วันอาทิตย์, พฤษภาคม 31, 2569

เกิดอะไรขึ้น กลุ่มแรงงาน ปชน.พากันลาออกไปร่วมงานกับรัฐบาล ประจวบเหมาะอดีตแกนนำรุ่นเก๋า ด่าทีมก้าวหน้าเละ เรียกร้องเอาของแจกฟรี ปฏิทิน หมวก เสื้อ กลับมา

เกิดอะไรขึ้น พรรคประชาชนเลือดไหลอีก สมาชิกพรรคกลุ่มแรงงานพากันลาออกไปอยู่กับรัฐบาล ร่วมงานกับ จุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ พรรคเพื่อไทย แกนนำแรงงานเก่าบางคน เช่น จิตรา คชเดช ตำหนิว่าพวกนี้ไม่เหนียวแน่นในอุดมการณ์

ก็น่าจะมีส่วนละนะ เมื่ออดีตผู้นำแรงงานคนหนึ่ง ตอนนี้ก็วัย ๘๐ แล้ว ออกมากวนกระแสให้เหนียวปึกเข้มข้นทวงถามหาปฏิทิน ของชำร่วย เสื้อกับหมวก “พวกมันลงมติ” ไม่ให้แจกฟรีกันอีกต่อไป พวกเรา (กก.สร.) “จะยืนนิ่งไม่รู้ไม่ชี้ เหมือนสองปีที่แล้วไม่ได้”

อาการอย่างนี้ รักชนก ศรีนอก สส.ปชน.อ่านออก ที่ผ่านมาเราได้ชี้ประเด็นมาตลอดว่าความพยายามในการทำของต่างๆ หมวก เสื้อ ปฏิทิน มันมีคน ๒ กลุ่มได้ประโยชน์ กลุ่มแรกก็ผู้รับจ้างทำก็ฟาดโครงการไปเหนาะๆ ได้นับเงิ

กลุ่มที่สองคือคนที่เอาของพวกนี้ไปแจกพวกพ้องกลุ่มก้อนของตัวเอง ไม่ได้แจกโดยขยายเป็นวงกว้าง ผู้ประกันตนจำนวนมากจึงไม่เคยได้ ที่ผ่านมายังไม่เคยเอ่ยชื่อว่าใคร แต่วันนี้มีคนเฉลยเอง” นั่นละ พนัส ไทยล้วน ก็ต้องรับไป

“ปฏิทิน เขาแจกให้ลูกจ้างมาตรา ๓๓ ในโรงงานทุกปี มันงดแล้วเสือกดีใจ เงินสนับสนุนวันแรงงานมันตัดเหลือคนละ ๓๐ บาท” ยุทธศาสตร์ก็คือเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่จะมาถึง กก.สร.ของเราทั้ง ๒๘๖ สร.ออกมาช่วยกันให้ถึงแสน

น้อยกว่านั้นถือว่าสอบตก ต้องยอมปล่อยให้กลุ่มก้าวหน้ายึดครองต่อไปอีกสมัย คอยตัดของชำร่วย ของฟรี ที่ทำให้คนแจกอูฟูอย่าง ไอ๊ซ์ ว่าใช้เงินมือเติบสุรุ่ยสุร่าย แถมสูตร แคร์ คำนวณสวัสดิการแล้วทำให้กลุ่มเปราะบางได้เพิ่มมากกว่าเดิม

เรื่องพวกนี้จะให้ถึงรายละเอียดต้องฟัง ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี แกนนำกรรมการกลุ่มก้าวหน้าอธิบาย เขาว่างบบริหารระบบประกันสังคมมาจากการหักเงินเก็บสมทบ ซึ่งหักได้สูงสุด ๑๐% หรือ ๒ หมื่นล้านบาท “ทุกวันนี้ประกันสังคมใช้แค่ ๒-๓%

คือประมาณ ๕ พันล้านบาท “ที่ไม่ต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร คำถามคือ ถ้างบพวกนี้ไม่ใช้แล้วไปไหน? คำตอบง่ายๆ คือ เอาไปใช้เป็นสิทธิประโยชน์ ทั้งปัจจุบันและอนาคต” ที่ทีมก้าวหน้าบอกว่าเมื่อตัดงบของแจกสุรุ่ยสุร่ายออกไปแล้ว

จะได้เงินเพิ่มสำหรับสิทธิประโยชน์ อีกปีละ ๗๐ ล้านบาทสำหรับปฏิทิน และเงินสะสม ๕ ปีอีก ๔๐๐ ล้านบาทสำหรับของแจกวันแรงงาน ซึ่งเท่ากับวงเงินที่ใช้ในโครงการผ่าฟันคุดทั้งประเทศ หรือเกือบเท่าเงินให้เด็ก ๑ แสนคน คนท้องอีก ๕ หมื่น

ษัษฐรัมย์ลงท้าย “แม้ท่านโพสต์ ดุดัน แต่ท่านไม่ได้เกลียดพวกผมหรอกท่านแค่เกลียดชังความยุติธรรม”

(https://x.com/sustarumT/status/2060700404816789917, https://x.com/MorningNewsTV3/status/2060677607989854409 และ https://www.facebook.com/sorrayuth9115/posts/seDZQLzEAQu) 

ภาพยนตร์เรื่อง “Dreams of Violets” ซึ่งสร้างขึ้นด้วย AI ทั้งเรื่อง เตรียมที่จะเปิดฉายรอบปฐมทัศน์ในเดือนหน้า สร้างความกังวลเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ให้ทวีความรุนแรงขึ้นในวงการฮอลลีวูด ผู้กำกับภาพยนตร์ เผยเหตุผลที่เขาเลือกใช้ AI แทนการใช้นักแสดง - เสน่ห์มนต์ขลังของฮอลีวูด จะถูกสั่นคลอนลงไปมากแค่ไหนจากเทรนนี้ ?

https://www.facebook.com/reel/1318331160241112


AI-generated movie "Dreams of Violets" director on why he used AI instead of actors

CBS News

May 28, 2026
"Dreams of Violets" is the first movie created entirely by artificial intelligence to debut at the Tribeca Film Festival. It's a fictional drama about five strangers who witnessed something very real, the massacre of Iranian civilians back in January. Ash Koosha, the film's director and producer, joins "The Daily Report" to discuss.

https://www.youtube.com/watch?v=-RNVRy99Mk4
.....

Jom Petchpradab
1 hour ago
·
วงการบันเทิง ฮอลีวูด มาถึงปลายทางที่จะต้องปฎิวัติ หรือ การปฎิรูปแล้ว ด้วยพลังของ AI จะปรับเปลี่ยน และเป็นพลังทำลายความเป็นฮอลีวูดที่มีมาเป็นร้อยปีให้แหลกละเอียดนับจากนี้ไป หรือจะเปลี่ยนแปลงปรับตัวได้หรือไม่อย่างไร ต้องคอยติดตาม แต่ที่แน่ ๆ เสน่ห์ของ ออสก้า หรือโลกมายาฮอลีวูด ที่ถูกปั้นแต่งด้วยความคิดความเชื่อแบบอเมริกันชน จะถูกสั่นคลอน ลดทอนเสน่ห์มนต์ขลังและพลังลงไปอย่างมากมายทีเดียว นับจากนี้ไป



ยุติธรรมไทยไม่ยึด Fair Trial ทุน รัฐ นักการเมืองใช้ กม. เป็นเครื่อง SLAPP - อ.สาวตรี


ประชาธิปไตย2สี Iสาวตรี สุขศรี Iยุติธรรมไทยไม่ยึดFair Trial ทุน รัฐ นักการเมืองใช้กม.เป็นเครื่องSLAPP

matichon tv

Premiered 7 hours ago 

รายการประชาธิปไตยสองสี อธึกกิต แสวงสุข (ใบตองแห้ง) ตอนที่ 112 สนทนากับ อาจารย์ สาวตรี สุขศรี คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ประเด็น “ยุติธรรมไทยไม่ยึด Fair Trial ทุน รัฐ นักการเมือง ใช้ กม.เป็นเครื่อง SLAPP” เผยแพร่ เสาร์ 30 พ.ค.2569 เวลา 18.00 น.
 
https://www.youtube.com/watch?v=NEWDIm3shMw


Atukkit Sawangsuk
9 hours ago
·
SLAPP

คำแนะนำของประธานศาลฎีกา
เป็นนิมิตหมายที่ดี ว่าศาลเห็นปัญหา
แต่ไม่มีสภาพบังคับ รับประกันไม่ได้ว่าศาลจะปฏิบัติตาม
ที่ผ่านมา มีการเพิ่ม ป.วิอาญา 161/1 165/2 ให้กลั่นกรองในชั้นตรวจคำฟ้อง ไต่สวนมูลฟ้อง ศาลก็ยังใช้กันน้อย
ทั้งไม่ครอบคลุมคดีแพ่ง และคดีที่อัยการสั่งฟ้อง
:
ส่วนที่ใหม่และที่ชื่นชม คือประธานศาลฎีกาชี้ปัญหาการฟ้องทางไกล
ถ้ามีการฟ้องในท้องถิ่นห่างไกลต้องเอามาคิดด้วยว่า เป็นการกลั่นแกล้งหรือไม่ ควรกลั่นกรองเป็นพิเศษ
:
อาจารย์สาวตรีแบ่ง SLAPP เป็น 3 แบบ
Classic SLAPP ทุนยักษ์ฟ้องปิดปากสื่อ นักอนุรักษ์ นักสิทธิมนุษยชน
Political SLAPP โดยเฉพาะเมืองไทยหลังรัฐประหาร ใช้การแจ้งข้อหา 112,116 เพื่อกดปราบผู้ชุมนุม คนวิพากษ์วิจารณ์ ให้มีภาระทางคดี ให้คนที่ยังไม่โดนคดีไม่กล้าเคลื่อนไหว
Political Figures SLAPP แบบที่นักการเมือง ผู้มีอิทธิพลทางการเมือง ฟ้องคนวิพากษ์วิจารณ์
โดยบางครั้งก็ไม่ได้หวังให้คนถูกฟ้องโดนลงโทษ
แต่สร้างภาระให้ระหว่างสู้คดี ก็รู้สึกว่าชนะแล้ว
ไม่ใช่ตั้งใจใช้กฎหมายเพื่อเรียกร้องความยุติธรรม
แต่ตั้งใจใช้กระบวนการทางกฎหมายลงโทษผู้ถูกฟ้อง ให้ต้องหาทุนสู้คดี ต้องจ้างทนาย ต้องเดินทาง เสียเวลา เสียสุขภาพจิต
Punishment by Process
:
บางคดีมองจากดาวอังคารก็รู้ว่าฟ้องปิดปาก
แต่ระบบกฎหมายยังไม่มีเครื่องมือสกัดกั้นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ
ถึงเวลาที่จะต้องมีกฎหมาย Anti-SLAPP
ให้จำเลยเสนอศาล พิจารณาว่าเป็นคดี SLAPP หรือไม่ โดยนิยามคือคดีที่เป็นประโยชน์สาธารณะ เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน การแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ราชการหรือนักการเมือง
โดยกระบวนการ คือหยุดคดีที่ฟ้องไว้ก่อน แล้วพิจารณาว่าเป็น SLAPP หรือไม่ ถ้าเป็น ไม่ใช่แค่ยกฟ้อง แต่ต้องมีบทลงโทษโจทก์ด้วย
สส. พรรคการเมือง ควรช่วยกันเสนอกฎหมายนี้
:
อย่างไรก็ดี Anti-SLAPP ไม่สามารถป้องกันการฟ้องทางไกล
ซึ่งเป็นปัญหาใหม่ทั่วโลก ยุคโลกออนไลน์
จากเดิมที่ให้ฟ้องคดี ณ สถานที่เกิดเหตุ หรือภูมิลำเนาจำเลย หรือที่จำเลยถูกจับ
สถานที่เกิดเหตุในศตวรรษที่ 21 เปลี่ยนไปในความผิดออนไลน์
กลายเป็นเปิดคอมพ์หรือเปิดมือถือเห็นข้อความที่ไหน ก็ถือว่าที่นั่นเป็นสถานที่เกิดเหตุ
นักการเมืองที่มีบ้านอยู่กรุงเทพ มาสภาเป็นประจำ ก็อ้างว่าไปเปิดเห็นที่พะเยา บุรีรัมย์ ชลบุรี
นี่เป็นปัญหาที่จะต้องถกกันอีกเยอะ เพื่อหาทางแก้กฎหมาย แม้แต่ EU ยังปวดหัวกับคดี Forum Shopping
:
ประเด็นสำคัญ คืออันที่จริง หากมีการอำนวยความสะดวกเช่นใช้วีดิโอคอนเฟอเรนซ์ ก็ทำได้ แต่ขึ้นกับดุลพินิจ
คดีเหล่านี้ อยู่ที่ดุลพินิจของผู้พิพากษาของอัยการแต่ละคน
ภายใต้ปัญหาเชิงโครงสร้าง กระบวนการยุติธรรมไทยยังไม่เคร่งครัดจริงจังกับหลักการ Fair Trial
มีหลักการแต่ไม่เคร่งครัดจริงจัง บทบัญญัติบางส่วนก็กำหนดไว้ แต่บางส่วนก็เอาความสะดวกของรัฐ ของศาล ของโจทก์ เป็นที่ตั้ง
:
แถมท้ายคุยถึงคดีหมิ่นประมาทระหว่างบุคคลธรรมดาในโลกออนไลน์ ที่เยอะเหลือเกิน แถมชอบฟ้องทางไกล
อาจารย์สาวตรีตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นพฤติกรรมเลียนแบบการแจ้งความ 112 ที่ไปแจ้งเหนือสุดใต้สุด คนธรรมดาที่ฟ้องกันก็เลยเอาบ้าง สร้างภาระให้คู่ความ

https://www.facebook.com/photo/?fbid=27070098575978615&set=a.1744875672260921




แลนด์บริดจ์กำลังเดินหน้าอย่างเงียบๆ พร้อมๆกับ การผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. SEC


Beach For Life Thailand
Yesterday
·
แลนด์บริดจ์กำลังเดินหน้าอย่างเงียบๆ
พร้อมๆกับ การผลักดัน ร่าง พ.ร.บ. SEC

.

ไพ่ปีศาจนี้คือ ร่าง พระราชบัญญัติระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC
ร่างกฎหมายนี้ ถูกเสนอครั้งเเรกโดยพรรคภูมิใจไทย 2 ฉบับ ตามด้วยร่างของสำนักงานนโยบายเเละเเผนการขนส่งเเละจราจร (สนข.) ซึ่งเนื้อหาร่าง พ.ร.บ. SEC ที่เสนอในเวลานี้ เหมือนกันราวกับเเกะ

เเละในร่างกฎหมายนี้ซุกซ้อนสาระสำคัญบางอย่างไว้ที่จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า ”รัฐซ้อนรัฐ“ “เอื้อประโยชน์ทุนต่างชาติ” เเละทำลายทรัพยากรของไทย“

ไพ่ใบสำคัญที่ถ้ากฎหมาย SEC ประกาศใช้ได้จะกลายเป็นหายนะของภาคใต้ อาทิ
- ให้ต่างเช่าที่ดินได้ 99 ปี
- สามารถเอาที่ดิน สปก. เเละที่ราชพัสดุ ไปใช้ทำอุตสาหกรรมได้
- สามารถยกเลิกผังเมือง เพื่อสนับสนุนการทำอุตสาหกรรมได้
- เร่งรัดการพิจารณา EIA/EHIA ให้เสร็จภายใน 120 วัน
- ยกเลิกอาชีพสงวนไว้ซึ่งคนไทย ให้ต่างชาติทำได้ เช่น ตัดผม บัญชี นำเที่ยว เป็นต้น
- ให้ต่างชาติทำรายงาน EIA/EHIA ได้
- ในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ สามารถใช้เงินต่างประเทศเเลกเปลี่ยนได้
- ต่างชาติสามารถพำนักในไทยได้ระยะยาว
- ละเว้นกฎหมายปกติ 16 ฉบับ เช่น กฎหมายขุดดินถมดิน เป็นต้น

ฯลฯ

ทั้งหมดคือไพ่ลับ ที่รัฐบาลอนุทิน พยายามผลักดันอย่างเงียบ
หากกฎหมาย SEC ประกาศใช้ได้ ไม่ต่างอะไรกับการตีเช็คเปล่าให้นายทุน ทุนต่างชาติยึดเเผ่นดินภาคใต้

อ่านเพิ่มเติม : https://beachforlife.org/blog/18

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122349695054003325&set=a.122099491418003325






ฟังเสียงประมงพื้นบ้าน จ.ระนอง กับโครงการแลนด์บริดจ์


Greenpeace Thailand

15 hours ago
·
ฟังเสียงประมงพื้นบ้าน จ.ระนอง กับโครงการแลนด์บริดจ์
.
“เราประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน ส่วนมากออกหาปลา กุ้ง หอย เวลาออกเรือก็จะไปหาแหล่งที่มีสัตว์เหล่านี้ อย่างดอนตาแพ้วก็ไปบ่อย ๆ ที่นี่มีสัตว์ทะเลหลากหลายชนิด สารพัดปลามาอยู่ที่จุดนั้น เหมือนเป็นจุดศูนย์รวมของ จ.ระนอง”
.
“เราออกเรือเวลาไหนก็ได้ ออกไปแป๊บเดียวก็ได้แล้ว 400-500 พันกว่าบาท สองพันกว่าบาท ถ้าวันไหนได้กุ้งเยอะเราก็ได้รายได้เยอะถึงหมื่น อย่างกุ้งแชบ๊วยที่นี่ก็มีเยอะ”
.
“ถ้าเขาจะมาถมทะเลตรงนี้หมด ผมว่าก็คงหากินไม่ได้แล้วอาชีพประมงก็คงจะไม่ได้ทำแล้ว ดอนตาแพ้วจะถูกถมทั้งหมดทั้งที่มีสัตว์ทะเลมากมีแพลงก์ตอนเยอะ เวลาน้ำลงพวกปลาก็มาตะกุยกินแพลงก์ตอนเล็ก ๆ คิดว่าอยากให้พื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ต่อไปดีกว่า ทรัพยากรทางทะเลจะได้มีอยู่ไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน” - สมเกียรติ หมานจิตร หรืออาลีฟ ชาวประมงพื้นบ้าน จ.ระนอง
.
ร่วมหยุดแลนด์บริดจ์ก่อนแหล่งอาหารของไทยจะถูกทำลาย
>> https://stop-sec.com/

#NoLandbridge #คืนสิทธิ์ดูแลทะเลให้ชุมชนชายฝั่ง #บ้านเราให้เราดูแล

https://www.facebook.com/photo/?fbid=1393685282806238&set=a.632113198963454




'ยกเครื่อง' ประเทศไทยในคลิปเดียว (คลิปเก่า แต่ยังสมสมัย)


'ยกเครื่อง' ประเทศไทยในคลิปเดียว

Banyong Pongpanich
.....

Banyong Pongpanich
May 24, 2020
·
จุดตายของรัฐวิสาหกิจไทย
.
รัฐวิสาหกิจไทยมีปัญหามากมาย ที่มีกำไร ก็ล้วนมาจากการผูกขาด (Monopoly) หรือมีส่วนจากการผูกขาด ไม่ก็มีคู่แข่งน้อยราย (Oligopoly) แต่รายไหนที่ต้องแข่งกับเอกชน มีแต่ขาดทุนยับเยิน เช่น องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารที่เคยผูกขาด เคยทำกำไรได้สบายๆ แต่ประชาชนต้องใช้บริการที่ราคาแพง คุณภาพต่ำเตี้ยเมื่อเทียบกับนานาประเทศ แถมอัตคัตขาดแคลน ประชาชนคิดจะมีโทรศัพท์สักเครื่องต้องรอเป็นหลายปี จ่ายใต้โต๊ะวุ่นวาย แม้ต่อมาถึงยุคแบ่งสัมปทานไปให้เอกชนเข้ามาให้บริการด้วย (ซึ่งแท้ที่จริงก็คือการเอา ‘อำนาจผูกขาด’ ไปทะยอยแบ่งให้เช่าแก่เอกชน) ตัวเองที่ลงแข่งกับเอกชนผู้รับสัมปทานด้วยก็ขาดทุนมากมาย ในขณะที่เอกชนกำไรมหาศาลรวยเอารวยเอา
.
หรือจะยกตัวอย่างกิจการด้านการขนส่ง ไม่ว่ารถไฟ รถเมล์ เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) หรือบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ที่ผิวเผินดูเหมือนเป็นธุรกิจผูกขาด แต่แท้จริงต้องแข่งกับทางเลือกอื่นๆ เช่น รถไฟต้องแข่งกับสายการบินต้นทุนต่ำ (low-cost carriers) รถทัวร์ และรถบรรทุก รถเมล์ต้องแข่งกับรถร่วม รถแท็กซี่ ไปจนถึงวินมอเตอร์ไซด์ ผลปรากฏก็เลยล้วนขาดทุนบักโกรกเป็นหลักหมื่นล้านแสนล้านกันทั้งนั้น
.
อย่าง ‘การบินไทย’ รักคุณเท่าฟ้าก็เหมือนกัน เคยเป็นสายการบินชั้นนำของโลก มีกำไรต่อเนื่องมาช้านาน แต่พอถูกเปิดน่านฟ้าเสรี เปิดให้มีการแข่งขัน ซึ่งประชาชนอิ่มเอม ค่าเดินทางลดต่ำลง จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มพรวดจาก 10 ล้านคนเป็น 40 ล้านคน ชาวบ้านตาสีตาสามีทางเลือกเดินทางมากขึ้นในต้นทุนที่ต่ำลง ไฉน ‘ป้าม่วง’ ที่เคยยิ่งยงกลับกลายเป็นร่อแร่ ขาดทุนแทบทุกปีจนใกล้จะล้มละลาย
.
หลายคนชี้นิ้วไปที่นักการเมือง โดยเฉพาะการส่งกรรมการที่ ‘ไม่เก่ง’ (ไม่มีทักษะ) ‘ไม่ดี’ (โกง) ‘ไม่เกี่ยว’(ไม่มีประสบการณ์) มาบริหาร ทำให้รัฐวิสาหกิจร่อแร่
.
แต่มันเป็นแค่นั้นจริงหรือ...
.
ยกตัวอย่างการบินไทยที่กำลังโด่งดัง ถ้าไปดูรายชื่อกรรมการตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ล้วนแต่เป็นคนดี-คนเก่งจำนวนมากมาย เช่น นักวิชาการชั้นนำอย่างศ.ดร.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ดร.วีรพงษ์ รามางกูร หรือข้าราชการชั้นยอดอย่าง ดร.เสนาะ อูนากูล ดร.พิสิฐ ภัคเกษม ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล คุณบัณฑิต บุณยะปาณะ ดร.อำพน กิตติอำพน ดร.ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ หรือนักธุรกิจนักการเงินระดับเหยียบเมฆ เช่น ดร.วิชิต สุรพงษ์ชัย คุณชาติศิริ โสภณพณิช ฯลฯ
.
ท่านเหล่านี้ล้วนได้รับการยอมรับในความเก่ง ความดี ความซื่อสัตย์ มีความสามารถครอบคลุมทุกๆ ด้านอย่างยากที่จะหาคณะใดในประเทศมาเทียบ แต่ถามว่าทำไมการบินไทยยังมีสภาพอย่างที่เป็นอยู่ ขาดทุนต่อเนื่องยาวนานยิ่งกว่าสายการบินระดับเดียวกันทั่วโลก สรุปได้ว่าปัญหากรรมการ ‘ไม่เก่ง-ไม่ดี-ไม่เกี่ยว’ ไม่น่าจะใช่สาเหตุหลัก หรืออย่างน้อยก็ไม่ใช่สาเหตุเดียว
.
เมื่อ 6 ปีก่อนตอนที่มีรัฐประหารใหม่ๆ รัฐบาลคสช. ได้จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่เรียกกันเท่ๆ ว่า ‘ซูเปอร์บอร์ด’ และประกาศจะปฏิรูปขนานใหญ่ เริ่มตั้งแต่การศึกษาวิเคราะห์ปัญหาอย่างรอบด้าน ปรึกษาผู้รู้ทั่วโลก เช่น World Bank OECD ADB จนได้ข้อสรุปว่าจะต้อง ‘ยกเครื่อง’ ระบบบรรษัทภิบาล (Governance)ที่ ใช้บริหารรัฐวิสาหกิจทั้ง 56 แห่ง โดยคนร. ได้ทำข้อเสนอชัดเจน เป็นรูปธรรมออกมาเป็นร่างกฎหมายที่ผ่านการอนุมัติทั้งจากคนร. ครม. ผ่านการกลั่นกรองจากกฤษฎีกา และส่งเข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)ได้ตั้งแต่ปี 2559
.
หัวใจสำคัญอย่างหนึ่งของแผนปฏิรูปตามร่างกฎหมายนี้ ก็คือการจัดตั้ง ‘บรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ’ ที่เรียกกันว่า Super Holding Company ขึ้นมาทำหน้าที่เป็น ‘องค์กรเจ้าของ’ คอยกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ 13 แห่ง โดยมุ่งเน้นให้มีการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ ปริมาณเพียงพอ ต้นทุนต่ำ โปร่งใสตรวจสอบได้ ไม่มีการรั่วไหล และรักษากิจการให้ทวีมูลค่าสูงขึ้นเรื่อยๆ สมกับที่เป็นสมบัติชาติ โดยแนวทางและหลักการของบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาตินี้ ก็ไม่ได้แตกต่างไปจากองค์กรที่ประสบความสำเร็จ และมีข้อพิสูจน์เรื่องประสิทธิภาพ ประสิทธิผลมาแล้วหลายๆ แห่งของโลก เช่น Temasek ของสิงคโปร์ Khazanah Nasional ของมาเลย์เซีย SCIC (The State Capital Investment Corporation) ของเวียตนาม หรือ SASAC (The State-owned Assets Supervision and Administration Commission of the State Council ) ของจีน
.
น่าเสียดาย ที่พอส่งร่างกฎหมายฉบับนี้เข้าสู่สภาคนดี เหล่าสมาชิกส่วนใหญ่ของสนช. ดูจะไม่เห็นด้วยที่จะมีการริดรอนอำนาจการบริหารจัดการที่เดิมอยู่ในมือของนักการเมืองและเหล่าข้าราชการลงไป ประกอบกับมีการประกาศต่อต้านจากกลุ่มเอ็นจีโอขาประจำที่อ้างความรักชาติ-สมบัติชาติเป็นเหตุผลไม้ตายเสมอมา ร่างกฎหมายก็เลยถูกตัดทอนสาระสำคัญออกไปเกือบทั้งหมด พอร่างกฎหมายนี้ผ่านเป็นพรบ.ออกมา ก็เลยกลายเป็นว่าแทบไม่มีการปฏิรูปใดๆ การควบคุมการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจทั้งหลายยังตกอยู่ภายใต้อำนาจของนักการเมืองและข้าราชการประจำดังเดิม
.
การปฏิรูปใหญ่ที่คสช. เคยประกาศประโคมว่าเป็นวาระสำคัญแห่งชาติ ที่เพิ่มประสิทธิภาพและลดการรั่วไหลในการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ 56 แห่งที่ถือครองทรัพย์สินของประเทศอยู่กว่า 16 ล้านล้านบาท สุดท้ายก็เลยเป็นแค่ ‘ปะ-ติ-ลูบ’เหมือนการปฏิรูปอื่นๆ ในประเทศนี้ ที่พอไปแตะต้องกลุ่มอำนาจผลประโยชน์เดิมก็ล้วนแต่ดำเนินต่อไปไม่ได้
.
อย่างไรก็ตาม ก่อนผลจะออกมาน่าผิดหวัง ย้อนไปในช่วงปี 2559ซึ่งทางผู้มีอำนาจยังแสดงเจตจำนงที่จะผลักดันให้การปฏิรูปให้เกิดขึ้นได้อย่างจริงจัง ผมและท่านอื่นๆที่มีส่วนสำคัญในการผลักดันร่างกฎหมาย (ขออนุญาตไม่เอ่ยนามท่านเหล่านั้น เพราะในวันนี้ไม่แน่ใจว่าท่านต้องการให้เอ่ยถึงหรือไม่) ได้ตระหนักถึงโอกาสที่จะเกิดกระแสต่อต้านตั้งแต่แรก จึงพยายามที่จะเดินสายชี้แจงเหตุผล ความจำเป็น และประโยชน์ของการปฏิรูปนี้ให้แก่สื่อมวลชน สถาบันวิชาการ และแม้แต่พรรคการเมืองหลักทั้งสองฝ่าย ซึ่งปรากฎว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
.
น่าเสียดายพอเอาเข้าจริงเมื่อถึงเวลาแตกหักของการผลักดันระยะสุดท้าย ผู้นำที่ไม่ได้มีความมุ่งมั่นทางการเมือง (Political Will) ที่แข็งแรง และไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจที่ลึกซึ้งเพียงพอเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการจะทำ พอถูกทักโน่นทักนี่ก็เลยล้มเลิกความตั้งใจที่จะทำเรื่องยากเอาง่ายๆ ทำแต่สิ่งเล็กน้อยเป็นเพียงลูบหน้าปะจมูกไป
.
จะอย่างไรก็แล้วแต่ ในช่วงเวลาของการเดินสายนั้นเอง ผมได้รับมอบหมายให้เป็นประธานคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งบรรษัทรัฐวิสาหกิจแห่งชาติ มีหน้าที่เตรียมการด้านต่างๆ ในการจัดตั้งองค์กร เช่น การทาบทามกรรมการและบุคลากรหลักเพื่อที่จะมาเริ่มบริหารองค์กรได้ในทันทีที่ผ่านกฎหมายออกมาได้สำเร็จ รวมถึงการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนเข้าใจในแนวคิดการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยได้ไปขอความร่วมมือจากโปรดิวเซอร์และผู้กำกับระดับมือรางวัลที่ชำนาญการสื่อสารเรื่องยากให้เข้าใจง่าย มาจัดทำคลิปเพื่อเผยแพร่โดยเขากรุณาไม่คิดค่าตัว คิดแต่เพียงค่าใช้จ่ายต้นทุนในการจัดทำ
.
เชื่อไหมครับ คลิปหนังดูสนุกเข้าใจง่าย ที่ทำแล้วเสร็จพร้อมที่จะใช้ประชาสัมพันธ์ทั้งในสื่อหลัก และโซเชียลมีเดียนี้ ได้มีโอกาสฉายเพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือในการประชุมคนร. เพราะพอฉายเสร็จ ท่านผู้นำหัวโต๊ะซึ่งวันนั้นบังเอิญอารมณ์บ่จอย ไม่รู้หงุดหงิดอะไรมา ตบโต๊ะประกาศเลยว่า “ไม่เอาๆ ไม่ได้เรื่องเลย ทำไมไปตำหนิคนเขาเยอะแยะ เนื้อหาไม่สร้างสรรค์อะไรเลย โยนทิ้งไปเลย เดี๋ยวผมคิดผมเขียนให้ใหม่เองก็ได้ เอาแบบให้มันสร้างสรรค์ๆ” ซึ่งท่านคงกำลังนึกถึงเพลงของท่าน แล้วพอท่านว่าดังนั้นก็มีพลเอกท่านหนึ่งในที่ประชุมเสริมขึ้นมาเลย “ใช่ๆ ที่พวกคุณทำมานี่ ผิดพระราชบัญญัติธงชาติไทยด้วย รู้หรือเปล่า” “ผิดพระราชบัญญัติการจราจรด้วยรู้ไหม” พลเอกอีกท่านเสริมต่อ
.
นี่แหละครับประวัติน่าเวทนาของคลิปประชาสัมพันธ์ที่ไม่ได้เคยถูกฉายอีกเลย และสุดท้ายท่านผู้นำสุดครีเอทีฟก็ไม่เคยคิดการประชาสัมพันธ์อะไรออกมา ซึ่งก็ดีไปอย่าง เพราะการปฏิรูปที่จบลงว่า “เราจะทำเหมือนเดิม” ย่อมไม่ต้องการการชี้แจงประชาสัมพันธ์ใดๆ
.
ในวันนี้ วันที่การบินไทยทำให้ทุกคนหันกลับมาสนใจการทำให้รัฐวิสาหกิจของเราแข่งขันได้ และรุ่งเรืองอีกครั้ง ผมในฐานะส่วนหนึ่งของคณะทำงานที่เคยทุ่มเทอย่างมากเพื่อให้เกิดการปฏิรูป และในฐานะประชาชนไทยที่ยังหวังว่าจะมีการปฏิรูปการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจอย่าง ‘แท้จริง’ ในวันหนึ่งข้างหน้า และในฐานะที่เป็นเจ้าของคลิปนี้ เพราะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายในการจัดทำ โดยไม่เคยไปเบิกเลยแม้แต่บาทเดียว จึงขอถือโอกาสนี้เอาคลิปเก่านี้มาเผยแพร่ เพื่อปลูกฝังความเข้าใจให้ท่านที่สนใจพอทราบหลักว่ารัฐวิสาหกิจที่ดีๆ นั้นเขาบริหารจัดการกันอย่างไร
.
ขอเชิญทัศนาครับ…

(https://www.facebook.com/banyong.pongpanich/videos/1406025692934059)



บทเรียนจากศตวรรษที่ 17 ของอังกฤษ : 'สภาองคมนตรี' อำนาจล้น นำไปสู่ความพินาศของ 'พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1'


SUM UP
May 26
·
'สภาองคมนตรี' อำนาจล้น นำไปสู่ความพินาศของ 'พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1'
.
ประวัติศาสตร์การเมืองโลกมักมอบบทเรียนให้แก่ผู้ปกครองที่หลงระเริงในอำนาจเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ปกครองคนนั้น เชื่อว่าตนเองได้รับสิทธิ์ขาดจากสวรรค์ให้ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ เรื่องราวของ 'พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1' แห่งอังกฤษ คือตัวอย่างอันยอดเยี่ยมของกษัตริย์ผู้ยึดมั่นใน 'ระบอบเทวสิทธิ์' จนมองข้ามรัฐสภาอันเป็นตัวแทนของประชาชน เมื่อความขัดแย้งเรื่องการคลังและการต่างประเทศทวีความรุนแรงขึ้น พระองค์จึงทรงตัดสินใจยุบสภา และประกาศปกครองประเทศด้วยพระองค์เองเป็นเวลาถึง 11 ปี ซึ่งประวัติศาสตร์ขนานนามว่า "การปกครองส่วนพระองค์" หรือที่ฝ่ายตรงข้ามเรียกอย่างขมขื่นว่า "ยุคทมิฬสิบเอ็ดปี"
.

ทว่าในความเป็นจริงแล้ว กษัตริย์เพียงพระองค์เดียวไม่สามารถทำงานทุกอย่างได้ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 จึงทรงเลือกที่จะมอบหมายอำนาจบริหารประเทศให้แก่ 'สภาองคมนตรี' และศาลพิเศษทำงานแทนพระองค์ การปล่อยมือให้กลุ่มข้ารับใช้และองค์กรที่ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนเหล่านี้ใช้อำนาจอย่างไร้ขอบเขตตรวจสอบ ได้กลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่สร้างความเดือดร้อนรวดร้าวไปทุกหย่อมหญ้า จนท้ายที่สุดก็นำไปสู่สงครามกลางเมืองอังกฤษ การประหารชีวิตกษัตริย์ และการล่มสลายของระบบกษัตริย์สู่ระบอบสาธารณรัฐชั่วคราวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
.
สภาองคมนตรีและศาลพิเศษ เมื่อ "ตัวแทน" กลายเป็น "ผู้ใช้อำนาจล้นฟ้า"
.
ในทางรัฐศาสตร์ มีแนวคิดหนึ่งที่อธิบายความสัมพันธ์เชิงอำนาจนี้ได้อย่างดี นั่นคือ 'ทฤษฎีตัวแทน' ซึ่งอธิบายว่าเมื่อผู้มีอำนาจ มอบหมายภารกิจให้แก่ตัวแทน ปัญหาใหญ่ที่จะตามมาเสมอคือ "ความสูญเสียจากตัวแทน" สิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อตัวแทนเริ่มใช้อำนาจตามอำเภอใจเพื่อสนองความต้องการของตนเอง หรือขยายขอบเขตอำนาจจนเกินกว่าที่ผู้มอบหมายสั่งการไว้
.
พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ทรงตกอยู่ในหล่มพรางนี้อย่างเต็มเปี่ยม เมื่อทรงยุบสภา พระองค์ได้มอบอำนาจเด็ดขาดในการบริหารและตุลาการให้แก่สภาองคมนตรี ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ใกล้ชิดและได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยที่แต่งตั้งขึ้นมาเองภายใต้กลไกนี้ มีสถาบันและตัวละครหลักสองคนที่สร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่แผ่นดินอย่างรุนแรง
.
ไม่ว่าจะเป็น 'วิลเลียม ลอด' อาร์ชบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี เป็นผู้คลั่งศาสนาและการรวมศูนย์อำนาจ เขาพยายามบังคับให้คริสตจักรแองกลิกันเปลี่ยนไปใช้พิธีกรรมที่หรูหราอลังการคล้ายกับนิกายคาทอลิก ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างรุนแรงให้แก่กลุ่มพิวริตันและผู้นับถือโปรเตสแตนต์สายเคร่งครัด ที่มองว่านี่คือการสมคบคิดนำอังกฤษกลับไปสยบแทบเท้าพระสันตะปาปาแห่งโรม
.
หรือ 'โธมัส เวนต์เวิร์ธ เอิร์ลแห่งสแตรฟฟอร์ด' ได้รับการแต่งตั้งให้ดูแลแคว้นทางเหนือ และต่อมาก็เป็นผู้สำเร็จราชการในไอร์แลนด์ เวนต์เวิร์ธใช้นโยบายที่เรียกว่า "นโยบายเบ็ดเสร็จ" ซึ่งมีเป้าหมายหลักคือการรวบอำนาจเข้าสู่ศูนย์กลาง ขจัดความไร้ประสิทธิภาพ และกวาดล้างผู้เห็นต่างทางการเมืองและศาสนาอย่างไร้ความปรานี การรวมศูนย์อำนาจนี้ถูกบังคับใช้ผ่าน "ศาลสตาร์แชมเบอร์" เป็นศาลพิเศษภายใต้สภาองคมนตรีที่ไม่มีคณะลูกขุน ไม่มีกระบวนการไต่สวนที่เป็นธรรม และใช้การลงทัณฑ์ที่โหดเหี้ยมป่าเถื่อน ต่อผู้ที่กล้าตั้งคำถามต่อนโยบายของกษัตริย์
.
ตัวอย่างที่เด่นชัดที่สุดเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มพิวริตันสามคน ได้แก่ วิลเลียม พรินน์ นักกฎหมาย, เฮนรี เบอร์ตัน นักบวช และ จอห์น บาสต์วิก แพทย์ ถูกนำตัวขึ้นศาลสตาร์แชมเบอร์เพียงเพราะเขียนแผ่นพับวิจารณ์การเปลี่ยนแปลงทางศาสนาของอาร์ชบิชอป ลอด ศาลสตาร์แชมเบอร์ลงทัณฑ์พวกเขาด้วยการสั่งปรับเงินเป็นจำนวนมหาศาล จำคุกตลอดชีวิต และให้นายเพชฌฆาตตัดใบหูทิ้งทั้งสองข้างในที่สาธารณะ โดยการตัดหูในครั้งนั้นดำเนินไปอย่างทารุณโหดร้าย เพชฌฆาตตัดหูของเบอร์ตันลึกจนไปโดนเข้าเส้นเลือดใหญ่
.
ส่วนพรินน์ที่นอกจากจะโดนตัดหูจนแหว่งแล้ว ก็ยังโดนเหล็กแดงร้อน ๆ นาบแก้มทั้งสองข้างเป็นตัวอักษร "S.L." (Seditious Libeler - ผู้ใส่ร้ายป้ายสีที่ก่อความกระด้างกระเดื่อง) การลงโทษที่ป่าเถื่อนของศาลที่เป็น "ตัวแทน" ของกษัตริย์นี้แทนที่จะทำให้ประชาชนหวาดกลัว กลับยิ่งโหมกระพือความโกรธแค้นของประชาชนต่อราชสำนักและสภาองคมนตรีจนถึงขีดสุด
.
วิกฤตการณ์สกอตแลนด์นับถอยหลังระบอบ ชาร์ลส์ที่ 1
.
หายนะที่แท้จริงมาเยือน เมื่ออาร์ชบิชอป ลอดและพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 พยายามขยายอิทธิพลทางศาสนาไปยังสกอตแลนด์ในปี 1637 โดยการบังคับใช้ "หนังสือสวดมนต์ร่วม" เล่มใหม่ ซึ่งชาวสกอตแลนด์ผู้รักในนิกายพรีสไบทีเรียนดั้งเดิมมองว่า นี่คือการเหยียดหยามความเชื่อของพวกตน จึงได้ร่วมกันลงนามใน 'พันธสัญญาแห่งชาติ' ปี 1638 และจัดตั้งกองกำลังลุกฮือขึ้นต่อต้านกษัตริย์ใน 'สงครามบิชอป'
.
ด้วยความที่ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ไม่มีเงินทุนในการจัดจ้างกองทัพที่มีประสิทธิภาพ กองทัพของพระองค์จึงพ่ายแพ้อย่างหมดรูป กองทัพสกอตแลนด์ยาตราทัพเข้ามายึดเมืองนิวคาสเซิล และบีบให้พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ต้องยอมจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามเป็นเงินมหาศาลถึงวันละ 850 ปอนด์ จนกว่าจะถอนทัพออกไป สถานการณ์ที่บีบคั้นทางการเงินนี้ ทำให้ "การปกครองส่วนพระองค์" เดินทางมาถึงทางตัน พระองค์ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมกลืนน้ำลายตัวเองและเรียกประชุมรัฐสภาอีกครั้ง เพื่อขออนุมัติงบประมาณ
.
แต่รัฐสภาใหม่ที่กลับมารวมตัวกันไม่ได้มาเพื่อช่วยกษัตริย์ แต่มาเพื่อชำระแค้น เป้าหมายแรกของสภา คือการกำจัดขุนนางผู้ทรงอิทธิพลที่คอยให้ท้ายกษัตริย์ โดยเฉพาะ โธมัส เวนต์เวิร์ธ (เอิร์ลแห่งสแตรฟฟอร์ด) ซึ่งสมาชิกรัฐสภาตระหนักดีว่า เวนต์เวิร์ธเป็นคนที่ฉลาดและอันตรายที่สุด จึงได้ดำเนินการฟ้องร้องเขาในข้อหากบฏต่อแผ่นดิน และเมื่อกระบวนการยุติธรรมแบบปกติไม่สามารถเอาผิดได้ รัฐสภาจึงหันไปใช้ช่องทางพิเศษโดยการผ่าน 'ร่างพระราชบัญญัติลงโทษโดยสภา' เป็นกฎหมายสั่งประหารชีวิตโดยตรงแบบที่ไม่ต้องอาศัยคำตัดสินของศาล
.
เหตุการณ์ดำเนินไปถึงจุดที่บีบคั้นหัวใจที่สุด เมื่อเวนต์เวิร์ธตระหนักดีว่า สถานการณ์ของกษัตริย์กำลังวิกฤต เขาจึงเขียนจดหมายยอมสละชีวิตของตนเองเพื่อให้กษัตริย์สามารถประนีประนอมกับรัฐสภาเพื่อความสงบของบ้านเมือง ทว่าเมื่อพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ยอมลงพระปรมาภิไธยในใบสั่งประหารชีวิตของเขาจริง ๆ เวนต์เวิร์ธถูกนำตัวไปตัดศีรษะที่ทาวเวอร์ฮิลล์ การสูญเสียเวนต์เวิร์ธข้ารับใช้ที่ซื่อสัตย์ที่สุดของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ไม่เพียงแต่จะทำให้พระองค์สูญเสียมันสมองหลักในการบริหารประเทศไปเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นตราบาปในใจที่พระองค์ทรงเสียใจไปจนวาระสุดท้ายของชีวิตอีกด้วย
.
สู่สงครามกลางเมืองและการชำระแค้นกษัตริย์
.
การประหารชีวิตสแตรฟฟอร์ดไม่ได้ทำให้วิกฤตการณ์ยุติลง แต่กลับยิ่งทำให้รัฐสภาได้ใจและรุกคืบเรียกร้องอำนาจควบคุมกองทัพจากกษัตริย์ ความขัดแย้งที่ไม่อาจประสานกันได้นี้นำไปสู่การปะทุของสงครามกลางเมืองอังกฤษในปี 1642 ระหว่าง "ฝ่ายกษัตริย์" และ "ฝ่ายรัฐสภา"
.
ภายหลังการสู้รบอันยาวนานและนองเลือด กองทัพรูปแบบใหม่ภายใต้แกนนำของ 'โอลิเวอร์ ครอมเวลล์' สามารถปราบปรามฝ่ายกษัตริย์ลงได้อย่างราบคาบ พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ถูกจับกุมตัวและถูกส่งตัวเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีประวัติศาสตร์โดย "รัฐสภา" ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากการทำ "การกวาดล้างของไพรด์" โดยกองทัพขจัดสมาชิกสภาสายกลางและผู้สนับสนุนกษัตริย์ออกไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงสมาชิกรัฐสภาหัวรุนแรงไม่ถึงสองร้อยคน
.
ในระหว่างการพิจารณาคดี พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ทรงแสดงความเด็ดเดี่ยวโดยปฏิเสธที่จะยอมรับอำนาจของศาล โดยทรงโต้แย้งว่าไม่มีอำนาจใดบนโลกที่สามารถตัดสินกษัตริย์ได้ และพระองค์กำลังยืนหยัดเพื่อเสรีภาพของราษฎรจากการใช้อำนาจเถื่อนของรัฐสภา จนกระทั่งในวันที่ 30 มกราคม 1649 พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ถูกนำตัวขึ้นสู่แท่นประหาร ณ พระราชวังไวต์ฮอลล์ พระองค์ทรงประกาศว่าตนเองคือ "มรณสักขีของประชาชน" และยอมรับความตาย โดยระบุว่านี่คือโทษทัณฑ์จากสวรรค์ที่พระองค์เคยลงนามยอมให้ประหารชีวิตสแตรฟฟอร์ดอย่างไร้ความยุติธรรม
.
เมื่อขวานของเพชฌฆาตสับลง ศีรษะของกษัตริย์อังกฤษก็หลุดออกจากบ่า นับเป็นกษัตริย์พระองค์แรกและพระองค์เดียวในประวัติศาสตร์อังกฤษที่ถูกประหารชีวิตโดยคำสั่งของรัฐสภา
.
หลังจากการดับสูญของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 รัฐสภาได้ประกาศยุบระบอบกษัตริย์และสภาองคมนตรี และสถาปนา "เครือจักรภพแห่งอังกฤษ" ขึ้นมาแทน ในเวลาต่อมมา ครอมเวลล์ได้ตั้งตนขึ้นเป็น "เจ้าผู้พิทักษ์" ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับลายลักษณ์อักษรฉบับแรกของอังกฤษ และสถาปนาระบอบเผด็จการทหาร โดยแบ่งพื้นที่การปกครองให้อยู่ภายใต้การควบคุมของเหล่านายพล
.
ประวัติศาสตร์ในรัชสมัยของพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ชี้ให้เห็นว่า หายนะทางการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นจากการตัดสินใจที่ผิดพลาดชั่วครั้งชั่วคราว แต่เกิดขึ้นจากการออกแบบสถาบันทางการเมืองที่บกพร่อง การที่พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 1 ทรงเลือกที่จะปกครองโดยไม่มีระบบตรวจสอบและถ่วงดุลของรัฐสภา และหันไปพึ่งพิงอำนาจบริหารที่ไม่มีเสถียรภาพของสภาองคมนตรีและศาลพิเศษ ได้นำมาซึ่งการขยายขอบเขตอำนาจหน้าที่ของข้าราชการและที่ปรึกษาอย่างเป็นระบบ
.
สภาองคมนตรีและศาลสตาร์แชมเบอร์ ในฐานะ "ตัวแทน" ของกษัตริย์ ได้ดำเนินนโยบายที่สุดโต่งเพื่อแสวงหารายได้และสร้างความเป็นเอกภาพทางศาสนา เพื่อตอบสนองความต้องการระยะสั้นของราชสำนัก แต่ผลลัพธ์ระยะยาวที่ตามมาคือ ความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ความเดือดร้อนในชีวิตประจำวันของประชาชน และความแค้นฝังลึกของชนชั้นนำทางการเมือง ที่รู้สึกว่าสิทธิพื้นฐานของตนถูกละเมิด ความโกรธแค้นเหล่านี้สะสมและขยายตัวจนกลายเป็นวิกฤตการณ์รัฐธรรมนูญและสงครามกลางเมืองที่กลืนกินราชบัลลังก์ไปในที่สุด
.
บทเรียนจากศตวรรษที่ 17 นี้ นับเป็นข้อเตือนใจชิ้นสำคัญในยุคปัจจุบัน เรื่องราวนี้ยืนยันว่า การมอบอำนาจเด็ดขาดให้แก่กลไกข้าราชการ หรือหน่วยงานที่ไม่มีการเชื่อมโยงกับประชาชนและไม่มีระบบตรวจสอบ ย่อมสร้างความเสียหายในวงกว้างและย้อนกลับมาทำลายล้างผู้ปกครองเองเสมอ เพราะอำนาจที่ปราศจากความรับผิดชอบและความยืดโยงกับประชาชน ย่อมไม่อาจตั้งอยู่ได้อย่างยั่งยืนในโลกความเป็นจริง
.
เรื่อง : กองบรรณาธิการ
ภาพ : มณฑล ชลสุข

----------
อย่าลืมกด 'FOLLOW' เพื่อติดตาม SUM UP
จะได้ไม่พลาด 'ความรู้' และ 'ข่าวสาร' ที่สนุกและเป็นประโยชน์
อ่านทุกเรื่องบนเว็บไซต์ https://www.sumupth.com/
...
SUM UP
อ้างอิง
ดูใน คอมเมนต์

https://www.facebook.com/photo/?fbid=122248752692122738&set=a.122115182090122738



รำลึก “บุ้ง“ เนติพร เสียชีวิตครบ 2 ปี วงเสวนาทบทวนสิทธิผู้ต้องขังการเมือง และบทบาทผู้หญิงในขบวนการเคลื่อนไหว

🔴LIVE : 2 ปีการจากไปของบุ้ง–เนติพร สำรวจสิทธิผู้หญิงในฐานะนักเคลื่อนไหวผ่านชีวิตและการต่อสู้ของบุ้ง

UDD News Thailand

Streamed live 10 hours ago

https://www.youtube.com/watch?v=Rx4ZH5-iqEw



🔴LIVE : #2ปีบุ้งเนติพรจากไป วงThe woman in you ถอดบทเรียนเรื่องราวการต่อสู้ทางการเมืองของผู้หหญิง

UDD News Thailand

Streamed live 9 hours ago

https://www.youtube.com/watch?v=ktbS9HyxfLk
.....



UDD news Thailand
2 hours ago

รำลึก “บุ้ง“ เนติพร เสียชีวิตครบ 2 ปี วงเสวนาทบทวนสิทธิผู้ต้องขังการเมือง และบทบาทผู้หญิงในขบวนการเคลื่อนไหว ชวนจับตา 15 ก.ค. 69 ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดฟังคำสั่งแสดงรายละเอียดสาเหตุการเสียชีวิตของบุ้ง เนติพร
.
30 พฤษภาคม 2569 เวลา 14.00 น. มีการจัดงานเสวนา “Her Movement, We Move(ing)” เนื่องในวาระครบรอบ 2 ปีการเสียชีวิตของ “บุ้ง” เนติพร เสน่ห์สังคมกิจ เพื่อร่วมรำลึกถึงชีวิต การต่อสู้ และยืนหยัดสานต่อเจตนารมณ์สุดท้ายของเธอ โดยกิจกรรมจัดขึ้น ณ ห้อง 102 คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
.
กิจกรรมในวันนี้เริ่มต้นขึ้นในเวลา 14.00 น. ด้วยการรับชมวิดีโอสั้นรำลึกการต่อสู้ของบุ้ง โดยวันนี้มีผู้เดินทางมาร่วมงาน อาทิ ธงชัย วินิจจะกูล, กฤษฎางค์ นุตจรัส, กุณฑิกา นุตจรัส, พูนสุข พูนสุขเจริญ
.
ในเวลา 14.15 น. เริ่มวงเสวนาวงแรกในหัวข้อ “การรักษาสุขภาพของผู้ต้องขังทางการเมือง” จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ร่วมพูดคุยโดย ปฐมพร แก้วหนู, สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ และคุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ ดำเนินรายการโดย จุฑารัตน์ กุลตัณกิจจา ซึ่งเป็นการพูดคุยในประเด็นการรักษาพยาบาลผู้ต้องขังทางการเมืองที่ถูกคุมขังในเรือนจำ รวมไปถึงกรณีของบุ้งที่ถูกคุมขัง และอัปเดตคดีไต่สวนการตายของเนติพร ซึ่งศาลจังหวัดธัญบุรีมีนัดฟังคำสั่งในวันที่ 15 ก.ค. 2569 นี้
.
วงเสวนาที่สองเริ่มต้นขึ้นในเวลาประมาณ 15.00 น. ในหัวข้อ “Her Movement, We Move(ing)” โดย “แจม“ ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์, ”นุ่น“ ธารารัตน์ ปัญญา, “มายด์” ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล ดำเนินรายการโดย ”ใบปอ“ ณัฐนิช ดวงมุสิทธิ์ ชวนพูดคุยในประเด็นผู้หญิงที่เผชิญอคติทางเพศจากการออกมาเคลื่อนไหวทางการเมือง ทั้งในโลกออนไลน์และชีวิตจริง รวมถึงสัดส่วนของผู้หญิงในเวทีทางการเมือง
.
จากนั้นมีการปาฐกถา “รำลึกถึง..บุ้ง ทะลุวัง กระบวนการยุติธรรมภายใต้ระบบอำนาจนิยม ความเคลื่อนไหวที่ยังไม่มีป้ายหยุดเดินทาง” โดย ทิชา ณ นคร
.
เวลาประมาณ 17.00 น. ร่วมวางดอกไม้ พร้อมรับฟังดนตรีจาก ”น้ำ“ คีตาญชลี จากนั้นร่วมกันจุดเทียนรำลึก พร้อมกับอ่านจดหมายจากคนในเรือนจำ โดย อันนา อันนานนท์ ปิดท้ายด้วยดนตรีจาก อาเล็ก โชคร่มพฤกษ์ และหนวด ริมทาง
.
ขณะเดียวกันที่งานยังมีบูธจากเครือข่ายภาคประชาสังคม อาทิ Amnesty Thailand, Thumb Rights และพิพิธภัณฑ์สามัญชน ให้ร่วมกิจกรรมและพูดคุยแลกเปลี่ยนตลอดทั้งงาน
.
”บุ้ง“ เนติพร ในฐานะนักกิจกรรมและผู้ต้องขังคดีการเมือง ต้องเผชิญทั้งการคุกคามสิทธิเสรีภาพจากรัฐ และอคติต่อวิธีการต่อสู้ที่เธอเลือกใช้ ขณะเดียวกันยังมีผู้หญิงและผู้คนอีกจำนวนมากที่เผชิญอคติทางเพศจากการออกมาเคลื่อนไหว และยังมีผู้ถูกพรากสิทธิขั้นพื้นฐานภายในเรือนจำ งานเสวนาเนื่องในวาระครบรอบ 2 ปีการเสียชีวิตของ “บุ้ง” เนติพร จึงเป็นอีกพื้นที่หนึ่งในการสำรวจสิทธิผู้หญิงในฐานะนักเคลื่อนไหว ผ่านชีวิตและการต่อสู้ของเธอ
.
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ชวนจับตา วันที่ 5 กรกฎาคม 2569 ศาลจังหวัดธัญบุรีนัดฟังคำสั่งไต่สวนการตาย “บุ้ง” เนติพร นักกิจกรรมทางการเมืองกลุ่มทะลุวัง กรณีเสียชีวิตระหว่างอยู่ในความควบคุมของกรมราชทัณฑ์ โดยศาลไต่สวนเสร็จสิ้นแล้ว โดยศาลจะมีคำสั่งแสดงว่า “ผู้ตายคือใคร ตายที่ไหน เมื่อใด เหตุและพฤติการณ์ที่ตาย ถ้าตายโดยคนทำร้าย ให้กล่าวว่าใครเป็นผู้กระทำร้ายเท่าที่จะทราบได้”




https://www.facebook.com/eggcatcheese/posts/1302990521982500



รวย รวยจน ทนไม่ไหวแล้ว : CNN รายงานข่าว อ้างอิง The New York Times (NYT) ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และครอบครัว profited อย่างน้อย 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในช่วงระยะเวลาเพียงปีแรกหลังจากที่เขากลับเข้ามารับตำแหน่งในทำเนียบขาว






https://x.com/allenanalysis/status/2060743601865306516
.....

รายงานข่าวที่ CNN อ้างอิงมาจากกองบรรณาธิการของ The New York Times (NYT) นั้นเป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮาอย่างมาก โดยระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และครอบครัว ทำรายได้หรือกำไรไปอย่างน้อย 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.408 พันล้านดอลลาร์) ในช่วงระยะเวลาเพียงปีแรกหลังจากที่เขากลับเข้ามารับตำแหน่งในทำเนียบขาว

รายละเอียดของแหล่งที่มาของรายได้มหาศาลตามรายงานดังกล่าว สามารถสรุปแยกเป็นส่วนสำคัญได้ดังนี้:

1. รายได้หลักจากธุรกิจคริปโทเคอร์เรนซี (ประมาณ 867 ล้านดอลลาร์)

นี่คือแหล่งทำเงินที่ใหญ่ที่สุดของครอบครัวทรัมป์ โดยมาจากการเปิดตัวแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัลและคริปโทฯ ต่างๆ (เช่น World Liberty Financial) ซึ่งทำรายได้อย่างมหาศาล รายงานของ NYT ชี้ให้เห็นว่าช่องทางนี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างรุนแรง เนื่องจากคริปโทฯ มีความโปร่งใสน้อยและอาจถูกใช้เป็นช่องทางในการเอื้อประโยชน์จากกลุ่มทุนหรือต่างชาติ

2. เงินยอมความจากคดีความกับบริษัทเทคโนโลยีและสื่อ (ประมาณ 90.5 ล้านดอลลาร์)

มีบริษัทสื่อและเทคโนโลยียักษ์ใหญ่หลายแห่งยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อจบบทเรียนทางกฎหมายหรือคดีความที่เกี่ยวข้องกับทรัมป์ เช่น:

Meta: ยอมความที่มูลค่า 25 ล้านดอลลาร์

YouTube: ยอมความที่มูลค่า 25.4 ล้านดอลลาร์

ABC News: ยอมความที่มูลค่า 16 ล้านดอลลาร์

Paramount: ยอมความที่มูลค่า 16 ล้านดอลลาร์ (กรณีข้อพิพาทเรื่องการตัดต่อบทสัมภาษณ์ของกมลา แฮร์ริส)

3. ของขวัญและดีลธุรกิจจากต่างประเทศ

เครื่องบินเจ็ตส่วนตัว: มีรายงานว่าประเทศกาตาร์ได้มอบเครื่องบินเจ็ตมูลค่ากว่า 400 ล้านดอลลาร์ให้เป็นของขวัญแก่ทรัมป์

ค่าลิขสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์: ธุรกิจของ Trump Organization ทำรายได้กว่า 23 ล้านดอลลาร์จากค่าลิขสิทธิ์โครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั่วโลก ซึ่งรวมถึงโครงการในเจดดาห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งมีความเกี่ยวพันไปถึงความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างทรัมป์และมกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน

4. ดีลสื่อและสารคดีอื่นๆ

Amazon: จ่ายเงินสูงถึง 28 ล้านดอลลาร์ เพื่อซื้อสิทธิ์ในโครงการภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับเมลาเนีย ทรัมป์ (Melania) ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่าเป็นตัวเลขที่สูงเกินกว่าปกติมากสำหรับโปรเจกต์ประเภทนี้
มุมมองและการวิพากษ์วิจารณ์

ข้อวิจารณ์ด้านจริยธรรม: กองบรรณาธิการและนักข่าวสืบสวนของ NYT (เช่น Russ Buettner) ระบุว่า รายได้ในระยะเวลาเพียงปีเดียวนี้นับว่าสูงกว่ารายได้รวมทั้งชีวิตของทรัมป์ที่ผ่านมาเสียอีก (รวมถึงมรดก, รายได้จากรายการ The Apprentice และดีลลิขสิทธิ์ในอดีตทั้งหมดรวมกัน) ทำให้นักวิจารณ์แสดงความกังวลอย่างหนักเกี่ยวกับเส้นแบ่งที่เลือนลางระหว่างอำนาจทางการเมืองและผลประโยชน์ส่วนตัว

มุมมองจากฝั่งสนับสนุน: ในทางกลับกัน ฝ่ายสนับสนุนของทรัมป์และกลุ่มนักวิเคราะห์ฝั่งอนุรักษนิยมมองว่า รายงานชิ้นนี้เป็นการโจมตีทางการเมือง และมักหยิบยกกรณีของอดีตประธานาธิบดีคนอื่นๆ เช่น บิล คลินตัน หรือ บารัค โอบามา ที่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดหลังจากดำรงตำแหน่งเช่นกัน เพื่อชี้ให้เห็นว่าสื่อมีอคติต่อตัวทรัมป์เป็นพิเศษ




ถาม Google AI ว่า รู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ TH-AI Passport และประเด็นข้อถกเถียงที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง ขอข้อสรุปของผลกระทบของโปรเจคนี้ ?

ภาพจาก The Nation

ถาม Google Gemini:

คุณรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ TH-AI Passport และประเด็นข้อถกเถียงที่เกี่ยวข้อง?

TH-AI Passport เป็นโครงการขนาดใหญ่ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ที่เพิ่งเปิดตัวและกำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างเข้มข้นในขณะนี้ (พฤษภาคม 2026)

เป้าหมายหลักของโครงการคือการแจกสิทธิ์ใช้งานโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ระดับโลกในเวอร์ชันเสียเงิน (Pro/Premium) ให้แก่คนไทยจำนวน 5 ล้านสิทธิ์ (เน้นกลุ่มนักศึกษา แรงงานจบใหม่ และผู้ที่จำเป็นต้องอัปสกิล) โดยใช้งบประมาณจากกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุน DE) สูงถึงประมาณ 1,600 ล้านบาท ในเฟสแรก

รายละเอียดของโครงการ (กลไกการทำงาน)

รวบรวม 12 โมเดลชั้นนำ: โครงการนี้ไม่ใช่การแจกเงินไปซื้อ Subscription แยกของแต่ละค่าย แต่รัฐบาลจะสร้างแพลตฟอร์มกลาง (ที่อาจพัฒนาไปสู่ National Super App ในอนาคต) เพื่อเชื่อมต่อ API กับโมเดล AI ระดับโลก 12 ตัว เช่น ChatGPT, Gemini และ Claude ในเวอร์ชัน Pro ให้ประชาชนใช้ฟรีเป็นเวลา 1 ปี

เงื่อนไข "เรียนก่อนใช้": ผู้ที่จะได้รับสิทธิ์ไม่ใช่ว่าลงทะเบียนแล้วใช้ได้เลย แต่จะต้องเรียนหลักสูตรพัฒนาทักษะ AI (AI Skill Development) บนแพลตฟอร์มให้ผ่านเกณฑ์ก่อน จึงจะเปิดใช้งานได้

มาตรการยึดสิทธิ์คืน: เพื่อป้องกันการสิ้นเปลืองงบประมาณ หากระบบตรวจพบว่าผู้ได้รับสิทธิ์ปล่อยบัญชีทิ้งร้าง (Inactive) ไม่ใช้งานตามเงื่อนไข สิทธิ์นั้นจะถูกดึงกลับเข้าระบบเพื่อส่งต่อให้คนอื่นทันที

ประเด็นข้อถกเถียงและเสียงวิพากษ์วิจารณ์

แม้กระทรวงดีอี โดยรัฐมนตรี "ไชยชนก ชิดชอบ" จะเน้นย้ำว่าโครงการนี้คือการสร้าง "สาธารณูปโภคดิจิทัล" เพื่อทลายกำแพงราคาและลดความเหลื่อมล้ำทางเทคโนโลยี (Digital Divide) แต่โครงการนี้ก็ถูกตั้งคำถามอย่างหนักจากสังคมและผู้เชี่ยวชาญในหลายมิติ:

1. ความคุ้มค่าของเม็ดเงิน 1,600 ล้านบาท

ฝ่ายคัดค้าน: มองว่าเป็นการใช้งบประมาณที่สูงมาก และตั้งคำถามว่าคุ้มค่าจริงหรือไม่กับการนำเงินภาษีไปจ่ายค่า API หรือค่าลิขสิทธิ์ให้กับบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในต่างประเทศ (Big Tech) แทนที่จะนำงบนี้ไปสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI ของไทยเอง หรือโมเดลภาษาไทย (Thai LLM) เพื่อสร้างอำนาจอธิปไตยทางเทคโนโลยี (Technological Sovereignty)

ฝ่ายสนับสนุน: แย้งว่านี่คือวิธีที่เร็วที่สุดในการยกระดับทักษะแรงงาน (Upskilling) ของประเทศในวงกว้าง เพราะหากรอพัฒนาเองอาจไม่ทันการณ์ในสมรภูมิเศรษฐกิจยุค AI และการให้สิทธิ์ตัว Pro จะช่วยให้แรงงานไทยทำงานที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้จริง

2. ความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง (Procurement)

ประเด็นนี้กำลังเป็นที่จับตามองอย่างมาก โดยเฉพาะข้อสงสัยเกี่ยวกับการคัดเลือกบริษัทผู้ชนะการประมูลระบบแพลตฟอร์มกลาง ซึ่งมีกระแสข่าวเชื่อมโยงว่าอาจมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับฝ่ายการเมืองในรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ทางตัวแทนคณะกรรมการ (เช่น รักษาการเลขาธิการกองทุน DE) ได้ออกมาปฏิเสธและชี้แจงว่า กระบวนการคัดเลือกเน้นที่ข้อเสนอทางเทคนิค (Technical Base) และเกณฑ์ประสิทธิภาพต่อราคา (Price Performance) รวมถึงประสบการณ์ในการทำระบบให้รัฐเป็นหลัก

3. ประสิทธิภาพของการใช้งานจริงและการวัดผล

หลายฝ่ายกังวลว่ายอดผู้ใช้งาน 5 ล้านคนอาจเป็นเพียงตัวเลขที่สวยงามในเชิงนโยบาย (KPI) แต่ในความเป็นจริง การบังคับให้เรียนหลักสูตรก่อนอาจกลายเป็นอุปสรรค หรือหากระบบการสอนไม่ดึงดูดพอ อาจทำให้ได้สิทธิ์ไปแล้วไม่ได้นำไปต่อยอดในภาคการทำงานหรือสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจริง ๆ

4. ความเสี่ยงด้านจดจำข้อมูลและความเป็นส่วนตัว (Data Privacy)

การที่รัฐบาลสร้างแพลตฟอร์มกลางเพื่อเชื่อมต่อโครงข่าย AI ทำให้นักวิชาการด้านความปลอดภัยไซเบอร์ตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ว่า ข้อมูล (Prompt) ที่ประชาชนพิมพ์โต้ตอบกับ AI ซึ่งอาจมีทั้งข้อมูลธุรกิจ ข้อมูลราชการ หรือข้อมูลส่วนตัว จะถูกจัดเก็บหรือรั่วไหลไปสู่ภายนอกอย่างไร
สถานะปัจจุบัน

แม้ว่าเฟสแรกจะเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนาหูเกี่ยวกับความโปร่งใสและรูปแบบโครงการ แต่กระทรวงดีอีได้แสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะเดินหน้าโครงการต่อ โดยระบุว่าโครงการนี้มีความโปร่งใส และล่าสุดกำลังเตรียมการวางแผนสำหรับ เฟสที่ 2 ต่อเนื่องทันที เพื่อขยายผลทางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

คุณกำลังสนใจเข้าร่วมโครงการนี้ในฐานะผู้ใช้งาน หรือกำลังศึกษาในแง่มุมนโยบายและผลกระทบเชิงโครงสร้างอยู่ครับ?
....

ผลกระทบของนโยบายนี้

หากมองผ่านเลนส์ "นโยบายสาธารณะและผลกระทบเชิงโครงสร้าง" (Policy and Structural Impact) โครงการ TH-AI Passport ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจมาก เพราะมันคือความพยายามของรัฐในการทำหน้าที่เป็น "ผู้จัดหาและกระจายทรัพยากรเทคโนโลยีขั้นสูง" (Technology Distributer) ให้กับประชาชนในระดับมหภาค ซึ่งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงทางเทคโนโลยีของประเทศอย่างลึกซึ้ง

เราสามารถถอดรหัสผลกระทบเชิงโครงสร้างออกเป็น 4 มิติหลัก ๆ ได้ดังนี้:

1. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทุนมนุษย์ (Human Capital Transformation)

นโยบายนี้พยายามแก้ปัญหา "ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล" (Digital Divide) โดยเปลี่ยนมันให้เป็น "ความเหลื่อมล้ำทาง AI" (AI Divide) รัฐบาลมองว่าเครื่องมือ AI เวอร์ชัน Pro มีราคาเฉลี่ยเดือนละ 700-800 บาท ($20 USD) ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงเกินไปสำหรับนักศึกษาหรือแรงงานจบใหม่

ผลกระทบเชิงบวก: หากทำสำเร็จ จะเป็นการยกระดับทักษะ (Upskilling) แรงงานไทย 5 ล้านคนพร้อมกัน ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ในอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ งานสร้างสรรค์ และงานเอกสารในพริบตา ทำให้แรงงานไทยมีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับสากลสูงขึ้น

ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง: ปัญหาคือระบบการศึกษาและโครงสร้างการทำงานของไทยพร้อมจะรองรับ "แรงงานที่ใช้ AI เป็น" หรือยัง? หากภาคธุรกิจไทยยังไม่ปรับตัวเป็น Digital-First หรือยังทำงานแบบดั้งเดิม แรงงานที่มีทักษะเหล่านี้ก็อาจจะไม่ได้ใช้ศักยภาพอย่างเต็มที่ หรือเกิดภาวะสมองไหล (Brain Drain) ในที่สุด

2. อธิปไตยทางเทคโนโลยี vs. การพึ่งพาต่างชาติ (Technological Sovereignty)

นี่คือประเด็นทางนโยบายที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักที่สุด การอัดฉีดงบประมาณ 1,600 ล้านบาทในเฟสแรก และอาจจะมากกว่านั้นในเฟสต่อ ๆ ไป ส่งผลต่อโครงสร้างเทคโนโลยีในประเทศ 2 ด้านที่สวนทางกัน:

การสร้างพฤติกรรมเสพติดเทคโนโลยีต่างชาติ (Lock-in Effect): เงินภาษีจำนวนมหาศาลไหลออกไปสู่ Big Tech ของสหรัฐฯ หรือจีน การแจกสิทธิ์ใช้งานฟรี 1 ปี เท่ากับรัฐบาลกำลังทำหน้าที่ "ทำการตลาดและสร้างฐานผู้ใช้" ให้กับโมเดลต่างชาติ เมื่อครบกำหนด 1 ปี ประชาชนจะเกิดความเคยชิน และหากรัฐบาลไม่มีงบต่อ แรงงานและธุรกิจไทยก็ต้องจำใจจ่ายเงินเองเพื่อใช้งานต่อ เท่ากับเราต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานของต่างชาติอย่างสมบูรณ์

การแช่แข็ง Local Ecosystem: นักพัฒนาซอฟต์แวร์และนักวิจัย AI ในไทย รวมถึงโครงการพัฒนาภาษาไทย (Thai LLM) เช่น Sea-LLM หรือโมเดลของสถาบันต่าง ๆ อาจสูญเสียโอกาสในการเติบโต เพราะงบประมาณรัฐแทนที่จะนำมาอุดหนุนและพัฒนาขีดความสามารถของคนในประเทศ กลับถูกนำไปซื้อลิขสิทธิ์ของต่างประเทศแทน

3. ความมั่นคงของข้อมูลในระดับชาติ (National Data Security & Governance)

เมื่อรัฐบาลสร้างแพลตฟอร์มกลาง (Middleman) เพื่อทำหน้าที่กระจายสิทธิ์และส่งต่อข้อมูล (Prompt) ไปยัง AI ของค่ายต่าง ๆ มันสร้างโครงสร้างความเสี่ยงใหม่ขึ้นมาทันที:

คอขวดของข้อมูลและความเป็นส่วนตัว: ข้อมูลการทำงาน ความคิดสร้างสรรค์ โค้ดโปรแกรมมิ่ง หรือแม้กระทั่งข้อมูลความลับทางการค้าและราชการของคน 5 ล้านคน จะวิ่งผ่านแพลตฟอร์มนี้ รัฐบาลมีมาตรการอย่างไรในการป้องกันไม่ให้ข้อมูลเหล่านี้รั่วไหล? และที่สำคัญ จะมั่นใจได้อย่างไรว่าข้อมูลเหล่านี้จะไม่ถูกนำไปใช้สอดส่อง

พฤติกรรมประชาชน (Surveillance)?

ข้อตกลงการใช้ข้อมูล (Data Sharing Agreements): ภายใต้โครงการนี้ รัฐบาลไทยได้ทำข้อตกลงกับ Big Tech อย่างไรบ้าง? ข้อมูลที่คนไทยพิมพ์ลงไปจะถูกนำไปใช้ "เทรนโมเดล" ของบริษัทเหล่านั้นต่อหรือไม่ ซึ่งถ้าใช่ เท่ากับเรากำลังส่งวัตถุดิบ (Data) ไปให้ต่างชาติฟรี ๆ โดยที่เราไม่ได้ผลประโยชน์ระยะยาว

4. ประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณรัฐ (Fiscal Efficiency)

ในเชิงนโยบายสาธารณะ มีคำถามสำคัญว่า "นี่คือวิธีจัดสรรงบประมาณที่มีประสิทธิภาพที่สุดจริงหรือ?"

การแจกสิทธิ์แบบปูพรม (Universal/Mass Distribution) มักเจอปัญหาเรื่อง Wastage (ความสูญเปล่า) แม้จะมีระบบยึดสิทธิ์คืนหากไม่มีการใช้งาน แต่ต้นทุนในการบริหารจัดการแพลตฟอร์มกลางและการตรวจสอบก็สูงมาก


ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเสนอว่า หากเปลี่ยนงบ 1,600 ล้านบาท ไปเป็น "ทุนอุดหนุนโครงสร้างพื้นฐาน" (Infrastructure Subsidy) เช่น การสร้าง Data Center การซื้อระบบประมวลผล (GPU/Compute Power) ให้มหาวิทยาลัยและสตาร์ทอัปไทยเช่าใช้ในราคาถูก หรือการให้ทุนวิจัย AI เพื่อสร้างทรัพย์สินทางปัญญาของตัวเอง อาจจะสร้างผลกระทบเชิงโครงสร้างในระยะยาว (Long-term Multiplier Effect) ที่ยั่งยืนกว่าการซื้อสิทธิ์แบบปีต่อปี

บทสรุปในเชิงนโยบาย

TH-AI Passport ถือเป็นนโยบายแบบ "Fast-Track" ที่เน้นผลลัพธ์ระยะสั้น (Quick Win) เพื่อผลักดันให้ประเทศก้าวทันกระแส AI โกลบอล แต่อาจขาดการมองภาพรวมในเชิงยั่งยืน (Sustainability)

มันสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลเลือกที่จะเป็น "ผู้บริโภคที่ชาญฉลาด" (Smart Consumer) มากกว่าการเป็น "ผู้สร้างเทคโนโลยี" (Technology Creator) ซึ่งในอนาคต หากระเบียบโลกและภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) เปลี่ยนแปลง การพึ่งพาเทคโนโลยีหลักจากต่างประเทศทั้งหมดเช่นนี้ อาจกลายเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่ย้อนกลับมาแก้ได้ยาก




โปรเจค TH-AI Passport หวานหมู Big Tech! โปรเจค TH-AI Passport กำลังเอาเงินภาษี 1.6 พันล้านบาท ไปประเคนให้ Google, Microsoft และ OpenAI ทำไมเหรอคะ


Pornthip Kongchun
18 hours ago
·
โปรเจค TH-AI Passport
หวานหมู Big Tech!

โปรเจค TH-AI Passport กำลังเอาเงินภาษี 1.6 พันล้านบาท ไปประเคนให้ Google, Microsoft และ OpenAI

ทำไมเหรอคะ 

เพราะเรากำลังเอา Users คนไทย 5 ล้านคน
ไปมอบให้แพลตฟอร์มต่างชาติฟรีๆ แถมตังค์ให้อีก

เอาจริงๆ นะ แค่เอา Users ไปให้ เค้าก็ไม่เอาเงินแล้ว!
เพราะเค้าอยากให้ Users เหล่านี้จะมาเป็นทาสของ platform เค้าในอนาคต หมดโปร 1 ปีแล้ว ก็ต้องควักกระเป๋ามาซื้อเองอยู่ดี เค้าคำนวณมาแล้ว

พูดแบบนี้ได้ เพราะเป็นวงใน เคยทำงานให้ 2 ใน 3 บริษัทเหล่านี้ค่ะ

รัฐบาลมาเอาคนไทย (Users) มาประเคนและให้เงินด้วยแบบนี้ “หวานหมู” เลยซิคะ!

โปรเจค TH-AI Passport ช่วยประเทศอย่างไร
รัฐบาลบอกว่าอยากขยายอัตราการเข้าถึง AI (AI Diffusion) ที่ตอนนี้มี 10.7% อยากยกระดับไปที่ 23% มากกว่าเพื่อนบ้าน ไม่ตกขบวนเศรษฐกิจดิจิทัลระดับโลก

เอาจริงๆ คิดว่าหลงทางกันอยู่ค่ะ

เพราะ AI Diffusion มันแค่จุดเริ่มต้นค่ะ
เราวัดแค่คนไทยใช้งาน AI กันเยอะและแพร่หลายแค่ไหน ไม่ได้

แต่เราต้องไปดูเป้าหมายสูงสุด
ที่เราต้องการคือ Actual AI adoption rate หรือนำไปใช้จริง เป็นเท่าไหร่
และเราใช้ AI ขับเคลื่อนศรษฐกิจของประเทศ (GDP)ได้ขนาดไหน

อยากให้กระทรวง DE แชร์ KPI ด้านนี้ด้วยค่ะ

โปรเจค TH-AI Passport ช่วยคนไทยอย่างไร

กระทรวง DE บอกว่า...
อัปสกิลนำไปสู่การสร้างรายได้ (Learn to Earn)
ต้องการให้คนไทยใช้ AI เป็นจริงๆ
นำไปต่อยอดอาชีพและสร้างรายได้

How? อย่างไรนะคะ

เพราะคนที่สอนคือ Google, Microsoft และ OpenAI
เป็นคนออกแบบหลักสูตร "Up Skill"

Up Skill ในอาชีพ
หรือ Up Skill บน Platform เพื่อ Up-Sell?

สิ่งที่กังวลที่สุดคือ
สุดท้ายเราจะได้คนใช้งานในแบบ User Loser
คือใช้แค่ถาม-ตอบ เหมือนใช้ Google
และวันที่คนไทยจะเข้ามาใช้ AI เยอะสุดคือ
วันที่ 1 และ 16 ของเดือน!


เมื่อไหร่บริษัท Tech ไทยจะอยู่ในสายตาเธอสักที

คนไทยที่พัฒนาสร้างระบบด้วย AI platform เจ๋งๆ มีเยอะค่ะ
มาช่วยสนับสนุน AI สายเลือดไทย กันดีกว่าไหม

ที่ผ่านมามีแต่แรง PR ว่าจะช่วย
ให้คนไทยได้สร้างนวัตกรรม ก้าวไปสู่ระดับโลก
เอาจริงนะ ตอนนี้ startup ไทย
มาถึงจุดที่ต้องเอาตัวรอดกันไปวันๆ แล้ว

ถ้าจะ Learn to Earn อย่างยั่งยืน
อยากให้เจียดเงินมาอุดหนุนและสนับสนุน
ให้คนไทยได้ใช้เครื่องมือ AI ที่พัฒนาโดยคนไทยด้วย

ขอนำเสนอท่านรัฐมนตรี คุณไชยชนก ชิดชอบ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

สร้างทักษะงานระดับสูงและเกิดการจ้างงานได้จริง
เงินหลักพันล้านนำไปจ้าง Data Scientist, AI Engineer ชาวไทยได้เป็นพันคน เด็กรุ่นใหม่จะมีพื้นที่ให้ปล่อยของ สร้างเทคโนโลยี AI ที่ส่งต่อให้ SME และ Users คนไทยต่อไป

มีโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติ
Startup ไทยสามารถนำเงินทุนนี้ไปลงทุนซื้อการ์ดจอ (GPU) หรือเช่า Data Center ในไทย เกิดการขยายตัวของธุรกิจฮาร์ดแวร์และคลาวด์ภายในประเทศตามมาเป็นโดมิโน่

เงินหมุนเวียนในประเทศ:
* เงินทุกบาทที่จ่ายให้ Startup ไทย จะถูกหักภาษีต่างๆ กลับคืนไปพัฒนาประเทศต่อ
* SME และ Users ซื้อและใช้งานโปรแกรมของคนไทย สร้างยอดขาย ธุรกิจเติบโต เศรษฐกิจไทยไปต่อ
* ต่างจากการจ่ายให้ Big Tech ต่างชาติที่เม็ดเงินไหลออกนอกประเทศแทบจะ 100%

ต่อยอดนวัตกรรมของไทย
เมื่อ Startup ไทยได้งานสเกลระดับ 5 ล้านคน ทั้ง Data และ Use cases มหาศาลนี้ จะเทรน AI ให้เก่งขึ้น ต่อยอดไปขายในระดับภูมิภาค หรือฝันเฟื่องหน่อยก็ไปถึง Global เลย

============

การซื้อของต่างชาติมาแจก
อาจทำให้เราได้ใช้ของดีแบบ "สำเร็จรูป"

แต่การสนับสนุน AI ของคนไทย
คือการสร้าง “Digital Economy” อย่างแท้จริง

ที่จะทำให้ประเทศยืนหยัดได้ด้วยตัวเอง
ไม่ต้องเป็นทาสเทคโนโลยีต่างชาติอย่างทุกวันนี้

============

เสนอโดย พรทิพย์ กองชุน
อดีตพนักงาน Microsoft และ Google
ปัจจุบัน Startup ไทย - Jitta (AI for Investment)

หมายเหตุ 1. หวังว่าท่านจะจำได้ ได้พบท่านต้นเดือนพฤษภาคม ในงาน เดลินิวส์ ทอล์ก 2026 “AICONOMIC DISRUPTION: เมื่อ AI กำหนดอนาคตเศรษฐกิจ” ค่ะ

หมายเหตุ 2. ตั้งใจใช้ภาพประกอบ gen จาก Gemini 3.1 Pro (แบบเสียเงิน) ที่มีจุดผิดพลาดหลายจุด โดยเฉพาะภาษาไทย เพราะอยากให้เห็นว่า AI ฝรั่งก็ไม่ได้เทพ

หมายเหตุ 3. คำว่า "หวานหมู" ได้มาจาก ChatGPT Plus (แบบเสียเงิน) หลังจากถามความเห็นเกี่ยวกับโปรเจค TH-AI Passport

https://www.facebook.com/photo?fbid=10167135112837119&set=a.57999857118




กูรูติง TH-AI Passport ประเคนเงินภาษี 1.6 พันล้านให้ต่างชาติ มองโฟกัสผิดจุด แนะหนุนเอไอสายเลือดไทย


กูรูติง TH-AI Passport ประเคนเงินภาษี 1.6 พันล้านให้ต่างชาติ มองโฟกัสผิดจุด แนะหนุนเอไอสายเลือดไทย

เรื่องเล่าเช้านี้

May 29, 2026 

“ธีระชาติ อดีต อนุไอที” สุดงง! ดีอี ไร้รายละเอียด Token ใน TOR โครงการ TH-AI Passport เปรียบเหมืนการทำถนนบอกหมดว่าสเปกถนนต้องเกรดดีอย่างไร แต่ไม่ยอมบอกทำกี่กิโลเมตร ชี้ เป็นส่วนสำคัญ หวั่นถูกย้อมแมว / แปลกใจประกาศเฟส 2 งบ 900 ล้านมาแน่ เผย ควรรอดูก่อนเฟสแรกผ่านไปด้วยดีหรือไม่ - ด้าน “พรทิพย์ กองชุน” อดีตพนักงาน Microsoft และ Google ชี้ โครงการ TH-AI Passport เป็นการประเคนเงินภาษี 1.6 พันล้านให้ 3 บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของโลก ส่งไทยเป็นทาสต่างชาติ มองโฟกัสผิดจุด แนะสนับสนุนเอไอสายเลือดไทยหากอยากอัปสกิลนำไปสู่การสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ( Learn to Earn)

https://www.youtube.com/watch?v=uB4Eaxaz31U







https://x.com/MorningNewsTV3/status/2060628505990418476



 

วันเสาร์, พฤษภาคม 30, 2569

คราวนี้อธิบดีปกครองฯ ที่ซวยเพราะ ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ ย้ายข้าราชการไม่สนองการเมืองเข้ากรุ เจอเปิดโปงแช้ทไลน์หลุดสั่งปลัดจังหวัด “ช่วยน้ำเงินด้วย”

คราวนี้อธิบดี คราวหน้าอาจเป็นปลัดกระทรวง หรือรัฐมนตรีช่วยฯ ที่ซวยเพราะ ระบอบสีน้ำเงิน ก็เป็นได้แล้วละ เมื่อการสั่งย้ายข้าราชการระดับสูงที่ไม่ตอบสนองการเมือง ไม่ใช่เรื่องเชือดนิ่มๆ งุบงิมทำได้เงียบๆ อีกต่อไป หลายฝ่ายพร้อมใจกันประโคม

ดังกรณี ทนายอั๋น บุรีรัมย์ ยื่นเรื่องร้องทุกข์ของอดีตปลัดจังหวัดภูเก็ตถูกย้ายเข้ากรุ จากการที่ไปแตะต้องกลุ่มอิทธิพลยึดครอง#หาดบางเทาและบุกรุก #หาดฟรีด้อม แล้วต่อมาตัวอดีตปลัดจังหวัดเปิดเผย แช้ทไลน์นายสั่ง “ช่วยน้ำเงินด้วย”

เมื่อเรื่องอื้ออึงมาถึงตัว อธิบดีกรมการปกครองก็ย่อมปฏิเสธอย่างหน้าตาย “ไม่ได้เป็นคนส่งข้อความ” ที่ว่านั้น แล้วยังเถียงคอเป็นเอ็น ๖ ข้อ พอฟังได้สองประเด็น คือข้อความในแช้ทบิดเบือนหลายอย่าง ยังต้องพิสูจน์ทราบ โดยเฉพาะรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้ง

เรื่องนั้น สมชัย ศรีสุทธิยากร พิสูจน์ให้แล้วเป็นประจักษ์ ว่ามีการคุยกันทางไลน์วันที่ ๑๑ มกรา ส่วนหนึ่งเป็นรายชื่อผู้สมัคร ๓ เขต มีจากพรรคประชาชนอยู่ด้วย ก็ต้องเป็นปี ๒๕๖๙ เพราะการเลือกตั้งก่อนหน้านั้นคือปี ๒๕๖๖ ยังไม่มีพรรคประชาชน

เชอร์ล็อค ชัยฟันธง “เมื่อสืบค้น จังหวัดที่มี ๓ เขตเลือกตั้ง และมีชื่อผู้สมัครตรงกับในข้อความคือ จังหวัดภูเก็ต” ไปดูไทม์ไลน์การเลือกตั้งที่ กกต.กำหนดไว้แล้วว่า “มีการประกาศรายชื่ออย่างทางการเมื่อ ๗ มกรา ๖๙” ประเด็นชื่อผู้ส่งแช้ทนั้นก็ไม่ยาก

อักษรสองตัวที่ปรากฏชื่ออธิบดี ตัวแรกมีหัวหันออก “อาจเป็น พ ฟ ห น ท ม” ตัวที่สองมีหางยาวลงล่าง ก็ต้องเป็น ฤ (รึ) หรือ ฦ (รือ) อธิบดีกรมการปกครองชื่อ นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ ไม่น่าจะมีอธิบดีกรมอื่นๆ ไหน ชื่อ หฤทัย หรอกนะ

ครั้นเมื่ออธิบดีปฏิเสธเสียงแข็ง วิโรจน์ ลักขณาอดิสร พรรค ปชน.จึงให้ความเห้นบ้าง “การที่จะพิสูจน์ว่าใครพูดจริงใครพูดเท็จ นั้นไม่ยากเลย” เพราะแช้ทไลน์สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ ผู้เขียนลบของตัวเอง แต่ยังอยู่ในบัญชีผู้รับ

ปัญหาอยู่ที่ว่า “หากแชทปริศนานี้เป็นเรื่องจริง ก็คงจำเป็นต้องมีการร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. ให้เข้ามาสืบสวน สอบสวน และพิจารณาชี้มูลความผิด...ว่าแต่ ประชาชนจะมั่นใจได้ว่าอย่างไรว่าองค์การอิสระอย่าง ป.ป.ช. จะยังคงอิสระจาก #ระบอบสีน้ำเงิน”

(https://www.facebook.com/wirojlak/posts/QQ4AjUSwu, https://www.facebook.com/somchaivision/posts/33GAsHJeb และ https://www.facebook.com/Prachatai/posts/9auBgJr7) 

วันพรุ่งนี้ (30 พ.ค. 2569) ตั้งแต่เวลา 14.00 น. มีงาน "Her Movement, We Move(ing)" ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เนื่องในวาระครบรอบ 2 ปีของการจากไปของบุ้ง–เนติพร สำรวจสิทธิผู้หญิงในฐานะนักเคลื่อนไหว ผ่านชีวิตและการต่อสู้ของบุ้ง–เนติพร


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
14 hours ago
·
ประชาสัมพันธ์
วันพรุ่งนี้ (30 พ.ค. 2569) ตั้งแต่เวลา 14.00 น. มีงาน "Her Movement, We Move(ing)" ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เนื่องในวาระครบรอบ 2 ปีของการจากไปของบุ้ง–เนติพร
.
สำรวจสิทธิผู้หญิงในฐานะนักเคลื่อนไหว ผ่านชีวิตและการต่อสู้ของบุ้ง–เนติพร
.
14.00 น. รับชมวิดีโอสั้นรำลึกการต่อสู้ ของบุ้ง
.
14.15 น. วงเสวนา “การรักษาสุขภาพของผู้ต้องขังทางการเมือง”
- ปฐมพร แก้วหนู Freedom Bridge
- สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ อดีตผู้ต้องขังทางการเมือง
- คุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
ดำเนินรายการโดย จุฑารัตน์ กุลตัณกิจจา ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
.
15.10 น. วงเสวนา The woman in you ถอดบทเรียนเรื่องราวการต่อสู้ทางการเมืองของผู้หญิง จาก กรณีบุ้ง เนติพร ร่วมพูดคุยโดย
- ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์
- ธารารัตน์ ปัญญา
- ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล
- ณัฐชิ อองปุลักษ์
.
16.00 น. ปาฐกถา Make Movements Matter โดย ทิชา ณ นคร
.
16.30 น. ดนตรีจากน้ำ คีตาญชลี และร่วมกันวางดอกไม้
.
17.00 น. จุดเทียนรำลึก
อัญชัญ ปรีเลิศ อ่านจดหมายจากเพื่อนในเรือนจำ ดนตรีจากหนวดและอาเล็ก
.
ภายในงานพบบูธกิจกรรมจากองค์กรต่าง ๆ
.
เสาร์ 30 พฤษภาคม 2569
ห้อง 102 คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
.
บุ้ง–เนติพร ในฐานะนักกิจกรรมและผู้ต้องขังคดีการเมือง ต้องเผชิญทั้งการคุกคามสิทธิเสรีภาพจากรัฐ และอคติต่อวิธีการต่อสู้ที่เธอเลือกใช้ ขณะเดียวกัน ยังมีผู้หญิงและผู้คนอีกจำนวนมากที่เผชิญอคติทางเพศจากการออกมาเคลื่อนไหว และยังมีผู้ถูกพรากสิทธิขั้นพื้นฐานภายในเรือนจำ เพื่อรำลึกถึงและยืนหยัดต่อเจตนารมณ์สุดท้ายของเธอ
.
https://www.facebook.com/photo?fbid=1400363675267432&set=a.656922399611567
.....



การจากไปของ “บุ้ง—เนติพร เสน่ห์สังคม” นักกิจกรรมกลุ่มทะลุวัง ในวัย 28 ปี (เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2567) ไม่เพียงแต่เป็นหมุดหมายสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย แต่ยังเป็นภาพสะท้อนที่เด่นชัดของ “สิทธิผู้หญิงในฐานะนักเคลื่อนไหวทางการเมือง” ที่ต้องเผชิญกับแรงกดดันทางโครงสร้าง ทั้งในมิติของกฎหมาย วัฒนธรรมปิตาธิปไตย (ชายเป็นใหญ่) และการตีตราจากสังคม

ชีวิตและการต่อสู้ของบุ้ง ขยายเพดานความคิดเรื่องสตรีสากลและสิทธิมนุษยชนในบริบทไทยผ่านแง่มุมสำคัญ ดังนี้

1. การทลายกรอบ "ผู้หญิงดี" ตามจารีตประเพณี

ในสังคมไทย มักมีภาพจำและคาดหวังให้ผู้หญิงมีท่าทีที่อ่อนหวาน ประนีประนอม และอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย แต่การเคลื่อนไหวของบุ้งและกลุ่มทะลุวังใช้กระบวนการที่เรียกว่า Radical Activism หรือการแสดงออกที่ตรงไปตรงมา ดุดัน และท้าทายสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐอย่างซึ่งหน้า

การถูกตีตราซ้ำสอง (Double Stigmatization): เมื่อผู้หญิงลุกขึ้นมาใช้ความก้าวร้าวหรือถ้อยคำที่รุนแรงในการต่อสู้ พวกเธอ มักจะถูกสังคมวิพากษ์วิจารณ์หนักกว่านักเคลื่อนไหวชาย โดยถูกมองว่า "ก้าวร้าว" "ไม่อยู่กับร่องกับรอย" หรือ "ถูกล้างสมอง" มากกว่าการมองที่เนื้อหาของการประท้วง

การทวงคืนสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย: การอดอาหารประท้วง (Hunger Strike) ของบุ้งจนวาระสุดท้าย เป็นการใช้ร่างกายของตนเองเป็นเครื่องมือเชิงสัญลักษณ์ขั้นสูงสุด เพื่อเรียกร้องสิทธิในการประกันตัวให้เพื่อนผู้ต้องขังทางการเมือง ซึ่งเป็นการแสดงออกว่าผู้หญิงมีอำนาจโดยสมบูรณ์เหนือร่างกายของตนเองในการกำหนดทิศทางการต่อสู้

2. ความเปราะบางทางเพศสภาพในกระบวนการยุติธรรม

ชีวิตของบุ้งในเรือนจำไฮไลต์ให้เห็นถึงปัญหาโครงสร้างของผู้หญิงที่ต้องเผชิญกับคดีทางการเมือง ซึ่งมักไม่ได้รับการตอบสนองทางสิทธิที่สอดคล้องกับเพศสภาพหรือมนุษยธรรมเท่าที่ควร

สิทธิในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล: เหตุการณ์ที่นำไปสู่การเสียชีวิตของบุ้งหลังการอดอาหารเป็นเวลานาน จุดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงต่อมาตรฐานการแพทย์ของทัณฑสถานหญิงและราชทัณฑ์ สะท้อนถึงความเปราะบางของผู้ต้องขังหญิงที่ขาดอำนาจต่อรองและการดูแลที่ทันท่วงที


การคุมขังก่อนคำพิพากษา: การไม่ได้รับสิทธิประกันตัวชั่วคราวในคดีมาตรา 112 ทั้งที่ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจและร่างกายของผู้หญิงในเรือนจำอย่างรุนแรง

3. ความรุนแรงบนฐานเพศสภาพออนไลน์ (Online Cyberbullying)

ในฐานะนักเคลื่อนไหวหญิง บุ้งไม่ได้เผชิญแค่คุกตารางหรือกฎหมาย แต่ยังต้องเผชิญกับ ความรุนแรงทางเพศสภาพผ่านโลกออนไลน์ (Gender-based Cyberbullying)

มีการใช้ประเด็นเรื่องรูปร่างหน้าตา (Body Shaming) เพศสภาพ ความสัมพันธ์ส่วนตัว หรือแม้กระทั่งการขุดประวัติครอบครัวมาโจมตีเพื่อลดทอนคุณค่าและความน่าเชื่อถือ (Dehumanization) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มักถูกนำมาใช้โจมตีนักเคลื่อนไหวหญิงมากกว่านักเคลื่อนไหวชายอย่างเห็นได้ชัด

บทสรุปและสิ่งตกค้างถึงสังคมไทย

"ชีวิตของบุ้ง—เนติพร คือหลักฐานว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรี ไม่สามารถแยกออกจากกันได้"

การลุกขึ้นมาเป็นแกนนำแถวหน้าของบุ้งและเด็กสาวรุ่นใหม่ในขบวนการประชาธิปไตยไทยช่วงปี 2563-2567 ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการเคลื่อนไหว จากเดิมที่ผู้หญิงมักถูกวางบทบาทเป็น "ฝ่ายสนับสนุน" (เช่น แม่ครัว ฝ่ายพยาบาล หรือผู้ร่วมชุมนุม) มาเป็น "ผู้กำหนดทิศทางและผู้ยอมพลีชีพเพื่ออุดมการณ์" การจากไปของเธอจึงเป็นแบบเรียนราคาแพงที่กระตุ้นให้ขบวนการสิทธิมนุษยชนและสังคมไทยต้องหันกลับมาทบทวนว่า เราจะปกป้องนักเคลื่อนไหวหญิงจากการใช้อำนาจรัฐและความรุนแรงในสังคมปิตาธิปไตยได้อย่างไร เพื่อไม่ให้มีผู้หญิงคนไหนต้องจ่ายราคาของการเรียกร้องสิทธิด้วยชีวิตอีกต่อไป




โพสต์ที่พูดถึง บุ้งและกลุ่มทะลุวัง อย่างโปรพวกเธอ จนกล้าเรียกพวกเธอว่า #วีรสตรีแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน ได้เลย


Punsak Srithep
May 17, 2024
·
#พรี่แทร๊ดซี่รำพึง
.
หลังการอดอาหารเรียกร้องสิทธิการประกันตัวให้กับผู้ต้องขังทางการเมืองจนถึงแก่เสียชีวิต นอกจากเสียงสะใจ ไม่แยแส สมน้ำหน้า ฯลฯ ซึ่งในที่นี้จะไม่กล่าวถึง ยังมีเสียงที่นับว่าเป็นเอกฉันท์เฉพาะวงสัมพันธ์ของผม คือส่วนใหญ่เห็นอกเห็นใจ แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการและแนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มทะลุวัง โดยเฉพาะตัวของผู้เสียชีวิตเอง บุ้ง เนติพร เสน่ห์สังคม
.
ตัวผมเองเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของทุกกลุ่มมาเงียบ ๆ มาโดยตลอด แต่ละกลุ่มกิจกรรมก็มีคาแร็คเตอร์ของตัวเอง ชื่นชม #ทะลุแก๊ซ ที่แมร่งโคตรกล้าหาญบ้าบอ #ทะลุฟ้า ที่พร้อมแหวกกฏเกณฑ์แบบมีอารมณ์ขันกำกับ และ #ทะลุวัง ที่ผมคิดว่าโคตรแหลมคม โดยเฉพาะกิจกรรมง่าย ๆ อย่างการสำรวจความคิดเห็น ซึ่งในสังคมไทยรู้สึกเป็นเรื่องปรกติ และเฉยเมยกับโพลล์นั่น โพลล์นี่ แต่กับโพลล์ของทะลุวัง สังคมถึงกับเดือดเพราะตั้งคำถามโดยตรงไปที่ความรู้สึกของผู้คนกับสถาบันกษัตริย์ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มันก็เหมือนกับเพลง #รอ ที่สุเทพ วงศ์กำแหงร้องไว้ตอนหนึ่งว่า ".. น้ำหยดลงหิน ทุกวันหินมันยังกร่อน.." นี่แมร่งเซาะกร่อนบ่อนทำลายชัด ๆ
.
คำถามง่าย ๆ แค่ว่าคุณรู้สึกเดือดร้อนไหมกับการปิดถนนของขบวนเสด็จฯ และคำถามอื่น ๆ ที่ตามมาทำให้เวลาทะลุวังไปใช้สถานที่เอกชนที่ไหนก็มักจะมีการปะทะ อย่างต่ำก็มีปากเสียง จนภาพติดตามองไปว่าทะลุวังคือพวกหิวตีน ทั้งที่จริงแล้วทางกลุ่มไม่เคยเปิดประเด็นทะเลาะวิวาทก่อน ในช่วงแรก ๆ ของกิจกรรมนี้พวกเธอมีแต่ผู้หญิงด้วยซ้ำ จนกระทั่งเพื่อน ๆ ผู้ชายจากกลุ่มอื่น เช่น ทะลุแก๊ซ อาสามาเป็นการ์ดร่วมทีมด้วย ภาพการปะทะจึงยิ่งเด่นชัดขึ้น (ตรงนี้ไม่ได้กล่าวหาทะลุแก๊ซ แต่ภาพเวลาผู้ชายยื้อแย่งกับ รปภ ของแต่ละแห่ง มันขับเน้นภาพนั้นออกมา)
.
แต่แน่ล่ะพวกเธอไปใช้สถานที่เอกชนกับประเด็นล่อแหลม ถ้าเจ้าของสถานที่ปล่อยจอย ข้อหาสมรู้ร่วมคิดก็จะลอยมาถึงตัวได้ง่าย เรียกว่าพวกเธอเขย่าสังคมจนตัวสั่น ทั้งสั่นเพราะโกรธ หรือสั่นเพราะสะใจก็ว่ากันไป
.
ถ้าเราจบแค่กิจกรรมสำรวจความคิดเห็นของทะลุวัง เราจะพบว่านี่เป็นการเคลื่อนไหวที่ต้นทุนต่ำ แต่เกิด impact กับสังคมสูงมาก ๆ ซึ่งแมร่งเป็นสุดยอดการเคลื่อนไหวที่นักกิจกรรมอยากทำให้เกิดมาก ๆ (เชื่อพรี่ฯ ๆ จบพลศึกษา ๆ เรื่องการเคลื่อนไหวโดยเฉพาะ)
.
แล้วการไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของทะลุวัง โดยเฉพาะตัวบุ้งมาจากไหน ผมคิดว่ามันน่าจะเริ่มระอุมาจากการอดอาหารของตะวันและแบม การเคลื่อนไหวของหยก ส่วนกรณีการกล่าวหาของอดีตสมาชิกทั้งการใช้อำนาจครอบงำ และความโปร่งใสในการใช้เงินที่มาจากการบริจาค ผมขอแขวนไว้ก่อนเพราะมันเป็นเรื่องภายในของกลุ่มเอง ส่วนเรื่องที่มีพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลัง ในที่นี้คือ พรรคก้าวไกล อันนี้ผมว่าแมร่งตลก แค่เพียงสมาชิกพรรคฯอาสาเป็นนายประกัน สนับสนุนข้อเรียกร้องเพราะมันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน กลับหยิบยกเรื่องเล็กเรื่องน้อยมากล่าวหากันเสียนี่กระไร
.
การอดอาหารของตะวันและแบม สร้างความสั่นสะเทือนในวงการนักเคลื่อนไหวมากที่สุด คนที่ไม่เห็นด้วยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เฉยเสียแต่ออกมาคัดค้าน ห้ามปราม คนที่ไม่ได้ออกมาคัดค้านอาจจะเพราะเห็นว่าเป็นสิทธิในเนื้อตัวของนักเคลื่อนไหวที่ต้องรับผิดชอบตัวเองกลายเป็นพวกให้ท้าย ถูกเรียกร้องให้รับผิดชอบหากมีการเสียชีวิต ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้ห้ามปรามอะไรได้แต่ #อิหยังวะ กูไปให้ท้ายพวกเธอตั้งแต่เมื่อไหร่
.
ช่วงหนึ่ง ทะลุวังได้มาใช้พื้นที่ลานอากง หน้าศาลฎีการ่วมกับพลเมืองโต้กลับ เพื่อเป็นพื้นที่อดอาหารของตะวันกับแบม เพื่อเรียกร้องสิทธิการประกันตัวของเพื่อนผู้ต้องขังทางการเมือง พลเมืองโต้กลับ ซึ่งดีแต่ยืนเฉย ๆ ก็ไม่ได้ว่าอะไร ไม่มีค่อนขอดเรื่องแย่งซีน หิวแสงอะไรทั้งนั้น (ทั้ง ๆ ที่พวกเราชอบและชำนาญเรื่องค่อนขอดคนอื่น) เพราะลานอากงเป็นพื้นที่สาธารณะ ใครจะทำอะไรก็ทำไปหากไม่ไปทำร้ายคนอื่น ตอนนั้นพลเมืองโต้กลับถูกตำรวจเจ้าของท้องที่กดดันอย่างหนักให้เจรจาให้ทะลุวังหยุดกิจกรรม ขณะที่เรายืนยันว่าเป็นการทำกิจกรรมคนละกลุ่มบนสถานที่เดียวกันเท่านั้น จนบุ้งระแคะระคายว่าเรามีปัญหาเลยทำการจดแจ้งชุมนุมสาธารณะกับทางท้องที่ในนามทะลุวังต่างหากเรื่องนี้จึงยุติ
.
เกร็ดที่ได้ทราบภายหลัง คือ ตะวันและแบมต้องมีการตรวจเลือด และอื่น ๆ ตลอดเวลา แน่ล่ะไม่มีโรงพยาบาล หรือแพทย์คนไหนกล้าออกหน้ากับคดีที่ถูกจับตามองแบบนี้ คุณป้ามหาภัยของเราเลยต้องวิ่งเต้นหาหมอ หาพยาบาลมาทำการนี้ เธอเล่าว่ากว่าพยาบาลจะหาเส้นเพื่อเจาะเลือดทั้งคู่ได้ก็ต้องเจาะแล้วเจาะอีก พอเจาะได้แล้วกว่าเลือดจะเต็มหลอดก็นานแสนนาน ของเหลวอื่น ๆ อย่างปัสสาวะไม่ต้องพูดถึง เพราะกะปริบกะปรอยเหลือเกิน แล้วก็ต้อง follow up ทุกวัน เจาะทุกวัน แมร่งเอ๋ย แล้วเหตุการณ์ก็ลุล่วงแบบที่เราทราบกัน
.
อีกเหตุการณ์หนึ่ง คือ การเคลื่อนไหวของหยก กรณีเรียกร้องสิทธิทางการศึกษา กับการแต่งกายแบบไปรเวท ที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่าบุ้งอยู่เบื้องหลัง ให้ท้ายก็ว่า แน่ล่ะตอนนั้นบุ้งคือผู้อุปการะหยก การไม่ห้ามปรามหยก ก็คือการให้ท้ายอย่างไม่ต้องสงสัย ไม่ต่างกับพลเมืองโต้กลับที่เฉย ๆ กับการที่ตะวันและแบมมาอดอาหารที่ลานอากงแหละมั้ง แต่ในรายละเอียดของการเรียกร้องสิทธิการศึกษากลับแทบไม่มีใครตั้งคำถามกับสถานศึกษาที่จะต้องจัดการศึกษาให้ผู้เรียนตามสิทธิเลย ทั้ง ๆ ที่ได้จ่ายค่าบำรุงการศึกษาไปแล้วด้วย (ไม่ต่างอะไรกับเราสั่งของออนไลน์ โอนเงินแล้วแต่ของไม่มายังไงยังงั้น) เรื่องสำคัญแบบนี้กลับถูกกลบด้วยประเด็นง่าย ๆ ว่าแล้วมึงทำไมไม่ใส่ชุดนักเรียน ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้ #นักเรียนเลว ยกประเด็นเรื่องชุดนักเรียนมาเอ็ดดูเขตสังคม จนส่วนใหญ่คล้อยตามมีการทดลองนู่นนี่นั่นด้วยความสมัครใจในหลายพื้นที่ แต่ทุกอย่างถูกกลบด้วยภาพหยกปีนรั้วโรงเรียน ซึ่งมีแต่เด็กเหี้ยเท่านั้นแหละที่ปีนรั้วโรงเรียน โดยลืมบริบทไปว่าน้องมันปีนเข้าไปมันอยากเรียน ไม่ใช่พวกมึงสมัยเรียนที่ปีนออกมา ไอ้สึส
.
ผมก็เป็นคนหนึ่ง
ที่เฝ้าดูแต่ไม่เคยออกมาคัดค้านวิธีการเคลื่อนไหวของทะลุวังเลย ทะลุแก๊ซก็ไม่ ทะลุฟ้ายิ่งเชียร์อัพด้วย เพราะอยากเห็นไอ้ไผ่ติดคุกอีก เพราะถ้าเอาแนวทางการเคลื่อนไหวมาศึกษาวรรณกรรมเปรียบเทียบกัน เราควรเชียร์ทะลุวัง บอกทะลุฟ้าให้สนุกได้แต่มึงเบา ๆ กันหน่อย แล้วขอร้องให้ทะลุแก๊ซกลับบ้านเถอะลูกต่างหาก ทำไมมันกลับตาลปัตรกันไปหมด
.
โชคดีของผม
ที่ในช่วงหนึ่งมีทีมนักวิชาการทำการศึกษาวิจัยเรื่องการเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างสันติวิธี ทีมงานตระเวณสัมภาษณ์นักกิจกรรมกลุ่มต่าง ๆ จนแล้วเสร็จจึงจัดให้มี focus group ให้ตัวแทนแต่ละกลุ่มได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทะลุวังมีบุ้งกับตะวัน ที่อาการดีขึ้นจากการอดอาหารมาร่วมแลกเปลี่ยน ทำให้ผมเห็นตัวตนของทะลุวังและตัวบุคคลมากขึ้น
.
เธอทั้งคู่
ยืนยันว่าการเคลื่อนไหวของทะลุวังออกแบบวางแผนมาดีแล้วเพื่อให้สังคมได้คิดจากการสำรวจความคิดเห็นต่อสถาบันกษัตริย์ ส่วนท่าทีของพวกเธอไม่เคยระรานใครมีแต่โดนขัดขวางและทำร้ายก่อน เลยต้องป้องกันตัว และทั้งคู่ต่างยืนยันว่าไม่สนว่าสังคมจะมองทะลุวังอย่างไร เพราะพวกเธอไม่ได้อยากให้ใครมารักมาชอบ (ไม่อยากเป็นนางฟ้าประชาธิปไตยว่างั้นเถอะ - ผมแซะเองพวกเธอไม่ได้กล่าว) และพวกเธอตระหนักดีว่าวิธีการของพวกเธอต้องแลกกับอะไรบ้าง พวกเธอต้องโดนอะไรบ้าง เธอรับมันได้และจะไม่เรียกร้องความเห็นใจจากใครเลย
.
ครับ
ผมโปรทะลุวัง และกล้าเรียกพวกเธอว่า #วีรสตรีแห่งยุคเปลี่ยนผ่าน ได้เลย
ขอแสดงความเคารพมา ณ ที่นี้
.
หมายเหตุ อยากให้ดูครับ
.
ข่าว3มิติ 14 พฤษภาคม 2567 l นายกฯ สั่งพิสูจน์ปม บุ้ง เสียชีวิต
ในข่าวนำเสนอ "เส้นทางของบุ้ง" นาทีที่ 20:20 เป็นต้นไป
https://youtu.be/et5J3DLXu-Y?si=gLUj46NO5ocAvAGV
.
ข่าว3มิติ 15 พฤษภาคม 2567 l กรมราชทัณฑ์แถลงข่าวการเสียชีวิตของบุ้ง ตอบไม่ชัดถึงขั้นตอนการช่วยชีวิต
.
สัมภาษณ์บุ้ง ทำไมต้องอดอาหาร
(อยากให้ดูตอนนี้มากที่สุด บุ้งให้สัมภาษณ์ฐปณีย์ เอียดศรีไชย - หน้าเฟซบุ๊คส่วนตัวของเธอก็เขียนถึงเหตุการณ์นี้) อธิบายแนวทางและคาแร็คเตอร์ของตัวเธอเองและทะลุวังได้ดีมาก
นาทีที่ 11:10 เป็นต้นไป
https://youtu.be/3qwe06tz1Q8?si=Qyt1JWEtETtEwShy

(ภาพจากมิตร ขออภัยไม่ทราบที่มา)
https://www.facebook.com/photo/?fbid=1186044802389974&set=a.131051334555998

.....
เพิ่มเติมจาก Gemini

กลุ่ม ทะลุ วัง

กลุ่มทะลุวัง (Thaluwang) เป็นกลุ่มนักกิจกรรมทางการเมืองรุ่นใหม่ของไทยที่มีบทบาทโดดเด่นและถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในช่วงปี พ.ศ. 2565 เป็นต้นมา โดยขับเคลื่อนข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ การยกเลิกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และสิทธิในกระบวนการยุติธรรม

อัตลักษณ์และการเคลื่อนไหวของกลุ่มมีประเด็นสำคัญ ดังนี้:

1. แนวทางการเคลื่อนไหวที่เป็นเอกลักษณ์

การทำโพลสำรวจความเห็น: สิ่งที่ทำให้กลุ่มทะลุวังเป็นที่รู้จักในวงกว้างคือการจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ในพื้นที่สาธารณะ (เช่น ห้างสรรพสินค้า หรือรถไฟฟ้า) โดยชวนให้ประชาชนนำสติกเกอร์ไปแปะเพื่อแสดงความเห็นในประเด็นที่แหลมคม เช่น "คุณคิดว่าขบวนเสด็จสร้างความเดือดร้อนหรือไม่?" หรือประเด็นเรื่องการยกเลิกมาตรา 112


รูปแบบที่ดุดันและตรงไปตรงมา: ต่างจากบางกลุ่มที่เน้นการปราศรัยหรือเสวนาวิชาการ ทะลุวังมักเน้นการเผชิญหน้า (Confrontational) และการใช้มาตรการเชิงสัญลักษณ์ที่ท้าทายเพื่อกระตุ้นให้เกิดความสนใจและการตั้งคำถามในสังคม

2. แกนนำและสมาชิกที่เป็นที่รู้จัก

"บุ้ง" เนติพร เสน่ห์สังคม: แกนนำและผู้สนับสนุนหลักของกลุ่ม ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการขับเคลื่อนและดูแลสมาชิกในกลุ่ม บุ้งเสียชีวิตในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 ระหว่างการคุมขังและอดอาหารเพื่อประท้วงเรียกร้องสิทธิการประกันตัวให้ผู้ต้องขังคดีการเมือง ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างแรงสั่นสะเทือนและความสะเทือนใจให้กับสังคมอย่างมาก

"ตะวัน" ทานตะวัน ตัวตุลานนท์: นักกิจกรรมหญิงรุ่นใหม่ที่มีบทบาทนำในการทำโพลและกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์หลายครั้ง รวมถึงการอดอาหารประท้วงร่วมกับ "แบม" อรวรรณ ภู่พงษ์ ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2566

"สายน้ำ" และสมาชิกเยาวชนคนอื่นๆ: กลุ่มนี้มักมีเยาวชนและผู้เยาว์เข้าร่วมขับเคลื่อน ซึ่งทำให้เกิดข้อถกเถียงในสังคมเกี่ยวกับสิทธิเด็กและการคุ้มครองเยาวชนในพื้นที่การเมือง

3. คดีความและข้อถกเถียงในสังคม

การถูกดำเนินคดี: สมาชิกกลุ่มทะลุวังส่วนใหญ่ถูกดำเนินคดีทางกฎหมายอย่างหนัก โดยเฉพาะมาตรา 112, มาตรา 116 (ยุยงปลุกปั่น) รวมถึงข้อหาละเมิดอำนาจศาล และบุกรุกสถานที่ราชการ

มุมมองของสังคม: * ฝ่ายที่สนับสนุน: มองว่าพวกเขาเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความกล้าหาญ ท้าทายเพดานทางการเมือง และชี้ให้เห็นถึงปัญหาในกระบวนการยุติธรรมและการจำกัดสิทธิเสรีภาพ

ฝ่ายที่วิพากษ์วิจารณ์: มองว่าแนวทางการทำกิจกรรมบางครั้งมีความก้าวร้าว เกินขอบเขต และอาจสร้างความขัดแย้งในสังคมมากกว่าการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย
...
ความกล้าหาญและตรงไปตรงมาของกลุ่ม

มิติเรื่อง "ความกล้าหาญและความตรงไปตรงมา" ของกลุ่มทะลุวัง ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้กลุ่มนี้มีอัตลักษณ์เด่นชัดที่สุด และเป็นจุดที่ถูกนำมาถกเถียงอย่างเข้มข้นในสังคมไทย โดยสามารถมองและตีความแง่มุมนี้ได้จากหลายมุมมองครับ:

1. ในมุมมองของผู้สนับสนุน: การพังเพดานและพูดความจริงที่สังคมเลี่ยง

สำหรับผู้ที่เห็นด้วยหรือเข้าใจแนวทางของกลุ่ม มองว่าความกล้าหาญของทะลุวังคือ "การพูดในสิ่งที่สังคมรู้แต่ไม่มีใครกล้าพูดเสียงดัง" * การท้าทายวัฒนธรรมอำนาจนิยม: ในสังคมไทยที่มีโครงสร้างอำนาจที่ซับซ้อนและมีเรื่องต้องห้ามมากมาย การที่เยาวชนกลุ่มนี้เดินเข้าหาประเด็นที่แหลมคมที่สุด (เช่น เรื่องงบประมาณสถาบันฯ หรือผลกระทบจากขบวนเสด็จ) ถือเป็นการทลายกำแพงความกลัว

ความตรงไปตรงมาที่ไม่ประนีประนอม: พวกเขาไม่ใช้ภาษากฎหมายที่ซับซ้อน หรือภาษาการทูตที่ต้องตีความ แต่ใช้คำถามง่ายๆ ตรงๆ ผ่านโพลสติกเกอร์ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจและมีส่วนร่วมได้ทันที

การเอาชีวิตและอิสรภาพเข้าแลก: การอดอาหารประท้วงของตะวัน-แบม หรือการต่อสู้ของบุ้ง เนติพร จนถึงวาระสุดท้ายในเรือนจำ ถูกมองว่าเป็นรูปแบบสูงสุดของความใจเด็ดและความซื่อตรงต่ออุดมการณ์ โดยยอมสละความสุขส่วนตัวเพื่อชี้ให้เห็นถึงปัญหาในกระบวนการยุติธรรม

2. ในมุมมองของนักยุทธศาสตร์การเมือง: ขีดจำกัดของการเผชิญหน้า

ในหมู่นักวิชาการหรือนักเคลื่อนไหวสายสันติวิธีบางส่วน มองความตรงไปตรงมานี้ด้วยความห่วงใยในเชิงยุทธศาสตร์:

การสร้างแรงต้านมากกว่าแรงร่วม: การเคลื่อนไหวที่ดุดันและเผชิญหน้า (Confrontational) ในบางกิจกรรม เช่น การไปกดดันตามพรรคการเมืองหรือหน่วยงานราชการ ถูกวิจารณ์ว่าอาจทำให้มวลชนแนวร่วมที่เป็น "คนตรงกลาง" หรือฝ่ายเสรีนิยมสายปฏิรูปสายกลางรู้สึกอึดอัด และเลือกที่จะถอยห่างออกไป

การตกเป็นเป้าของนิติสงคราม: ความตรงไปตรงมาแบบไม่มีกันชนทางกฎหมาย ทำให้รัฐสามารถใช้กลไกทางกฎหมาย (เช่น ม.112 หรือ ม.116) จัดการได้อย่างรวดเร็วและรุนแรง ส่งผลให้แกนนำต้องติดคุกหรือสูญเสียทรัพยากรในการต่อสู้คดี จนยากจะรักษาความต่อเนื่องของขบวนการ

3. ในมุมมองของฝ่ายอนุรักษ์นิยม: ความก้าวร้าวและการละเมิดกติกา

สำหรับฝ่ายรอยัลลิสต์หรือผู้ที่ต้องการเห็นความสงบเรียบร้อย มองว่าพฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่ความกล้าหาญ แต่เป็น "ความก้าวร้าวรุนแรง":

การละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น: มองว่าการทำกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะหรือการแสดงออกบางอย่าง เป็นการรบกวนความสงบสุข บังคับให้คนเลือกข้าง หรือเป็นการแสดงออกที่ขาดความเคารพต่อวัฒนธรรมและสถาบันหลักของชาติ

การถูกมองว่ามีวาระซ่อนเร้น: ฝ่ายตรงข้ามมักตั้งข้อสงสัยว่า ความตรงไปตรงมาของเด็กๆ อาจถูกชี้นำหรือใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองโดยกลุ่มการเมืองอื่นที่อยู่เบื้องหลัง




งานเสวนาของ FCCT เผยกลยุทธ์ “ไอโอ” ไทย มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือสื่อและนักสิทธิฯ พบหลักฐานโยงรัฐ แต่ศาลผลักภาระพิสูจน์ให้เหยื่อ


บัส เทวฤทธิ์
Yesterday
·
[ เผยกลยุทธ์ “ไอโอ” มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือสื่อและนักสิทธิฯ พบหลักฐานโยงรัฐ แต่ศาลผลักภาระพิสูจน์ให้เหยื่อ]
.
เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (FCCT) มีการจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “การโจมตีและลดทอนความน่าเชื่อถือสื่อมวลชนไทย” ซึ่งได้เปิดเผยพฤติกรรมและการปรับตัวของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) ที่มุ่งเป้าโจมตีสื่อมวลชน นักสิทธิมนุษยชน และนักกิจกรรมทางการเมืองอย่างเป็นระบบ โดยมีผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว The Reporters อังคณา นีละไพจิตร นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสมาชิกวุฒิสภา ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล ผู้ก่อตั้งองค์กร Stop Online Harm มูฮัมหมัดอาลาดี เด็งนิ ประธานมูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ดำเนินรายการโดย ภาณุ วงศ์ชะอุ่ม ประธาน FCCT และผู้สื่อข่าวอาวุโสของรอยเตอร์
.
[เผยขบวนการขุดปม 11 ปียัดข้อหา “นักข่าวสายโจร BRN” หลังตั้งคำถามแม่ทัพภาค 4]
.
ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าว The Reporters เปิดเผยว่าตนถูก IO โจมตีครั้งล่าสุดอย่างหนักมานานกว่า 1 เดือน โดยถูกขุดคำเหยียดหยามอย่าง “โรฮิงแยม” ที่เคยใช้โจมตีตนตั้งแต่ปี 2558 กลับมาใช้ใหม่ใน 11 ปีให้หลัง ทั้งที่เรื่องโรฮิงญาจบไปแล้วและตนได้สร้างความเข้าใจในเรื่องนี้มาตลอด
.
ฐปณีย์พบความเชื่อมโยงว่าการใส่ร้ายบนเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์เกิดขึ้นทันทีหลังจากที่ตนไปตั้งคำถามกับ พล.ท. นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 เกี่ยวกับเหตุลอบยิง สส. กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ พรรคประชาชาติ โดยเฉพาะเพจที่ชื่อ “Truth of the Day” ซึ่งตนไม่ได้ติดตามแต่ระบบกลับฟีดขึ้นมาให้เห็นตลอดเวลา เพจนี้อ้างตัวเป็นเพจข่าวแต่คอยใส่ร้ายตน มุ่งโจมตีตั้งแต่ตอนทำข่าวเรื่องตากใบและอุยกูร์ และล่าสุดได้ยกระดับจากการวิจารณ์การทำงานไปสู่การกล่าวหาว่าตนเป็น “นักข่าวสายโจร BRN” ที่ถามคำถามชี้นำให้เจ้าหน้าที่รัฐกลายเป็นคนผิดทั้งที่ตนถามตามหน้าที่สื่อ
.
นอกจากนี้เพจดังกล่าวยังมีการจัดทำประวัติการทำงานของตนตั้งแต่ปี 2563 ในประเด็นภาคใต้และสิทธิมนุษยชนซึ่งสะท้อนว่ามีชุดข้อมูลเชิงลึกและติดตามตนมานาน อีกทั้งยังใช้เทคโนโลยี AI สร้างภาพโจมตีและหาว่าตนเป็นสุนัขรับใช้ของ สส. รอมฎอน ปันจอร์ ซึ่งถือเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างรุนแรง ที่น่าสังเกตคือตอนที่ตนไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองฯ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้เรียก กอ.รมน. มาชี้แจงเพจ IO นี้กลับรู้ข้อมูลและหนังสือเชิญ ทั้งๆ ที่ตนและ กมธ. ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ
.
ฐปณีย์ระบุว่าสิ่งร้ายแรงที่สุดคือการถูกโจมตีว่า “แบ่งแยกดินแดน” จนทำให้คนในชีวิตจริงหลงเชื่อ มีคนมาข่มขู่ตนต่อหน้า ทำให้ตนเครียดจนแทบทำหน้าที่สื่อตามปกติไม่ได้ถึงขั้นต้องไปพบนักจิตวิทยา เมื่อไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ก็กลับมีโพสต์โจมตีเด้งขึ้นมาให้เห็นอีกกว่า 30 โพสต์ทั้งที่ไม่ได้ติดตามเพจ แสดงให้เห็นถึงการซื้อโฆษณาอย่างเป็นระบบ ตนจึงต้องการให้มีการตรวจสอบเรื่องนี้ เพราะก่อนหน้านี้เฟซบุ๊กเคยลบเพจ IO ชายแดนใต้ที่มีชื่อคล้ายกันไปกว่า 70 เพจ ปฏิบัติการเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำลายผู้ตกเป็นเหยื่อแต่ยังกระทบต่อกระบวนการสันติภาพในพื้นที่ด้วย
.
[แฉถูกไอโอคุกคามกว่า 20 ปี ชี้ศาลไทยไม่มีกฎหมายเยียวยาเหยื่ออาชญากรรมโดยรัฐ]
.
อังคณา นีละไพจิตร นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เผยว่าตนถูกโจมตีมานานกว่า 20 ปีในฐานะเหยื่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ตั้งคำถามกับรัฐ ในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่ง กสม. ในปี 2558 - 2562 เวลาลงพื้นที่ภาคใต้ตนจะถูกถ่ายรูป ซึ่งตนรู้ดีว่าใครถ่าย รูปเหล่านั้นจะไปปรากฏบนเพจ IO เช่น เพจ “Pulony” ก่อนที่ตนจะเดินทางกลับถึงบ้านเสียอีก
.
ต่อมาในปี 2563 มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจและพบภาพจากเพจ Pulony ไปอยู่ในเอกสารงบประมาณของกองทัพ เมื่อตนตั้งคำถามต่อ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในขณะนั้น พล.อ. ประยุทธ์กลับเดินหนีทันที วันรุ่งขึ้น กอ.รมน. ออกมายอมรับว่าเอกสารเป็นของจริง แต่หลังจากนั้นกลับปฏิเสธว่าเพจดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับหน่วยงาน
.
อังคณาบอกว่าตนได้ฟ้องศาลในปี 2564 หลังพบว่าเพจนี้ลงข้อมูลของตนละเอียดถึง 20 เรื่องระหว่างปี 2561-2563 เพื่อรายงานนาย แม้ในปีเดียวกันเฟซบุ๊กจะลบ 185 บัญชีที่เชื่อว่าดำเนินการโดยทหาร แต่สุดท้ายศาลยกฟ้อง โดยศาลยอมรับว่าตนเป็นนักสิทธิฯ ที่ถูกคุกคามจริงและควรได้รับการเยียวยา แต่เนื่องจากประเทศไทยไม่มีกฎหมายรองรับเรื่องการเยียวยาในลักษณะนี้จึงไม่รู้ว่าใครจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าเสียหาย
.
หลังตนได้รับแต่งตั้งเป็นคณะทำงานด้านการบังคับสูญหายฯ ของสหประชาชาติ (UN) ในปี 2565 บ้านก็เคยถูกปาด้วยกรรไกร แต่เมื่อตำรวจจับได้กลับระบุว่าเป็นเพียงคนติดยาและไม่ทราบคนบงการ จนกระทั่งเมื่อมาเป็น สว. การคุกคามก็ยังไม่หมด ตนถูกโจมตีว่าเข้าข้างกัมพูชาหลังวิจารณ์ผู้มีอิทธิพลทางความคิด ขณะที่หลายสื่อยังคงโจมตีตนจนถึงปัจจุบัน และมีการเข้าไปแก้ข้อมูลในวิกิพีเดียใส่ร้ายว่าตนเกิดที่พนมเปญจนเพื่อนต้องไปแก้กลับให้
.
อังคณาชี้ว่าเหตุที่ตนตกเป็นเป้าเพราะตนเป็นทั้งเหยื่ออาชญากรรมโดยรัฐ เป็นคนกลุ่มน้อยในศาสนากลุ่มน้อย และคอยรายงานเรื่องสิทธิมนุษยชนส่งให้ UN เสมอ การคุกคามที่ยาวนานทำให้เกิดความทุกข์ทรมานทางจิตใจจนตนแทบทำงานต่อไม่ได้ และคุกคามไปถึงครอบครัวตนทั้งพ่อและลูก
.
อังคณายังได้อ้างอิงรายงานล่าสุดของอัยการศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ที่ระบุว่าปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารที่ทำร้ายจิตใจคนอาจถือเป็นอาชญากรรมระหว่างประเทศและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ พร้อมเรียกร้องให้รัฐเก็บหลักฐานดิจิทัลอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ผลักภาระให้เหยื่อหาหลักฐานเองอย่างที่ตนเจอในศาล อีกทั้งตำหนิ กสม. ที่ตรวจสอบกรณีของฐปณีย์และสุณัย ผาสุขแต่กลับเพิกเฉยไม่ตรวจสอบกรณีของตน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ กสม. กลัวจะถูกโจมตีเองด้วยหรือไม่

[iLaw เผยคำพิพากษาศาลชี้ไอโอทหารมีจริงและผิดกฎหมาย แต่ยกฟ้องเพราะหาตัวคนโพสต์ไม่ได้]

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการ iLaw กล่าวถึงความคืบหน้าทางคดีขบวนการ IO โดยระบุว่าจุดเริ่มต้นมาจากทหารที่ทนไม่ได้นำข้อมูลหลักฐานมามอบให้ สส. อดีตพรรคก้าวไกล (ปัจจุบันคือพรรคประชาชน - ปชน.) นำไปอภิปราย ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นยุทธศาสตร์ฝ่ายทหาร มีการรวบรวมรายชื่อเพจและบัญชี IO ซึ่งมักโพสต์คลิปจากแหล่งเดียวกัน และโพสต์ในเวลาราชการอย่างพร้อมเพรียงกัน รวมถึงการกดไลก์กันเองในกลุ่ม เมื่อ iLaw เคลื่อนไหวเรื่องนิรโทษกรรมประชาชนหรือประเด็นตากใบเพจเหล่านี้ก็จะนำไปล้อเลียนและโจมตี
.
ในคดีที่ iLaw ร่วมฟ้องมีโจทก์ 3 คน คือ ตน สฤณี อาชวานันทกุล และวิญญู วงศ์สุรวัฒน์ ซึ่งพบว่าสฤณีและนักสิทธิมนุษยชนหญิงอย่างฐปณีย์และอังคณาจะโดนโจมตีหนักที่สุด รวมถึงมีความพยายามแฮ็กระบบด้วยการเดารหัสผ่านของสฤณีด้วย เครือข่าย IO นี้เมื่อโพสต์เสร็จจะถ่ายภาพหน้าจอโดยตัดชื่อเพจออกเพื่อส่งรายงานผลให้นาย แต่เมื่อนำข้อความที่เขียนไปค้นหาก็จะพบชื่อเพจเด่นชัด เช่น “เจ๊จุก คลองสาม” เป็นต้น
.
คดีนี้ใช้เวลาต่อสู้กว่า 4 ปีครึ่งจนกระทั่งศาลปกครองมีคำพิพากษาในปี 2568 ยิ่งชีพชี้ว่าศาลยอมรับว่าเอกสารทางการทหารที่มีทั้งชื่อหน่วยงาน แผนก และลายเซ็นทหารผู้รับผิดชอบที่ตนส่งไป 5 ใบจากทั้งหมดกว่า 10 ใบเป็นของจริง และวินิจฉัยว่าการทำปฏิบัติการ IO เป็นเรื่องผิดและกระทำไม่ได้ ทว่าศาลกลับมีคำสั่งยกฟ้องเนื่องจากบัญชีของโจทก์ผู้ถูกโจมตีทั้ง 3 เป็นบัญชีเปิดสาธารณะ ทำให้ไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าผู้โพสต์ข้อความโจมตีเหล่านั้นเป็นเจ้าหน้าที่ทหารคนใด ซึ่งยิ่งชีพมองว่าศาลผลักภาระการพิสูจน์ให้ประชาชนมากเกินไปทั้งที่เป็นหน้าที่ของรัฐซึ่งมีความสามารถมากกว่า อย่างไรก็ดีคดีนี้ได้มีการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดแล้ว คาดว่าจะใช้เวลาอีกราว 3 ปีจึงจะทราบบทสรุป
.
[เผยชีวิตถูกคุกคามหนักจนไม่กล้าเข้ากรุงฯ ลูกโดนครูถามเหตุพ่อถูกตีตราเป็น BRN]
.
มูฮัมหมัดอาลาดี เด็งนิ ประธานมูลนิธินูซันตาราเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา ระบุว่าตนโดน IO โจมตีมานานพอ ๆ กับอังคณา เนื่องจากมูลนิธิฯ ทำหน้าที่ดูแลทายาทของผู้ที่ถูกรัฐสังหารจึงถูกตีตราว่าเป็นแนวร่วม BRN มาตลอด ล่าสุดตนถูกขู่ฆ่าและลามไปโจมตีภรรยา รวมถึงมีการนำภาพ AI มาใส่ร้ายว่าตนเป็น “รัชทายาทปัตตานี” ซึ่งบิดเบือนมาจากคำที่ตนนิยามตัวเองว่า “บุตรชายแห่งเทือกเขาบูโด” แต่ IO นำไปแปลผิด ๆ เป็น “เจ้าชายปัตตานี” หรือ “เจ้าชายบูดู” ส่งผลกระทบให้ลูกของตนถูกครูที่โรงเรียนตั้งคำถาม จนต้องใช้เวลาอธิบายให้ลูกเข้าใจเรื่อง IO
.
มูฮัมหมัดอาลาดียอมรับว่าปัจจุบันตนเกิดความหวาดกลัวและหวาดระแวงอย่างมาก ไม่กล้าเดินทางมาร่วมเสวนาร่วมที่กรุงเทพฯ และเวลาอยู่ในพื้นที่ก็ไม่กล้าให้ลูกนั่งรถไปด้วยเพราะกลัวถูกลอบทำร้าย ตนเคยถามเพื่อนที่เป็นทหารว่าทำไมรอบนี้ตนถึงโดนหนัก เพื่อนทหารตอบว่ารอบนี้เป้าหมายหลักคือฐปณีย์และ สส. รอมฎอน ปันจอร์ เนื่องจากฐปณีย์ไปจี้ถามจนแม่ทัพภาค 4 พูดผิดพลาด แต่การจะเล่นงานสองคนนั้น IO จำเป็นต้องหาจุดเชื่อมโยงกับกลุ่ม BRN ตนซึ่งทำกิจกรรมสวนทางกับรัฐอยู่ในพื้นที่จึงถูกดึงเข้าไปร่วมวงโจมตีด้วย จนปัจจุบันตนมีความเครียดสะสมจนไม่อยากดูสื่อสังคมออนไลน์และไม่อยากเจอใคร
.
[แนวโน้มเทคโนโลยี IO และเสียงเรียกร้องต่อ "แพลตฟอร์ม-สังคม"]
.
สายใจ เลี้ยงพันธุ์สกุล ผู้ก่อตั้ง Stop Online Harm ซึ่งเป็นองค์กรที่มีจุดเริ่มต้นจากการช่วยเหลือผู้ถูกเผด็จการทหารคุกคามในพม่า ได้เปิดเผยว่าแนวโน้มของปฏิบัติการ IO ในปัจจุบันมีรูปแบบทั้งการใช้แกนหลักสร้างเนื้อหาแล้วใช้ผู้มีอิทธิพลทางสื่อหลากหลายวงการกระจายต่อ โดยเลือกโพสต์ในเว็บที่มีเนื้อหาทั่วไปที่ไม่ใช่เว็บการเมืองเพื่อลวงให้คนทั่วไปส่งต่อ รวมถึงการใช้ AI สร้างภาพปลอมโดยใช้เวลาเพียง 2 นาทีในการทำลายชื่อเสียง และการปล่อยข้อมูลเท็จปริมาณมหาศาลท่วมท้นเพื่อให้คนหลงเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง
.
สายใจย้ำว่าแพลตฟอร์มต้องร่วมรับผิดชอบ ในสหภาพยุโรปหรือฝรั่งเศสมีกฎหมายบังคับให้แพลตฟอร์มต้องลบภาพหรือข่าวปลอมที่คุกคามภายใน 48 ชั่วโมง แต่ในประเทศไทยกลับไม่มีมาตรการดังกล่าวทำให้สิทธิของคนไทยไม่เท่ากับคนยุโรป ปัจจุบันแพลตฟอร์มใช้ AI ตรวจจับข้อความซึ่งไม่เข้าใจบริบททางวัฒนธรรมว่าคำธรรมดา ๆ ก็สามารถใช้คุกคามได้ นอกจากนี้สายใจยังยกตัวอย่างจากต่างประเทศ เช่น มาเลเซียที่เคยปิดกั้นการเข้าถึงระบบ AI Grok ของทวิตเตอร์หลังปล่อยให้มีการสร้างภาพโป๊เปลือยจากภาพคนจริง รวมถึงมีการพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อช่วยปิดกั้นข้อความรุนแรงเหล่านี้
.
(ทีมงาน)
 
https://www.facebook.com/photo/?fbid=122193437654437811&set=a.122097843074437811


เวทีเสวนา “ปฏิบัติการไอโอฤดูร้อน 2026”: การโจมตีและลดทอนความน่าเชื่อถือสื่อมวลชนไทย

iLaw

May 28, 2026

ท่ามกลางภูมิทัศน์การสื่อสารการเมืองที่เต็มไปด้วยข้อมูลบิดเบือน ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) และการโจมตีบนโลกดิจิทัล สื่อมวลชนไทยกำลังเผชิญแรงกดดันรูปแบบใหม่ ทั้งการสร้างความเกลียดชัง การคุกคามออนไลน์ และความพยายามบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของสื่อในพื้นที่สาธารณะ

ขอเชิญร่วมรับฟังการเปิดตัวรายงาน “ปฏิบัติการไอโอฤดูร้อน 2026” พร้อมวงเสวนาที่จะชวนสำรวจพลวัตของสงครามข้อมูลข่าวสาร ผลกระทบต่อเสรีภาพสื่อ และความท้าทายของสังคมประชาธิปไตยในยุคดิจิทัล

https://www.youtube.com/watch?v=B7x_kSCtofk