วันอังคาร, กุมภาพันธ์ 21, 2560

"พระไพรวัลย์"สงสัยเจตนารัฐบาล จับ"ธัมมชโย"ไม่ได้ ทำไมต้องปิดวัดฯ..? "ม.44"ยิ่งใช้ ยิ่งทำลาย"ปรองดอง"




https://www.youtube.com/watch?v=1a7xarrW-xs

"พระไพรวัลย์"สงสัยเจตนารัฐบาล จับ"ธัมมชโย"ไม่ได้ ทำไมต้องปิดวัดฯ..?

jom voice

Published on Feb 20, 2017

พระมหาไพรวัลย์ วรวรโณ วัดสร้อยทอง กรุงเทพฯ ให้สัมภาษณ์ Thaivoice เกี่ยวกับการที่รัฐบาลใช้ ม.44 เข้าจับกุม พระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายและยังคงปักหลักปิดล้อมวัดพระธรรมกายแม้ว่าไม่สามารถหาตัวพระธัมมชโยและนำไปสู่การกระทบกระทั่งกับพระและญาติโยมภายในวัดว่า การใช้ ม.44 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เด็ดขาดเพื่อจับพระเพียงรูปเดียว แต่สร้างปัญหาความเดือดร้อนให้กับพระและประชาชนอีกจำนวนมากนั้นมีความเหมาะสมหรือไม่ หรือเป้าหมายที่แท้จริงคืออะไร ถ้ามีเป้าหมายที่จะเข้าไปบริหารจัดการภายในวัดเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เพราะรัฐไม่มีอำนาจที่จะเข้าไปบริหารวัดหากญาติโยมและพระไม่อนุญาติ ขณะเดียวชาวพุทธทั้งหลายก็ควรจะตั้งสติอย่าใช้อารมณ์ความสะใจต่อการใช้ความรุนแรง จะไม่พอใจ พระธัมมชโย หรือวัดพระธรรมกาย ก็ไม่ควรจะสนับสนุนการใช้ความรุนแรง

ooo

"ม.44"ยิ่งใช้ ยิ่งทำลาย"ปรองดอง" พระไพรวัลย์กล่าวไว้.



https://www.youtube.com/watch?v=ClTHd_mFwn8

jom voice

Published on Feb 20, 2017

พระมหาไพรวัลย์ วรวรโณ วัดสร้อยทอง กรุงเทพฯ ให้สัมภาษณ์ Thaivoice เกี่ยวกับนโยบายการความสามัคคีปรองดองของรัฐบาลคสช.ว่า บ้านเมืองจะเกิดความปรองดองกันได้ต้องมีบรรยากาศของการรอมชอมเพื่อพูดคุยกัน และต้องเสียสละกัน ผู้กระทำผิดก็ต้องยอมรับผิด และไม่ควรจะมีใครเสนอตนเหนือกว่าใคร โดยเฉพาะทหารซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งด้วยเช่นกัน จะมากำหนดแนวทางการปรองดองไม่ได้ แต่ควรจะถูกลงโทษหรือรับผิดกับการทำร้ายประชาชนที่ผ่านมาด้วย ดังนั้นความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ต้องอยู่บนพื้นฐานสำคัญคือความยุติธรรมต้องเกิดขึ้นก่อน รัฐบาล คสช.ไม่มีทางที่จะสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นกับประชาชนภายในชาติได้

คลิปวิดีโอสั้น ชุด ‘ปีศาจที่ชื่อว่าเสรีภาพ’ บันทึกมุมมอง-ความคิดจาก นักเขียน กว่า 20 ชีวิต ว่าด้วยเรื่อง เสรีภาพ ท่ามกลางภาวะแห่งความเงียบ ติดตามชมได้ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป ทางเฟซบุ๊ค Writer Thailand




https://www.youtube.com/watch?v=XVcB6ESVN9A

ปีศาจที่ชื่อว่าเสรีภาพ (Teaser)


“ถ้าเขายังไม่รับรู้ว่ามันจะหายใจไม่ออกแล้ว เสียงของผมก็ไม่มีความหมายอะไร คงต้องรอให้ไฟไหม้บ้านเขา แล้วเขาจะรู้สึกเองว่ามันร้อน...”

เมื่อ ‘เสรีภาพ’ ถูกจำกัด ลดทอน ทำลาย กระทั่งถูกตีตราว่าเป็นปีศาจร้าย

‘นักเขียน’ ในฐานะของคนที่ทำงานด้านความคิด โดยมีเสรีภาพเป็นเสมือนลมหายใจ จะใช้ชีวิตกันอย่างไร และรู้สึกอย่างไรเมื่อเห็นคนตัวเล็กๆ ในสังคมถูกกลั่นแกล้ง กักขัง อย่างไร้ความยุติธรรม จากผู้มีอำนาจ

The Writer’s secret ขอเสนอ

คลิปวิดีโอสั้น ชุด ‘ปีศาจที่ชื่อว่าเสรีภาพ’

บันทึกมุมมอง-ความคิดจาก นักเขียน กว่า 20 ชีวิต ว่าด้วยเรื่อง เสรีภาพ ท่ามกลางภาวะแห่งความเงียบ

ติดตามชมได้ตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป ทางเฟซบุ๊ค Writer Thailand

ชวนอ่าน... "ศาสนทัศน์ของชุมชนเมืองสมัยใหม่ศึกษากรณีวัดพระธรรมกาย ของอภิญญา เฟื่องฟูสกุล"





ที่มา FB

ชัยพงษ์ สำเนียง

อ่าน "ศาสนทัศน์ของชุมชนเมืองสมัยใหม่ศึกษากรณีวัดพระธรรมกาย ของอภิญญา เฟื่องฟูสกุล" พบ 2-3 ประเด็น คือ

(หนึ่ง) ที่เล่าๆกันของเหล่า "สลิ่ม" ที่โจมตีธรรมกาย ว่าเหล่าสาวกธรรมกาย คือ ควายแดง/คนไร้ความรู้ ซึ่งจากงานชิ้นนี้ และเป็นที่รับรู้อย่างกว้างขวาง ข้อกล่าวหานี้ออกจะไม่จริง เพราะเท่าที่เห็นคนที่นับถือธรรมกาย ส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลางถึงสูง มี "ความรู้และฐานะดี" ไม่ได้อย่างที่ว่า ๆ กัน การทำลายธรรมกายของรัฐบาลทหาร อาจทำลายฐานมวลชนเสื้อเหลืองมากกว่าเสื้อแดง

(สอง) ธรรมกายที่เติบใหญ่ ขยายกิ่งก้านสาขาอย่างกว้างขว้าง เกิดภายใต้ความเน่าเฟะของ "พุทธศาสนา/พุทธธรรมแบบไทยๆ" ที่ไม่สามารถให้ทางออกแก่ชีวิตผู้คนได้ ซึ่งธรรมกายได้เข้ามาทำหน้าที่นี้แทน และดึงดูดกลุ่มสาวกได้อย่างกว้างขวาง ไม่นับว่าเกิดพุทธทางเลือกอื่นอีก เช่น สวนโมกข์ สันติอโศก วัดป่าต่าง ๆ ฯลฯ ซึ่งล้วนเกิดขึ้นท่ามกลางการเสื่อมทรุดของพุทธกระเเสหลัก

(สาม) ศาสนา/คำสอนของธรรมกายเป็นคำสอนเพื่อโลกนี้ เพื่อบรรลุเป้าหมายทางธรรมและทางโลกในชีวิตนี้มากกว่าโลกหน้า จึงเป็นที่ต้องใจของ "คนสมัยใหม่" ภายใต้โลกของทุนนิยม รวมถึงโครงสร้างการจัดการที่ดึงดูดใจ เครือข่ายที่กว้างขวาง

ธรรมกายจึงแข็งแกร่งเกินกว่าที่รัฐบาลทหารกะเฬวรากจะทำอะไรได้ ต่อให้ปราบ/ยุบวัด/จับธัมมชโยในวันนี้ ธรรมกายก่อไม่ตาย และอาจมีธรรมกายสอง สาม สี่ ตามมา ตราบใดที่ความเชื่อแบบธรรมกายยังสนองตอบต่อเหล่าสาวกผู้ศรัทธา

(อ่านเล่มนี้ได้ที่ http://www.cubs.chula.ac.th/images/journal_Thai/V5_1_2.pdf)

ooo

ฝากพวก"ผู้ดี"กำลังสะใจที่รัฐบาลทำการกระชับพื้นที่และกระชับสิทธิเสรีภาพของธรรมกาย บางคนเสนอถึงขั้นจับพระธรรมกายสึกให้หมดโดยยกเหตุการณ์ที่พระเจ้าอโศกจับพระนอกรีตสึกนับหมื่นรูปเป็นอุทาหรณ์ เรื่องพระเจ้าอโศกที่เป็นไอดอลของ"ธรรมราชา"ในอุษาคเนย์โดยเฉพาะไทยนั้น เป็นข้อมูลที่เรารับมาจาก"คัมภีร์มหาวงศ์"ซึ่งเขียนที่ลังกาโดยพระวัดมหาวิหาร หลายเรื่องเมื่อตรวจสอบหลักฐานทั้งประวัติศาสตร์และโบราณคดีกับทางอินเดียแล้วปรากฏว่าไม่ตรงกัน พูดง่ายๆหลายเรื่องที่มหาวงศ์พูดนั้นไม่มีในอินเดีย แล้วเรื่องจับพระ(นอกรีต?)สึกล่ะ มีจริงไหม? ขอเวลาอีกสักนิดจะชำแหละมหาวงศ์แล้วจะมาตอบ แต่แปลกที่เหตุการณ์ในไทยตอนนี้ก็เคยเกิดในลังกาเมื่อพันกว่าปีก่อน เมื่อฝ่ายมหาวิหารซึ่งอ้างว่าตนเป็น"เถรวาท"หรือพุทธแท้ ไม่พอใจที่มีอีกสำนักหนึ่งเกิดขึ้นคือ"อภัยคีรี" ประนามสำนักใหม่นี้ว่าเป็นพวกนอกรีตเป็นนานาสังวาส แต่อภัยคีรีไม่ถูก ม.44เพราะโชคดีที่กษัตริย์เกื้อหนุน(เพราะเคยช่วยกษัตริย์จนได้บัลลังก์ไง) เอาเข้าจริงพุทธไทยเชื่อ"ลังกาวาท"ว่าเป็น"เถรวาท"โดยลืม"พุทธวาท"จึงเป็นเช่นนี้แลนายเฮย

Somrit Luechai

.....


วิกฤติ ธรรมกาย VS ธรรมยุต + มหาเถรสมาคม + อื่นๆ ที่คิดว่าตัวเองเป็นพุทธ ที่มีปัญหากัน อยากรู้จุดจบก็ลองถอดบทเรียนจากความขัดแย้งและการเมืองเรื่องสงฆ์ในล้านนาระหว่างนิกายสวนดอก กับนิกายป่าแดง ดูสิครับ จุดจบไม่ใช่ใครถูกใครผิด แต่ขึ้นอยู่กับว่านิกายใดเป็นคนของใครหรือขึ้นอยู่กับผู้มีอำนาจใดมากกว่า
.
สนใจหาอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในเรื่อง "สถาบันสงฆ์กับการเมืองและสังคมล้านนา พ.ศ.1954-2101"
Thesis ป.โท ของ ผีต๋ายอาจารย์ยุพิน เข็มมุกด์
============================================
เห็นด้วยกับ Nattapong Doungkaew ที่วิเคราะห์ผ่านประเด็นนี้


Thanaphong Muensan

.....

พระสายธรรมยุติเป็นพระสายที่มีภาพลักษณ์ดูดีสวยงาม หรือในภาษาคนเข้าวัดชอบพูดว่า "งามทั้งนอก งามทั้งใน" แต่คำถามคือแน่ใจได้อย่างไรครับว่าพระสายธรรมยุติสวยงามทั้งภายในและภายนอก ความสวยงามที่เราเข้าใจกันนี้เกิดขึ้นจากความสวยงามจากภายในจริง หรือเป็นเพียงภาพลักษณ์ที่ถูกผลิตสร้างขึ้นมาเพียงเท่านั้น

ด้วยความสวยงาม(ตามจินตนาการ)ของพระสายธรรมยุตินี้ จึงถูกนำมากดทับกดขี่พระสายมหานิกายทั่วไป เพราะพระมหานิกายมีภาพลักษณ์ หรือถูกทำให้ดูไม่สวยงามอยู่แล้ว ทั้งที่จริงๆ ความสวยงามหรือความเน่าเฟะ อาจจะไม่ได้ต่างจากสายธรรมยุติเลย ก็เป็นได้ แต่เพียงแค่เราถูกทำให้เข้าใจผ่านกระบวนการมากมายให้คิดไว้ก่อนว่า ธรรมยุติต้องสวยกว่ามหานิกายแค่นั้น

ดังนั้นด้วยความคิดที่ถูกทำให้มองว่าธรรมยุตินี้สวยงาม บวกกับอำนาจ(มหาศาล)ที่ธรรมยุติมี พระสงฆ์ คณะสงฆ์ พุทธศาสนิกชนไทย จึงตกอยู่ภายใต้อำนาจและจินตนาการแบบธรรมยุติๆ และไม่ยอมรับความแตกต่างทั้งวัตรปฏิบัติและความคิดที่ต่างออกไปจากธรรมยุติเลย พูดง่ายๆคือ ตอนนี้ธรรมยุติกลายเป็นพุทธศาสนาที่เป็นต้นแบบที่ดีในมโนทัศน์ของคนไทย และ รัฐไทยไปเรียบร้อยแล้ว

Nattapong Doungkaew


วันจันทร์, กุมภาพันธ์ 20, 2560

100 บาท เอาขี้หมากองเดียว ยังไงก้อสร้าง (โรงไฟฟ้าถ่านหิน) เพราะปักธงไว้แล้ว + 290 นักวิชาการ จาก 37 สถาบัน ค้านสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน



https://www.facebook.com/ThaiPBSNews/videos/1262359430506447/

20 ก.พ. l ข่าวค่ำ มิติใหม่ ทั่วไทย
โฆษกรัฐบาลระบุว่ารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมทั้ง EIA และ EHIA โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ เป็นเพียงการทบทวน ไม่จำเป็นต้องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และการเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด หรือการแก้ไขของเดิมความหมายไม่ต่างกัน

ooo

290 นักวิชาการ ค้านสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน - สรรเสริญชี้กลุ่มค้านขอแค่เสนอความเห็น

Mon, 2017-02-20 22:05
ที่มา ประชาไท

พล.อ.ประวิตรระบุศึกษาข้อดี-เสียการมีโรงไฟฟ้ากระบี่รอบด้านแล้ว สรรเสริญชี้กลุ่มค้านโรงไฟฟ้าขอแค่มีส่วนร่วมเสนอความเห็น รมว.พลังงาน ยันไม่ล้มอีเอชไอเอ ด้าน 290 นักวิชาการ จาก 37 สถาบัน ค้านสร้างฯ




ภาพการชุมนุมผู้คัดค้านโรงไฟฟ้าฯ ช่วงเช้าวันที่ 18 ก.พ.60 ที่บริเวณสำนักงาน ก.พ.ร.


21 ก.พ. 2560 ความคืบหน้ากรณีการดำเนินโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน จ.กระบี่ นั้น รายงานข่าวระบุว่า วันนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีรัฐบาลยกเลิกรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) และรายงานการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ(EHIA) ฉบับเดิมออกไป หลังถูกประชาชนในพื้นที่คัดค้าน ว่า ถึงอย่างไรก็ต้องสร้างโรงงานไฟฟ้า เพราะในพื้นที่ภาคใต้ต้องการไฟฟ้าจำนวนมาก ป้องกันไฟฟ้าดับบนเกาะสมุยและหลายพื้นที่เหมือนอดีตที่ผ่านมา

“รัฐบาลได้ใช้ผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายฝ่าย ศึกษาข้อดีข้อเสียและความจำเป็นในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่ และอยากชี้แจงว่า ถ่านหินยุคใหม่สามารถเผาไหม้จนไม่ก่อให้เกิดมลพิษที่กระทบต่อสุขภาพสิ่งแวดล้อม จึงขอให้ไว้ใจรัฐบาลเพราะไม่ได้คิดเองเออเอง ยืนยันการทำรายงาน EIA และ EHIA จะต้องเกิดขึ้นใหม่ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวใหม่ ไม่ใช่รัฐยอมถอยเพราะการเมือง เพราะไม่ได้มีฝ่ายการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องกับการชุมนุมคัดค้าน” พล.อ.ประวิตร กล่าว

สรรเสริญชี้กลุ่มค้านโรงไฟฟ้าขอแค่มีส่วนร่วมเสนอความเห็น

ขณะที่ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความชัดเจนกรณีการจัดทำ EIA และ EHIA ว่า ในทางปฏิบัติแล้วสองเรื่องนี้ไม่แตกต่างกัน ขอสื่อมวลชนอย่านำมาเป็นสาระสำคัญ เนื่องจากเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา(18 ก.พ.) ได้พูดคุยกับกระทรวงพลังงาน แกนนำและกลุ่มผู้ชุมนุมเพื่อสร้างความเข้าใจให้ตรงกันว่าสามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติใดสร้างโรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ได้

“กลุ่มผู้ชุมนุมไม่ติดใจเรื่องดังกล่าว ไม่ว่าจะใช้ถ่านหินหรือชีวมวล หรือสิ่งใดในการผลิตไฟฟ้าสามารถทำได้ แต่สิ่งที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องคือการขอเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอความเห็นในการจัดทำรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพด้วย เนื่องจากที่ผ่านมา กลุ่มภาคประชาชนยังไม่เคยมีส่วนร่วมเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ทั้งนี้ หากเริ่มรับฟังความคิดเห็นหรือนำผลความคิดเห็นเดิมมาประกอบการพิจารณา เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาในทางปฏิบัติเช่นกัน” พล.ท.สรรเสริญ กล่าว

รมว.พลังงาน ยันไม่ล้มอีเอชไอเอโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่

พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน กล่าวด้วยว่า ในขณะนี้มีความสับสนว่าจะล้มอีเอชไอเอ และอีไอเอ โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ 800 เมกะวัตต์ ซึ่ง ไม่เป็นความจริง ข้อเท็จจริงที่จะเสนอ ครม.วันพรุ่งนี้ คือ การดำเนินการตามมติคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติ คือ เดินหน้าโครงการ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาอีไอเอและอีเอชไอเอ ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ โดยนำความคิดเห็นของคณะกรรมการไตรภาคีมาปรับปรุง ที่มีข้อเสนอหลักๆ คือให้ฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ ให้มีการดูแลภาคประชาชนมากยิ่งขึ้น ซึ่ง รายงานเดิมขณะนี้อยู่ในระหว่างการพิจารรณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ หากพบว่าข้อศึกษาใด ยังไม่ดีพอ ก็ต้องทบทวนปรับปรุงให้ดีขึ้น

“รายงานอีไอเอ และอีเอชไอเอ หากข้อไหนไม่ดีรับได้ ไม่ได้ ก็ปรับปรุงแก้ไข เพื่อไม่เสียเวลาดำเนินการ เพราะหากทำใหม่ทั้งหมด ต้องเสียว่า 2 ปีครึ่ง หรือโรงไฟฟ้าสร้างเสร็จปี 2567 ก็ เสี่ยงต่อการบริหารจัดการไฟฟ้า ดังนั้น หากอะไรไม่ชัดเจนก็เอามาททวนปรับให้ดีขึ้นเมื่อเป็นอย่างนี้ คชก.ก็จะพิจารณาได้เร็ว และโรงไฟฟ้าก็อาจจะสร้างเสร็จปี 2565” รมว.พลังงานกล่าว

ส่วนประเด็นที่ ผู้คัดค้าน อาจมาชุมนุมใหม่ หาก ครม.ไม่ล้มอีเอชไอเอและอีไอเอ นั้น รมว.พลังงานกล่าวว่า ทุกอย่างควรใช้เหตุและผลอย่าใช้อารมณ์ ไม่ควรใช้จินตนาการ ควรใช้หลักวิทยาศาสตร์ เหตุและผลเชิงประจักษ์ ซึ่งต้องดูว่าหากโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่เดินหน้าไม่ได้ ข้อดีและข้อเสียที่ตามมาจะเป็นอย่างไร ความต้องการไฟฟ้าภาคใต้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ร้อยละ 4-5 ต่อปี กำลังผลิตที่ดูเหมือนว่าสำรองไฟฟ้าจะสูง ก็ต้องพิจารณาว่า หากโรงไฟฟ้ามใดโรงไฟฟ้าหนึ่งในภาคใต้ปิดซ่อม แหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทย หยุดซ่อมบำรุง กำลังผลิตกับความต้องการใช้จะเหลือเท่าใด นับว่าเป็นความเสี่ยงอย่างมาก

ส่วนกรณีที่มีผู้ระบุว่าการจัดทำอีไอเอ และอีเอชไอเอ จัดทำโดยบริษัทที่รับการว่าจ้างจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) นั้น อาจจะทำข้อมูลเข้าข้าง กฟผ. ก็ขอให้มองถึงหลักการ บริษัทเหล่านี้ต้องจดทะเบียนกับสำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) หากไม่ดำเนินการบนหลักการที่ถูกต้อง ก็จะถูกเพิกถอนใบอนุญาต ที่สำคัญ คชก. ก็ล้วนแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญ ในขณะนี้ โครงการทั้งท่าเทียบเรือ และ โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ ถูกตั้งคำถาม 246 ข้อ ซึ่ง กฟผ.ต้องตอบคำถามเหล่านี้และโครงการจะก่อสร้างได้ ก็ต้องผ่าน คชก.และผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมกรสิ่งแวดล้อมแห่งชาติเสียก่อน

290 นักวิชาการ จาก 37 สถาบัน ค้านสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ขณะที่วันเดียวกัน ได้มีการเผยแพร่แถลงการณ์คณะนักวิชาการ 290 คน จาก 37 สถาบันการศึกษา ขอคัดค้านรัฐบาลเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและการลิดรอนสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบ โดยมีรายละเอียดดังนี้

จากกรณีที่นายกรัฐมนตรีได้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2560 และมีมติเห็นชอบให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพาตามแผน PDP 2015 โดยไม่ฟังเสียงคัดค้านของประชาชนในพื้นที่ เสียงของนักวิชาการและภาคประชาสังคมที่ต่างก็เตือนให้รัฐบาลเห็นถึงภัยของโรงไฟฟ้าถ่านหินและเสนอให้ทุกฝ่ายร่วมกันแสวงหาทางเลือกที่ดีกว่า และท้ายที่สุดรัฐบาลถึงกับใช้กำลังจับกุมแกนนำชาวบ้านที่เดินทางเข้ามาชุมนุมประท้วงอย่างสงบ ทำลายการชุมนุมของชาวบ้านอย่างขาดมนุษยธรรม ทั้งนี้กลุ่มนักวิชาการจึงขอประณามการกระทำของรัฐบาล และมีความเห็นเพิ่มเติมดังต่อไปนี้

1. ถ่านหินไม่ว่าจะเป็นประเภทไหนล้วนแต่เป็นเชื้อเพลิงที่มีสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและชีวิตของประชาชน ยังไม่มีเทคโนโลยีใดที่จะกำจัดสารพิษดังกล่าวได้หมด มีงานวิจัยที่ยืนยันข้อเท็จจริงนี้ได้อย่างชัดเจน และมีหลายประเทศที่กำลังทยอยยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหิน และหันไปพัฒนาพลังงานทางเลือกอื่น แต่ที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยสนใจชุดความรู้ด้านพลังงานสะอาดอีกด้านหนึ่งเลย ได้แต่หยิบเอาวาทกรรมถ่านหินสะอาดในมุมของนายทุนมาเผยแพร่ด้านเดียว โดยมิได้ใส่ใจว่าจะนำผลเสียมาสู่ประเทศชาติและชีวิตของประชาชนและลูกหลานในระยะยาว

2. เป็นที่แน่ชัดแล้วว่ารัฐบาลไม่รับฟังเหตุผลทางวิชาการใดๆ ไม่ฟังเสียงของประชาชนที่จะได้รับผลกระทบ และมีนัยไปในทางใช้อำนาจโดยไม่สุจริต ดังจะเห็นได้จากการใช้ ม.44 เปิดทางให้ทางโครงการไม่ต้องผ่านมาตรการควบคุมทางกฎหมายและสังคม เช่น ไม่ต้องติดขัดเรื่องผังเมือง นอกจากนั้น ยังใช้อำนาจที่มีในการผลักดันโครงการโดยไม่ต้องรอผลการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ การอนุมัติให้บริษัทลูกของ กฟผ.ใช้เงินถึง 1.7 หมื่นล้านบาทไปลงทุนซื้อหุ้นเพื่อเป็นเจ้าของเหมืองถ่านหินที่อินโดนีเซียมาก่อนหน้านี้ การใช้ข้าราชการและฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่แอบปฏิบัติการสนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินและข่มขู่ประชาชนผู้คัดค้าน ดังนั้นการที่นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติและมีมติให้สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินดังกล่าวจึงเป็นเพียงการแสดงละคร เพราะในความเป็นจริงกลุ่มทุนและรัฐบาลได้ร่วมกับวางแผนและตัดสินใจเรื่องนี้มาก่อนหน้านี้แล้ว การบริหารประเทศด้วยวิธีที่ไม่สุจริตใจเช่นนี้ นอกจากจะสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนแล้วยังจะนำมาสู่ความขัดแย้งจนประเทศชาติหาความสงบสุขได้ยาก

3. รัฐบาลกำลังแสดงถึงธาตุแท้ของความเป็นเผด็จการ ด้วยการใช้กำลังกับกลุ่มคนที่คัดค้านนโยบายทั้งๆที่เป็นการส่งเสียงคัดค้านของผู้เดือดร้อนจากนโยบายโดยตรงและเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม อีกทั้งยังเป็นการคัดค้านโดยสงบ โดยการอ้างเอากฎหมายและคำสั่งต่างๆ มาเป็นเครื่องมือในการปราบปราม ทั้งยังมีการปิดตึกไม่ให้ประชาชนเข้าไปใช้ห้องน้ำและไม่ให้รถสุขาเคลื่อนที่มาให้บริการ การปิดล้อมไม่ให้ส่งอาหารให้แก่ผู้ชุมชน และมีการจับกุมผู้ชุมนุม การใช้อำนาจรัฐเข้าจับกุมแกนนำและชาวบ้านที่ชุมนุมอย่างสงบและปราศจากอาวุธเพื่อต่อต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และถือว่ารัฐบาลไทยได้กระทำผิดกฏหมายระหว่างประเทศที่รัฐบาลไทยได้ให้การรับรองไว้เอง

จากข้อเท็จจริงดังที่กล่าวมา พวกเราในฐานะนักวิชาการจึงไม่สามารถนิ่งเฉยต่อการที่รัฐบาลรังแกประชาชนได้ จึงขอเรียกร้องด้วยความสุจริตใจดังนี้

1. รัฐบาลต้องยกเลิกมติของคณะกรรมการพลังงานแห่งชาติในการเดินหน้าโรงไฟฟ้าถ่านหินทุกแห่งในประเทศไทย เมื่อ 17 ก.พ. 2560 และเปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มได้มีส่วนร่วมในการตัดสินเรื่องพลังงานของประเทศร่วมกัน พิจารณาทางเลือกในการพัฒนาไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดเป็นอันดับแรก ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวทาง COP21 ที่รัฐบาลได้ไปลงนามไว้

2. รัฐบาลต้องยุติการผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เทพา และที่อื่นๆ โดยทันที และหันมาพิจารณาทางเลือกอื่นโดยเฉพาะพลังงานหมุนเวียน

3. รัฐบาลต้องยุติการส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงไปเยี่ยมเยือนหรือข่มขู่ชาวบ้านที่คัดค้านดังที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

4. รัฐบาลต้องเคารพสิทธิของประชาชนในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ซึ่งเป็นสิทธิพลเมืองตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองข้อที่ 21 ที่ระบุว่า สิทธิในการชุมนุมโดยสงบย่อมได้รับการรับรอง ทั้งนี้กติการะหว่างประเทศดังกล่าว ประเทศไทยเป็นภาคี เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2539 และมีผลใช้บังคับเมื่อวันที่ 30 ม.ค. 2540

5. ขอให้สังคมไทยร่วมกันต่อสู้ให้เพื่อให้เกิดความยุติธรรมในสังคมและเกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง
ด้วยความสุจริตใจ

รายชื่อนักวิชาการที่ร่วมลงชื่อ
1. ดร.เลิศชาย ศิริชัย มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
2. ศ.ดร.จรัส สุวรรณมาลา นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
3. รศ.ดร.ณัฐพงศ์ จิตรนิรัตน์ คณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
4. รศ.ดร.สุธี ประศาสน์เศรษฐ์ คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
5. ดร.ปรีชา เปี่ยมพงศ์สานต์ คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
6. อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
7. ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
8. รศ.ดร.ประภาส ปิ่นตบแต่ง สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
9. ดร.เดชรัต สุขกำเนิด คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
10. อาจารย์อานันท์ หาญพาณิชยพันธ์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
11. ดร.วิชา มหาคุณ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
12. อ. สุนี ไชยรส วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
13. อาจารย์บุญส่ง ชเลธร วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
14. อาจารย์อนุสรณ์ ศรีแก้ว คณบดีวิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
15. ดร.วรชาติ เฉิดชมจันทร์ คณบดีคณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยรังสิต
16. ผศ.ดร.ภก.ธนภัทร ทรงศักดิ์ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรัสิต
17. ดร.กัญจน์นิตา สุเชาว์อินทร์ คณบดีวิทยาลัยนานาชาติจีน มหาวิทยาลัยรังสิต
18. ดร.สุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม
19. ผศ.ดร.ฐิติพร พันธเสน รองคณบดีฝ่ายวิชาการ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม
20. ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
21. ดร.จินตนีย์ รู้ซื่อ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
22. ดร.ไพโรจน์ นวลนุ่ม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
23. ดร.พิมพ์ลภัส พงศกรรังศิลป์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
24. ผศ.ดร.จอม สุวรรณโณ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
25. ดร.เยี่ยมดาว ณรงคะชวนะ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
26. ผศ.สมใจ หนูผึ้ง มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
27. ดร.พุทธรดา นิลเอสงค์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
28. อาจารย์สุนทร บุญแก้ว มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
29. ดร.รุ่งรวี จิตภักดี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
30. ดร.อรอนงค์ เฉียบแหลม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
31. ดร.วิทยา อาภรณ์ สำนักรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
32. ดร.ทวีลักษณ์ พลราชม สำนักศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
33. รศ.ดร.พรพันธ์ เขมคุณาศัย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
34. ผศ พรชัย นาคสีทอง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
35. ดร.ศันสนีย์ จันทร์อานุภ . คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
36. ดร.จันทราทิพย์ สุขุม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
37. อาจารย์เสาวณีย์ แก้วจุลกาญจน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
38. อาจารย์นฤมล ฐานิสโร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
39. อาจารย์จิรนันท์ ไชยบุปผา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
40. อาจารย์ เจษฎา ทองขาว คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
41. อาจารย์นิจนิรันดร์ อวะภาค คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
42. อาจารย์หทัยกาญจน์ กำเนิดเพชร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
43. ดร . ฐากร สิทธิโชค คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
44. ดร.อนินทร์ พุฒิโชติ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
45. ดร.พรไทย ศิริสาธิตกิจ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
46. อาจารย์ซากีย์ พิทักษ์คุมพล สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
47. ทพญ.อัจฉรา วัฒนาภา คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
48. อาจารย์นวมน จันทร์กลิ่น คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
49. ผศ.ดร.จรีรัตน์ รวมเจริญ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
50. ผศ.ดร. พวงทิพย์ แก้วทับทิม คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
51. ดร.สินาด ตรีวรรณไชย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
52. ดร.พิชญา บุญศรีรัตน์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
53. ดร.สุกำพล จงวิไลเกษม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
54. ดร.โสภิณ จิระเกียรติกุล มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
55. ดร.ศักดิ์ชัย คีรีพัฒน์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
56. ผศ.สมัย โกรทินธาคม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
57. ดร.ธัญรดี ทวีกาญจน์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
58. ผศ.รัสมี จิวสุวรรณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
59. ผศ.ดร.ทัศนีย์ นะแส มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
60. อาจารย์เฉลิม ใจตั้ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
61. อาจารย์ปพิชญา แซ่ลิ่ม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
62. อาจารย์จตุเอก ภูมพฤทธิ์ คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
63. ดร.อุทัย ปริญญาสิทธินนท์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
64. รศ.ดร.วรรณนะ หนูหมื่น คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
65. อาจารย์เพียงเพ็ญ สิทธิจันทร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
66. ดร.สมพร ช่วยอารีย์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
67. นางชนัญญา มีงาม นักวิชาการอุดมศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
68. อาจารย์สุทธิชัย งามชื่นสุวรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
69. ผศ.ดร.ลักษณา ไชยมงคล คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
70. อาจารย์เศวต ไชยมงคล คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
71. อาจารย์ศุภกาญจน์ บัวทิพย์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
72. ผศ.ดร.ทพ.ประกาศ สว่างโชติ อดีตอาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
73. อาจารย์อัสมา มังกรชัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
74. อาจารย์พิชญาภา เอ่งฉ้วน คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
75. อาจารย์อำไพ ลำน้อย คณะทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
76. รศ.ดร.ภาคภูมิ พาณิชยูปการนันท์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
77. ดร.กุลจิรา อุดมอักษร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
78. อาจารย์เจตน์สฤษฎิ์ สังขพันธ์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
79. ผศ.ดร.เก็ตถวา บุญปราการ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
80. ผศ.ดร.นพดล นิ่มสุวรรณ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
81. อาจารย์ธีรสุดา ประเสริฐ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
82. ผศ.นุกูล รัตนดากุล คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
83. ผศ.ดร.เยาวนิจ กิตติธรกุล สถาบันทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
84. อาจารย์สุภาพร ฝั่งชลจิตต์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
85. ผศ.ดร.สิทธิศักดิ์ จันทรัตน์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
86. อาจารย์พิมลรัตน์ ทองโรย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
87. อาจารย์เกื้อ ฤทธิบูรณ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
88. ผศ.ดร.นิเวศน์ อรุณเบิกฟ้า คณะมนุษศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
89. ปิง วิชัยดิษฐ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
90. อันธิฌา แสงชัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
91. บัณฑิต ไกรวิจิตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
92. ธัญญธร สายปัญญา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
93. รชฎ สาตราวุธ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
94. กษมาพร แสงสุระธรรม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
95. ณภัค เสรีรักษ์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
96. พุทธพล มงคลวรวรรณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
97. สุไรนี สายนุ้ย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี
98. ธีรวัฒน์ ขวัญใจ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
99. สายฝน สิทธิมงคล คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
100. อสมา มังกรชัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
101. ดร.วีรศักดิ์ คงฤทธิ์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ สุราษฎร์ธานี
102. พรชัย นาคสีทอง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ
103. ดร.ณวงศ์ บุนนาค มหาวิทยาลัยทักษิณ
104. ผศ. ดร. ซอบีเราะห์ การียอ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยฟาฏอนี
105. ผศ. ดร. สุมิตรา แสงวนิชย์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยฟาฏอนี
106. อาจารย์ศรีสุดาไชยวิจารณ์ คณะมนุษศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
107. อาจารย์รัตนา ไกรนรา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
108. อาจารย์มลิมาศ จริยพงศ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
109. รศ ดร อดิศร ศักดิ์สูง มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
110. ผศ ดร ศุภการ สิริไพศาล มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
111. ผศ.ปริทรรศน์ หุตางกูล คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
112. อาจารย์ดำรงพันธ์ ใจห้าววีรพงศ์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
113. อาจารย์บุญยิ่ง ประทุม คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
114. อาจารย์เชษฐา มูหะหมัด คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
115. อาจารย์ภาณุวัฒน์ เพชรโชติ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
116. อาจารย์ศรีสุดา ไกรนที คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
117. อาจารย์พงษ์ประสิทธิ์ อ่อนจันทร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
118. ผศ.นฤมล ขุนวีช่วย คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
119. อาจารย์มานะ ขุนวีช่วย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
120. ผศ.ดร.สืบพงศ์ จินดาพล คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
121. อาจารย์รวิศ คำหาญพล คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
122. ดร.วีระพล ปานศรีนวล คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
123. อาจารย์กรีฑา แก้วคงธรรม คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
124. อาจารย์อดิศร ไกรนรา คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎนครศรีธรรมราช
125. ผศ.ดร.บูฆอรี ยีหมะ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
126. สิรีธร ถาวรวงศา มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
127. อาจารย์ธวัช บุญนวล คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
128. อาจารย์กฤษณพงษ์ วิชัยดิษฐ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี
129. อาจารย์เพ็ญนภา สวนทอง คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสุราษฎร์ธานี
130. อาจารย์ผกามาศ อรุณสวัสดิ์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่
131. อาจารย์งามเพชร อัมพรวัฒนพงศ์ คณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
132. ผศ.ดร.อภิรักษ์ สงรักษ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง
133. ดร. สาดี สายทอง แฮมิลตัน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ตรัง
134. นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ โรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา
135. อาจารย์พรรณิภา โสติพันธุ์ สงขลาฟอรั่ม
136. พว.อุไรวรรณ พานทอง พยาบาลวิชาชีพ ศิษย์เก่าวิทยาลัยพยาบาลสงขลา
137. พว.จิรมิตร หมื่นไวย พยาบาลวิชาชีพ ศิษย์เก่าวิทยาลัยพยาบาลสงขลา
138. นิรันดร คำนุ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
139. วินัย ผลเจริญ วิทยาลัยการเมืองการปกครอง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
140. ผศ.สมเกียรติ รุ่งเรืองวิริยะ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยรังสิต
141. อาจารย์อชิตพล ฉัตรวรากร ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยรังสิต
142. ดร. อรนันท์ พรหมมาโน รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต
143. อาจารย์นวรัตน์ ก๋งเม่ง รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
144. อาจารย์ช่อผกา ดำรงไทน รองคณบดีฝ่ายกิจการและพัฒนานักศึกษา คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยรังสิต
145. ผศ.ดร.พลเรือตรี วิโรจน์ พิมานมาศสุริยา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
146. ดร. ชุลีรัตน์ เจริญพร วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
147. อาจารย์สานิตย์ แสงขาม วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
148. ดร.สมิตต์ ตุงคะสมิต วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต
149. ดร. อาภา หวังเกียรติ วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
150. ดร. เจริญวิชญ์ หาญแก้ว วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
151. อาจารย์ ภัทรมน สุวพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
152. อาจารย์ศิวพล ละอองสกุล คณะรัฐศาสตร์ วิทยาลัยรัฐกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
153. ดร.นพปฎล สุวรรณทรัพย์ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต
154. ผศ.ชัชชัย คุ้มทวีพร คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
155. ผศ.ดร.วลัยภรณ์ นาคพันธุ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
156. อาจารย์อำนาจ มะหะหมัด คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
157. อาจารย์วสันต์ ยอดอิ่ม คณะศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยรังสิต
158. รศ.ดร.นริศา คำแก่น คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
159. ผศ.ดร.ภญ.ปิยนุช ทองผาสุก คณะเภสัชศาสตร์ ม.รังสิต
160. ผศ.ดร.ภญ.สุชาดา จงรุ่งเรืองโชค คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
161. ดร.ภก. อภิรุจ เชียงโสม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
162. ดร.ภก.ศักดิพัฒน์ แสงสุริยงค์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
163. อาจารย์ ภก.อานุภาพ ปิติรัตนวรนาท คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
164. อาจารย์ ภก.ชัยวัฒน์ ลิ้มประเสริฐ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
165. ชินวัจน์ แสงอังศุมาลี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
166. ดร.จิรัชฌา วิเชียรปัญญา วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
167. อาจารย์กิตติมา รงค์สวัสดิ์ คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยรังสิต
168. อาจารย์นุจรีย์ โลหะการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต
169. อาจารย์กิตติวัฒน์ โลหะการ คณะศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยรังสิต
170. ผศ.ดร. โอฬาร ถิ่นบางเตียว คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
171. ดร.รุ้งนภา ยรรยงเกษมสุข คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
172. กฤษณ์พชร โสมณวัตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
173. ชัยพงษ์. สำเนียง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
174. สิงห์ สุวรรณกิจ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
175. สายชล สัตยานุรักษ์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
176. สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
177. อิสราภรณ์ พิศสะอาด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
178. อาจารย์มาลี สิทธิเกรียงไกร ศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
179. อาจารย์นงเยาว์ เนาวรัตน์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
180. อาจารย์นันต์ณภัส แสงฮอง คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
181. ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
182. ผศ.ดร.ธานี ชัยวัฒน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
183. ผศ.ดร.ภญ.ยุพดี ริสินสุข คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
184. ผศ.อรรถพล อนันตวรสกุล คณะคุรุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
185. ดร.สุรางค์รัตน์ จำเนียรพล สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
186. ดร.ศยามล เจริญรัตน์ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย
187. น.ส.รัศมี เอกศิริ สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
188. น.ส.วาสนา ศรีจำป สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
189. มนทกานต์ ฉิมมามี สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
190. ณัฐช์นิชา ตั้งวีรัตน์กร สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
191. ธนานนท์ บัวทอง วิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
192. ผศ.ดร. นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี อดีตอาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
193. รศ.ดร.ภญ. จิราพร ลิ้มปานานนท์ อดีตอาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
194. คารินา โชตรวี คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
195. ดร.ภญ.อารยา ศรีไพโรจน์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
196. อาจารย์ ภก.ปรุฬห์ รุจนธำรงค์ คณะเภสัชสาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
197. ดร.ฐิติกาญจน์ อัศตรกุล คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
198. ผศ ฐิติรัตน์ กิตติวิวัฒน์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
199. ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
200. ภาสกร อินทุมาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
201. สามชาย ศรีสันต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
202. กิตติกาญจน์ หาญกุล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
203. สร้อยมาศ รุ่งมณี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
204. เชาวฤทธิ์ เชาว์แสงรัตน์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
205. ดร.สมนึก จงมีวศิน วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยศิลปากร
206. รศ.ดร.เรณู เวชรัชต์พิมล ข้าราชการบำนาญ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
207. สุรวัฒน์ ชลอสันติสกุล มหาวิทยาลัยศิลปากร
208. นาตยา อยู่คง มหาวิทยาลัยศิลปากร
209. คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง มหาวิทยาลัยศิลปากร
210. บุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
211. ประภัสสร์ ชูวิเชียร มหาวิทยาลัยศิลปากร วังท่าพระ
212. ผศ.นพ. กำธร มาลาธรรม คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
213. ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
214. ดร.สุภาสเมต ยุนยะสิทธิ์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
215. สุภาสเมต ยุนยะสิทธิ์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
216. พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
217. บดินทร์ สายแสง สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
218. เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
219. งามศุกร์ รัตนเสถียร สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
220. เบญจรัตน์ แซ่ฉั่ว มหาวิทยาลัยมหิดล
221. ณรงค์ อาจสมิติ สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล
222. ผศ.ดร.ภก.ไกรสร ชัยโรจน์กาญจนา อดีตคณบดี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ
223. ชาติ เศรษฐมาลินี มหาวิทยาลัยพายัพ
224. ดร.ธนพฤกษ์ ชามะรัตน์ สาขาวิชาพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยขอนแก่น
225. ดร.สมพันธ์. เตชะอธิก คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
226. ดร.อัครานี ทิมินกุล คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
227. อาจารย์สุภาวณีย์ อมรจิตสุวรรณ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
228. อาจารย์ศรีสดา ไพศาลสกุลชัย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
229. ดร.สุวรรณี ทองรอด คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
230. อาจารย์ณรงค์กรรณ รอดทรัพย์ มหาลัยนเรศวร
231. อาจารย์สุวิมล ใจยศ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร
232. ผศ.ดร.วรรณดี สุทธินรากร คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
233. สุรินทร์ อ้นพรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
234. ชลิตา บัณฑุวงศ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
235. ทนุวงศ์ จักษุพา คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ กำแพงแสน
236. ผศ.ดร.กตัญญู แก้วหนาม สาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
237. นพพล อัคฮาด คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
238. ไชยันต์ รัชชกูล คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
239. มนตรา พงษ์นิล มหาวิทยาลัยพะเยา
240. ผศ.พรพิมล จันทรวิโรจน์ รองคณบดีฝ่ายวิจัย วิทยาลัยเซนต์หลุยส์
241. อ.อภิรดี เจริญนุกูล วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สรรพสิทธิ
242. ดร.บุญสืบ โสโสม วิทยาลัยพยายาลบรมราชชนนี พระพุทธบาท
243. ผศ.ดร.ชญานิศวร์ โคโนะ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนคริทราวิโรฒ
244. อ.สันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
245. อ. อภัยชนม์ สัจจะพัฒนกุล คณะคุรุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม
246. ผศ.ดร.ปวีณา ลี้ตระกูล คณะวิทยาจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย
247. อ.จตุพร ดอนโสม สาขาวิชาพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์
248. กิติมา ขุนทอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร
249. อาจารย์ภาณุวัฒน์ สกุลสืบ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
250. อ.อัครวินท์ ศาสนพิทักษ์ สาขาการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
251. คมลักษณ์ ไชยยะ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา
252. อาจารย์รัฐพล ทองแตง มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์
253. เอกฤทัย ฉัตรชัยเดช มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์
254. ผศ.ดร. สิตางค์ พิลัยหล้า นักวิชาการอิสระ
255. นพ.ธนสาร พฤฒิสถาพร นักวิชาการอิสระ
256. พว.ไพลิน สุวรรณมาลา พยาบาลวิชาชีพ นักวิชาการอิสระ
257. อนรรฆ พิทักษ์ธานิน นักวิชาการอิสระ
258. กรรณิการ์ บรรเทิงจิตร นักวิชาการอิสระ
259. ศิรินันต์ สุวรรณโมลี นักวิชาการอิสระ
260. สมภพ ดอนดี นักวิชาการอิสระ
261. ผศ จำนงค์ แรกพินิจ นักวิชาการอิสระ
262. ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว นักวิชาการอิสระ
263. นางสาวอัญชนา หีมมิหน๊ะ นักวิชาการอิสระ
264. อาจารย์เพ็ญประไพ ภู่ทอง นักวิชาการอิสระ
265. ดร.โกมล แพรกทอง นักวิชาการอิสระ
266. อาจารย์กมลวรรณ ชื่นชูใจ นักวิชาการอิสระ
267. อาจารย์ประภัสสร เธียรปัญญา นักวิชาการอิสระ
268. ดร.เบญจพร ดีขุนทด นักวิชาการอิสระ
269. ผศ.ดร.ประภาศ ปานเจี้ยง นักวิชาการอิสระ
270. ดร.ลั่นทม จอนจวบทรง นักวิชการอิสระ
271. อาจารย์ธนู จำปาทอง นักวิชาการอิสระ
272. สมิทธิรักษ์ จันทรักษ์ นักวิชาการอิสระ
273. นางสาวสวรินทร์ เบ็ญเด็มอะหลี นักวิชาการอิสระ
274. โศจิรัตน์ ศุภนิจวัฒนา นักวิชาการอิสระ
275. เชษฐา พวงหัตถ์ นักวิชาการอิสระ
276. สมพร เพ็งค่ำ นักวิชาการอิสระด้านการประเมินผลกระทบทางสุขภาพโดยชุมชน
277. ภญ.จินดา หวังวรวงศ์ อดีตนักวิชาการกลุ่มงานคุ้มครองผู้บริโภค สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส
278. กุลธีร์ บรรจุแก้ว
279. นายจตุรงค์ คงแก้ว
280. เคท ครั้งพิบูลย์
281. ชำนาญ จันทร์เรือง
282. วิริยะ สว่างโชติ
283. ปวินท์ ระมิงค์วงศ์
284. ขวัญชนก กิตติวาณิชย์
285. ศรยุทธ เอี่ยมเอื้อยุทธ
286. จักรกริช สังขมณี
287. ศรันย์ สมันตรัฐ
288. บุศรินทร์ เลิศชวลิตสกุลา
289. Rosenun Chesof University of Malaya , Kuala Lumpur, Malaysia
290.อ.สัญชัย สูติพันธ์วิหาร คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ ม.มหิดล


ที่มา : สำนักข่าวไทย และเฟซบุ๊ก Chainarong Sretthachau

เรื่องที่เกี่ยวข้อง:
แกนนำค้านถ่านหินกระบี่ยุติชุมนุม หลังรัฐบาลยอมให้เริ่มทำอีเอชไอเอใหม่ ดึงคนกลางเข้าร่วม

ไหนว่า ขอเข้าไปดูหน่อย พระธัมมชโยอยู่ ไม่อยู่ก็ไม่เป็นไรไง ! ทำไมปล่อยให้เกิดเหตุปะทะกันได้ ???!



เมืองไทยเมืองพุทธ ปลุกความเกลียดชัง ปกป้องพระศาสนา

รายการ Wake Up News ประจำวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560
http://shows.voicetv.co.th/wakeupnews/463332.html

หลังพลเอกประยุทธ์มีคำสั่งใช้ ม. 44 เข้าควบคุมพื้นที่วัดพระธรรมกายเรียบร้อย แม้จะตรวจพบว่ามีอุโมงค์ในวัด แม้จะไร้เงาพระธัมมชโย ก็ยังมีการเรียกตัวพระสงฆ์เข้ารายงานตัว จนในที่สุดก็ยังมีเหตุปะทะจนทำให้ต้องบาดเจ็บกันจนได้ เมืองไทยเมืองพุทธ ต้องทำกันขนาดนี้เชียวหรือ ??




อ.ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ OVERVIEW 20-2-2017 : 'บุกวัด ศึกพระ ล้มธรรมกาย คดีพระธัมมชโย ในอุ้งมือกลุ่มพุทธสุดโต่ง' + อ ตุ้ม รายงานเอง!! วัดพระธรรมกายเริ่มคึกคักชี้ประชาชนเริ่มทะยอยมา




https://www.youtube.com/watch?v=IZVBgcszAAI

อ.ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ OVERVIEW 20-2-2017


SHTV

Published on Feb 20, 2017

Overview : 'บุกวัด ศึกพระ ล้มธรรมกาย คดีพระธัมมชโย ในอุ้งมือกลุ่มพุทธสุดโต่ง'

ooo

ล่าสุด!! อ ตุ้ม รายงานเอง!! วัดพระธรรมกายเริ่มคึกคักชี้ประชาชนเริ่มทะยอยมา



https://www.youtube.com/watch?v=LFFDBqre5h0

สถานีข่าวการเมือง

Published on Feb 20, 2017

คลิกเพื่อติดตาม Subscribe สถานีข่าวการเมือง
https://www.youtube.com/channel/UCqGm...


ชาวพุทธอเมริกันทนไม่ได้ วัดธรรมกายถูกรังแก : Stand up against injustice in Thailand. Demand Justice for Dhammakaya. Wake up world! Don't let this injustice happen!




https://www.youtube.com/watch?v=llTShb6MYi0

Stand up Against Injustice in Thailand

Crystal USA

Published on Feb 19, 2017

ooo

We Demand Justice for Dhammakaya




https://www.youtube.com/watch?v=5vT00Pz6RUE

Crystal USA

Published on Feb 19, 2017

ooo

Wake up world! Don't let this injustice happen!



https://www.youtube.com/watch?v=hYRUi2l9fA0

Crystal USA

Published on Feb 19, 2017

ooo

เหยียบย่ำ หัวใจชาวพุทธ!!!!!!!!!!!



https://www.youtube.com/watch?v=P7ZG42f3RJo

Crystal USA

Published on Feb 19, 2017
เสียน้ำตา เรียกร้องความยุติธรรม

ooo
ศูนย์ทนายสิทธิฯ เรียกร้องหยุดม.44-ใช้กระบวนการยุติธรรมปกติกับวัดธรรมกาย

Mon, 2017-02-20 21:37
ที่มา ประชาไท

20 ก.พ. 2560 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ออกแถลงการณ์กรณีวัดพระธรรมกาย โดยเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รัฐบาล และเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง ยุติการใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) 2557 และมาตรการพิเศษซึ่งให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและหน่วยความมั่นคงกับกรณีวัดพระธรรมกาย หวั่นอาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน ขัดกับหลักนิติรัฐ และพันธกรณีกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี

รายละเอียด มีดังนี้


แถลงการณ์ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
เรียกร้องให้หยุดใช้มาตรา 44 และใช้กระบวนการยุติธรรมปกติกรณีวัดพระธรรมกาย


ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนขอเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รัฐบาล และเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องยุติการใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) 2557 และมาตรการพิเศษซึ่งให้อำนาจอย่างกว้างขวางแก่เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายและหน่วยความมั่นคงกับกรณีวัดพระธรรมกาย อันอาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน ขัดกับหลักนิติรัฐ และพันธกรณีกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยเป็นภาคี

คสช. ใช้อำนาจมาตรา 44 ประกาศใช้คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 5/2560 เรื่อง มาตรการให้อำนาจกำหนดพื้นที่ควบคุมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2560 ซึ่งมีสาระสำคัญ คือ ประกาศให้วัดพระธรรมกายเป็น ‘พื้นที่ควบคุม’ และให้อำนาจในการบังคับใช้มาตรการเพื่อความมั่นคงกับ ‘พนักงานเจ้าหน้าที่’ คือ เจ้าหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ทหาร หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐอื่นๆ ที่ได้รับการร้องขอจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ คำสั่งนี้ส่งผลให้เกิดข้อกังวลในการบังคับใช้กฎหมายตามหลักนิติรัฐและหลักการสิทธิมนุษยชนหลายประการ ดังนี้

1. แม้คำสั่งคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 5/2560 จะกำหนดนิยาม “พื้นที่ควบคุม” และกำหนดอำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ จากนั้นจึงประกาศให้วัดพระธรรมกายเป็นพื้นที่ควบคุม แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหา คำสั่งดังกล่าวมีความมุ่งหมายที่เจาะจงในการปฏิบัติการต่อวัดพระธรรมกายเท่านั้น ซึ่งหลักในการบัญญัติกฎหมายนั้นจะต้องมีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป และไม่มุ่งหมายให้ใช้บังคับเจาะจงแก่กรณีใดกรณีหนึ่ง หรือแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง เมื่อคำสั่งดังกล่าวมุ่งหมายบังคับใช้ต่อกรณีวัดพระธรรมกายโดยเฉพาะเจาะจงจึงขัดต่อหลักนิติรัฐ ซึ่งหากบ้านเมืองอยู่ในระบอบประชาธิปไตยแล้ว คำสั่งดังกล่าวนั้นสามารถตรวจสอบโดยศาลรัฐธรรมนูญและศาลอาจวินิจฉัยว่าคำสั่งดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญได้

2. คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 5/2560 ให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่เกินกว่าอำนาจในกระบวนการยุติธรรมปกติ อาทิ สามารถควบคุมการเข้าหรือออกพื้นที่ ควบคุมระบบสาธารณูปโภค เข้าไปในเคหสถานหรือสถานที่ใดเพื่อตรวจค้น ตลอดทั้งค้นตัวบุคคลและพาหนะ รื้อถอนทําลายหรือเคลื่อนย้ายสิ่งปลูกสร้างหรือสิ่งกีดกั้น และดําเนินการอื่นใด ซึ่งลักษณะการใช้อำนาจคล้ายคลึงภาวะการประกาศกฎอัยการศึก หรือประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มาตรการดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการใช้สิทธิและเสรีภาพของบุคคลเกินกว่าจำเป็น และส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างน้อย 6,000 คน ภายในบริเวณพื้นที่ควบคุม ซึ่งมิใช่บุคคลหรือกลุ่มที่เจ้าหน้าที่รัฐอ้างว่าถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดและมีหมายจับ

3. ทั้งนี้ สถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นเป็นภาวะหรือสถานการณ์พิเศษที่ต้องบังคับใช้มาตรการเพื่อความมั่นคง เจ้าหน้าที่ยังมีอำนาจตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นกลไกกฎหมายปกติในการเข้าตรวจค้นสถานที่ สามารถจับบุคคลที่กระทำผิดซึ่งหน้า เรียกบุคคลหรือเอกสารมาให้การ และมีโทษสำหรับผู้ที่ขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ได้อยู่แล้ว

4. มาตรา 44 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ซึ่งเป็นฐานของคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 5/2560 ได้ให้อำนาจหัวหน้า คสช. ทั้งในด้านนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ โดยรับรองปฏิบัติการตามคำสั่งในทุกกรณีให้ชอบด้วยกฎหมาย ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และเป็นที่สุด ทำให้ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล ซึ่งขัดต่อหลักนิติรัฐอย่างรุนแรง อาจก่อให้เกิดการใช้อำนาจโดยอำเภอใจ และเกิดภาวะลอยนวลของผู้กระทำความผิด (impunity) ได้

ด้วยเหตุดังกล่าว ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนจึงขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ยุติการใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 5/2560 ซึ่งขัดต่อหลักนิติรัฐ มีลักษณะเป็นการเลือกปฏิบัติโดยเฉพาะเจาะจงกับวัดพระธรรมกาย และส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนจำนวนมาก โดยให้เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจตามกระบวนการยุติธรรมปกติ เพราะความยุติธรรมไม่อาจเกิดได้โดยใช้การบังคับใช้อำนาจที่ปราศจากความรับผิด

ด้วยความเคารพต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน
ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน


ศิษย์"ธรรมกาย"วอนหยุดใช้ ม.44 ทำลายพุทธศาสนาในไทย




https://www.youtube.com/watch?v=xhxS7sK95eM

ศิษย์"ธรรมกาย"วอนหยุดใช้ ม.44 ทำลายพุทธศาสนาในไทย

jom voice

Published on Feb 19, 2017

นายธัชนนท์ พรใบหยก หนึ่งในทีมทนายความของวัดพระธรรมกาย ให้สัมภาษณ์ Thaivoice กรณีการที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี ใช้ ม.44 เข้าดำเนินการจับกุมอดีตเจ้าอาวาสจนส่งผลให้พุทธศาสนิกชน และพระในวัดไม่สามารถปฎิบัติธรรมตามปกติได้ว่า ตลอด 4 วันที่ผ่านมาทางวัดอำนวยความสะดวกให้กับเจ้าหน้าที่โดยตลอดแต่การดำเนินการโดยใช้อำนาจตรม ม.44 นั้นเป็นมาตรการที่รุนแรงเกินไปสำหรับทางวัด โดยเฉพาะการขู่ตัดน้ำตัดไฟเป็นเรื่องที่สร้างความวิตกกังวล เพราะจะเป็นการละเมิดสิทธิการดำเนินชีวิตตามปกติของประชาชน และเป็นปกติที่ภายในวัดพระธรรมกายมีผู้ปฎิบัติธรรมเป็นจำนวนนับหมื่นคนอยู่แล้ว ดังนั้นจึงเรียกร้องให้หยุดใช้ ม.44 กับทางวัดพระธรรมกายที่ส่งผลกับประชาชนที่ปฎิบัติธรรม และพระในวัดซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับอดีตเจ้าอาวาส

การกระชับพื้นที่วัดธรรมกาย ดูแล้วคงไม่ลงเอยง่ายๆ





ยังไม่ถึงขั้นมิคสัญญีหรือกาลียุคแหละนะ ปฏิบัติการณ์ ‘จับพระ’ ของลิ่วล้อ คสช. สายตำรวจ-ทหาร เข้าวันที่สี่ (๒๐ ก.พ.) มีกระแทกกระทั้งบ้างเล็กน้อย

เมื่อ ๐๐.๑๐ น.“เตรียมการเข้าขอคืนพื้นที่ที่ถนนเลียบคลองแอน บริเวณด้านหน้าประตู ๕ และประตู ๖ ที่มีพระและศิษยานุศิษย์ตั้งเต็นท์ปักหลักอยู่เป็นจำนวนมาก และเข้าไปเคลียร์พื้นที่ในวัดพระธรรมกายด้วย

ซึ่งการปฏิบัติการครั้งนี้จะเป็นการสนธิกำลังระหว่างตำรวจภูธรจาก ๓ ภาค คือ ภาค ๑, ๒, ๓ จำนวนหลายกองร้อยและเจ้าหน้าที่ทหารหลายพันนาย”

(http://www.komchadluek.net/news/regional/261059)

เห็นแว่บๆ บนเว็บเมื่อกี้ ใครไม่รู้บอกว่าบรรยากาศคล้ายปี ๕๓ ต่างแต่นอกจาก ‘กระชับพื้นที่แล้ว’ มี ‘ปิดประตูตีแมว’ คนในไล่ออก คนนอกไม่ให้เข้าด้วย






ดังที่ Atukkit Sawangsuk เล่าว่า “ตำรวจมีหมายจับหมายค้นบ้านผู้ต้องหา บุกไปค้นแล้วไม่เจอตัว ยังเฝ้าอยู่ในบ้าน ออกคำสั่งให้คนออกจากบ้าน เรียกญาติไปควบคุมตัว ชื่อยาวเป็นหางว่าว ใครไม่ไปมีความผิด” (http://www.matichon.co.th/news/469395)

จากนั้นเหตุการณ์ก็กระชับคล้ายกับจะเคลื่อนคล้อยลงสู่ความวุ่นวาย ‘descends into chaos’

๐๘.๐๕ น. บริเวณสะพานข้ามคลอง ๓ ทางเชื่อมประตู ๔ “มีการนำแท่งปูนมาวางปิดบนสะพานเพื่อป้องกัน จนท.บุกเข้ามาทางถนนมอเตอร์เวย์หรือทางหลวงพิเศษหมายเลข ๙ ขณะที่บริเวณหน้าประตูก็มีการนำมวลชนมานั่งสวดมนต์เพื่อยึดพื้นที่ทางเข้า...

๐๘.๑๐ น. เกิดการกระทบกระทั่งผลักดันกันระหว่างเจ้าหน้าที่และศิษย์วัดพระธรรมกาย บริเวณประตู ๕ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยบางส่วน”

(http://www.thairath.co.th/content/862166)

๐๘.๑๖ น. “การไฟฟ้าแจ้งทางวัดพระธรรมกายว่า วันนี้เวลา ๑๐.๐๐ น. กระแสไฟฟ้าภายในวัดและเมืองแก้วมณีจะถูกตัด ตามคำสั่งของมาตรา ๔๔ #ไทยรัฐ

๐๘.๒๐ น. มีเหตุชุลมุนที่ประตู ๕-๖ เมื่อพระสงฆ์และศิษย์วัดธรรมกายจำนวนหนึ่งออกมายังจุดตรวจคัดกรองของเจ้าหน้าที่ และเกิดการเผชิญหน้าและปะทะกันเล็กน้อย ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแผลที่เกิดจากการผลักดันแล้วหกล้ม และผู้สูงอายุบางคนก็เป็นลม”

๐๙.๐๕ น. “พระสนิทวงศ์ชี้แจงว่า แค่อยากให้เจ้าหน้าที่เปิดทางให้ลูกศิษย์เข้ามา อ้างว่าไม่ได้ต้องการปะทะหรือขอคืนพื้นที่ #pptvhd36

“พ.ต.ต.สุริยา รองอธิบดี DSI ยืนยัน จนท. พยายามเลี่ยงการปะทะ ไร้อาวุธพกพา ไม่ใช้ความรุนแรง เผยพระทำร้าย จนท.หญิง DSI วานนี้เป็นพระจริง”





ประเด็นนี้มีคอมเม้นต์จาก ‘นป. อยากเป็น สนช. ‏@iiDudes’ บอก “กลยุทธ์ที่เอาตำรวจหญิงไปล้อมพระภิกษุสงฆ์วัดธรรมกาย อันนี้นับว่าเหี้ยเกินไปป่ะชาวพุทธ 555 ใช้ จนท.ชายไม่ได้? ไม่จ้างโคโยตี้มาเต้นเลยล่ะ 555”

แต่ที่สุดแล้วก็มีคนจับภาพเหตุการณ์นั้นได้ พบว่าที่จริงเป็นเจ้าหน้าที่ชาย ไม่ใช่หญิง (โดยที่ข่าวไทยพีบีเอสให้ข้อคิดไว้น่าฟัง “ทั้งทางวัดพระธรรมกาย และดีเอสไอต่างก็ใช้ในโซเชียลมีเดียเผยแพร่ข้อมูลเพื่อจะลดความน่าเชื่อถือของอีกฝ่าย #ThaiPBSnews”)

ที่จริงถึงจะมีพระและเจ้าหน้าที่เจ็บกายกันแค่นิดหน่อย แต่ที่ ‘เจ็บลึก’ ในจิตใจจะเกาะกินความรู้สึกในสังคมไทยต่อไปอีกนานแสนนาน ในเมื่อ





ฝ่ายรังเกียจวัดธรรมกายรายหนึ่งเป็นคนในเครื่องแบบ โพสต์ข้อความ ‘hate crime’ แสดงเจตนาก่ออาชญากรรม “ใครพอมีระเบิดขอยืมบ้าง กำลังเดินทางไปวัดธรรมกาย”

ส่วนฝ่ายไม่เข้าข้างใคร แต่ไม่ยอมทนดูความลำเอียง

“ถ้าเกิดเรื่องอย่างนี้กับคนธรรมดา พวกคนดีมีศีลธรรม ก็จะเห็นว่าไม่ยุติธรรม

แต่พอเป็น ม.๔๔ กับธรรมกาย พวกอ่านหนังสือพุทธทาส ท่านปัญญา พระปยุต ฯลฯ กลับกรี๊ดสนั่น สะใจ ‘กำจัดมารศาสนา’ ต้องใช้อำนาจศักดิ์สิทธิ์ เหมือนธรณีสูบพระเทวทัตลัทธิแก้”

มันสะท้อนเลยเถิดไปถึงปฏิบัติการณ์สร้างปรองดองตามพระบรมราชโองการของรัชกาลใหม่ด้วย

คำพูดของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหมู่จัดการปรองดอง ที่ออกมาจวกแกนนำ นปช. จตุพร พรหมพันธุ์ ฟังแล้วยิ่งไร้ทั้งน้ำหนักและความหมาย

“อย่าขู่ผม จะสร้างม็อบเมิ้บอะไร พอแล้วครับ...มาช่วยกันดีกว่า ช่วยกันปฎิรูปประเทศ และก็วางยุทธศาสตร์บ้านเมืองต่อไปในอนาคต ๒๐ ปี”

เอาประเด็นหลังก่อน ไม่มีรัฐชาติร่วมสมัยที่ไหนเขาทำกันแล้วเดี๋ยวนี้ ที่จะวางยุทธศาสตร์ประเทศระยะยาวยี่สิบปี ยุคนี้โลกาภิวัฒน์สภาพการณ์เปลี่ยนแปลงรวดเร็วตามการเติบโตของระบบดิจิทัล ตั้งเป้าอะไรไว้ ๕ ปี บางทียังใช้ไม่ได้

สำหรับประเด็นแรกบิ๊กตือพูดเยอะแยะเรื่องจตุพรจะแยกวงปรองดอง ทั้งที่คนที่โดนหลายคดีขัดขืน คสช. และถูกถอนประกันต้องนอนคุกหลายครั้ง เขียนไว้ชัด “ยินดีจะไปตามนัดในวันที่ ๑๓ มีนาคม” ดังคำเชิญสนทนาปรองดอง

(http://www.matichon.co.th/news/469183)





จตุพรให้เหตุผลว่า “ซึ่งก็เป็นการตอบรับทั้งที่ยังไม่ได้เห็นเนื้อหาอะไร” เพราะ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้นำความพระกระแสรับสั่งเรื่องสร้างความสมัครสมานสามัคคี แก้ไขความขัดแย้ง...”

(https://www.facebook.com/Jatuporn.UDD/videos/1070723449706415/?hc_ref=NEWSFEED)

อภิโธ่ นี่ไงล่ะ ปรองดองจะเกิดได้อย่างไร ในเมื่อเอาแต่ตั้งแง่ให้ร้ายฝ่ายหนึ่งไว้เสียก่อน โดยไม่ฟังอีร้าค่าอีรม

ด้วยอาการอันส่อถึงเจตนาเช่นนี้ ย้อนไปที่การกระชับพื้นที่วัดธรรมกาย ดูแล้วคงไม่ลงเอยง่ายๆ อย่างม็อบต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ แน่นอน

คลิป Thairath TV LIVE ถามตรงๆ กับจอมขวัญ 20 ก.พ. 60 : ปะทะเดือด วัดพระธรรมกาย



https://www.facebook.com/thairathtv/videos/1487797601254095/

ooo

นาทีปะทะเดือด เจ้าหน้าที่ vs พระ #ธรรมกาย



https://www.youtube.com/watch?v=uXDAJkvyg3U

thairath

Published on Feb 19, 2017

เมื่อเวลาประมาณ 08.10 น. บริเวณเลียบคลองแอนทางเข้าประตู 5 เกิดเหตุปะทะระหว่างพระสงฆ์ ของวัดพระธรรมกายและเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ โดยทั้ง 2 ฝ่ายต่างผลักกันทำให้ทั้งพระสงฆ์และเจ้าหน้าที่จากตำรวจภูธรจังหวัดสมุทรปราการเกือบตกคลองแอน พร้อมทั้งมีเสียงร้องตะโกนจากชาวบ้านที่อยู่เลียบคลอง ขณะที่ บริเวณสะพานข้ามคลอง 3 ทางเชื่อมประตู 4 กลุ่มลูกศิษย์และพระสงฆ์มาดูท่าที ตร. พร้อมนำแท่งปูนมาวางปิดบนสะพานกันบุกทางมอเตอร์เวย์

ชาวพุทธหลายเชื้อชาติในสวีเดนชุมนุมให้กำลังใจพระและสาธุชนในวัดธรรมกาย และ ร่วมประนามเผด็จการคสช.ที่ปิดล้อมวัด มีคลิป + คลิปตำรวจทหารล้อมพระท่ามกลางเสียงสวดมนต์บทธรรมจักรฯ: หัวค่ำของ19กพ




ลิงค์วิดีโอ...

https://scontent.ford1-1.fna.fbcdn.net/v/t42.1790-29/16873648_1754352468227357_2666084099835297792_n.mp4?efg=eyJ2ZW5jb2RlX3RhZyI6InNkIn0%3D&oh=7ff94ae84da801da3ca4e3745baf4f1a&oe=58AA6B00

ooo

คลิปคนวัดจัดเต็ม
คลิปตำรวจทหารล้อมพระท่ามกลางเสียงสวดมนต์บทธรรมจักรฯ: บรรยากาศหน้าวัดธรรมกายช่วงหัวค่ำของ19กพ.



https://www.facebook.com/DhammakayaInside/videos/661178960750816/



ไขปมความคิดประเวศ วะสี 1 : ประเวศ เชื่อว่าเหตุที่มีรัฐประหารเพราะ [เสื้อแดง] ไปละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะการไปละเมิดทำให้เกิดการต่อต้านและเกิดความรุนแรงขึ้น - Thanapol Eawsakul




ที่มา FB

Thanapol Eawsakul


ไขปมความคิดประเวศ วะสี 1 : ประเวศ เชื่อว่าเหตุที่มีรัฐประหารเพราะ [เสื้อแดง] ไปละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะการไปละเมิดทำให้เกิดการต่อต้านและเกิดความรุนแรงขึ้น

...................

จากบทสัมภาษณ์ล่าสุดของประเวศ วะสี ในไทบโพสต์ แทบลอยด์ (19 กุมภา 2560)

ปฏิรูปประเทศ-ลดเหลื่อมล้ำ มาถูกทาง?
http://www.thaipost.net/…

มีหลายเรื่องน่าสนใจ จะยกมาเป็นข้อ ๆ
ข้อแรกคือ ประเวศ ให้ บัญญัติ 10 ประการปฏิรูปประเทศ-ป้องกันรัฐประหาร

ซึ่งในข้อ 8.ไม่ละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะการไปละเมิดทำให้เกิดการต่อต้านและเกิดความรุนแรงขึ้น
โดยประเวศ ขยายความว่า

"ที่แล้วมามีการไปละเมิดสถาบันฯ ก็ทำให้ฝ่ายหนึ่งไม่ยอม หากไปดูการชุมนุมใหญ่ทั้งสองครั้ง และไม่รู้กี่ครั้ง ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องนี้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นคนที่อยากได้ประชาธิปไตย ไม่อยากเห็นรัฐประหาร ก็อย่าไปละเมิดสถาบัน การไปละเมิดต่อไปทำให้เกิดรัฐประหาร ต้องเข้าใจตรงนี้ พวกประชาธิปไตยก็ไปสัมพันธ์อยู่กับพวกละเมิดสถาบันอยู่ด้วย แล้วก็เลยเกิดความรุนแรง เกิดรัฐประหารขึ้น" นพ.ประเวศระบุ

แม้ไม่พูดตรง ๆ คือประเวศคิดว่า มีขบวนการล้มเจ้าในเสื้อแดง

ถ้าพูดกันแฟร์ ๆ ผมก็เชื่อว่ามี ขบวนการใหญ่มีคนเป็นล้าน ถ้าจะไม่มีก็ไม่เชื่อ
แต่ปัญหาของการเกิดขึ้นของสิ่งที่เรียกว่า ขบวนการล้มเจ้า นั้นคือปฏิกิริยาต่อฝ่ายชนชั้นนำเองทั้งสิ้น และขบวนการที่ว่านี้ก็ไม่เคยเป็นสิ่งที่ใหญ่โตมากมายอะไรเลย

ผมคิดว่าประเวศ หรือฝ่ายอำมาตย์ควรจะอ่านบทความ

" สถาบันกษัตริย์กับฝ่ายต่อต้านเครือข่ายกษัตริย์: ช้างสองตัวในห้องการเมืองไทยกับสภาวะปฏิเสธความเป็นจริง"
ที่ตีพิมพ์ในหนังสือ ประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์อยู่เหนือการเมือง ของ ธงชัย วินิจจะกูล ดูอย่างน้อยก็จะดีมีมิติทางประวัติศาสตร์ในการมองบ้าง

http://www.sameskybooks.net/books/democratization/

แต่ถ้ามันจะใหญ่ มันก็เกิดจากสิ่งที่ชนชั้นนำทำเองทั้งสิ้น ดังที่เรียกว่าปรากฎหารณ์ "ตาสว่าง" ระลอกแล้ว ระลอกเล่า 2549 2551 2557 ฯลฯ

แทนที่ประเวศ และฝ่ายอำมาตย์ จะชี้นิ้วว่ามีขบวนการล้มเจ้า ทำให้เกิดรัฐประหาร ก็ควรจะมามองตัวเองว่า ทำอย่างไรให้สิ่งเหล่านี้เติบโตขึ้นมาได้ และจะอยู่กันอย่างไร

แทนที่เอะอะก็จะรัฐประหารท่าเดียว

ผมนึกถึงหนังสือ 2 เล่ม แม้เนื้อหาจะไม่น่าสนใจ แต่ทั้งหมดทั้งมวลเป็นปฏิกริยากัน

1. หนังสือ ขบวนการล้มเจ้า ของเครือผู้จัดการ และขบวนการัพนธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิไตย ที่ประเวศ เป็นแม่ยกคนสำคัญคนหนึ่ง

2. หนังสือ ขบวนการลิ้มเจ้า โดยกองบรรณาธิการ โลกวันนี้

.......................
อ่าน
บัญญัติ 10 ประการปฏิรูปประเทศ-ป้องกันรัฐประหาร

ราษฎรอาวุโส ขยายความบัญญัติ 10 ประการดังกล่าวไว้ว่า ประกอบด้วยแนวคิดหลักๆ ดังนี้

1.มีความมุ่งมั่นร่วมกันที่จะสร้างประชาธิปไตยแบบบูรณาการ ซึ่งต้องใช้การสื่อสารอย่างมาก การสื่อสารเรามีเยอะ แต่ต้องสร้างให้มีความมุ่งมั่นร่วมกัน

2.ต้องเข้าใจว่าประชาธิปไตยที่ต้องการ คือประชาธิปไตยอย่างบูรณาการ ที่แล้วมาพูดกันคนละส่วน พวกหนึ่งต้องการการเลือกตั้ง อีกพวกหนึ่งก็ต้องการความสงบเรียบร้อย อีกพวกหนึ่งต้องการการพัฒนาที่ได้ผล ก็จะพูดว่า คุณเลือกตั้ง แต่คุณพัฒนาไม่ได้ผล คุณไปก่อความรุนแรง แต่คุณต้องการทั้งหมด ที่เรียกว่าบูรณาการ แต่ประชาธิปไตยก็ต้องการ มีอยู่ 3 ระดับ คือ ชุมชน ท้องถิ่น ระดับชาติ แล้วต้องการความสงบเรียบร้อยด้วย แล้วก็ต้องการการพัฒนาประเทศที่ได้ผลด้วย เป็นประชาธิปไตยบูรณาการ พร้อมกันทั้ง 3 อย่าง ซึ่งไม่มีก็ไม่ได้ บ้านเมืองก็ไม่ลงตัว

3.พรรคการเมือง ต้องพัฒนาไปสู่ความเป็นสถาบัน คือต้องเป็นเครื่องมือของประชาชน สร้างความรู้ สร้างความดี สามารถสังเคราะห์นโยบายได้ ผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้ เป็นผู้นำประชาชนไปในทิศทางที่ดี แล้วฝ่ายวิชาการก็ดี สื่อมวลชนก็ดี ต้องสนับสนุนให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน ก็ต้องพัฒนาพรรคการเมืองตรงนี้ พรรคการเมืองต้องไม่ใช่ของคนใดคนหนึ่ง

4.พลังพลเมืองที่กัมมันตะ หรือแอคทีฟ เป็นปัจจัยที่จะทำให้สิ่งต่างๆ ลงตัว

5.กระจายอำนาจไปให้ชุมชนท้องถิ่นปกครองตนเองมากที่สุด

6.ระบบรัฐต้องปรับตัว เพราะระบบรัฐเป็นระบบรวมศูนย์อำนาจ ดังนั้นระบบรัฐต้องเป็นผู้สนับสนุนเชิงนโยบายและวิชาการ อันนี้คือปรับภาพลักษณ์ เรื่องการปฏิรูปจะอยู่ในส่วนนี้

7.การพัฒนาการอย่างบูรณาการและสมดุล ตามแนวทางปราชญ์ชาวบ้านและของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล

“เพราะการพัฒนาหากไม่สมดุลแล้วมันเกิดความเหลื่อมล้ำมาก อย่างประเทศไทยมันเหลื่อมล้ำมาก มันก็เกิดปัญหาสังคมต่างๆ เกิดความรุนแรงต่างๆ การพัฒนาจึงต้องพัฒนาอย่างสมดุล”

8.ไม่ละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะการไปละเมิดทำให้เกิดการต่อต้านและเกิดความรุนแรงขึ้น

"ที่แล้วมามีการไปละเมิดสถาบันฯ ก็ทำให้ฝ่ายหนึ่งไม่ยอม หากไปดูการชุมนุมใหญ่ทั้งสองครั้ง และไม่รู้กี่ครั้ง ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องนี้ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นคนที่อยากได้ประชาธิปไตย ไม่อยากเห็นรัฐประหาร ก็อย่าไปละเมิดสถาบัน การไปละเมิดต่อไปทำให้เกิดรัฐประหาร ต้องเข้าใจตรงนี้ พวกประชาธิปไตยก็ไปสัมพันธ์อยู่กับพวกละเมิดสถาบันอยู่ด้วย แล้วก็เลยเกิดความรุนแรง เกิดรัฐประหารขึ้น" นพ.ประเวศระบุ

9.หากมีการชุมนุมเรียกร้องทางการเมือง ต้องเป็นไปอย่างสันติ อยู่ในกรอบของกฎหมาย ไม่ยั่วยุให้เกิดความรุนแรงหรือรัฐประหาร ที่แล้วไปยั่วยุให้เกิดรัฐประหาร ไปยึด ทำเนียบรัฐบาลบ้าง ยึดที่โน่นที่นี่บ้าง คือต้องไม่ไปถึงขั้นนั้น ชุมนุมก็ได้ แต่ต้องเสนอ ต้องเรียกร้องผ่านระบบรัฐสภา

10.หากมีเหตุที่กองทัพต้องเข้ามาระงับความรุนแรง สมมุติว่ามันเกิดความรุนแรงขึ้น ให้เพียงแต่ระงับความรุนแรง อย่าเลยไปยึดอำนาจ แล้วก็เข้ามาปกครอง คืออย่าทำรัฐประหาร ไม่อย่างนั้นทหารก็เข้ามาเป็นรัฐบาล เสร็จแล้วก็บริหารลำบาก ยาก แล้วก็จะมีคนมาต่อต้าน มันก็วนเวียนกันอยู่แบบนี้ หากทำครบทั้งสิบข้อ ก็จะกันรัฐประหารได้

(https://www.facebook.com/thanapol.eawsakul/posts/1394905650576270)






ผู้ชนะการประมูลก่อสร้าง #โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เป็นบริษัทลงทุนจากจีน ทำไมจีนต้องมาสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ไทย?





ผู้ชนะการประมูลก่อสร้าง #โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เป็นบริษัทลงทุนจากจีน สื่อญี่ปุ่นรายงานว่า กลุ่มทุนจีนชนะการประมูล (32,000 ล้าน) ด้วยราคา “ต่ำว่า” คู่แข่งคือกลุ่มที่ร่วมทุนระหว่างฝรั่งเศสกับญี่ปุ่นถึง 10% ซึ่งกลุ่มทุนฝรั่งเศสและญี่ปุ่นบอกภายหลังแพ้ประมูลว่า ที่เขาเสนอราคานั้นความจริงต่ำกว่าราคาตลาดแล้ว ยังมาแพ้บริษัทจากจีนที่เสนอราคาได้ต่ำกว่าอีก "We weren't picked despite going below market prices," เรียกว่าบริษัทจากจีนกดราคากันสุด ๆ (http://s.nikkei.com/2fgEdAi) แล้วท่านเชื่อมั่นอย่างที่กฟผ.ตอบโต้ GreenPeace (http://bit.ly/2kLr18J) มั้ยว่า บริษัทจากจีนจะปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ “cut costs” เสียขนาดนี้? ดีไม่ดีอาจไม่มีเครื่องดักจับซัลเฟอร์สักตัว หรือมีไม่ครบ

ทำไมจีนต้องมาสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ไทย? ง่ายนิดเดียว เพราะทุกวันนี้คนจีนตายจากมลพิษทางอากาศ (ส่วนใหญ่เกิดจากการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง) วันละ 4,000 คน ปีละล้านว่า ๆ (http://bit.ly/2aBWIzu) บางตัวเลขบอกมีคนจีนตายก่อนวัย (premature death) ถึง 2 ล้านคนเพราะมลพิษทางอากาศ (http://bit.ly/2liPmEU) พูดง่าย ๆ ตามตัวเลขของ WHO มนุษย์ทั้งโลกตายก่อนวัยเพราะมลพิษทางอากาศ 6.5 ล้านคน หนึ่งในสามคือประชากรจีน ไม่แปลกที่สีจิ้นเผิง ประธานประเทศจีน นอกจากไล่จับคนทุจริตแล้ว ทุกวันนี้ไล่จับโรงงานที่ก่อมลพิษเป็นว่าเล่น ก็คนจีนเล่นตายกันเป็นล้าน ๆ คนในแต่ละปีเพราะมลพิษทางอากาศเนื่องจากถ่านหิน

แล้วเราจะไว้วางใจให้บริษัทจากจีนมาสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เมืองไทยหรือ?


Pipob Udomittipong

ม็อบมีเส้น?... ประสิทธิ์ชัย หนูนวล... ไม่มีข้อกังวลใด ว่ารัฐบาลจะเบี้ยวหรือไม่ เพราะถ้าเบี้ยวก็มาใหม่ แม่ทัพภาค๑บอกผมว่า ถ้ารัฐบาลเบี้ยว พี่จะออกตังค์ให้น้องขึ้นมาใหม่





ไม่มีข้อกังวลใด ว่ารัฐบาลจะเบี้ยวหรือไม่
เพราะถ้าเบี้ยวก็มาใหม่
สำนึกสิ่งแวดล้อมของประชาชนไม่เคยตายลง

แม่ทัพภาค๑บอกผมว่า ถ้ารัฐบาลเบี้ยว พี่จะออกตังค์ให้น้องขึ้นมาใหม่

ในขั้นนี้ก็ต้องขอบคุณแม่ทัพภาค๑
ที่ช่วยให้ข้อเรียกร้องได้รับการตอบสนอง

ทั้งหมดยังคงก้าวต่อไป จนประเทศไทยไม่มีถ่านหิน
เพื่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนไทยทุกคน

หมายเหตุ:ความสำคัญของรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเมื่อถูกยกเลิกไปแล้วในทางกฎหมายเท่ากับโรงไฟฟ้าถ่านหินได้ยุติลงแล้ว หาก กฟผ.จะสู้ใหม่ ต้องทำรายงานใหม่ภายใต้กติกาใหม่ที่ได้ตกลงไว้...ที่ไม่จูงจมูกประชาชน

ที่มา FB

ประสิทธิ์ชัย หนูนวล


คลิป Live สด! จากวัดพระธรรมกาย ปฏิบัติการเจ้าหน้าที่ ขอคืนพื้นที่ และตรวจค้นวัด (06.30 น.) - Thai PBS



https://www.facebook.com/ThaiPBSFan/videos/10158362654730085/


เราอาจไม่ชอบพระอย่างธัมมะชโยยังไงก็ได้ แต่เราจะเห็นด้วยกับการใช้วิธีการแบบไหนก็ได้ในการจัดการกับวัดพระธรรมกาย อย่างนี้ไม่ได้นะครับ





เราอาจไม่ชอบพระอย่างธัมมะชโยยังไงก็ได้ ต้องการให้พระธัมมะชโยเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายในเร็ววันนี้อย่างไรก็ได้ แต่เราจะเห็นด้วยกับการใช้วิธีการแบบไหนก็ได้ในการจัดการกับวัดพระธรรมกาย อย่างนี้ไม่ได้นะครับ

เราจะไปวางใจว่า อำนาจเผด็จการจะให้ความธรรม และคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของคนผู้บริสุทธิ์ ซึ่งมีอยู่จำนวนมากในวัดพระธรรมกายตอนนี้ ทั้งพระเณรและฆราวาส ทั้งคนแก่ทั้งเด็กเล็ก ไม่มีทางเป็นไปได้เลยครับ

เราต้องไม่ลืมนะครับว่า ทหารตำรวจนี่เขาถนัดในการใช้กำลัง ใช้ความรุนแรง เพราะเขาถูกฝึกมาแบบนี้ แล้วในประวัติศาสตร์บาดแผลที่ผ่านมา ก็ทหารตำรวจนี่แหละ ที่มีส่วนในการสังหารเข่นฆ่าคนบริสุทธิ์ทั้งนั้นเลย ไม่ว่าจะกลุ่มนักศึกษาที่ธรรมศาสตร์ หรือชาวบ้านที่ราชประสงค์ คนตายไปเท่าไหร่ เราลืมกันหมดแล้ว ทหารไม่เคยต้องรับผิดชอบอะไรเลยครับ อ้างความมั่นคงในการเข่นฆ่าบีฑาคนในชาติเดียวกันโดยไม่ผิดกฎหมาย แล้วแบบนี้เรายังจะคาดหวังความปรองดองความสมานฉันท์ได้อยู่หรือ

อาตมาอยากจะเตือนอย่างกัลยาณมิตรนะครับว่า มาตรา 44 นี่ให้โทษมากกว่าให้คุณ มันทำให้เจ้าหน้าที่รัฐบ้าอำนาจ ลุแก่โทสาคติ โดยจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม อะไรที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ซึ่งกฎหมายให้การคุ้มครอง ถูกละเมิดหมดเลย

นี่ทราบว่า น้ำไฟในวัดก็จะตัด พระเณรก็จะถูกไล่ออกจากวัด หรือไม่ก็ถูกขังอยู่ในนั้น ไม่ต่างจากนักโทษที่ไร้อิสระภาพ นี่เป็นเรื่องที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างที่สุดเลย จับคนทำผิดไม่ได้ ก็จะยึดวัดเขา มันชอบธรรมที่ไหนกัน

การทำแบบนี้ เป็นการทำลายน้ำใจทำลายศรัทธาของคนพุทธจำนวนไม่น้อย ทั้งที่ศรัทธาวัดพระธรรมกาย และทั้งที่เฉยเฉยนะครับ

ถ้าคนมีอำนาจจะพอสำเนียกรู้อยู่บ้าง หรือมีหิริโอตัปปะ อย่างที่ชอบพร่ำจริง ควรจะมีโยนิโสมนิการ ก่อนที่จะตัดสินใจใช้อำนาจอะไรก็ตาม ควรรู้จักการวางท่าที เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดความรุนแรงและความสูญเสียกับผู้บริสุทธิ์

บ้านเมืองเราแตกแยกเป็นเสี่ยงเสี่ยง มานานแล้วนะครับ ขอให้ยอมรับข้อเท็จจริงอันนี้ ถ้าขืนยังคิดว่า จะต้องกำจัดกันให้สิ้นซากไปข้างหนึ่งแทนที่จะประนีประนอม โดยเห็นแก่ความสันติสุขอันจะพึงเกิดมีกับสังคม หรือเห็นแก่คนบริสุทธิ์ ทั้งพระเณรและฆราวาส ซึ่งศรัทธาในแนวทางของวัดพระธรรมกาย เกรงว่า บ้านเมืองของเราจะหาความสงบอีกไม่ได้เลย หรือเราไม่อยากเห็นคนในชาติมีความเป็นอยู่อย่างปกติสุขกันกระนั้นหรือครับ

อาตมาจะฝากแง่คิดไว้นะครับว่า ถึงต่อให้คุณจัดการกับพระธัมมะชโยได้ จัดการกับพระเณรทั้งหมดในวัดพระธรรมกายได้ ยึดทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของธรรมกายได้ แต่หากสิ่งที่ทำไปนั้น เป็นไปโดยวิถีทางของความรุนแรงและใช้กำลังในการบีฑาข่มเหง คุณคิดหรือครับว่า คุณจะเปลี่ยนคนเป็นล้านที่นับถือพระธัมมะชโยได้ จะเปลี่ยนคนเป็นล้าน ที่เข้าวัดพระธรรมกายได้ จะเปลี่ยนความคับแค้นใจและความเห็นใจของคนเหล่านั้นที่มีต่อธรรมกายได้ ไม่มีทางเลยครับ อำนาจที่ปราศจากความเป็นธรรม ไม่เคยนำชัยชนะมาให้กับผู้ที่ถืออำนาจอันนั้นนะครับ นี่อยากจะฝากไว้ด้วยความหวังดี


พระมหาไพรวัลย์ วรวณฺโณ


ooo




ตอนยึดอำนาจใหม่ๆ คสช.มีการออกคำสั่งเรียกตัวบุคคลพร้อมจัดบทลงโทษจำคุกหนึ่งปีเยอะไปหมด วันนี้พฤติกรรมแบบนี้กลับมาอีกแล้ว แต่คราวนี้ดีเอสไออ้างอำนาจตามคำสั่ง คสช.เรียกตัวพระ 14 รูป และถ้าไม่ไปตามคำสั่งก็จะเข้าข่ายติดคุกทันที

คำสั่งแบบนี้น่าเกลียด เพราะทำให้รัฐเอาประชาชนเข้าคุกได้ ต่อให้ไม่ผิดอะไร แค่ไม่ไปตามผู้มีอำนาจเรียกก็ถือว่ามีความผิด แต่ยุคนี้ถึงขั้น ออกหมายเรียกพระพร้อมคาดโทษเหมือนอาชญากร ไม่เคยเห็นประเทศไทยยุคไหนเป็นแบบนี้เลย

ถ้าคำสั่งแบบนี้ดี และคนออกคำสั่งแบบนี้เก่งจริง ลองออกคำสั่งเรียกพ่อค้ายา นายหน้าค้ามนุษย์ ทหารแก๊งอุ้มฆ่า นายพลกินสินบนโรลรอยซ์ ฯลฯ ให้เห็นหน่อยครับ อยากเห็นว่ากล้าใช้คำสั่งแบบนี้กับอาชญากรตัวจริงมั้ย หรือใช้แต่กับพระ กับนักวิชาการ กันคนที่คิดต่างจากผู้มีอำนาจอย่างเดียว

ขอบคุณภาพจากสำนักข่าวไทย



Sirote Klampaiboon (ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์)


Thai Police Order Thousands From Buddhist Temple




Policemen and Buddhist monks walk inside Dhammakaya temple to search for a fugitive Buddhist monk in Pathum Thani province, Thailand, Feb. 17, 2017.


Thai Police Order Thousands From Buddhist Temple


Source: Voice of America
February 19, 2017


BANGKOK —

Thai police ordered thousands of worshippers to leave the country’s biggest Buddhist temple Sunday so it can intensify its search for its former abbot, who is wanted on money-laundering charges.

Thailand’s ruling junta used a special emergency law Thursday to let police explore the scandal-hit Dhammakaya Temple after months of failing to persuade it to hand over Phra Dhammachayo.

On Sunday, police said that all nonresidents must vacate the premises to expedite the search of the 400 hectare (1,000 acre) facility because temple activities were hindering police.

Monks who live within the temple grounds were ordered to congregate at an exit point and not interfere with the investigation.

“We are conducting these steps so that we can conduct the search process as quickly as possible so that we can return the temple grounds to the worshippers,” Woranan Srilam of the Department for Special Investigation told Reuters.

Rare defiance of military

The temple has been a rare institution in defying the military government. Opposition from political parties and activists has largely been silenced since a coup in 2014.

Phra Dhammachayo faces charges of conspiracy to launder money and receive stolen goods, as well as taking over land unlawfully to build meditation centers. His aides dismiss the accusations as politically motivated.

“This is an abuse of power by the junta who should not interfere on religious matters,” temple spokesman and senior monk Phra Pasura Dantamano told Reuters.

“We have always been willing to negotiate and accommodate the authorities but this is too much.”



Policemen and Buddhist monks search for a fugitive Buddhist monk inside Dhammakaya temple in Pathum Thani province, Thailand, Feb. 17, 2017.


13,000 inside temple

Around 13,000 people were inside the temple as of Sunday morning, according to Dantamano, who said that the temple would have to comply with the request to evacuate.

Although the temple has no overt political affiliation, the abbot is widely believed to have had links with populist former prime minister Thaksin Shinawatra, who was overthrown in 2006. A government led by Thaksin’s sister was toppled by the army in 2014.

The Dhammakaya Temple’s brasher approach to winning adherents jars on conservatives, who say it exploits its followers and uses religion to make money. The temple says it is as committed to Buddhist values as anyone else.

'สมศักดิ์ เจียม' เผยเหตุที่อาจทำให้ พล.อ.ต.ชิตพงศ์ ทองกุม ถูกไล่ออก-ถอดยศล่าสุด





โอเค อย่างน้อย เราพอรู้แล้วว่า กรณีไล่ออก-ถอดยศล่าสุด คนที่เคยทำงานกับกษัตริย์ใหม่ อาจจะมีส่วนมาจากอะไร (สำหรับใครที่ยังไม่รู้เรื่อง ดูกระทู้ที่แล้ว goo.gl/GFIezr)

มี "มิตรสหายท่านหนึ่ง" ส่งลิงค์นี้มาให้ (ขอบคุณครับ) นี่คือวิดีโอที่ พล.อ.ต.ชิตพงศ์ ทองกุม แนะนำ-โปรโมทบริษัทริชก้าเวิลด์ของเขาและผลิตภัณฑ์ของบริษัท https://www.youtube.com/watch?v=QdXwNtPFAnI

ดูนาทีที่ 1:51-4:10 ผมถอดคำมาให้ดูแบบคำต่อคำ

".....ความเป็นมาที่เราต้องมาทำเป็นบริษัทริชก้าเฮิร์บเวิลด์เนี่ย เนื่องจากว่า ผมปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ที่ดูแลคลีนิคชิตพงศ์แพทย์แล้ว ผมยังทำหน้าที่เป็นแพทย์ประจำพระองค์อีกหน้าที่นึงนะครับ ในการถวายงานในตอนแรกเนี่ย พระโอสถที่ใช้ในวังส่วนใหญ่ก็จะประกอบด้วยสารเคมีเป็นส่วนใหญ่นะครับ กระทั่งมีมาวันนึงเนี่ย ผมได้รับการ เป็นคำสั่งให้ดูแล เกี่ยวกับเรื่องพระพักตร์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชนะครับ ท่านก็รับสั่งกับผมว่า นอกจากสารเคมีเนี่ย เรามีผลิตภัณฑ์อื่นซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากสารอินทรีย์หรือเรียกว่า 'ออร์แกนนิคเบสต์' หรือไม่ ผมก็ได้ทูลเกล้าถวายผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลิตภัณฑ์ของบริษัทริชก้าเฮิร์บเวิลด์นี่แหละครับ ให้พระองค์ท่านได้ใช้นะครับ ภายหลังจากที่พระองค์ท่านได้ใช้ไปสักพักนึง พระองค์ท่านก็มีความพอใจ แล้วก็ได้รับสั่งกับผมว่า 'เนี่ย ในฐานะที่หมอมีสินค้าที่ดี แล้วก็ราคาไม่แพงแล้ว ทำยังไงล่ะ ถึงจะทำให้คนอื่นได้มีโอกาสได้ลองใช้ดูบ้าง' ผมก็ได้ทูลเกล้าถวายไป แล้วก็ได้ทูลว่า 'ถ้าอย่างนั้น ข้าพระพุทธเจ้าก็จะขอให้ข้าราชบริพารที่อยู่ในวังเนี่ย ได้มีโอกาสใช้ด้วย' พระองค์ท่านก็ยินดีที่เป็นแบบนั้นนะครับ หลังจากที่ใช้มาซักพักนึงแล้ว ทุกคนก็รู้สึกว่า มีความพอใจเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากสารอินทรีย์มากกว่าสารเคมีนะครับ เราก็เลยมีความคิดที่จะจัดตั้งบริษัท สำหรับกลไกที่จะให้เป็นไปตามพระราชประสงค์เนี่ย ก็ถึงนำให้เราไปสู่บริษัทขายตรงหรือที่เรียกว่าบริษัทเครือข่ายนี่นะครับ เพราะว่าเป็นกลไกการตลาดอย่างเดียวที่จะกระจายสินค้าให้ไปสู่ประชาชนได้มากที่สุด....."

สรุปคือ ข้อหาเรื่อง "ใช้อำนาจหน้าที่ในการแอบอ้างพระปรมาภิไธยเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว" และ "นำข้อมูลทางการแพทย์ในพระองค์ไปเปิดเผย" อาจจะหมายถึงเรื่องนี้ พูดแบบบ้านๆคือ นอกจากเอาชื่อไปโปรโมทบริษัทแล้ว พล.อ.ต.ชิตพงศ์ ยังไปเปิดเผยว่า พระบรมฯมีปัญหาเรื่องใบหน้า และใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้า
...

(ในคลิป คุณชิตพงศ์ เล่าสับสนอยู่บ้าง คือในขณะที่เล่าว่า ที่เขาตั้งเป็นบริษัท เกิดจากการได้ถวายสมุนไพรรักษาหน้าให้พระบรมก่อน แล้วพอพระบรมพอใจและแนะนำให้หาทางให้คนอื่นใช้ด้วย เขาจึงมาตั้ง แต่ตอนแรก ที่ว่าถวายสมุนไพรรักษาหน้า ก็เอ่ยว่าเป็น "ผลิตภัณฑ์บริษัทริชก้าเวิลด์" ราวกับว่ามีบริษัทแล้วตอนนั้น)

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
FB


Somsak Jeamteerasakul

ooo

ต้อนรับเข้าสู่ บริษัท ริชก้าเฮิร์บเวิลด์ จำกัด โดยท่านประธานกรรมการ




https://www.youtube.com/watch?v=QdXwNtPFAnI

ooo

โปรดเกล้าฯให้ปลด ผช.หัวหน้า สนง.ฝ่ายเสนาธิการในพระองค์ เหตุแอบอ้างพระปรมาภิไธย

Sun, 2017-02-19 19:25
ที่มา ประชาไท

โปรดเกล้าฯให้ถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชฯ พล.อ.ต.ชิดพงศ์ ทองกุม ผู้ช่วยหัวหน้าสํานักงานฝ่ายเสนาธิการในพระองค์ แอบอ้างพระปรมาภิไธย เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ขาดจรรยาแพทย์และราชสวัสดิ์ นําข้อมูลทางการแพทย์ในพระองค์ไปเปิดเผย ลักพระราชทรัพย์





19 ก.พ. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ให้ปลดนายทหารสัญญาบัตรออกจากราชการ ให้ถอดยศทหาร และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระราชโองการ

โดยมีพระราชโองการโปรดเกล้าฯให้ปลด พล.อ.ต.ชิดพงศ์ ทองกุม ผู้ช่วยหัวหน้าสํานักงานฝ่ายเสนาธิการในพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ออกจากราชการ ให้ถอดยศทหาร และเรียกคืน เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นประถมาภรณ์ช้างเผือก ประถมาภรณ์มงกุฎไทย ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย ตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก และเหรียญจักรมาลา ตั้งแต่วันที่ 17 ก.พ.2560 เนื่องจากใช้อํานาจหน้าที่ในการแอบอ้างพระปรมาภิไธย เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ขาดจรรยาแพทย์และราชสวัสดิ์ นําข้อมูลทางการแพทย์ในพระองค์ไปเปิดเผย ลักพระราชทรัพย์ ซึ่งเป็นพระราชมรดกตกทอดอันศักดิ์สิทธิ์ ขาดเวรยาม ขัดคําสั่งผู้บังคับบัญชา และไม่ปฏิบัติตนให้เหมาะสมกับตําแหน่งหน้าที่ รวมทั้งหย่อนยานเพิกเฉยและละเว้นในการปฏิบัติหน้าที่ ประพฤติตนไม่ให้เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัย ทําให้เกิดความเสียหายอย่างยิ่งในราชการในพระองค์ ประกาศ ณ วันที่ 17 ก.พ.พ.ศ.2560


วันอาทิตย์, กุมภาพันธ์ 19, 2560

พระสงฆ์และคณะศิษยานุศิษย์วัดพระธรรมกายทยอยรวมตัวตามประกาศรวมพลภายใน24ชม.ให้รัฐยกเลิกมาตรา 44



https://www.facebook.com/thapanee.ietsrichai/videos/1423682980984942/


Thapanee Ietsrichai was live.


การใช้อำนาจในการปกครอง แบบหลับหูหลับตา





พวกโพลนี่เวลายกหางไม่บันยะบันยังกันเลย พลาดท่าผิดทางระวัง ‘เคล็ด’ นะยะ

ขณะที่ตึงเครียด สถานการณ์หน้าสิ่ว ไหนจะธรรมกายถอยไม่ได้ รุกไม่ดี ยังมีค้านถ่านหิน มากันทุกสารทิศ





ซูเปอร์กรรณิกาโพล ดันบอก “แนวโน้มความสุขมวลรวมของคนไทยในช่วงเดือนมกราคม ปี ๕๓ - ๖๐ เพิ่มสูงขึ้น ภาคกลางมีความสุขมากกว่าภาคอื่นๆ เพราะบ้านเมืองสงบสุข”

ยังไม่หมด เผยความเห็น ปชช. อีกต่างหาก “พรรคการเมืองที่คนไทยจะเลือก ส่วนใหญ่จะเลือกพรรคที่สนับสนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทรโอชา เป็นนายกรัฐมนตรี”

(เก็บมาจากข่าว FM100.5 News Network ‏@news1005fm หมาดๆ เมื่อชั่วโมงที่แล้ว)

“วันนี้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ มีการประชุมประเมินสถานการณ์และปรับแผนการตรวจค้นวัดพระธรรมกายและพื้นที่ควบคุมตามคำสั่ง คสช. มาตรา 44...

พลตำรวจโท ชาญเทพ เสสะเวช บอกว่ามาตรการแรกที่คาดว่าจะนำมาใช้ คือการสั่งห้ามไม่ให้จัดกิจกรรมทุกอย่างภายในวัด และให้คนออกจากพื้นที่ภายในวัดทั้งหมด”

(http://www.nationtv.tv/main/content/social/378535347/)

ขณะที่ เมื่อ “10.30 น. DSI แถลงยังไม่ตัดน้ำไฟพระธรรมกายเคลียร์คนออกบ่าย 3 -วัดวอนเลิกม.44 # SMSINN” (ข่าว innnewscompany ‏@INNNEWS)

มิใยที่ดุสิตโพลก็ออกมาเหมาะเจาะสถานการณ์ ชี้ว่าผู้ “คน 76.44% แนะรอบคอบดำเนินคดีธัมมชโย ห่วงปะทะ ขอทุกฝ่ายมีสติ http://www.newsplus.co.th/123813#newsplusTH

พระสนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กรวัดพระธรรมกาย ได้แถลงข่าวกับสื่อมวลชนว่าตลอดสามวันที่ผ่านมา เจ้าหน้าทีเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกายอย่างละเอียด มีการเอาสก็อตเทปโลดก้ดีเอสไอปิดตามประตูต่างๆ ห้ามเข้าออก

โดยเฉพาะในวันที่สอง มีการสนธิกำลังจำนวนมากมหาศาล เจ้าหน้าที่นำสุนัขเข้าร่วมตรวจค้น จนญาติโยมพากันตื่นตระหนก

“ขอความกรุณา คสช. และรัฐบาล ยกเลิก ม.44 เพราะพระภิกษุสามเณร ได้รับความลำบากในการบิณฑบาต และบำเพ็ญสมณะกิจอื่นๆ และเนื่องจากมีการสับเปลี่ยนกำลังของเจ้าหน้าที่ตลอดเวลา”

(http://news.voicetv.co.th/thailand/463098.html)

ส่วนวันแรก (๑๖ ก.พ.) เป็นที่รู้กันแล้วว่าการเข้าตรวจค้นกุฏิดาวดึงส์ ที่พำนักของพระธัมมชโย ไม่พบอดีตเจ้าอาวาสวัดธรรมกายแต่อย่างใด “เหลือเพียงเตียงว่างเปล่า มีเพียงแต่ของใช้บางส่วนที่ทิ้งไว้”





แถม “เวลาต่อมาได้มีแชร์ภาพในโลกโซเชียลที่อ้างว่าเป็นภาพในกุฏิของพระธัมมชโยออกมา โดยบางภาพมีลักษณะเหมือนเป็นการจัดหมอนเป็นการอำพรางสายตาของเจ้าหน้าที่ด้วย”

(https://www.khaosod.co.th/breaking-news/news_220420)

แบบนี้ทำให้พวกสลิ่มแค้นกันนักหนา แค้นเพราะเจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของนายกฯ ขวัญใจกรรณิกาโพลโดนตบตา ยังดีที่มาได้ชื่นมื่นกับความสำเร็จต้านโรงไฟฟ้าถ่านหินเมื่อกี้นี่เอง

จากทวี้ต Sutima_VoiceTV21 ‏@YataNuiy : “สรุปรัฐบาลรับข้อเสนอทบทวนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และสงขลา โดยยกเลิกรายงาน EIA / EHIA เตรียมนำเข้า ครม. ในวันอังคารที่จะถึงนี้”





แกนนำทั้ง ๕ คน คือ ประสิทธิชัย อัครเดช รุ่งคุณ บรรจง และธัชพงศ์ ได้รับการปล่อยตัว “ถือว่าการต่อสู้ของกลุ่มชาวบ้านบรรลุผลแล้ว และได้ประกาศให้มวลชนเดินทางกลับทันที เพราะถือว่าเป็นการ Set zero โรงไฟฟ้ากระบี่แล้ว”

(http://www.komchadluek.net/news/politic/260957)

ก่อนจะถึงจุดนี้ หน้าสิ่วหน้าขวานกันพอสมควร เมื่อวาน (๑๘ ก.พ.) เครือข่ายภาคประชาชนนับสิบๆ องค์กร อาทิ เครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือ ภาคีอนุรักษ์แม่น้ำโขง สมัชชาเอกชนคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ฯลฯ เป็นต้น ร่วมกันประกาศ “เราจะสู้ไปด้วยกัน”





มีแถลงการณ์จวกรัฐบาล คสช. “ขาดการฟังเสียงของประชาชน ผลักดันให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและการขาดธรรมาภิบาลของรัฐเพิ่มมากขึ้น อันเป็นต้นตอสำคัญของความขัดแย้งทางสังคมดังที่เป็นมา

ทั้งที่ประชาชนได้เสนอข้อมูลความจริงอย่างชัดเจนแต่ก็ไม่ได้รับการรับฟังจากภาครัฐ กลับยังกล่าวอ้างข้อมูลและความเชื่อเดิมๆ อย่างหลับหูหลับตา”

(http://www.isranews.org/…/academic…/item/54133-we-65921.html)

ทั้งที่ข้อเสนอของฝ่ายประท้วงน่ารับฟัง ดังที่ บก.ลายจุด ‏@nuling ชี้ว่า “ต้องยอมรับว่าทีมค้านถ่านหินรอบนี้ทำการบ้านดีมาก ชีวมวลจากปามล์...

คู่แข่งขันของโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่คือโรงไฟฟ้าชีวมวลและไบโอแก๊สจากปามล์ เมื่อเปรียบเทียบแล้วชีวมวลน่าสนใจกว่ามาก เงินทองไม่รั่วไหลช่วยเกษตรกร”

แล้วถ้างั้น ไฉน คสช. จึงดึงดันจะสร้างให้ได้ ต้องไปฟัง นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพูดไว้เมื่อวันก่อน

(https://www.matichonweekly.com/hot-news/article_25253)





“ถามว่าทำไมคนไทยจึงสนใจซื้อเหมืองถ่านหิน ตอบว่าเป็นเพราะฝันหวานอยู่กับตัวเลข ๑๒๐ ดอลลาร์ต่อตัน พวกนี้มั่นอกมั่นใจว่าราคาจะกลับขึ้นไปเกิน ๑๒๐ เหมือนเดิม”

เนื่องจากช่วงปี ๒๕๔๘-๒๕๕๓ ราคาถ่านหินขึ้นพรวดพราดไปที่ ๑๒๐ ดอลลาร์ จากนั้นค่อยๆ ลดลงถึงปี ๒๕๕๙ ที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตซื้อเหมืองถ่านหิน ราคาอยู่ที่ ๗๐-๘๐ ดอลลาร์

“ถามว่าคนไทยที่ซื้อเหมืองถ่านหิน มาถึงวันนี้ดีใจหรือเสียใจ ตอบว่าสถานการณ์จุกคอหอย ภาษานักเล่นหุ้น เรียกว่า ‘ติดยอดดอย’...

พ่อค้าถ่านหินจึงย่อมจะผลักดันการสร้างโรงไฟฟ้าในไทยอย่างสุดลิ่มทิ่มประตู การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เท่านั้น ที่จะสร้างหลักประกันว่า เหมืองจะขายถ่านหินได้ต่อไปในอนาคตอีก ๓๐ ปี

ดังที่คุณศศิน (นายศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร) ให้ความเห็นไว้ว่า เมื่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินไปแล้วไม่ว่าจะคุ้มหรือไม่คุ้ม ก็จะต้องหาซื้อถ่านหินมาเผากันไปเรื่อยๆ นั่นแหละ”

และนี่ละสติปัญญาในทางบริหารรัฐกิจของ คสช. ซึ่งดูเหมือนจะเก่งอย่างหนึ่งเดียวตรงที่ ‘การใช้อำนาจทางปกครอง’

พลโลก"ไร้ศาสนา"แซงหน้า"พุทธศาสนิกชน"โอกาสแห่งสันติภาพหรือสงคราม? + นักศาสนวิทยา เสนอแยก"คณะสงฆ์"ออกจาก"กษัตริย์"ก่อนปฎิรูปให้พ้นการเมือง



https://www.youtube.com/watch?v=mGzIVfkU-L4

พลโลก"ไร้ศาสนา"แซงหน้า"พุทธศาสนิกชน"โอกาสแห่งสันติภาพหรือสงคราม?

jom voice


Published on Feb 18, 2017

ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ นักวิชาการศาสนวิทยา ให้สัมภาษณ์ Thaivoice เกี่ยวกับแนวโน้ม คนไร้ศาสนา(Atheist)ที่มีจำนวนมากขึ้นเป็นอันดับ 3 รองจากคริสต์ อิสลาม และมากกว่าคนที่นับถือศาสนาพุทธ ผลสำรวจจากพลเมืองทั่วโลกครั้งล่าสุดว่า มาจากหลายปัจจัยเช่น ไม่ตอบโจทย์ชีวิตจากศาสนาที่เคยนับถือ เห็นความขัดแย้งกันเองภายในศาสนา ผิดหวังบุคคลในศาสนา หรือเกิดมาในบรรยากาศที่ไม่เคร่งครัดเรื่องศาสนา รวมไปถึงความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์ความเป็นจริงของชีวิตบางอย่าง รวมไปถึง สภาพสังคมและการเมืองที่ให้ความสำคัญเรื่อง สิทธิมนุษยชน เสรีภาพ ความเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม คนไร้ศาสนามีหลากหลายรูปแบบ ทั้งไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า เชื่อในพระเจ้าหลายองค์ ไม่เชื่อว่าพระเจ้าสร้างโลก หรือเชื่อในสิ่งดี ๆ ของทุกคำสอนในทุกศาสนาถ้าสอดคล้องกับการแสวงหาของตัวเอง สำหรับสังคมไทย ถ้าจะประกาศตัวอย่างเป็นทางการว่าเป็นคนไร้ศาสนา จะส่งผลต่อสถานะทางสังคม อาจจะส่งผลต่ออาชีพการงาน เพราะสังคมไทยมองคนไร้ศาสนา เป็นคนไม่ดี ไม่มีศิลธรรม และลักษณะวีถีของสังคมไทยส่วนใหญ่ จะบังคับให้นับถือศาสนา ซึ่งหลักคุณธรรมพื้นฐานของคนไร้ศาสนาคือ หลักศิลธรรมและความยุติธรรมตามธรรมชาติ หรือที่เรียกว่า เอาใจเขามาใส่ใจเรา อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถยืนยันได้ว่าหากมีคนไร้ศาสนาเพิ่มมากขึ้น จะนำพาให้โลกเกิดสันติภาพ หรือภาวะความสับสนวุ่นวาย แต่อย่างน้อยจะช่วยลดความขัดแย้งด้วยสาเหตุของศาสนาลงไปได้มาก

ooo

เรื่องเกี่ยวเนื่อง

นักศาสนวิทยา เสนอแยก"คณะสงฆ์"ออกจาก"กษัตริย์"ก่อนปฎิรูปให้พ้นการเมือง



https://www.youtube.com/watch?v=idaD6rvXkco

jom voice

Published on Feb 18, 2017

ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ นักวิชาการศาสนวิทยา ให้สัมภาษณ์ Thaivoice (ตอนจบ ) เกี่ยวกับผลกระทบต่อคณะสงฆ์และรัฐบาลกรณีวิธีการจัดการกับวัดพระธรรมกาย และแนวทางปฎิรูปคณะสงฆ์ให้พ้นจากอำนาจการเมืองว่า เป็นเรื่องที่ยากมาก ที่จะแยกศาสนาออกจากรัฐในทันที เพราะสถาบันสงฆ์ผูกติดกับอำนาจโครงสร้างอำนาจรัฐมายาวนาน หากจะแก้ปัญหาเพื่อการปฎิรูปให้คณะสงฆ์และพุทธศาสนา รอดพ้นจากอำนาจฝ่ายการเมือง อันดับแรกต้อง แยกคณะสงฆ์ออกจากพระราชอำนาจ อาจจะเกี่ยวพันในเชิงพระราชพิธี หรือพระราชประเพณีได้แต่ต้องไม่ให้ พระมหากษัตริย์มีพระราชอำนาจในการบริหารจัดการในองค์กรคณะสงฆ์ เช่นการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช การแต่งตั้งสมณศักดิ์ ปล่อยให้คณะสงฆ์บริหารจัดการกันเอง และลดความไม่เป็นธรรมระหว่างนิกาย ควรแยกให้ธรรมยุติกับมหานิกายบริหารจัดการกันเอง อาจมีสมเด็จพระสังฆราชสองพระองค์ก็ได้โดยแต่งตั้งกันเอง จากนั้นถึงไปสู่การบริหารองค์กรคณะสงฆ์โดยรวมทั้งประเทศ หากไม่เช่นนั้นแล้ว ปัญหาวงการคณะสงฆ์ไทย จะเรื้อรังและสร้างปัญหาสร้างความแตกแยกไม่จบสิ้น

.....

เด็ดดวงแก้ว"ธรรมกาย"สะเทือน"คณะสงฆ์-พุทธศาสนา"ไทย




https://www.youtube.com/watch?v=xZSvJneuE14

jom voice

Published on Feb 17, 2017

ดร.ศิลป์ชัย เชาว์เจริญรัตน์ นักวิชาการศาสนวิทยา ให้สัมภาษณ์ Thaivoice (ตอนที่ 1) เกี่ยวกับการบุกจับอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายและการเอาผิดกับวัดพระธรรมกายในหลายร้อยข้อหาว่า สังคมส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐดำเนินการกับวัดพระธรรมกาย แต่วิธีการดำเนินการของรัฐบาลก็ปฎิเสธไม่ได้ว่ามีเจตนาทางการเมือง จึงทำให้ถูกมองว่าเป็นการกลั่นแกล้ง แม้ว่าที่ผ่านมา ธรรมกาย ก็พยายามขยายบทบาทและอิทธิพลให้กลายเป็นสิ่งที่หวาดระแวงต่ออำนาจรัฐ อย่างไรก็ตามแม้ว่า พระธัมมชโย จะพ้นออกจากวัด แต่หลักคำสอน แนวคิดความเชื่อที่ถ่ายทอดกันมาอย่างดี ก็ยังดำเนินต่อไป และครั้งนี้ คณะสงฆ์ รวมทั้งพุทธศาสนาในประเทศไทยได้รับผลกระทบมากที่สุดทั้งในระดับประเทศ และระดับโลก นำมาซึ่งความไม่มั่นคงของสถาบันสงฆ์และศาสนาพุทธในประเทศไทย และอาจจะนำไปสู่การปฎิรูปในที่สุด ( ตอนที่ 2..ดร.ศิลป์ชัย จะวิเคราะห์แนวทางการแยกศาสนา ออกจากรัฐ ทำได้หรือไม่อย่างไร ...โปรดติดตาม)