (สาขาจิตรกรรม),
แอนดี โกลด์สเวิร์ธี (สาขาประติมากรรม),
แดเนียล ลิบสไคนด์ (สาขาสถาปัตยกรรม),
เคต แบลนเชตต์ (สาขาละคร/ภาพยนตร์)
และสเตฟาน ฟอร์สเบิร์ก ซึ่งเป็นตัวแทนของเฮอร์เบิร์ต บลอมสเตดต์ ผู้ได้รับรางวัลในสาขาดนตรี

จัดขึ้นที่โรงแรมดิ โอคุระ โตเกียว (The Okura Tokyo) เมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เฮอร์เบิร์ต บลอมสเตดต์ ไม่สามารถมาร่วมงานได้เนื่องจากปัญหาสุขภาพ จึงมีการเปิดวิดีโอข้อความจากเขาภายในงานแถลงข่าวด้วย
...

งานนี้จัดขึ้นในปลายเดือนตุลาคม ปี 2026 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

Below is the transcript of the speech delivered by Cate Blanchett upon receiving the Praemium Imperiale award:

"Thank you. I think often of the work of the great surrealist Leonora Carrington, but also of something that she once said: 'There is so much we cannot say. That is why we have art.' (0:12-0:21)

I struggle with words. Even the most well-chosen syllables can disappoint, can misrepresent, split hairs, or fail to connect. Words so often feel so very far behind what we truly feel. Yet here I am speaking to you now. As an actor, I exist in a profession steeped in language, a profession that at its worst sinks into a quagmire of literalness, but at its best can leave people speechless. (0:24-0:50)

It's quite a complicated neurolinguistic process to make somebody else's words your own. Firstly, to viscerally connect with those words yourself, but then to interpret and make them resonantly connect with an audience. Perhaps that is why I always look for meaning for opportunity in the spaces between what is said, in what is not said, in what people are trying to say, in what they wish they had said, and in what they wish they had not. (0:51-1:20)

Sometimes we can spend a lifetime trying to take words back, to rewrite them, to erase them, as we do so often with histories and with peoples. We so often speak and act from states that we little understand, unconscious with little to no self-awareness, no sensitivity to context or the consequences of our words. And often that is when we talk most. So when approaching a text, I look for the impact words have on the people and the spaces around me—what happens when words misfire, when they hit, when they lay siege. And given the times that we are living through, I pay attention to the people who steadfastly refuse to hear what is said and the spaces that shut those conversations out. Why? I ask why. (1:20-2:08)

The doubt that I will ever fully communicate is always with me. And as a woman, that doubt is often interpreted as a lack of confidence. It is not. That doubt is my artistic starting point. It's what allows me to hear. It allows me to see. It allows me to sense. The attempt to expunge that doubt—to the urge to create in its slipstream and alongside it—propels me into action. In an uncertain world riddled with unthinking certainty, I believe doubt is vital to the creative process. It's what starts the challenge, the questioning, the exploration. It allows conversation and connection. It allows change. (2:09-2:52)

Is it this? Is it that? Is it both? Is it neither? Does it matter? Should I be doing this at all? Doubt is what allows me to say I may never fully understand this text, this idea, this ask, this proposition. So, what do I have to lose? It makes me cling on tightly to my collaborators and let go lightly to my first supposed best ideas to allow those ideas to grow and to evolve. (2:52-3:16)

My doubt leads me towards more openhearted, considered risk. But over time, as one evolves into having a 'career,' continuing to take such risk in the face of doubt takes courage. It takes rigor. And that I share today's honor with some of the world's most rigorous, courageous, and monumental artists whose search and risk and risk again—well, that really does leave me speechless. Words fail me. I will wake up tomorrow, this moment vanished, wishing I had said something richer, something deeper, something more true. (3:17-3:54)

But the one thing I know and I can say and I will say again and again, I am profoundly grateful to have this honor bestowed upon me. It's an Olympus of sorts that I never conceived of even touching. It's a beautiful, soul-soaring surprise and a deep honor indeed. So I thank the Japan Art Association, the esteemed committee, to my fellow laureates, and of course to Japan. Thank you. Oregata Gazaimasu." (3:54-4:18)

(แปลไทย)

"ขอบคุณค่ะ ดิฉันมักจะนึกถึงผลงานของลีโอโนรา แคร์ริงตัน (Leonora Carrington) ศิลปินแนวเซอร์เรียลลิสต์ผู้ยิ่งใหญ่ รวมถึงถ้อยคำหนึ่งที่เธอเคยกล่าวไว้ว่า 'มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราไม่สามารถบอกออกมาเป็นคำพูดได้ นั่นคือเหตุผลว่าทำไมเราจึงมีศิลปะ'" (0:12-0:21)

ฉันมักประสบปัญหาในการใช้ถ้อยคำ แม้แต่คำที่เลือกสรรมาอย่างดีที่สุดก็อาจทำให้ผิดหวัง สื่อความหมายคลาดเคลื่อน กลายเป็นเพียงการถกเถียงเรื่องปลีกย่อย หรือไม่สามารถสร้างความเชื่อมโยงถึงกันได้ บ่อยครั้งที่ถ้อยคำเหล่านั้นดูห่างไกลเหลือเกินจากความรู้สึกที่แท้จริงของเรา ทว่าในตอนนี้ ฉันกำลังพูดกับคุณอยู่ ในฐานะนักแสดง ฉันอยู่ในอาชีพที่คลุกคลีอยู่กับภาษา ซึ่งในแง่ร้ายที่สุด อาชีพนี้อาจจมดิ่งลงสู่หล่มของการตีความตามตัวอักษรจนไร้ชีวิตชีวา แต่ในแง่ที่ดีที่สุด มันกลับสามารถทำให้ผู้คนถึงกับพูดไม่ออกได้เลยทีเดียว (0:24-0:50)

การเปลี่ยนถ้อยคำของผู้อื่นให้กลายเป็นถ้อยคำของตนเองนั้น เป็นกระบวนการทางประสาทภาษาศาสตร์ที่ซับซ้อนไม่น้อย เริ่มจากการสร้างความเชื่อมโยงอย่างลึกซึ้งกับถ้อยคำเหล่านั้นด้วยตนเอง จากนั้นจึงตีความเพื่อส่งต่อให้เกิดความกังวานในใจของผู้ฟัง บางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่ฉันมักมองหาความหมายหรือโอกาสในช่องว่างระหว่างสิ่งที่ถูกพูดออกมา ในสิ่งที่ไม่ได้ถูกพูด ในสิ่งที่ผู้คนพยายามจะสื่อ ในสิ่งที่พวกเขาปรารถนาว่าน่าจะได้พูดออกไป หรือในสิ่งที่พวกเขาหวังว่าไม่น่าจะพูดออกมาเลย (0:51-1:20)

บางครั้งเราอาจใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อพยายามเรียกถ้อยคำเหล่านั้นกลับคืนมา พยายามเขียนใหม่ หรือลบมันทิ้ง เช่นเดียวกับที่เรามักทำกับประวัติศาสตร์และผู้คนจำนวนมาก เรามักพูดและกระทำโดยมาจากสภาวะที่เราแทบไม่เข้าใจตัวเอง ขาดความตระหนักรู้ในตนเอง ไร้ความละเอียดอ่อนต่อบริบทหรือผลกระทบที่จะตามมาจากคำพูดของเรา และบ่อยครั้งเหลือเกินที่ช่วงเวลาเหล่านั้นกลับเป็นช่วงเวลาที่เราพูดมากที่สุด ดังนั้น เมื่อต้องเผชิญกับบทละครหรือข้อความใดๆ ฉันจึงคอยสังเกตผลกระทบที่ถ้อยคำเหล่านั้นมีต่อผู้คนและพื้นที่รอบตัวฉัน ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อถ้อยคำเหล่านั้นสื่อสารผิดพลาด เมื่อมันพุ่งเข้ากระทบ หรือเมื่อมันกลายเป็นเครื่องมือในการปิดล้อม และในยุคสมัยที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้ ฉันให้ความสนใจเป็นพิเศษกับผู้คนที่ยืนกรานปฏิเสธที่จะรับฟังสิ่งที่ถูกสื่อสารออกมา รวมถึงพื้นที่ที่ปิดกั้นบทสนทนาเหล่านั้นไว้ ทำไมกัน? ฉันตั้งคำถามว่าทำไม (1:20-2:08)

ความสงสัยที่ว่าฉันจะสามารถสื่อสารทุกอย่างออกมาได้อย่างสมบูรณ์หรือไม่นั้น ติดตัวฉันอยู่เสมอ และในฐานะผู้หญิง ความสงสัยนี้มักถูกตีความว่าเป็นการขาดความมั่นใจ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่เลย ความสงสัยนี้ต่างหากที่เป็นจุดเริ่มต้นในเชิงศิลปะของฉัน มันคือสิ่งที่ทำให้ฉันสามารถรับฟัง และทำให้ฉันสามารถมองเห็นได้ มันเปิดโอกาสให้ฉันได้สัมผัสรับรู้ ความพยายามที่จะขจัดความสงสัยนั้น—ควบคู่ไปกับแรงขับเคลื่อนในการสร้างสรรค์ผลงานท่ามกลางความสงสัยดังกล่าว—คือสิ่งที่ผลักดันให้ฉันลงมือทำ ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนแต่กลับถูกปกคลุมด้วยความมั่นใจอย่างไร้การไตร่ตรอง ฉันเชื่อว่าความสงสัยเป็นสิ่งสำคัญยิ่งต่อกระบวนการสร้างสรรค์ มันคือจุดเริ่มต้นของการท้าทาย การตั้งคำถาม และการสำรวจ ทั้งยังเปิดช่องให้เกิดการสนทนา การเชื่อมโยง และการเปลี่ยนแปลง (2:09-2:52)

สิ่งนี้คืออะไรกันแน่? เป็นแบบนี้หรือเปล่า? หรือเป็นทั้งสองอย่าง? หรือไม่ใช่ทั้งสองอย่างเลย? แล้วมันสำคัญไหม? ฉันควรทำสิ่งนี้อยู่หรือเปล่านะ? ความสงสัยทำให้ฉันกล้ายอมรับว่า ฉันอาจไม่มีวันเข้าใจข้อความ แนวคิด โจทย์ หรือข้อเสนอนี้ได้อย่างถ่องแท้ แล้วฉันจะเสียอะไรไปล่ะ? ความสงสัยทำให้ฉันยึดมั่นในตัวผู้ร่วมงานอย่างเหนียวแน่น ในขณะเดียวกันก็พร้อมจะปล่อยวางความคิดแรกที่เคยคิดว่าดีที่สุด เพื่อเปิดโอกาสให้ความคิดเหล่านั้นได้เติบโตและวิวัฒนาการต่อไป (2:52-3:16)

ความสงสัยนำพาฉันไปสู่การกล้าเสี่ยงอย่างรอบคอบและเปิดกว้างมากขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนกลายเป็น ‘อาชีพ’ การจะยังคงกล้าเสี่ยงท่ามกลางความสงสัยเช่นนี้ได้ จำเป็นต้องอาศัยความกล้าหาญและความมุ่งมั่นจริงจัง การที่ฉันได้รับเกียรติในวันนี้ร่วมกับศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ระดับโลก ซึ่งเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและความกล้าหาญ—ศิลปินผู้ที่แสวงหาและกล้าเสี่ยงครั้งแล้วครั้งเล่า—ทำให้ฉันถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียว จนไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาบรรยายได้ พรุ่งนี้เมื่อตื่นขึ้นมา ในยามที่ช่วงเวลานี้ผ่านพ้นไปแล้ว ฉันคงได้แต่หวังว่าตนเองน่าจะพูดอะไรที่ลึกซึ้งกว่านี้ มีความหมายมากกว่านี้ และจริงแท้กว่านี้ (3:17-3:54)

แต่สิ่งหนึ่งที่ฉันรู้และสามารถพูดได้—และจะขอย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า—คือฉันรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรตินี้ มันเปรียบเสมือนยอดเขาโอลิมปัสที่ฉันไม่เคยคาดฝันมาก่อนว่าจะได้สัมผัส มันเป็นเซอร์ไพรส์ที่งดงามจนจิตวิญญาณแทบจะโลดแล่นไปกับความปิติ และถือเป็นเกียรติยศอันยิ่งใหญ่จริงๆ ฉันขอขอบคุณสมาคมศิลปะแห่งญี่ปุ่น (Japan Art Association) คณะกรรมการผู้ทรงเกียรติ เพื่อนศิลปินผู้ได้รับรางวัลร่วมกับฉัน และแน่นอน ขอบคุณประเทศญี่ปุ่น 

ขอบคุณมากค่ะ (Oregata Gazaimasu) (3:54-4:18)
.....

เหตุใดความสงสัยจึงมีความสำคัญต่อศิลปิน?

สำหรับเคต แบลนเชตต์ (Cate Blanchett) ความสงสัยถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในกระบวนการสร้างสรรค์ศิลปะ มากกว่าจะเป็นสัญญาณของความอ่อนแอ ในสุนทรพจน์ของเธอ เธออธิบายว่าความสงสัยทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์อันทรงพลัง ด้วยเหตุผลสำคัญหลายประการ ดังนี้:

ช่วยขับเคลื่อนการสำรวจ: เธอเปรียบความสงสัยว่าเป็น "จุดเริ่มต้นทางศิลปะ" (2:20) ซึ่งกระตุ้นให้เธอรับฟัง มองเห็น และสัมผัสสิ่งต่างๆ ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น แทนที่จะยึดติดอยู่กับความรู้ที่อนุมานเอาเอง

ส่งเสริมการทำงานร่วมกัน: การยอมรับความไม่แน่นอน—เช่น การยอมรับว่าตนเองอาจยังไม่เข้าใจบทหรือตัวละครนั้นอย่างถ่องแท้—ทำให้เธอรู้สึกจำเป็นต้องพึ่งพาผู้ร่วมงานมากขึ้น ซึ่งช่วยให้แนวคิดต่างๆ เติบโตและพัฒนาไปได้ (2:58–3:16)

สนับสนุนการกล้าเสี่ยง: ในโลกที่เธออธิบายว่าเต็มไปด้วย "ความมั่นใจโดยปราศจากการไตร่ตรอง" (2:36) เธอเชื่อว่าการรักษาความสงสัยไว้จะช่วยให้ศิลปินกล้าเสี่ยงด้วยใจที่เปิดกว้างและผ่านการคิดพิจารณามาเป็นอย่างดี (3:17–3:22)

เอื้อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง: ความสงสัยเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งคำถาม การท้าทาย และการสำรวจ ซึ่งจำเป็นต่อการเปลี่ยนแปลงทางศิลปะอย่างแท้จริง และช่วยสร้างความเชื่อมโยงกับผู้ชมได้ (2:43–2:51)







https://x.com/mstowe_/status/2115689199529816438