วันจันทร์, พฤศจิกายน 05, 2561

“ห้วงเวลานาทีมีความตาย” เสียงกู่ร้องก้องฟ้า จากกรงขัง ปล่อยนักโทษการเมือง รุ่งศิลา และทุกคน





“ห้วงเวลานาทีมีความตาย” เสียงกู่ร้องก้องฟ้า จากกรงขัง


BY KANOKWAN KANKAW
November 4, 2018
ประกายไฟ


“ สู้ลำพังโดดเดี่ยวบนเขี้ยวเข่น ในทางเถื่อนลำเค็ญไกลจุดหมาย ห้วงเวลานาทีมีความตาย บทสุดท้ายผู้กล้า…หาพรั่นพรึง “ 


 ท่อนหนึ่งของบทกวีชื่อว่า “คิดถึงกันบ้างไหม” เขียนออกจากใจของ “รุ่งศิลา” นามปากกาของของ สิรภพ กรณ์อรุษ นักโทษคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่ถูกกล่าวหาโดยคณะรัฐประหารหลังจากคำให้การในศาลทหารที่เขาตะโกนก้องออกมาว่า “ข้าพเจ้าไม่ยอมรับอำนาจของกลุ่มบุคคลที่ใช้กำลังอาวุธเข้ามายึดล้มล้างการปกครองของรัฐบาลที่มาจากประชาชน ” รุ่งศิลาถูกคุมขังอยู่ที่แดน 6 เรือนจำพิเศษกรุงเทพมา 4 ปี 5 เดือนแล้ว

พลอยไพลิน พรมเพ็ชร์ บุตรสาววัย 24 ปี ซึ่งกำลังจะจบการศึกษาคณะบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ยื่นขอการประกันตัวมาแล้ว 6 ครั้งด้วยกันและกำลังจะยื่นขอประกันตัวครั้งที่ 7 ในวันที่ 5 พฤศจิกายน61ด้วยความมุ่งหวังอย่างเปี่ยมล้นว่า สิทธิการประกันตัว เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ต่อสู้คดีอย่างเที่ยงธรรมเป็นไปตามรัฐธรรมนูญนั้นจะได้รับการพิจารณาจากศาลทหาร คุณพ่อจะได้กลับสู่ครอบครัวดูแลคุณย่าที่ชราภาพและเจ็บป่วยอยู่ “ หนูอยากให้คุณพ่อได้เขียนกลอนมาร่วมฉลองความสำเร็จที่ลูกสาวจบการศึกษาตามความประสงค์ของคุณพ่อ “

“ไม่มีช่วงเวลาตอนไหนที่จะมีความสุขและไม่กล้าจะมีความสุข เพราะคนที่อยู่ในคุกก็คือพ่อ หนูรักพ่อมากค่ะ ” พลอยไพลินถอนหายใจอย่างแรง พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้า ทนายความ อานนท์ นำภา บอกด้วยว่า การยื่นประกันตัวครั้งที่ 7 นี้ มีแนวโน้มที่ดีมาก หนูก็เชื่อเช่นนั้น

ทางด้านนายสมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีตนักโทษคดี 112 ที่เคยใช้ชีวิตร่วมกันกับสิรภพ กรณ์อรุษ ในคุกมาก่อน ให้ความเห็นว่า “ สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนกำลังคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น การเลือกตั้งในปี 2562 นั้นจะไม่มีความหมายเลยและจะเป็นการเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม หากยังมีนักโทษและผู้ลี้ภัยการเมืองที่ถูกคณะรัฐประหารจับกุมคุมขังอยู่ กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตยจะทำการรณรงค์ไปทั่วโลกเลยเพื่อ ให้มีการปล่อยตัวนักโทษการเมืองและนำผู้ลี้ภัยกลับบ้านก่อนการเลือกตั้ง “

หมายเหตุ 

” พ่อเรียนจบสถาปัตย์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพค่ะ เมื่อก่อนตอนยังไม่เลิกกับคุณแม่ เคยเปิดร้านอาหารที่เลย/สุพรรณบุรี พอเลิกกันแล้วก็เซ้งกิจการ ทำอาชีพรับเหมาก่อสร้างมาตลอดค่ะ ระหว่างนี้พ่อชอบเขียนบทความวิจารณ์การเมืองและเขียนกวีลงในเวปไซต์ประชาไทมาโดยตลอดจนกระทั่งถูกจับกุมโดยคณะรัฐประหาร พ่อต่อสู้คดีในศาลทหาร โดยไม่ยอมรับสารภาพ เพราะพ่อเชื่อว่าไม่ใช่ผู้กระทำความผิด มาสี่ปีกว่าแล้วค๊ะ ”

พลอยไพลิน พรมเพ็ชร์ 4ตค.61

“ปล่อยตัวนักโทษการเมืองและนำผู้ลี้ภัยการเมืองกลับบ้าน” (1)

ooo

เรื่องเกี่ยวข้อง

เส้นทางสู่...กรงขัง ของ รุ่งศิลา ตอนที่ 1


15 October, 2014  -- Rungsila
ที่มา ประชาไท


‘อิสรภาพ’ โบยบินไปในฟากฟ้า
แต่ ‘เสรีภาพ’ ถูกจองจำกุมขัง
สองขา ตีตรวน ตีนเปล่า
สองแขน พันธนาการ โซ่ข้อมือ
‘เสรีชน’ โดนกักขังปานสัตว์
หาต่าง ‘ชาติเดรัจฉาน’
กดขี่ จิตวิญญาณ เยี่ยง ‘ทาส’
กดคั้น ‘ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์’ ต่ำฅน

รุ่งศิลา
=============================================

“รุ่งศิลา” ถูกจู่โจมควบคุมตัวโดยทหารหน่วยปฏิบัติการพิเศษ ชุดเคลื่อนที่เร็ว ในคืนวันที่ 25 มิถุนายน 2557 เวลา 22.30 น. ขณะกำลังเดินทางโดยรถยนต์ปิกอัพบนถนนแยกเข้าตัวเมืองกาฬสินธุ์ผ่านทางมุ่งหน้าไปยังจังหวัดอุดรธานี เพื่อติดต่อขอสถานะผู้ลี้ภัยทางการเมืองจาก UNHCR “องค์กรข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ”


ช่วงเวลาขณะรถยนต์ที่นั่งชะลอเข้าทางแยก ได้มีรถยนต์ฟอร์จูนเนอร์ขับปาดหน้าจอดพร้อมมีชายฉกรรจ์ 5 คนเปิดประตูวิ่งลงมา ในขณะเดียวกับที่มีรถตู้อีกคันแล่นมาจอดปิดท้าย และมีชายฉกรรจ์อีก 7 คนวิ่งลงมารายล้อม หน้าตาถมึงทึง ทั้งหมดถืออาวุธสงครามพร้อมลั่นไก ตะโกนให้ยอมแพ้ ห้ามทำการต่อสู้ แล้วให้ชูมือออกมาจากรถ บังคับให้ทุกคนนอนหมอบลงกับพื้นถนน ขณะฝนกำลังตกหนัก

ชายฉกรรจ์ทั้งหมด แต่งกายนอกเครื่องแบบทะมัดทะแมงถืออาวุธปืนไรเฟิลจู่โจม ‘ทราโว’ คาดซองปืนพร้อมอาวุธปืนสั้น พกวิทยุสื่อสารที่หัวไหล่

คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 44/2557 ออกประกาศเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2557 เรียกบุคคลให้มารายงานตัวในวันที่ 3 มิถุนายน 2557 ณ สโมสรกองทัพบก เวลา 10.00-12.00 น. มีรายชื่อ “รุ่งศิลา” ลำดับที่ 22

โดยผมได้รับแจ้งข่าวจากคุณแม่และเพื่อน ประมาณ 3 ทุ่มหลังมีประกาศทางโทรทัศน์ เป็นความประหลาดใจระคนสงสัยว่าทำไม “คณะรัฐประหารลักหลับประเทศไทย พ.ศ.2557” ถึงมีรายชื่อของผมซึ่งมีเพียงเพื่อนสนิท 2 คนเท่านั้นที่ทราบว่านามแฝง “รุ่งศิลา” ตัวจริงเป็นใคร ด้วยเหตุเพราะผมไม่เคยออกสมาคม เข้าร่วมชุมนุมเปิดเผยตัวเองเป็นการส่วนตัว...บอกตามตรงคือ ไม่ได้ทำเพราะความอยากเด่นดัง หรือหวังผลประโยชน์ส่วนตัวใดๆ

ประเด็นอยู่ตรงที่มันเกิดความรู้สึกยอมรับไม่ได้กับการออกมายึดอำนาจทำรัฐประหารตั้งแต่ปี 2549 รับไม่ได้จริงๆ กับความอยุติธรรมของคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งที่กระทำต่อคนส่วนใหญ่ของประเทศนี้ รวมถึงการเข่นฆ่าประชาชนมือเปล่าคนชาติเดียวกันตายนับร้อยศพ บาดเจ็บนับพันคน กลางเมืองหลวงของประเทศ โดยกองทหารเดิมๆ อย่างซ้ำซากมากกว่าครึ่งศตวรรษ

เป็นความซ้ำซาก ย้อนแย้งและล้าหลัง คิดว่าประเทศนี้มีอาการเจ็บป่วยอย่างหนักหนาเหลือเกิน ความรู้สึกอันไม่ยอมรับอำนาจของคณะรัฐประหารที่กระทำการอุกอาจเป็นการไม่ยอมรับอำนาจที่มิชอบด้วยกฎหมาย และการกระทำ “อารยะขัดขืน” ไม่เข้ารายงานตัว ตามคำสั่งเรียกของ คสช.

ซึ่งไม่ผิดไปจากความคาดหมาย จากบทความล่าสุดของ “รุ่งศิลา” ก่อนที่จะมีการทำรัฐประหารรัฐบาลพลเรือนประชาธิปไตยอันอ่อนแอ วันที่ 22 พฤษภาคม 2557 เป็นไปตาม “ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด” ที่คณะของเขามีแผนดำเนินการ “จับกุม, คุมขัง, อุ้มฆ่า, ล่าสังหาร” ต่อฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะกลุ่ม “คนเสื้อแดง” ทั้งหมด ... รายชื่อ “รุ่งศิลา” จึงเป็นเป้าหมายหนึ่งในนั้น ในฐานะ “ผู้ชี้นำทางความคิด”

รู้สึกได้ถึงภัยการเมืองที่กำลังมุ่งมาถึงตัว เช้าตรู่ของวันที่ 2 มิถุนายน 2557 ผมจึงเดินทางออกจากที่พัก ซึ่งเป็น สนง.ควบคุมงาน อาชีพออกแบบ-รับเหมาก่อสร้างในอำเภอหนึ่งของจังหวัดสงขลา ที่พักอาศัยอยู่กับลูกชายอายุ 16 ปี เพียง 2 คน พ่อ-ลูก โดยจำเป็นต้องทิ้งให้ลูกชายดูแลช่างและคนงานทำงานส่งงวดสุดท้ายให้แก่ผู้ว่าจ้าง (เจ้าของบ้าน) ในสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างบ้านราคา 8 ล้านบาท ซึ่งยังคงเหลืองานเก็บรายละเอียดและทาสีประมาณ 5%

ในการนี้ก็ได้ขอให้ลูกสาวอีก 2 คน คือ คนโตที่เพิ่งจบการศึกษา และคนกลางที่กำลังศึกษาอยู่ปีที่2 ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งรีบบินจากกรุงเทพฯ มาอยู่เป็นเพื่อนน้องชายเพื่อความปลอดภัย โดยคาดการล่วงหน้าว่า “จะต้องมีทหารมาตรวจค้นบ้านพักของผมแน่นอน”

(*ผมไม่มีภรรยา ได้แยกทางกับคุณแม่ของเด็กๆ ตั้งแต่ลูกชายคนเล็กอายุ 2 ขวบ แต่ก็ยังคงติดต่อปรึกษาหารือและช่วยกันส่งเสียดูแลลูกๆ ทั้งสาม โดยที่คุณแม่เขาทำงานอยู่ต่างประเทศ)

ผมตระเวนพักหลบหลีกอยู่หลายที่ หลายจังหวัด แต่มิได้ติดต่อญาติพี่น้องและเพื่อน หรือเข้าพักบ้านคุณแม่ในกทม. คงแต่เพียงติดต่อกับลูกๆ ที่สงขลา โดยใช้สมาร์ทโฟน แอพ’ไลน์(LINE) และแท็บเล็ต(TABLET) เพื่อสั่งงานรายวันกับคนงาน ผ่านทางลูกชายคนเล็กเท่านั้นโดยสลับสับเปลี่ยนโทรศัพท์มือถือใหม่ และซิมโทรศัพท์ตลอดเวลา ทุก 3 วันทั้งสองฝั่ง

ความมุ่งหวังตั้งใจคือ

1.เพื่อให้สัญญางานก่อสร้างแล้วเสร็จ ตามความพอใจของผู้ว่าจ้าง

2.ต้องการขอสถานะ “ผู้ลี้ภัยทางการเมือง” จาก UNHCR “องค์กรข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ” โดยการประสานติดต่อของมิตรสหายที่ช่วยดำเนินการให้ในต่างประเทศซึ่งตัวของผมเองได้คิดล่วงหน้าไว้เสมอ นับแต่ก้าวย่างเข้ามาเขียนบทความ ทั้งร้อยแก้ว-ร้อยกรอง นำเสนอสู่สาธารณะ


เวลา 10.00 น. เช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2557 กำลังตำรวจในเครื่องแบบ 8-10 นายจากส่วนกลางบุกเข้าตรวจค้น ณ สถานที่ก่อสร้างที่อยู่จาก สนง.ที่พักประมาณ 1 กม.โดยแจ้งแก่เจ้าของบ้านและคนงานว่า มาตรวจหาแรงงานต่างด้าวที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย แต่ไม่พบการกระทำผิดใดๆ จึงกลับไป

เวลา 15.00 น. วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่ทหารในเครื่องแบบ อาวุธสงครามครบมือกว่า 30 นายพร้อมตำรวจและจนท.นอกเครื่องแบบหน่วยต่างๆ กว่า 10 นาย บุกจู่โจมเข้าตรวจค้นบ้านพักของผม ซึ่งมีเพียงลูกสาว 2 คน, ลูกชายคนเล็ก พร้อมหลานชายอายุ 10 เดือน อยู่ในบ้านเพียง 4 ชีวิต .... ลูกสาวทั้งสองอุ้มหลานทำอะไรไม่ถูก ได้แต่กอดกันร้องไห้ มีเพียงลูกชายที่ยังพอควบคุมสติได้ หลังกลุ่มคนทั้งหมดพากันตรวจค้นทุกซอกทุกมุมของบ้านจนเป็นที่พอใจ กลับไม่พบอาวุธหรือสิ่งผิดกฎหมายใดๆ ทั้งสิ้น จึงทำการยึดสิ่งของในบ้าน มี CPU คอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง, external hard disk 1 TB 3 ชุด, โทรศัพท์มือถือ smartphone 5 เครื่องและโทรศัพท์มือถือธรรมดา 1 เครื่อง

จากนั้นได้ควบคุมตัวลูกๆ ของผม 3 คน และหลานอายุ 10 เดือนเศษจับขึ้นรถทหารแล้วนำพาเข้าไปยังค่ายทหารบกแห่งหนึ่งในอ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ระยะทางประมาณ 40 กม.

เวลา 18.30 น. ผมไม่สามารถติดต่อเด็กๆ ได้ จึงสอบถามไปยังเจ้าของบ้าน (ผู้ว่าจ้าง) ได้รับคำตอบว่า “ทหารเข้าค้นบ้านเธอแหลกราญ แล้วจับตัวลูกกับหลานเธอไปหมดแล้ว ไม่รู้เอาตัวไปขังที่ไหน กำลังหากันอยู่”

คำตอบที่ได้รับทำให้ผมมึนงงและเครียดไปชั่วขณะ ทำอะไรไม่ถูกในเวลานั้น คงได้แต่พลุ่งพล่านอยู่ข้างในอย่างสุดแสนทรมานใจ คิดอยู่อย่างเดียวว่าจะต้องรีบติดต่อขอสถานภาพ “การลี้ภัยทางการเมือง” ทั้งของตัวเอง ครอบครัว (เด็กๆ 4 คน) และการคุ้มครองจาก UNHCR อย่างด่วนที่สุด

จบตอนที่ 1


หมายเหตุ ‘รุ่งศิลา’ เป็นนามแฝงของชายวัยราว 50 ปี ชื่อ สิรภพ มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง เขาโด่งดังในโลกอินเตอร์เน็ตเพราะงานเขียนด้านกาพย์กลอนการเมือง และบทความเกี่ยวกับการทหาร หลังรัฐประหารปรากฏชื่อเขาในคำสั่งเรียกรายงานตัว และต่อมาเขาถูกทหารจับกุมตัว จ.กาฬสินธุ์ในวันที่ 25 มิถุนายน 2557 และนำตัวไปคุมขังไว้ในค่ายทหาร 7 วัน จากนั้นจึงถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาจนปัจจุบัน

...


เส้นทางสู่...กรงขัง ของ รุ่งศิลา ตอนที่ 2


26 May, 2016 -- Rungsila
ที่มา ประชาไท


ขุนเขา...สูงตระหง่านไร้ความหมาย
จิตวิญญาณเสรีไท สิสูงค่า
ในหุบเหวความสิ้นหวังอวิชชา
ผู้สุดยอดปัญญา อยู่เหนือกาล

มหานที...อันราบเรียบสงบนิ่ง
ไหลลึกยิ่งทรงพลังมหาศาล
ระดับลึกเกรี้ยวกราดมหากาฬ
จักขยี้พละพาลผงธุลี

31 กรกฎาคม 2557

(จากบทกวี เทวา อานุภาพ อันลึกลับ)

======================================================================

ทหารชุดจู่โจมจับกุม ได้นำพา “รุ่งศิลา” พร้อมชายอีก 2 คน ไปสอบสวนยังฐานปฏิบัติการใช้สถานที่อาคารของหน่วยราชการแห่งหนึ่งกลางตัวเมืองกาฬสินธุ์

ทั้งสามถูกจัดให้นั่งเก้าอี้เรียงกัน ข้างหลังโต๊ะยาว แล้วนำสิ่งของสัมภาระของแต่ละคนมาวางเรียงตรงหน้า ในขณะเจ้าหน้าที่ทหารอีกกลุ่มทำการตรวจค้น, รื้อ แกะชิ้นส่วนภายในรถยนต์อย่างละเอียดทุกซอกมุม โดยมีการประสานเรียกตัว เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเมืองกาฬสินธุ์และสารวัตรสอบสวน สภ.กาฬสินธุ์ ร่วมกัน 3 ฝ่าย ทหาร,ตำรวจ,และฝ่ายปกครอง มาเป็นพยานการตรวจค้น แล้วลงบันทึกรายการทรัพย์สินทั้งสิ้น

สรุปผลการจับกุมตรวจค้น ไม่พบเจอสิ่งผิดกฎหมายใดๆ และไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาบุคคลทั้งสาม แต่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ทหารทำการควบคุมตัวไว้ 7 วัน ตามประกาศกฎอัยการศึก โดยนำขึ้นรถยนต์ ส่งตัวไปยังสถานที่ควบคุมในเขตภาคอิสาน ณ.กรมทหารราบที่ 8 ค่ายสีหราชเดโชชัย จังหวัดขอนแก่น

จากการแอบลอบพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ทหารชั้นผู้น้อย ที่ร่วมทำการจับกุมขณะอยู่บนรถยนต์นำส่งได้ความว่า “สายข่าวแจ้งชุดปฏิบัติการเคลื่อนที่เร็ว จะมีการนัดส่งมอบอาวุธสงครามจำนวนมากให้กับผู้ต้องสงสัย และถูกเฝ้าติดตามพฤติกรรมเกี่ยวข้องกรณี “ขอนแก่นโมเดล” สถานที่ ณ ปั๊มน้ำมัน ปตท. ก่อนเข้าตัวเมืองกาฬสินธุ์ คาดว่าจะมีการต่อสู้ขัดขืน” จึงกำหนดแผนให้ทำการขับรถยนต์สกัดปิดล้อมจับกุม บุคคลเป้าหมาย บนถนนห่างไกลชุมชนเพื่อป้องกัน หากมีการต่อสู้ อันมีผลให้ประชาชนผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องถูกลูกหลง

นับเป็นความบังเอิญ ที่สอดคล้องต้องกันอย่างลงตัว เกินพอดี จนอดสงสัยเสียมิได้

คืนวันที่ 24 มิถุนายน 2557 หลังได้รับข่าวทุกข์ใจ ที่ลูกๆและหลาน ถูกคุกคามจับตัวไปผมได้ติดต่อกับมิตรสหาย ที่อยู่ต่างประเทศหลายสาย ทั้งในยุโรป, อเมริกา และแถบอินโดจีน เพื่อแจ้งข่าว และขอความช่วยเหลือในการเดินทาง โดยได้รับการติดต่อกลับ จากกัลยาณมิตรหญิงคนหนึ่ง ในประเทศแถวสแกนดิเนเวีย ซึ่งได้ประสานความช่วยเหลือ ให้กับมิตรสหายที่อยู่ในอินโดจีนเพื่อนัดหมาย

เช้าตรู่วันที่ 25 มิถุนายน 2557 สะดุ้งตื่นด้วยเสียงกริ่งโทรศัพท์เรียกข้ามประเทศ จาก “คุณ 'ส.' ว่า “ท่านดอกเตอร์ ผม 'ส.' นะครับ! ขอให้ท่านรอรับโทรศัพท์จากคนของผมอีกสักครู่หลังวางสายนี้”

ผมกดวางหูโทรศัพท์ อย่าง งง งง ! ในคำนำหน้าชื่อใหม่ของตัวเอง และไม่แน่ใจนักสำหรับนามสกุลของผู้ที่โทรมาหา ว่าจะใช่บุคคลเดียวกันหรือไม่! ทว่าจับสำเนียงการพูดที่ได้ยิน คาดว่าน่าจะใช่ แกนนำเสื้อแดง ท่านนั้น ซึ่งเชื่อได้ว่าคุณ 'ส.'คงได้รับเบอร์โทรศัพท์[ที่ปกปิด] ของผมนี้มาจากมิตรที่อยู่ในประเทศเพื่อนบ้านประสานส่งต่อมาโดยกัลยาณมิตรหญิง

อย่างไรก็ดี ผมได้ติดต่อตรวจสอบ เพื่อความมั่นใจอีกครั้ง และได้รับคำยืนยันรับรองจากมิตรสายอินโดจีน...ไม่เกิน 10 นาทีต่อมา เสียงกริ่งโทรศัพท์มือถือ เรียกขึ้นมาอีกครั้ง แนะนำตัวเองว่าชื่อ “นายช้าง” เป็นคนของคุณ 'ส.' และจะเป็นผู้นำผมไปเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีเวลาให้ผมเตรียมตัวภายใน 1 ชั่วโมง...ผมตอบปฏิเสธว่าต้องให้เวลาความพร้อมเดินทางไปที่นัดหมาย 3 ชั่วโมงเป็นอย่างเร็ว เหตุเพราะผมอยู่ที่จังหวัดชลบุรี และสถานที่นัดพบคือห้างโลตัสจังหวัดสระบุรี

เวลา 8:00 น. ผมว่าจ้างรถ TAXI มิเตอร์ชลบุรี ในราคาเหมา 2,000 บาท ให้ไปส่งยังที่หมายแต่เสียเวลาบนเส้นทางจราจรที่แออัดกว่า 4 ชั่วโมง จึงไปถึง ทว่า...กลับได้รับการโทรแจ้งจากนายช้างว่า “เขามีเรื่องเร่งด่วน ไม่อาจรอรับได้” จึงเดินทางล่วงหน้าไปก่อน 1 ชั่วโมง และบอกกล่าวให้ผมนั่งรถ TAXI คันดังกล่าว ต่อยังจุดหมายที่ 2 คือ ปั๊มน้ำมันปตท. แยกบายพาสเมืองโคราช อีกประมาณ 200 กม.

ด้วยความสับสนในจิตใจ และความเป็นห่วงกังวล ต่อความปลอดภัยของลูกและหลาน...ผมจึงขาดความรอบคอบ มิได้เอะใจในความผิดปกติวิสัย ดังกล่าว

เวลา 15:00 น. เดินทางถึงจุดนัดหมายที่ 2 ปั๊ม ปตท.นอกตัวเมืองโคราช ไม่พบเจอตัวนายช้าง ซึ่งเขาได้โทรศัพท์และส่งไลน์ (LINE) เข้ามาว่า จะไปรอพบในตัวเมืองมหาสารคาม แต่ผมปฏิเสธเพราะรถ TAXI ที่ว่าจ้างเขาไม่ไปต่อ โดยโชเฟอร์จะขับรถกลับชลบุรี เส้นทางสาย กบินทร์บุรี

นายช้าง..จึงติดต่อหารถยนต์ส่วนตัวคันหนึ่ง ยี่ห้อ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ สีบรอนซ์เทา ให้มารับช่วงต่อเสร็จสรรพ...ผมชำระค่าเช่าเหมารถ TAXI คันเดิม ทั้งหมด 4,000 บาท แล้วจึงเปลี่ยนรถ รถเก๋งคันนี้สภาพเครื่องยนต์ไม่ดีนัก เพราะจอดทิ้งไว้โดยน้ำมันแห้งขอดถังนานกว่า 3 เดือน จึงมีอาการสะอึกดับเป็นห้วงๆ ตลอดการเดินทาง [อาการ_ถังน้ำมันแห้งเกิดสนิม จึงเป็นเม็ดทรายอุดตันระบบกรองน้ำมัน ผมให้ค่าน้ำมันรถและก๊าซ LPG แก่คนขับ 3,000 บาท]

ระหว่างทางพูดคุยสอบถามกับคนขับเจ้าของรถ ได้ความว่า เขาเคยเป็นการ์ดเสื้อแดงคนหนึ่งสมัยปี พ.ศ. 2553 ปัจจุบันต้องหลบซ่อนการตามตัวของทหารกลุ่มหนึ่ง และวันนั้นได้รับโทรศัพท์จากคนกลางเสื้อแดงที่คุ้นเคยคนหนึ่ง เรียกให้มาทำหน้าที่ขับรถยนต์เพื่อรับส่งผม โดยมิทราบรายละเอียดใดๆหรือเคยรู้จักพบเจอกับนายช้างคนของคุณ 'ส.'มาก่อน

เวลาประมาณ 1 ทุ่มเศษด้วยระยะทางกว่า 170 กม. ผมมาถึงอำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคามซึ่งตลอดการเดินทาง นายช้างจะโทรศัพท์และเรียกไลน์ (LINE) ตามจี้เป็นระยะ 10 – 15 นาที ว่าถึงจุดไหน นับเป็นความสะเพร่าของผมเอง ในข้อผิดสังเกตนี้

ถึงจุดหมายที่ 3 เมืองมหาสารคาม นายช้าง...ก็บอกให้ขับรถต่อไปอีกประมาณ 40 กม. เพื่อเข้าสู่จังหวัดกาฬสินธุ์ นัดพบที่ปั๊ม ปตท. ก่อนถึงตัวเมือง 5 กม. เนื่องด้วยเส้นทางที่ขับต่อไปเป็นถนนที่เปลี่ยวและมืดมาก กอร์ปกับไฟหน้ารถยนต์ที่นั่งมาก็ไม่ค่อยสว่าง จึงได้ขับเลยจุดนัดหมายที่ 4 คือปั๊มน้ำมัน ปตท. ซึ่งเป็นความบังเอิญ ที่รถของผม แล่นมาสะอึกดับ เลยปั๊มที่ว่าไปประมาณ 1 กม. บริเวณทางโค้งโดยหารู้ไม่...ใช้เวลาแก้ไขอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง ถึงสตาร์ทเครื่องติด จากนั้นจึงแล่นเข้าสู่เมืองกาฬสินธุ์ ขับวนเวียนอยู่ในตัวเมืองกว่า 1 ชม. ก็ไม่พบที่หมาย...นายช้างจึงโทรศัพท์ เร่งเร้าให้ขับย้อนออกมาจากในเมืองโดยใช้เส้นทางเดิม

เวลาประมาณ 22:00 น. ในคืนวันที่ 25 มิถุนายน 2557 ถึงจุดนัดหมายที่ 4 ปั๊ม ปตท. นอกตัวเมืองกาฬสินธุ์ พบเจอตัวนายช้างเป็นครั้งแรก อายุประมาณ 30 ปี สูง 160-165 ซม. ไว้ผมรองทรงค่อนข้างยาวขัยรถยนต์มิตซูบิชิแวกอน 4 ประตู สีน้ำเงินบรอนซ์ลูไซต์ จำเลขป้ายทะเบียนไม่ได้ แต่ตรวจสอบแล้วในขณะนั้นว่าเป็นรถยนต์ของคุณ 'ส.'

ผมแสดงความสงสัยและขาดความมั่นใจต่อการเดินทางครั้งนี้ นายช้างจึงเชิญเข้าไปในรถแวกอนที่ตนขับมา พร้อมเปิดเสียงโทรไลน์ให้พูดคุยกับคุณ 'ส.' ได้ความว่า “จะให้ผมเดินทางต่อไปยังจังหวัดอุบลราชธานี เพื่อข้ามชายแดนไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน ณ เมืองปากเซไปสมทบกับวงดนตรีคนเสื้อแดงวงหนึ่งที่รออยู่” โดยจัดให้ผมต้องเปลี่ยนรถเก๋งที่นั่งมา ไปกับรถยนต์ปิ๊กอัพ อีซูซุแค๊ปตอนครึ่ง รุ่นมังกระทอง [เก่ามาก] ที่จัดเตรียมรออยู่ พร้อมคนขับเจ้าของรถ และชายหนุ่มคนหนึ่งสะพายกระเป๋าคาดหน้าอกที่มาด้วยกัน

ขณะนั้นฝนเริ่มตกหนาเม็ดขึ้น...ผมคิดและได้ตัดสินใจในนาทีนั้นว่าจะไม่เดินทางไปต่อยังจังหวัดอุบลฯและข้ามไปเมืองปากเซประเทศลาวกับคนเหล่านี้แน่นอน...แต่มิได้แสดงอาการปฏิเสธกระโตกกระตากใดๆให้มีพิรุธอีกทั้งมีเงินสดที่พกติดตัวกว่า 1 แสนบาท ไม่นับเครื่องประดับมีค่า, อุปกรณ์สื่อสารหลายชนิด และบัตรเงินสดอื่นๆ

วางแผนคร่าวๆในใจว่า จะใช้จังหวะที่ขับรถไปในตัวเมืองกาฬสินธุ์เพื่อแวะกินข้าวและส่งชายหนุ่มที่มาพร้อมคนขับ, กลับบ้านในตลาด [กาฬสินธุ์] แยกทางกับทั้งสองคน จะด้วยวิธีการใดก็ตามแต่แล้วหาทางข้ามไปยังจังหวัดอื่น แสตนด์บายอยู่เงียบๆชั่วคราว

คล้อยหลังจากที่รถยนต์ทั้งสามคันขับแยกย้ายกันออกจากปั๊มน้ำมัน โดย มิตซูบิชิแวกอนคันของนายช้างกลับไปเส้นทางเข้ากรุงเทพฯ,รถเก๋งมิตซูบิชิแลนเซอร์ย้อนกลับโคราช,ส่วนรถกระบะคันที่ผมนั่งนั้น ขับเข้าตัวเมืองกาฬสินธุ์ภายใต้เม็ดฝนพรำๆ

ระยะทางที่วิ่งอย่างช้าๆ ท่ามกลางสายฝนไม่เกิน 2 กม. ช่วงจังหวะชะลอความเร็วสู่ทางแยกเข้าตัวเมืองกาฬสินธ์ ได้ยินเสียงเร่งเครื่องยนต์รถดังกระหึ่มมาจากทางด้านหลังขณะเดียวกับรู้สึกเห็นเงาดำเคลื่อนไหวอย่างเร็วเร็ว ทางกระจกขวาของตัวรถ พร้อมเสียงยาวล้อรถบดถนน จากการห้ามล้อเบรกกะทันหัน ทั้งจากข้างหน้าและข้างหลัง

ห้วงสภาวะที่ยังสับสน ทั้งจากเสียงดัง และภาพเบื้องหน้า ชั่วพริบตา ปรากฏมีรถแวนฟอร์จูนเนอร์ ดับไฟหน้า ขับปาดมาขวางทาง จนคนขับรถที่ผมนั่งมา ต้องเหยียบเบรกกะทันหัน บนพื้นผิวถนนที่เปียกนองจากสายฝนที่ตกมาอย่างไม่ขาดสาย โดยรถลื่นไถลเล็กน้อย...จากแสงไฟหน้ารถขณะที่ทุกคนกำลัง ประหลาดใจว่า เกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นหรืออย่างไร...ภาพที่เห็น ประตูรถคันหน้าทั้ง 4 บาน ก็เปิดออกอย่างรวดเร็ว พร้อมกลุ่มคนวิ่งกรูลงมา แต่งกายทะมัดทะแมงสองมือถืออาวุธปืนยาวจู่โจม หันปากกระบอกปืนจ้องตรงมา ตะโกนเสียงดัง ฟังไม่ถนัดว่าพูดอะไร

เป็น...ความงุนงงในชั่ววินาที ที่รู้สึกว่ายาวนานนับเป็นชั่วโมง สงสัยว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าขณะนั้นคือเรื่องจริงรึเปล่า หรือเป็นหนังแอคชั่น ฮอลลีวู้ด... นึกว่าเป็นความฝันน่ะครับ แต่เสียง ข่มขู่ ดุดัน ฉุดกระชากผมออกจากภวังค์

“อย่าต่อสู้ ยกมือขึ้นให้เห็น ค่อยๆออกมาจากรถทีละคน เดี๋ยวนี้”

ผมนั่งนิ่งตัวตรง ในใจคิดว่า “อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด และเมื่อจบแล้วก็จบเลย ไม่ยืดเยื้อ”

ปลงใจว่าคงต้องตายแน่แล้ว จากกลุ่มคนกว่าสิบที่รายล้อมหน้าหลัง พ่นกระสุนใส่จนรูพรุนแน่นอนด้วยไม่แน่ใจว่า ชาย 2 คนที่มาด้วยกันนั้น จะมีอาวุธ และอาจทำการต่อสู้

ดังข้างต้น...ชั่วขณะ วินาทีอันยาวนาน ผม “รุ่งศิลา” นึกอาลัยตัวเองที่จะต้องมาพบจุดจบตายอย่างลับๆ บนทางสายเปลี่ยว ในคืนมืดมิด ท่ามกลางสายฝน...โดยไม่มีโอกาสได้สั่งเสียล่ำลาใคร หรือมีผู้ใดส่งข่าวสาร...รู้สึกเสียใจ, เป็นห่วงเด็กๆทั้ง 4 ชีวิต อย่างสุดแสนระทมหัวใจของพ่อคนหนึ่ง

จิตใจของผมหลุดจากพะวงในภวังค์ มารู้สึกตัวกลับคืนอีกครั้ง ด้วยสายฝนและความหนาวเย็น เปียกแฉะไปทั้งร่าง ขณะนอนคว่ำหน้า บนพื้นถนน ที่มีน้ำเจิ่งนอง โดยมีปากกระบอกปน กดจ่อศีรษะกว่า 4 กระบอก

รู้สึกลอยๆ เป็นอะไรที่อธิบายได้ยากด้วยตัวอักษร หากใครไม่เคยประสพพบเข้ากับตัว

“ไม่แน่ใจว่าตนเอง ได้ตายไปแล้ว หรือยังมีชีวิต และลมหายใจอยู่”

(จบตอนที่ 2)


หมายเหตุ: ‘รุ่งศิลา’ เป็นนามแฝงของชายวัยราว 50 ปี ชื่อ สิรภพ มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง เขาโด่งดังในโลกอินเตอร์เน็ตเพราะงานเขียนด้านกาพย์กลอนการเมือง และบทความเกี่ยวกับการทหาร หลังรัฐประหารปรากฏชื่อเขาในคำสั่งเรียกรายงานตัว และต่อมาเขาถูกทหารจับกุมตัว จ.กาฬสินธุ์ในวันที่ 25 มิถุนายน 2557 และนำตัวไปคุมขังไว้ในค่ายทหาร 7 วัน จากนั้นจึงถูกแจ้งข้อกล่าวหาตามมาตรา 112 ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว ถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ มาจนปัจจุบัน


เรื่องที่เกี่ยวข้อง: เส้นทางสู่...กรงขัง ของ รุ่งศิลา ตอนที่ 1

ooo

ชวนอ่านต่อ...

การเติบโตภาคบังคับของลูก: 4 ปี กับชีวิตและครอบครัวของ “สิรภพ” ผู้ต้องขัง112

ที่มา ประชาไท