วันอาทิตย์, กันยายน 24, 2560

‘คนดี’ กับ 'คนเก่ง' ที่ป๋าว่า ไหง ‘ไบโพล่า’ ยอกย้อนแกว่งไปแกว่งมาซะงั้น

จะว่าป๋าเปรม ณ สี่เสาฯ โหนพระศพในหลวง ร.๙ ก็ได้นะนี่ เมื่อตอนไปพูด “ให้โอวาท” ในงานมอบทุนการศึกษานักเรียนที่เรียนดี ๑,๘๖๑ คน ในท้องที่จังหวัดนครราชสีมา

เมื่อประมาณ ปี ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ จะสวรรคต...ท่านก็ทรงรับสั่งว่าให้ช่วยกันผลิตคนดี ไม่ต้องเน้นผลิตแต่คนเก่ง

เพราะชาติบ้านเมืองของเราต้องการคนดีมากกว่าคนเก่ง” ป๋ายัน

ซึ่ง “ภายในงานพล.ท.วิชัย แชจอหอ แม่ทัพภาคที่ พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ ๒๐ จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นายตำรวจ และนายทหาร เข้าร่วมมอบเงินสมทบทุนเข้ามูลนิธิฯ ในครั้งนี้ด้วย


ไม่รู้ว่าคิดมากไปไหม จากคำพูดที่ว่า “เพราะชาติบ้านเมืองของเราต้องการคนดีมากกว่าคนเก่ง” นั้นคงไม่ได้หมายความอย่างที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี (ทั้งในรัชกาลที่ ๙ และรัชกาลที่ ๑๐) อ้าง

แต่ก็ทำให้หนึ่งในแกนนำ พธม. ที่เพิ่งโดนศาลฎีกายกคำร้องคดีอ้างว่าพวกตนเป็น คนดี เลยปิดสนามบินนานาชาติเพื่อกดดัน ไล่รัฐบาลที่พวกตนไม่ชอบ ก่อความเสียหายเป็นแสนล้านบาท เอามาเนียน

ยืนยันสิ่งที่เราได้กระทำลงไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ” ยะใส กตะศิลา แกนนำคนนั้น (ไม่ต้องแอบแต่) อ้าง

ครั้นต้องชดใช้ทางแพ่งเพียง ๕๒๒ ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยอีกร้อยละ ๗.๕ กับอีกสองคดีที่กำลังตามมา จากวิทยุการบิน ค่าเสียหาย ๑๐๒ ล้าน และการบินไทยตัวเลขต้องชดใช้ถ้าแพ้อีก ๕๗๕ ล้านบาท บอกว่า

เป็นเงินที่มากเกินกว่าที่จำเลยจะสามารถชดใช้ได้ ดังนั้นจะหารือกับทาง ทอท. เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้” และหากไม่สำเร็จก็เข้าสู่กระบวนการบังคับคดี ถึงที่สุดก็เข้าสู่การฟ้องล้มละลายหากไม่สามารถชดใช้ตามจำนวนต้องชำระ


กรมบังคับคดีก็ดีแสนดี แอ่นรับทันที อธิบดีรีบออกมาบอกว่า “ในคดีดังกล่าวจำเลยหรือลูกหนี้สามารถยื่นคำร้องกับกรมบังคับคดีให้ช่วยประสานในเรื่องการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในชั้นบังคับคดีได้ก่อนที่จะมีการบังคับคดีตามคำพิพากษา”


น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีฯ ช่วยอธิบายให้กระจ่างด้วยว่าจะช่วยผ่อนหนักเป้นเบาได้อย่างไร “หลังจากได้รับคำร้องกรมบังคับคดีจะออกหนังสือแจ้งไปยังโจทก์ ซึ่งในคดีนี้คือบริษัทการท่าอากาศยาน เพื่อแจ้งว่าลูกหนี้หรือจำเลยมีความประสงค์จะไกล่เกลี่ย เมื่อมีการพบเจรจาไกล่เกลี่ยทางลูกหนี้ก็จะเสนอว่าสามารถดำเนินการจ่ายได้เท่าไหร่ เป็นงวด รายเดือน รายปี ตามยอดหนี้ที่ต้องชำระ


ที่ซึ่งคนดีผู้เคราะห์ร้าย นึกว่าก่อความเสียหายเป็นแสนล้าน เพื่อขับไล่รัฐบาล “ที่ฉ้อฉลทรราชย์ ในตอนนั้น” เป็นการ “กระทำลงไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ”

ฉะนั้นตอนนี้ ชิว ชิว “ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการเจรจากับโจทย์ (ทอท.) การบังคับคดี หรือการฟ้องล้มละลายในอนาคต ซึ่งยังคงมีเวลาอีกนับปี”


 คนเก่ง ที่ป๋าอ้างว่า ไม่ต้องเน้นผลิต นั่น จะเป็นคนเดียวกับที่ป๋าชมเมื่อวันทหารตบท้อปบู๊ทไปอวยพรวันเกิดครบอยู่นาน ๙๗ ปีหรือเปล่า ไม่แน่ใจ

วันนั้น (๒๔ สิงหา) ป๋าบอกว่า ตั้งแต่ ตู่ (พล.อ. ประยุทธ์) เป็นนายก ป้อม (พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ) ว่าตู่พูดเก่งขึ้นไหม คล่องไม่ต้องมีโผ ยอดเยี่ยมเลย

(ทว่าตอนท้าย ตู่ออกมาจากบ้านสี่เสาฯ แล้วพูดกับนักข่าวว่าไร ต้องไปดูเองที่ https://thestandard.co/prem-tinsulanonda-97th-birthday-anniversary/)

ตู่ของป๋าคนนี้เพิ่งออกมา พูดเก่ง อีกแล้วเมื่อวานซืน (๒๒ กันยา) ว่า “ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีจำนวนผู้ยื่นจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทใหม่ เพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๐ แสดงว่าทุกคนมีความมั่นใจมากขึ้น นับเป็นการขยายตัวสูงสุดในรอบ ๔ ปี”

ทั้งนี้เอาไปหนุนได้ว่า “สอดคล้องกับที่ U.S. News ได้จัดให้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ ๑ ของประเทศที่เหมาะสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจมากที่สุดในโลกติดต่อกันเป็นปีที่ ๒ ด้วย”



แต่คนพูดไม่เห็นข่าวเรื่อง “ทุนไทยเคลื่อนย้ายสุทธิ รวม ๓.๕ แสนล้านบาท” ที่ได้มาจากรายงานธนาคารแห่งประเทศไทย สำหรับช่วง ๕ เดือนแรกของปี ๒๕๖๐

“เฉพาะเดือนพฤษภาคมเดือนเดียว มีเงินทุนไหลออกมากถึง ๓.๗๙๔ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ๑.๓ แสนล้านบาท” จุดหมายที่ไปก็มี จีน มาเก๊า ญี่ปุ่น ฮ่องกง รวมไปถึงตราสารทุนในไอร์แลนด์ ลักเซ็มเบิร์ก และเยอรมนี

ข่าวนี้เขาปิดท้ายให้ซึมซับด้วยว่า “ภาคธุรกิจเอกชนไม่ได้ลงทุนในประเทศ แต่หันไปลงทุนในต่างประเทศ” (จากคอลัมน์ แนวโน้ม ของมติชน)

แล้วนี่ก็ให้บังเอิญ พอดีมีโพลออกมาเมื่อวาน (๒๓ กันยา) “ร้อยละ ๕๔.๒ ปรองดองสำเร็จก่อนแล้วค่อยเลือกตั้ง” ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยกรุงเทพฯ ว่างั้น

แต่โพลเดียวกัน ดันพบว่า “หากการจัดการเลือกตั้งเลื่อนออกไปไม่เป็นไปตามโรดแมปจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทยหรือไม่” ร้อยละ ๖๐.๐ คิดว่า “ส่งผลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด” 
อ้าว ความคิดเห็นประชาชนคนไทย ไหง ไบโพล่ายอกย้อนแกว่งไปแกว่งมาซะงั้น หรือว่านี่เป็น คนดี ไม่ต้องเก่ง ที่ป๋าย้ำว่าในหลวง ที่อยู่บนสวรรค์ ทรงต้องการ

ชนชั้นใดเขียนกฎหมาย ก็แน่ไซร้เพื่อชนชั้นนั้น เพจ 'จับตาปัญหาที่ดิน' ชี้พิรุธเลื่อนถก 'ก.ม.ภาษีที่ดิน' พบสนช.ถือครองเฉลี่ย 42 ล้านต่อราย





ชี้พิรุธเลื่อนถก 'ก.ม.ภาษีที่ดิน' พบสนช.ถือครองเฉลี่ย 42 ล้านต่อราย


By กองบรรณาธิการ ข่าวการเมือง
Voice TV
23 กันยายน 2560

เพจ 'จับตาปัญหาที่ดิน' ชี้ 'กฎหมายภาษีที่ดิน' ถูกเลื่อนประกาศมาถึงสองครั้ง และน่าจะมีการเลื่อนอีกในช่วงต้นปี 2561 เอี่ยวสนช.หรือใหม่ พร้อมยกข้อมูลจาก ป.ป.ช.พบสนช.ถือครองที่ดินเฉลี่ย 42 ล้านต่อราย

เพจ 'Land Watch THAI จับตาปัญหาที่ดิน' ได้ยกข้อมูลจาก 'สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ' โดยเปิดเผยตัวเลขมูลค่าที่กินรวมของสนช. ในฐานะที่สนช.เป็นคนชี้ขาด ภาษีที่ดิน ว่า ไม่แน่ใจว่าคำพูดนี้จะเกิดขึ้นจริงๆอีกครั้งหรือไม่ กับกรณีของการ พิจารณากฎหมาย “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ...” ของ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในขณะนี้ ที่กำลังอยู่ในระหว่างการแก้ไขร่างโดยกรรมาธิการ

โดยแท้จริงแล้ว ร่าง พรบ. ฉบับนี้เป็นร่างกฎหมายแรกๆที่ รัฐบาล คสช. ตั้งใจจะบังคับใช้ แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องมีการเลื่อนประกาศมาเป็นเวลาถึงสองครั้งสองครา โดยครั้งนี้คิดว่าน่าจะมีการประกาศใช้ในต้นปี พ.ศ. 2561 แต่ก็มีข่าวมาว่าอาจจะต้องเลื่อนไปอีก

เพราะแท้จริงแล้วหาก สนช. มีการรับหลักการของร่างพรบ.ใดๆแล้ว ก็จะมีเวลา 60 วัน ในการแก้ไขหรือปรับปรุงกฎหมาย โดยตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560 จนถึงขณะนับเป็นเวลาเกือบ 180 วันแล้ว ก็ยังไม่มีวี่แววว่า พรบ.ฉบับดังกล่าวจะเข้าสู่ สนช. ในวาระสุดท้ายวันไหน

อะไรเป็นสาเหตุเบื้องลึกเบื้องหลังเราไม่ทราบได้ แต่เรารู้แน่ๆว่า “ภาษีที่ดิน” เป็นภาษีที่ส่งผลกระทบต่อคนที่มีที่ดินเป็นจำนวนมาก แต่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับคนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแน่แท้ และถึงแม้ว่ายังจะมีเรื่องราวลายละเอียดอีกมากมายที่เราเห็นว่าควรจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขในร่าง พรบ. ฉบับนี้

แต่หากพิจารณาถึงมูลค่าที่ดินทั้งหมดที่ สนช. ได้ถือครองอยู่นั้น ก็อาจจะทำให้เราเกิดคำถามได้ว่า สาเหตุที่ ร่าง กฎหมายฉบับดังกล่าวยังไม่ไปไหนมาไหนสักทีนั้น เป็นเพราะกฎหมายฉบับนี้จะทำให้สมาชิกใน สนช. เองนั่นแหละที่เป็นผู้เดือดร้อน

เพราะจากการที่ Land Watch Thai ได้รวบรวมข้อมูลจากบัญชีทรัพย์สิน ที่ สนช. ต้องแสดงต่อ ป.ป.ช. เราพบว่า สมาชิก สนช. ทั้งหมด 247 คน ในขณะนี้ ครอบครองที่ดินที่มูลค่ารวมกันถึง 9,803,618,528 บาท โดย สนช. ที่ครอบครองที่ดินที่มีมูลค่ามากที่สุดอยู่ที่ 1,197,900,920 บาท และที่น้อยที่สุดคือ 200,000 บาท เฉลี่ยคนละ 42,075,616 บาท นับว่าเป็นมูลค่าที่มหาศาลและก็บอกอยู่เป็นนัยๆว่าเจ้าของที่ดินทั้งหลายก็นั่งอยู่ในสภาแห่งนั้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องรอดูกันต่อไปว่า รูปร่างหน้าตาของ ภาษีฉบับนี้จะออกมาเป็นอย่างไร และจะส่งผลให้ลดการกระจุดตัวของที่ดินได้หรือไม่





ooo

"เปิดที่ดิน สนช. คนชี้ขาด ภาษีที่ดิน"

เหมือนคำที่คนเคยพูดกันบ่อยๆว่า
'ชนชั้นใดเขียนกฎหมาย ก็แน่ไซร้เพื่อชนชั้นนั้น”

ไม่แน่ใจว่าคำพูดนี้จะเกิดขึ้นจริงๆอีกครั้งหรือไม่ กับกรณีของการ พิจารณากฎหมาย “ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ.ศ. ...” ของ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในขณะนี้ ที่กำลังอยู่ในระหว่างการแก้ไขร่างโดยกรรมาธิการ

โดยแท้จริงแล้ว ร่าง พรบ. ฉบับนี้เป็นร่างกฎหมายแรกๆที่ รัฐบาล คสช. ตั้งใจจะบังคับใช้ แต่จนแล้วจนรอดก็ต้องมีการเลื่อนประกาศมาเป็นเวลาถึงสองครั้งสองครา โดยครั้งนี้คิดว่าน่าจะมีการประกาศใช้ในต้นปี พ.ศ. 2561 แต่ก็มีข่าวมาว่าอาจจะต้องเลื่อนไปอีก

เพราะแท้จริงแล้วหาก สนช. มีการรับหลักการของร่างพรบ.ใดๆแล้ว ก็จะมีเวลา 60 วัน ในการแก้ไขหรือปรับปรุงกฎหมาย โดยตั้งแต่วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2560 จนถึงขณะนับเป็นเวลาเกือบ 180 วันแล้ว ก็ยังไม่มีวี่แววว่า พรบ.ฉบับดังกล่าวจะเข้าสู่ สนช. ในวาระสุดท้ายวันไหน

อะไรเป็นสาเหตุเบื้องลึกเบื้องหลังเราไม่ทราบได้ แต่เรารู้แน่ๆว่า “ภาษีที่ดิน” เป็นภาษีที่ส่งผลกระทบต่อคนที่มีที่ดินเป็นจำนวนมาก แต่จะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับคนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแน่แท้ และถึงแม้ว่ายังจะมีเรื่องราวลายละเอียดอีกมากมายที่เราเห็นว่าควรจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขในร่าง พรบ. ฉบับนี้

แต่หากพิจารณาถึงมูลค่าที่ดินทั้งหมดที่ สนช. ได้ถือครองอยู่นั้น ก็อาจจะทำให้เราเกิดคำถามได้ว่า สาเหตุที่ ร่าง กฎหมายฉบับดังกล่าวยังไม่ไปไหนมาไหนสักทีนั้น เป็นเพราะกฎหมายฉบับนี้จะทำให้สมาชิกใน สนช. เองนั่นแหละที่เป็นผู้เดือดร้อน

เพราะจากการที่ Land Watch Thai ได้รวบรวมข้อมูลจากบัญชีทรัพย์สิน ที่ สนช. ต้องแสดงต่อ ป.ป.ช. เราพบว่า สมาชิก สนช. ทั้งหมด 247 คน ในขณะนี้ ครอบครองที่ดินที่มูลค่ารวมกันถึง 9,803,618,528 บาท โดย สนช. ที่ครอบครองที่ดินที่มีมูลค่ามากที่สุดอยู่ที่ 1,197,900,920 บาท และที่น้อยที่สุดคือ 200,000 บาท เฉลี่ยคนละ 42,075,616 บาท นับว่าเป็นมูลค่าที่มหาศาลและก็บอกอยู่เป็นนัยๆว่าเจ้าของที่ดินทั้งหลายก็นั่งอยู่ในสภาแห่งนั้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องรอดูกันต่อไปว่า รูปร่างหน้าตาของ ภาษีฉบับนี้จะออกมาเป็นอย่างไร และจะส่งผลให้ลดการกระจุดตัวของที่ดินได้หรือไม่

ข้อมูลจาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
https://www.nacc.go.th/nacc_asset_legis.php


Land Watch THAI จับตาปัญหาที่ดิน

เห็นยัง... ภาพรูปปั้น "ลุงกำนัน" สร้างไว้ให้คนกราบไหว้ เพื่อระลึกถึงคุณงามความดี ชาว กปปส.แห่แชร์!!





ชาว กปปส.แห่แชร์!! ภาพรูปปั้น "ลุงกำนัน" สร้างไว้ให้คนกราบไหว้ เพื่อระลึกถึงคุณงามความดี


สื่อออนไลน์ Online Media

Flashback กันลืม... ดูไทยรัฐส่อง 'คนบันเทิง' ใครเป็นใคร ร่วมม็อบ "Shut Down กรุงเทพฯ" + 32 ท่อน้ำเลี้ยงกปปส.



https://www.facebook.com/photo.php?fbid=1101842296612550&set=a.209485292514926.51153.100003603702137&type=3&theater

ooo

ส่อง 'คนบันเทิง' ประกาศจุดยืนร่วมม็อบ "Shut Down กรุงเทพฯ"





โดย ไทยรัฐออนไลน์
19 ม.ค. 2557

"ทีมข่าวบันเทิง ไทยรัฐออนไลน์" ลงสำรวจพื้นที่บางส่วนของการชุมนุม "Shut Down กรุงเทพฯ" ที่มีคนบันเทิงไปร่วมแสดงความชัดเจนทางการเมือง พร้อมเปิดใจคนบันเทิงบางส่วนที่มีต่อการชุมนุมในครั้งนี้...

ต้องยอมรับว่าในเวลานี้คงไม่มีเรื่องร้อนๆ เรื่องไหนมาแรงเท่ากับการชุมนุม "Shut Down กรุงเทพฯ" ของ กปปส. ซึ่งย่อมาจาก "คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" โดยมีการตั้งเวทีชุมนุมเกิดขึ้นและปิดการจราจรใน 7 พื้นที่ของกรุงเทพมหานคร ได้แก่ 1. หน้าศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ 2. ห้าแยกลาดพร้าว 3. อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ 4. แยกปทุมวัน 5. สวนลุมพินี 6. แยกอโศก และ 7. แยกราชประสงค์ สำหรับจุดประสงค์ในการชุมนุมครั้งนี้คือต้องการให้มีการปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง โดยมีผู้ที่ต้องการแสดงจุดยืนทางการเมืองออกไปร่วมชุมนุมไล่มาตั้งแต่เด็กจนถึงผู้ใหญ่ และในกลุ่มผู้ชุมนุมเหล่านี้ก็มีเหล่าคนบันเทิงที่นอกจากจะไปร่วมแสดงพลังทางการเมืองแล้ว ยังไปช่วยเหลืองานเหล่าผู้ชุมนุมอีกด้วย "ทีมข่าวบันเทิง ไทยรัฐออนไลน์" เลยลงไปสำรวจพื้นที่ชุมนุมบางส่วนที่มีเหล่าคนบันเทิงกันซะหน่อย

สำหรับใครที่ไปร่วมการชุมนุมเวทีราชประสงค์อยู่ทุกวันก็คงจะคุ้นชินกับภาพของเหล่าคนบันเทิงที่นอกจากมาร่วมร้องเพลงสร้างสีสันแล้ว ยังมีการขายเสื้อเพื่อนำรายได้สมทบทุนให้กับ กปปส. ตลอดจนทำอาหารแจกผู้ชุมนุมอีกด้วย ซึ่งในเวทีราชประสงค์แห่งนี้มีผู้ชุมนุมที่เป็นคนบันเทิงมากมาย...
...

ใครเป็นใครตามอ่านได้ที่...

http://www.thairath.co.th/content/396970

ooo



32 ท่อน้ำเลี้ยงกปปส.

อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/politic/277342
12 กุมภาพันธ์ 2557

ooo



มิตรสหายท่านหนึ่ง


อ่านนิทานเรื่องนี้ที่ไร ทำไมหน้าประดาพธม. ลอยมาทุกทีๆ..





อ่านนิทานเรื่องนี้ให้ลูกฟังที่ไร ทำไมหน้าประดาพธม.ลอยมาทุกทีๆ..

Noppakit Chotivanitkul

...

การแบ่งเนื้อของราชสีห์

ในวันหนึ่งขณะราชสีห์ออกไปล่าเหยื่อกับสุนัขจิ้งจอก หมาใน และหมาป่าอยู่นั้น พวกมันต่างช่วยกันมองหาเหยื่อจนพบเข้ากับกวางตัวหนึ่งจึงได้รีบวิ่งเข้าไปตะครุบกวางตัวนั้นจนตาย จากนั้นราชสีห์ก็เอ่ยขึ้นว่า “ข้าจะแบ่งเนื้อกวางเป็นสี่ส่วน”

สุนัขจิ้งจอก หมาใน และหมาป่า จึงช่วยกันถลกหนังและแบ่งเนื้อกวางออกเป็นสี่ส่วน หลังจากนั้นราชสีห์ก็เอ่ยขึ้นอีกว่า “ในฐานะที่ข้าเป็นเจ้าป่า เนื้อส่วนแรกต้องเป็นของข้า เนื้อส่วนที่สองก็เป็นของข้าเพราะข้าเป็นผู้ตัดสิน และส่วนที่สามก็ต้องเป็นของข้าเพราะข้าร่วมล่าเหยื่อด้วย สำหรับส่วนที่สี่ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าใครจะกล้าเข้ามา”

เมื่อได้ฟังดังนั้นทั้งสุนัขจิ้งจอก หมาใน และหมาป่าต่างก็รู้สึกสลดใจ และพากันโอดครวญที่พวกมันไม่ได้รับส่วนแบ่งเลยแม้แต่น้อย

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า : จงหลีกหนีจากผู้ปกครองที่ไร้ความยุติธรรม

ที่มา เวป Kwamruk.com


เสร็จนาฆ่าควายเหลือง 🤣🤣🤣 ใจหนึ่งก็สงสาร แต่ใจหนึ่งก็สมน้ำหน้า ค่าเสียหายปิดสนามบินพันล้านน้อยไปด้วยซ้ำ - Atukkit Sawangsuk



เสร็จนาฆ่าควายเหลือง 🤣🤣🤣 

ใจหนึ่งก็สงสาร เพราะหลายคนก็พวกพ้องกัน ผูกพันกันมา 40 ปี ตัดไม่ขาด แต่ใจหนึ่งก็สมน้ำหน้า ค่าเสียหายปิดสนามบินพันล้านน้อยไปด้วยซ้ำ คดีอาญาก็ยังไม่โดนอะไร เลื่อนได้เลื่อนดี คงชิงตายก่อน ขณะที่เสื้อแดงติดคุกหัวโตไปนานแล้ว

ลำพังคดีปิดสนามบิน ไม่เท่าไหร่หรอกครับ บางคนอย่างสมเกียรติ ยะใส ก็ประกาศไม่มีไม่หนีไม่จ่าย อ.สมเกียรติจะเอาอะไรมาจ่าย ทุกวันนี้บ้านที่โคราชยังอาศัยไกรศักดิ์อยู่ สมัยเป็น อ.ราชภัฏ ก็อยู่บ้านพัก เล่าขานกันว่าถ้าจะไปบ้านสมเกียรติขับวนดูเถอะ บ้านไหนหญ้ารกสุด โทรมสุด ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ไม่มีทรัพย์สมบัติ บ้านนั้นละ เพราะแกมัวแต่ไปเคลื่อนไหวกับสมัชชาคนจน เห็นมะ ไม่ใช่ไม่เห็นด้านดีนะ

ถ้าจำเป็นต้องจ่ายจริง ก็ไม่ต้องห่วงหรอก พ่อยกแม่ยกเยอะ พันล้านจิ๊บๆ ขายน้ำมันมะพร้าวแป๊บๆ เศรษฐีก็เพียบ อย่าง ดร.อาทิตย์ อย่างแพรนด้าจิวเวลรี ฉะนั้นที่สงสารไม่ใช่เรืองจ่ายตังค์ แต่เป็นเรื่องควายเหลืองหมดพลัง จบบทบาท อำนาจอนุรักษ์นิยมไม่ต้องการแล้ว

ป่วยการที่สมเกียรติทวงว่า ไม่มีพันธมิตรวันนั้น ก็ไม่มีประยุทธ์วันนี้ แม้เป็นความจริงแท้แน่นอน 😂😂😂

ภายใต้อำนาจเผด็จการ ที่คุมประเทศเบ็ดเสร็จ ก็ตายคู่ทั้งเสื้อเหลืองเสื้อแดงนั่นละครับ แกนนำถูกเช็กบิลดำเนินคดี มวลชนไม่มีที่ทางให้แสดงออก แต่ความตายของควายเหลืองน่าขบขันกว่า ตรงที่อุตส่าห์ออกบัตรเชิญรัฐประหาร ยึดทำเนียบยึดสนามบิน ปลุกพลังอนุรักษ์นิยมขึ้นมา กระทั่งสถาปนารัฐทหาร รัฐราชการเข้มแข็ง ขุนนางอำมาตย์ เทคโนแครต ซีพี ช้าง ฯลฯ ผนึกกำลังขึ้นเป็นใหญ่ เขาก็ไม่เห็นหัว พธม.แล้ว เผลอๆ เห็นเป็นหอกข้างแคร่อีกต่างหาก โดยเฉพาะพวกที่มาจาก NGO ภาคประชาชน อย่าว่าโง้นว่างี้เลย แม้แต่สลิ่ม ก็ทิ้งพันธมิตร หันไเป็นลุงตู่เป็นขวัญใจ ตามจุดยืนคนชั้นกลาง โพลล์พระปกเกล้ายังบอกคนไทยรักทหาร NGO คะแนนตกต่ำเป็นอันดับสองรองแมลงสาบ

ทุกวันนี้พันธมิตรเหลือไร วันก่อนก็ไปจุ้มปุ๊กกันอยู่ ม.รังสิต คัดค้านซูเปอร์บอร์ดซูเปอร์โฮลดิ้งรัฐวิสาหกิจ ซึ่งไม่สำเร็จหรอก คุณงามความดีที่ทำให้ประเทศชาติ มีแต่ ดร.อาทิตย์ตอบแทน ตั้งเป็นคณบดีกันเพียบ 😍😍😍 

แต่อำนาจปกครองประเทศเป็นของขุนทหารขุนนางอำมาตย์อธิการบดีเทคโนแครต หรือแม้แต่กลุ่มทุน มันไม่ได้เป็นไปตามความฝันของพวกพันธมิตร NGO ที่หวังว่าโค่นทุนสามานย์แล้วภาคประชาชนจะเติบโต หรือมีส่วนแบ่งอำนาจ แบบรัฐธรรมนูญบวรสาก "รับค่ะ"

ถามว่าเยาะเย้ยเขาทำไมเมื่อแพ้เหมือนกัน ก็มันไม่เหมือนไง อย่างน้อยก็ไม่ได้แพ้ภัยตัวเอง แพ้ก็แพ้อย่างยืนหยัดชัดเจน ใครเอารัฐประหารไปทางโน้น ใครเอาประชาธิปไตยมาทางนี้ วันนี้แพ้ไม่เป็นไร วันหน้ายังมีโอกาสที่จะช่วงชิงเสียงส่วนใหญ่ ไม่ใช่ระบอบอะไรก็ไม่รู้แบบ 70-30 ปลุกมวลชนคนชั้นกลางในเมืองขึ้นมาส่งมอบให้อำนาจอนุรักษ์นิยม แล้วย้อนฆ่าตัวเอง


Atukkit Sawangsuk

ooo

สุริยะใส'รับชะตากรรมล้มละลาย ชี้บทเรียนคดีปิดสนามบินถูกฟ้องแพ่งรวม1,500 ล้าน





By อรรถชัย หาดอ้าน
22 กันยายน 2560 Voice TV


อดีตผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯพร้อมรับชะตากรรมถูกฟ้องล้มละลาย หลังศาลแพ่งให้ชดใช้ค่าเสียหาย 522 ล้านบาทคดีชุมนุมสนามบินสุวรรณภูมิ-ดอนเมือง ชี้ทางออกสุดท้ายตั้งกองทุนระดมทุนชดใช้ค่าเสียหาย

นายสุริยะใส กตะศิลา อาจารย์วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และอดีตผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หนึ่งใน 13 จำเลย คดีชุมนุมที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และดอนเมือง เมื่อปี 2551 เปิดเผยกับ "วอยซ์ทีวี" ว่า หลังศาลแพ่งได้ยกคำร้องขอขยายระยะเวลาฎีกาให้ 13 แกนนำพันธมิตรฯร่วมชดใช้ค่าเสียหายให้กับบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เป็นเงินกว่า 522 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี หรือเป็นเงินที่ต้องชดใช้กว่า 744 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่มากเกินกว่าที่จำเลยจะสามารถชดใช้ได้ ดังนั้น จะหารือกับทาง ทอท.เพื่อขอปรับโครงสร้างหนี้ หากการเจรจาไม่สำเร็จอาจเข้าเข้าสู่กระบวนการบังคับคดี หรือหากท้ายที่สุดจะถูกฟ้องล้มละลายก็พร้อมที่จะยอมรับผลกรรมที่เกิดขึ้น

นายสุริยะใส ระบุว่า หลังทราบคำสั่งของศาลเมื่อวันที่ 21 กันยายนที่ผ่านมา ก็มีมวลชนให้กำลังใจ และเสนอให้จัดตั้งกองทุน "พิทักษ์คุณธรรม" เพื่อระดมเงินมาชดใช้ค่าเสียหาย แต่ส่วนตัวมองว่าควรใช้เป็นทางออกสุดท้าย เพราะยังเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำลงไปเป็นการรักษาผลประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว หากย้อนกลับไปในบริบทนั้นก็จะทำแบบเดิมอีก ส่วนไม่เสียใจแม้จะร้ายแรงในชีวิต แต่ก็ผ่านอะไรมาเยอะแล้ว ดังนั้นหากเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ทำคือการเสียสละ ตนก็พร้อมรับผลที่เกิดขึ้น





เมื่อถามว่า ถ้าย้อนกลับไปจะไม่ไปชุมนุมปิดสนามบินหรือไม่ นายสุริยะใส ระบุว่า "ผมไปถึงสนามบินก่อนใครด้วยซ้ำ โดยไม่ปรากฎตัว ทันทีที่ทราบมวลชนบางกลุ่มเคลื่อนย้ายไปสนามบินสุวรรณภูมิ ไปย้อนดูไม่เคยมีคำประกาศแกนนำ แถลงการณ์ให้ไปชุมนุมที่สนามบิน แต่นาทีนั้นเป็นการต่อสู้ขั้นสุดท้ายที่อารมณ์มวลชนสะสมมา 6 เดือน ถูกทำร้ายถูกไล่ยิง ถูกล้อม ไม่อยากให้มองตัดตอนเฉพาะวันที่ชุมนุมสุวรรณภูมิ"

"ถ้าย้อนกลับไป ผมไม่โทษใคร แน่นอนต้องเป็นบทเรียนถูกฝ่าย บทเรียนของผม และมวลชนต้องทบทวนว่าการต่อสู้ถ้าหมิ่นเหม่ก็แพ้ได้ ชัยชนะระยะสั้น แต่เป็นการแพ้ระยะยาวก็เป็นบทเรียนทุกฝ่าย ถ้าเชื่อมั่นว่าสิ่งที่เราทำเสียสละ ต้องไม่ร้อง ไม่โวยวาย คดีที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เป็นวิกฤตสำหรับผม แต่เป็นเรื่องส่วนรวมที่ควรมองเรื่องนี้อย่างมีคุณค่า" นายสุริยะใส ระบุ

นายสุริยะใส ระบุว่า นอกจากคดีชดใช้ค่าเสียหายให้กับ ทอท.เป็นเงินพร้อมดอกเบี้ยกว่า 744 ล้านบาท แล้วยังมีคดีแพ่งที่บริษัท วิทยุการบิน ฟ้องอดีตแกนนำพันธมิตรเป็นจำเลย 14 คนให้ชดใช้ค่าเสียหาย 102 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างฎีกาหลังศาลชั้นต้นและอุทธรณ์พิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหาย ส่วนอีกคดี บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ก็เดินหน้าฟ้องแพ่ง 36 อดีตแกนนำพันธมิตร ให้ชดใช้ค่าเสียหาย 575 ล้านบาทจากการชุมนุมปิดสนามบิน โดยศาลนัดพิจารณาคดีในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ หากรวมคดีแพ่งทั้ง 3 คดีแล้วจะเป็นเงินที่ต้องชดใช้ถึง 1,500 ล้านบาท และยังมีคดีอาญากรณีชุมนุมปิดสนามบิน ซึ่งอยู่ในชั้นสืบพยานโจทก์


มีใครอยากอยู่ภายใต้กฏหมายที่เล่นพรรคเล่นพวก ดูคลิป #ข่าวเจาะย่อโลก ใบสั่งพายิ่งลักษณ์หนี อดีตรองผู้บัญชาการแห่งชาติอยู่เบื้องหลัง #ThaiPBS




https://www.facebook.com/ThaiPBSFan/videos/10159530235060085/

...




https://www.facebook.com/ThaiPBSFan/videos/10159525503105085/


วันเสาร์, กันยายน 23, 2560

วนเวียนดีไหมล่ะ ครั้นจะบอกตั้งแต่แรกว่า ไปก็ไปเถอะเราชอบ ก็เขินน่ะ เรื่องคดี ‘ยิ่งลักษณ์หนี!’

ใครที่ติดตามการทำคดี ยิ่งลักษณ์หนี!’ อย่างใกล้ชิดมาก อาจเกิดอาการวิงเวียน เพราะมันวังวน ‘like a circle in a spiral, like a wheel within a wheel’ อะไรปานนั้น

“ล่าสุดแต่ไม่ใช่แค่นี้” มันมาลงที่ “ปูด ยิ่งลักษณ์ลงจากรถเดินข้ามคลองกว้างสองเมตรที่อรัญฯ” ข่าวมติชนอ้างพล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ. กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า

“สำหรับช่องทางธรรมชาติบริเวณ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว มีคลองลึกที่มีความกว้างประมาณ ๑ เมตร ๕๐ เซ็นติเมตร ซึ่งถือว่าสามารถใช้ข้ามไปประเทศเพื่อนบ้านได้ทุกจุด”


ใครอีกเหมือนกันที่ขยันจำจะนึกออก วันแรกที่ปรากฏข่าวทางโซเชียลตอนเช้าวันที่ ๒๕ สิงหาคมว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ไปปรากฏตัวต่อองค์คณะผู้พิพากษาศาลอาญาคดีการเมือง บ่ายวันนั้นสื่อบางรายอ้างแหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคงว่า “ยิ่งลักษณ์หนีโดยเส้นทางธรรมชาติ”

หลังจากนั้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ก็นำมาอ้างซ้ำ พร้อมทั้งพูดถึงกรณีที่อดีตนายกฯ หญิงคนแรกของไทยมีเส้นสายในแวดวงราชการระดับสูง อาจมีใครช่วย หนี ก็ได้

โดยการนี้ วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวเก๋ากึก เป็นรัฐพันลึกกับวงการทหาร ว่าถึงช่องทางเรือสปีดโบ๊ทผ่านเกาะช้างไปทางชายแดนด้านจังหวัดตราดบ้างละ นัยว่าจะให้เดินเท้าข้ามเขตแดนแถบนั้นเป็นไปไม่ได้เพราะเส้นทางทุรกันดาร แถมมีกับระเบิดตกค้างเยอะ

ก็ทำให้สลิ่มไขว้เขวกันไปพักหนึ่ง ทว่าพวกติ่งยิ่งลักษณ์-ทักษิณ กระหยิ่มในใจ ไปทางไหนอย่างไร นายกฯ ปู อันเป็นที่รักรอดแน่ๆ

พูดถึงวาสนานี่ต้องยอมรับว่าแม่คุณเธอวงในสายทหารของจริง ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าวันที่ ๒๕ แกปูดคนแรกทางทวิตเตอร์ว่ายิ่งลักษณ์หายไปไหน นักข่าวไปรอกันหน้าบ้านซอยโยธินพัฒนาตั้งแต่ตีห้า ไม่เห็นร่องรอยนารีขี่ม้าขาวสักแอะ

จนกระทั่งมาถึงข้อมูลกล้องวงจรปิด จากรถฟอร์จูนเนอร์ รถตู้สีดำ รถเบ๊นซ์สีขาว มาถึงรถแคมรี่ (โตโยต้า) สีตะกั่ว (คนไทยเขาเรียกบรอนซ์) เป็นอันเชื่อแน่ว่าเส้นทางออกนอกประเทศของยิ่งลักษณ์คือนั่งรถยนต์ไปทางจังหวัดสระแก้ว แต่ก็ไม่มีหลักฐานข้ามด่านแต่อย่างใด

ประกอบกับรัฐบาลฮุนเซนของเขมรปฏิเสธแข็งขัน ไม่มี ไม่ได้ปล่อยยิ่งลักษณ์ใช้พื้นที่เดินทางผ่านไปขึ้นเครื่องบินที่โปเชนตงสู่สิงคโปร์ เพื่อต่อเครื่องคอร์ปอเรทเจ็ตของอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ไปดูไบ โดยมีจุดหมายสุดทางที่จะขอลี้ภัยอยู่ในอังกฤษ เพราะได้เตรียมโรงเรียนของน้องไป๊ป์ไว้แล้วที่นั่น

จากนั้น ยิ่งลักษณ์รายวันก็เงียบหายไปจากกระดานข่าว ทั้งทางระบบเรดาร์และเฟชบุ๊ค มีแต่เสียง ทวี้ต จากทักษิณ และอินสตาแกรมจาก พินทองทาและแพทองธาร ลงทั้งภาพทั้งคลิป คุณตาทักษิณมีความสุข เล่นกับหลานๆ ที่อังกฤษ

ทว่าข้อความบนทวิตเตอร์ของทักษิณชิ้นหนึ่งในโอกาสครบรอบการรัฐประหาร ๑๙ กันยา ๔๙ ที่กระเทือนซางทั้งหัวหน้า คสช. และลิ่วล้อ พอประมาณ

โดยมีลิ่วล้อหน่อหนึ่งที่ได้ดีมีตำแหน่งอยู่ในสภานิติบัญญัติของ คสช. นาม สมชาย แสวงการ เพิ่งโดนทนายความซึ่งทักษิณมอบหมายให้ยื่นฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาท รอดูซิว่าผลจะออกมาอย่างไร เหมือนกับอาจารย์มหิดลนางหนึ่งซึ่งแถลงขออภัยแลกกับการยกฟ้องไปเมื่อสองสามวันมานี่ไหม

กับเรื่องที่บังเอิญนะบังอร ทั่นตือจำเป็นต้องไปช้อปอาวุธพอดีที่อิงแลนด์เหมือนกัน กลับมารีบปฏิเสธทันที ไม่มี้ ไม่มี ไม่ได้ไป ดีล อะไรไว้กับบิ๊กแม้ว จนมีภาพสะท้อนออกมาให้ ไข่แมว ได้เขียนการ์ตูนสร้างความบันเทิงกับนักแซวรัฐประหาร


พอมาวานนี้ (๒๒ กันยา) Wassana Nanuam อีกแหละ เหมือนจะปิดฝาคดี “บิ๊กป้อมเผยรู้แล้ว ใครสั่งพาปูหนี” โดยให้รายละเอียดว่า

จากการสอบสวน รองผู้การฯ รับสารภาพว่า ได้รับ คุณยิ่งลักษณ์ พร้อมด้วยเลขาฯอีก คนหนึ่ง ไปส่งต่อให้รถที่มารับช่วงต่อ แต่เรายังหารถคันนั้นไม่เจอ

ทั้งนี้ รองผู้การฯ บอกว่าได้รับคำสั่งมาอีกที และเขาเปิดเผยชื่อคนสั่งมาแล้วเป็นคนอยู่ในประเทศ แต่ผมยังไม่ขอเปิดเผยว่าใคร

ส่วนจะเกี่ยวข้องกับอดีต ผบ.ชน.ท่านหนึ่งหรือไม่นั้น พลเอกประวิตรกล่าวว่ายังไม่ขอตอบ แต่เบื้องต้นให้รองผู้การฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ ย้ายประจำฯ และตั้งคณะกรรมสอบสวน เพื่อตั้งข้อหาการดัดแปลงรถยนต์ และข้อหาพาน.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนี”

เป็นที่น่าสังเกตุว่าการนำเสนอข่าวยิ่งลักษณ์หนีนี่มีการกั๊ก ยักท่า อุบ กันน่าดู ทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่และสื่อ

(ดูโพสต์ที่แล้วเรื่องการนำเสนอของ สยามรัฐออนไลน์ จะเข้าใจ https://www.facebook.com/Thaienews009/posts/1433689606680655)*

งานนี้ผู้ใส่ใจเสาะหาความจริง ‘inquiring minds’ แบบพวกนักอ่านแท้ปลอยใน เมกา จะต้องท่องเว็บสืบค้นข้อมูลจากหลายแหล่งเอามาต่อจิ๊กซอว์

เกี่ยวกับรองผู้การฯ ชื่อ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ “เคยเป็นผกก.สภ.ร้องกวาง จ.แพร่ เคยเป็นนายเวรพล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

ทีนิวส์เขาสาวลึกเอาไว้ด้วยว่า พล.ต.อ.ภาณุพงศ์เคยได้รับแต่งตั้งเป็นรองเลขาธิการฝ่ายการเมืองของสำนักนายกฯ ปี ๕๕ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในสังกัดรองนายกฯ เฉลิม อยู่บำรุง เสียด้วย

ทางด้านสปริงนิวส์ก็ช่วยสาวว่า พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ เคยถูก พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง (อดีต) ผบ.ชน. ดึงตัวจากภูธรเข้าไปรับตำแหน่งผู้กำกับการ สส.๒ นครบาล สุดท้ายโยกไปเป็นรอง ผบก.น.๕ เขตนครบาลชั้นใน


พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์คนนี้ถูกนำตัวไปสอบสวนพร้อมกับตำรวจอีกสองนาย ระดับสารวัตรหนึ่งนาย กับระดับนายดาบตำรวจอีกหนึ่งนาย ซึ่งประจำการอยู่กองบังคับการตำรวจภูธรนครปฐม ทั้งสามรับสารภาพว่าร่วมกันขับรถพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ไปส่งที่อรัญประเทศ

ตอนนี้ยังไม่รู้รูปพรรณรถที่มารับช่วง ดังที่บิ๊กป้อมว่า “เรายังหารถคันนั้นไม่เจอ” จึงเกิดการสันนิษฐานให้นายกฯ ปู กลายเป็นนารีเดินลุย เมื่อ ผบ.ทบ. ทั่นบอกว่าคลองลึกระหว่างไทย-กัมพูชาเป็นเขตแดนธรรมชาติ เดินข้ามได้นั่นละ

ส่วนตำรวจผู้ขับรถไปส่งเธอที่อรัญฯ กำลังโดนตั้งกรรมการสอบหลังจากถูกคำสั่งย้ายเข้าประจำศูนย์ปฏิบัติการนครบาล จากนั้นน่าจะถูกลงโทษทางวินัย ไล่ออก ตัดบำนาญ หรืออะไรทำนองนั้น แต่จะถูกดำเนินคดีอย่างที่วาสนาว่าหรือไม่ ต้องดูไป เพราะในยุค คสช. อะไรๆ ทำได้ แม้กระทั่งเรื่องโอละพ่อ

อย่างน้อยในตอนนี้ ทั่นรอง ผบ.ตร. พลตำรวจเอกศรีวราห์ รังสิพรหมณกุล บอกไว้แล้วว่าสามตำรวจที่สารภาพ “ยังไม่มีความผิดอาญาในการพาหนี เพราะขณะนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้มีหมายจับติดตัว”


วนเวียนดีไหมล่ะ ครั้นจะบอกตั้งแต่แรกว่า ไปก็ไปเถอะเราชอบ ก็เขินน่ะ

*สำหรับท่านที่ขี้เกียจกดลิ้งค์ไปดูเรื่องอ้างอิง เรื่องรายงานข่าววกวน เชิญอ่านที่นี่

ประเด็นสั้นๆ (อ่านยาว) คั่นเวลา เอาฮาเล็กน้อย เมื่อ สยามรัฐออนไลน์ เขียนข่าว “หิ้วรอง ผบก. พายิ่งลักษณ์หนี สอบเครียด” ให้ต้องตั้งข้อสังเกตุ


๑. รถยนต์ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นแคมรี่ สีเทา ทะเบียน ฌข 5323 กรุงเทพ “ที่มีข้อมูลทางการสืบสวนระบุว่าเป็นรถที่ใช้พาตัว นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี” หนี!

“โดยฝ่ายสืบสวนได้ตามแกะรอยรถต้องสงสัยดังกล่าว กระทั่งมาพบรถจอดใกล้กับบ้านพักแห่งหนึ่ง ในอำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม”

พื้นที่ซึ่งเจ้าของทะเบียนรถคันดังกล่าวอยู่อาศัยและมีตำแหน่งการงาน ตามข่าวพาดหัวแต่ไม่ได้ให้รายละเอียดใดๆ ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่าไปค้นหาอ่านจากแหล่งอื่นได้

๒. “มีรายงานข่าวว่า รถคันดังกล่าวเป็นรถ ๑ ใน ๒ คัน ที่ถูกนำไปเปลี่ยนรถของนางสาวยิ่งลักษณ์ที่ย่านมีนบุรี ก่อนจะพาหลบหนีไปทางอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ขับออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน”

จึงมาถึงข้อมูลอันสำคัญฟันธงได้เลยว่า “จากนั้นผู้ครอบครองรถคันดังกล่าวได้รับคำสั่งให้นำไปทำลายทิ้ง ก่อนที่ต่อมาผู้ได้รับคำสั่งจะเปลี่ยนใจนำรถคันนี้ไปเก็บรักษาไว้ เพื่อรอนำไปดัดแปลงสภาพและขายต่อ”

ทำให้ต้องใช้ #แหล่งข่าวระดับสูง เพื่อเปิดเผยว่า “ในเร็ววันนี้จะมีการเชิญผู้ที่เป็นเจ้าของรถมาสอบปากคำ”

๓. “เบื้องต้นจะพิจารณาดำเนินคดีฐานปลอม และใช้เอกสารปลอมและหากพบมีการแจ้งหายก็จะดำเนินคดีในความผิดฐานรับของโจรด้วย” อันนี้ต้องย้อนไปตอนต้นของข่าว เขาเขียนไว้ว่า

“การตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าเป็นรถสวมทะเบียน โดยหมายเลขเครื่อง ตัวถัง และทะเบียนรถ ปรากฎชื่อผู้ครอบครองไม่ตรงกัน โดยกรมการขนส่งทางบก แจ้งระงับการใช้งานรถคันดังกล่าว ปี ๒๕๕๕ เนื่องจากขาดส่งไฟแนนซ์”

ซึ่งเชื่อมโยงกับอีกตอนหนึ่งของข่าว “จากนั้นผู้ครอบครองรถคันดังกล่าวได้รับคำสั่งให้นำไปทำลายทิ้ง ก่อนที่ต่อมาผู้ได้รับคำสั่งจะเปลี่ยนใจนำรถคันนี้ไปเก็บรักษาไว้ เพื่อรอนำไปดัดแปลงสภาพและขายต่อ”

๔. รู้ละเอียดเพียงนี้แล้วก็ยังชั่งใจ ไม่สามารถทำอะไรดังที่ฟันธงไว้ได้ เพราะ “การสอบสวนชายดังกล่าวก็สามารถทำได้แค่ในฐานะพยาน เนื่องจากระหว่างการพาหลบหนียังไม่มีการออกหมายจับ จึงไม่เข้าข่ายเป็นการกระทำผิด”

อาจจะเนื่องด้วยข้อสรุปที่ว่า “จากการตรวจสอบรถคันนี้ไม่ใช่รถที่ใช้ในราชการตำรวจแต่อย่างใด ส่วนสติ๊กเกอร์ตั้งข้อสังเกตว่าใครก็สามารถนำไปติดได้

อย่างไรก็ตามสำหรับการสอบปากคำพยาน ๓ คน เบื้องต้นยังไม่ยืนยันว่าเป็นบุคคลในเครื่องแบบหรือไม่ แต่ยอมรับว่ามีความเกี่ยวข้องกับการพานางสาวยิ่งลักษณ์ หลบหนี”

อย่างนี้คงต้องกลับไปตั้งต้นนับหนึ่งใหม่ เสียดาย “พลตำรวจเอกศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงทั้งทหารและตำรวจ” ช่วยกันตรวจช่วยกันสอบขมีขมัน

สำหรับข่าวชิ้นนี้ ก็เสียใจที่ไม่มีแง่มุมในทางลึกของ ‘Investigative reports’ รายงานเชิงสืบสวนมาให้อ่านกันสักนิด มิฉะนั้นจะไม่เป็นการวกวนอย่างงูกินหางเช่นที่เห็น

ไม่เป็นไร ถือเป็นบทเรียนไว้ใช้คราวหน้าคราวหลัง ไม่ต้องถึงขนาด อิศราที่อื้อฉาว เอาแค่แบบ ไข่แมวที่นำเสนอเรื่องบิ๊กตือไปลันดั้นนั่นปะไร

เขาเล่าเรื่องทั่นรองฯ พี่ใหญ่ไปรับประทานอาหารเช้าสไตล์อิงลิชหรู แล้วเซลฟี่มาให้ดูกันสยิวที่ใบมีดบนโต๊ะ

อดีตแกนนำ พธม.ลั่นไม่เสียใจร่วมต่อสู้ หนุนตั้งกองทุนฯ จ่ายค่าชุมนุมสนามบิน 522 ล้าน - Flashback ดูคลิปพธม ประกาศยุติการชมนุมปิดสนามบิน... What is the destination of Thailand? จากวันนั้นสู่วันนี้...



พ่อยกแม่ยกช่วยกันอุดหนุนน้ำมันมะพร้าวหน่อยนะ 522 ล้านบวกดอกเบี้ย 7.5% อีก 9 ปี ก็ร่วมๆ พันล้านละ

ที่จริงจิ๊บจ๊อยมากเมื่อเทียบค่าเสียหายของประเทศ สินค้าส่งออกนำเข้าไม่ได้ นักท่องเที่ยวมาไม่ได้ กลับไม่ได้ ภาพลักษณ์ฉิบหาย เสียความเชื่อมั่น สยามเมืองยิ้มกลายเป็นยิ้มแสยะไม่น่าไว้วางใจ ประเทศอะไรวะ อยู่ๆ ขัดแย้งทางการเมืองก็มาปิดสนามบินอาหารดีดนตรีไพเราะ ใครจะอยากมาลงทุนทำมาค้าขาย เป็นความเสียหายหลายแสนล้าน เกินจะประเมินค่าได้ แต่ไม่มีใครฟ้อง ไม่มีใครประมวลความเสียหายจริง มีแต่การท่าอากาศยานซึ่งก็ฟ้องได้เฉพาะความเสียหายในส่วนของตน


Atukkit Sawangsuk

ooo

พธม ประกาศยุติการชมนุมปิดสนามบิน


https://www.youtube.com/watch?v=g8-h6HvV46k

ooo









Flashback จาก โพสต์ของ

Thanapol Eawsakul
November 24, 2015 ·

7 ปี ของการยึดสนามบิน ดอนเมือง-สุวรณภูมิ
ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไคยภายใต้การสนัยสนุนของฝ่ายอำมาตย์
จุดหมายปลายทางของประเทศไทย คือ ณ ที่ใด ?

.....................

ภายหลังที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เคลื่อนไหวเพื่อสร้างเงื่อนไขให้มีการรัฐประหารสำเร็จในปี 2549 ซึ่งรัฐประหารครั้งนั้นได้นำมาซึ่งรัฐธรรมนูญ 2550 ด้วยความหวังว่าจะกำจัด "ระบอบทักษิณ" ลงไปได้ (โดยก่อนหน้านั้นได้ยุบพรรคไทยรักไทยและเริ่มดำเนินคดีกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร) แต่กลายเป็นว่าการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 พรรคพลังประชาชน ที่เป็น "นอมินี" ของพรรคไทยรักไทยภายใต้อิทธิพลของทักษิณ ชินวัตร กลับชนะเลือกตั้ง และได้จัดตั้งรัฐบาลโดยที่มีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี (นอมินี)
.
นั้นจึงเป็นเหตุของการกลับมาชุมนุมอีกครั้งของ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยพวกเขาอ้างว่า รัฐบาลพลังประชาชน จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งเป็นเหตุผลที่อ่อนมาก เพราะการลงประชามติในปี 2550 พวกเขาเองนั่นแหละที่บอกว่า "ให้รับไปก่อน เพื่อให้มีการเลือกตั้งแล้วกลับมาแก้"

ระลึกถึง 25 พ.ค.51 ต้นทางชุมนุม 193 วัน-กำเนิดพันธมิตรฯจิตใจงดงาม
.
แต่นั่นก็ไม่แปลกเพราะวิธีการอันธพาลของกลุ่มพันธมิตร ข้ออ้างต่าง ๆ นั้นเป็นการพูดเพื่อให้ดูดี แต่พวกเขามีวาระซ่อนเร้น อยุ่แล้ว

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกแถลงการณ์ประกาศชุมนุมใหญ่ต่อต้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยจัดชุมนุมใหญ่ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2551 ณ อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เรียกขานติดปากกันทั่วไปว่า“การชุมนุมใหญ่ต่อต้าน-การล้มล้างรัฐธรรมนูญปี 2550” ด้วยอ้างว่า
รัฐธรรมนูญฉบับนี้มาจากการลงประชามติเห็นชอบของประชาชนส่วนใหญ่ถึง 14 ล้าน 7 แสนเสียง
ดู
ระลึกถึง 25 พ.ค.51 ต้นทางชุมนุม 193 วัน-กำเนิดพันธมิตรฯจิตใจงดงาม
http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx…

แต่นั่นคือการอ้างเพื่อที่จะชุมนุมยืดเยื้อของพวกเขาเท่านั้นเอง
.
หลังจากนั้นพวกเขาได้รุกคืบต่อไปยังทำเนียบรัฐบาลภายใต้ยุทธการ "ไทยคู่ฟ้า" รวมทั้งการบุกยึดสถานีโทรทัศน์เพื่อหวังผลให้มีการรัฐประหาร

ขณะเดียวกันกระบวนการตุลาภารภิวัตน์ก็รุกคืปไป ปลดนายสมัคร สุนทรเวช ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2551 แต่ทว่ากลับกลายเป็นนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ได้มาเป็นนายกรัฐมนตรีแทน
.
ปฏิบัติการ ล้อมรัฐสภาในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 แม้จะจบลงที่ความรุนแรง การเสียชีวิตอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ และ แม้จะทำให้ราชินีไปงานศพเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2551 แต่ก็มิได้ทำให้รัฐบาลสมชาย ต้องล้มลงไม่
.
ดังนั้นกลุ่มพันธมิตรจึงได้เลือกยุทธวิธีการกดดั้นขั้นสูงนั้นก็คือการยัดสมนามบินดอนเมืองและสุวรรณภุมิ
.............

ในวันที่ 24 พฤศจิกายน 2551
12.30 น. นายสมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศให้ผู้ชุมนุมเดินทางไปท่าอากาศยานดอนเมือง เพื่อไม่ให้มีการประชุมคณะรัฐมนตรี

14.20 น. กลุ่มพันธมิตรฯประกาศจะมีมาตรการสูงสุดกดดันรัฐบาลให้ลาออกภายในวันที่ 25 พฤศจิกายน

17.45 น. กลุ่มพันธมิตรฯยึดท่าอากาศยานดอนเมืองได้อย่างเบ็ดเสร็จ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ประกาศจะต้องให้รัฐบาลนายสมชายออกไปให้ได้ และมอบหมายให้นายสมศักดิ์รับผิดชอบนำการชุมนุมที่ดอนเมือง

ไม่เพียงแต่เท่านั้น 25 พฤศจิกายน 2551

15.00 น. กลุ่มพันธมิตรฯเคลื่อนขบวนเข้าไปยึดพื้นที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ส่งผลให้ผู้โดยสารไม่สามารถเดินทางเข้าไปยังสนามบินได้

16.00 น. กลุ่มพันธมิตรฯหลายพันคนใช้รถยนต์ส่วนตัวและรถบรรทุก 6 ล้อปิดเส้นทางมอเตอร์เวย์ทางเข้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทำให้การจราจรเป็นอัมพาต

19.30 น. กลุ่มพันธมิตรฯทยอยเดินทางมาสมทบยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิร่วมแสนคน ส่งผลให้ผู้โดยสารและลูกเรือหลายพันคนตกเครื่อง ขณะที่ผู้โดยสารบางส่วนเลื่อนการเดินทางออกไปอย่างไม่มีกำหนด

20.00 น. การด์พันธมิตรก่อเหตุทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเนื่องจากต้องการเข้าไปบริเวณอาคารผู้โดยสารขาออกแต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาต

21.00 น. นายเสรีรัตน์ ประสุตานนท์ รักษาการผู้อำนวยการใหญ่ท่าอากาศยานไทย กล่าวภายหลังกลุ่มพันธมิตรฯบุกเข้าไปยึดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิว่าได้หารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องโดยเห็นว่าให้ปิดการใช้บริการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งขาเข้า-ออกโดยไม่มีกำหนด

ดู
การบุกยึดท่าอากาศยานในประเทศไทย พ.ศ. 2551
https://th.wikipedia.org/…/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B…
..................

ที่เกี่ยวกับตัวเอง ผมได้รับเชิญไปร่วมงาน สัมมนาประจำปี 2551 โลกของอิสลามและมุสลิมในอุษาคเนย์ ซึ่งมีกำหนดจัดที่ โรงแรม ทวิน โลตัส นครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 28-29 พฤศจิกายน 2551 ซึ่งเป็นการร่วมมือกันของมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษศาสตร์ กับมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
จำได้ว่าขณะเตรียมตัวไปสนามบิน วันที่ 27 พฤศจิกายน (ซึ่งตอนนั้นยังหวังแบบไร้เดียงสาว่าพอจะเจรจาได้) คณะผู้จัดงานได้โทรมาแจ้งยกเลิก งานที่เตรียมมาแรมปีแต่สำหรับผู้เข้าร่วมแล้ว คงจะเซ็ง

แต่สำหรับคนจัดงานแล้ว ความล้มเหลวที่จัดงานไม่ได้นั้นมันไม่ใช้แค่งานสัมมนาหนึ่งเท่านั้น แต่หมายถึงวอนาคตข้างหน้าด้วยว่าเราจะอยู่กันอย่างไร
ดังบันทึกของ อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ Charnvit Kasetsiri หัวเรือใหญ่งาน สัมมนาประจำปี 2551 โลกของอิสลามและมุสลิมในอุษาคเนย์
.
Destinstion of Thailand (Not Siam) ? รายงานการเลื่อนงานสัมมนาอิสลามและมุสลิมอุษาคเนย์

http://www.charnvitkasetsiri.com/DestinationofThailandNotSi…
…………………….
อย่างที่ทราบว่าการก่อจราจลจนถึงขั้น "ปิดประเทศ" นั้น เป็นการสร้างเงื่อไขให้บรรดา ตลก.รัฐธรรมนูญ อ่านคำพิพากษา ยุบพรรคหลังประชาชน และพรรคชาติไทย เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 ทำให้สถานภาพของนายสมชาย วงศ๋สวัสดิ์สิ้นสุดลง พร้อมๆ กับพรรคพลังประชาชน
ภายใต้ความปั่นป่วนนั้น เป็นโอกาสให้เกิดการตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร เพื่อให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย เป็นนายกรัฐมนตรี
กลับมาที่การยึดสยามบิน ประจักษ์พยายนที่ทำให้เห็นว่าการยึดสนามบิน ดอนเมือง-สุวรณภูมิ ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไคย ไต้รับการสนับสนุนของฝ่ายอำมาตย์ ก็คือ 8 ปี ผ่านทีกระบวนการยุติของฝ่ายอำมาตย์ ไม่สามารถแม้แต่เอาพวกขาเข้าสู่กระบวนการพิจารราคดีแต่อย่างใด
คำถามที่ว่า
“จุดหมายปลายทางของประเทศไทย คือ ณ ที่ใด”
What is the destination of Thailand?
ถ้าจะตอบได้แน่ ๆ ก็คือว่า จุดหมายปลายทางของประเทศไทยนั้นไม่มี ตราบใดที่ฝ่ายอำมาตย์ ยังครองอำนาจอยุ่ดังเช่นปัจจุบัน
...

13 แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง,นายสนธิ ลิ้มทองกุล
นายพิภพ ธงไชย,
นายสุริยะใส กตะศิลา,
นายสมศักดิ์ โกศัยสุข,
นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์,
นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์,
นายอมร อมรรัตนานนท์,
นายนรัญยู หรือ ศรัณยู วงษ์กระจ่าง,
นายสำราญ รอดเพชร ,
นายศิริชัย ไม้งาม,
นางมาลีรัตน์ แก้วก่า
นายเทิดภูมิ ใจดี


ฟังผู้นำแรงงานบ่น...11 ปีรัฐประหาร: อาการอกหักซ้ำๆ ของวิไลวรรณ แซ่เตีย ความหวังดีที่ถูกตอบแทนด้วยกระบอกปืน




ภาพต้นฉบับจาก aftershake.net

11 ปีรัฐประหาร: อาการอกหักซ้ำๆ ของวิไลวรรณ แซ่เตีย ความหวังดีที่ถูกตอบแทนด้วยกระบอกปืน


21 Sep 2017
ที่มา Way Magazine

สิงหาคม 2559 วิไลวรรณ แซ่เตีย หญิงแกร่งแห่งขบวนการแรงงานได้ร่ำลาพี่น้องคนขายแรงกลับสู่ จังหวัดขอนแก่น ด้วยเหตุผลว่าต้องกลับไปดูแลมารดาและครอบครัว ในเวทีของงานเลี้ยงส่งเธอจับไมโครโฟนและพูดถึงความฝันของเธอต่อพี่น้องแรงงานว่า การลุกขึ้นต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมตลอด 30 ปีนั้น ต้องขอบคุณที่พี่น้องแรงงานยืนเคียงข้างอยู่เสมอ และอยากเห็นความเข้มแข็งของขบวนการแรงงาน ความเป็นเอกภาพ เพื่อผลักดันให้เกิดกฎหมาย รวมทั้งนโยบายด้านแรงงาน อันจะนำมาซึ่งสวัสดิการต่างๆ ในการดูแลคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะแรงงานไทย แรงงานข้ามชาติ ทั้งในระบบ นอกระบบ แม้ว่าตนจะไม่ได้อยู่เป็นหัวเรือของคนทุกข์ยากแล้ว แต่ก็ยังต้องต่อสู้ร่วมกันเพื่อสานฝันกันต่อไป

ในฐานะประธานคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.) เธออยู่บนเวทีเสมอ ทั้งการชุมนุมในมิติของกลุ่มแรงงานและขบวนการทางการเมือง

การชุมนุมของ กปปส. เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านั้น เธออยู่ที่นั่น ทั้งข้างล่างและบนเวที ขณะที่เวทีพันธมิตรฯ เมื่อ 11 ปีที่แล้ว วิไลวรรณคนเดียวกันก็ยืนคว้าไมค์และเป็นหนึ่งในหัวแรงหลักขบวนแรงงานที่ขึ้นปราศรัยต่อพี่น้อง

“เราตัดสินใจเข้าร่วมในนามองค์กร เพราะรัฐบาลยุคนั้นเข้มแข็งมาก ไม่ฟังเสียงใคร เวลาเสนออะไรไปก็ไม่รับฟัง ส่วนใหญ่จะอิงกับกลุ่มทุนเป็นหลัก เวลายื่นข้อเรียกร้อง หรือยื่นข้อเสนอไปก็จะไม่ได้ครบหรือไม่สนใจ เป็นพรรคใหญ่ที่ไม่สนใจแก้ไขปัญหาเรื่องปากท้องของคนจน อีกส่วนคือมีประเด็นเรื่องการทุจริต คอร์รัปชัน เช่น การฮั้วผลประโยชน์ การซื้อที่ดินรัชดา จึงตัดสินใจเข้าร่วมก็ด้วยมองว่าจะปล่อยให้รัฐบาลที่เข้มแข็งแต่บริหารแบบไม่ฟังเสียงของใครเลยไม่ได้

“เวลาตั้งรัฐมนตรีเข้าไปอยู่กระทรวงแรงงานก็ตั้งคนที่ไม่ได้เข้าใจเรื่องแรงงานสักเท่าไหร่ รัฐมนตรีก็เปลี่ยนบ่อย คนที่เข้ามาก็เพียงแค่รอตำแหน่งอื่นๆ แต่ไม่ใช่คนที่สนใจหรือจะเข้ามาแก้ปัญหาให้เรามานั่งเป็นรัฐมนตรี คนดีๆ ที่พอจะแก้ไขปัญหาให้ก็ถูกโยกย้ายไปนั่งที่อื่นหรือไปอยู่ในกระทรวงที่ใหญ่กว่า ก็เลยทำให้งานไม่ต่อเนื่อง ความใส่ใจในการแก้ปัญหาให้แรงงานก็ไม่เกิด ปัญหาของเราก็ไม่ได้รับการแก้ไข เช่น ข้อเสนอที่เป็นเรื่องค่าจ้าง เรื่องประกันสังคม พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ หรืออนุสัญญา ILO การเลิกจ้างที่ไม่เป็นธรรม การเหมาช่วงเหมาค่าแรง เวลาเสนอเข้าไปก็จะมีหลากหลายประเด็น แต่เขาไม่ใส่ใจ แม้กระทั่งค่าจ้างก็ปรับขึ้นน้อย ช่วงปี 2546-2548 จะไม่ได้ปรับค่าจ้างสักเท่าไหร่ หรือปรับทีก็ 1-2 บาท ขึ้นค่าแรงทีก็กระจัดกระจาย บางจังหวัดก็ไม่ได้ขึ้นค่าแรงให้”

แม้ไม่ได้เป็นดาวเด่นบนเวที แต่ทุกครั้งที่ได้พูดเธอต้องหอบเอาความเจ็บปวดของพี่น้องแรงงานขึ้นไปป่าวประกาศอยู่เสมอ เป้าหมายสำคัญของเธอคือเรื่องแรงงานต้องถูกถ่ายทอดให้สังคมได้รับรู้ แต่ในจังหวะเดียวกันที่ขบวนการแรงงานตัดสินใจเข้าร่วมกับเวทีทางการเมือง ก็เป็นช่วงที่เกิดเสียงแตกในกลุ่มแรงงาน เพราะบางกลุ่มเห็นต่างออกไปที่จะเข้าร่วมสังฆกรรมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

“ตอนเราเข้าไปร่วมก็พยายามอธิบายว่าที่เข้าไปนั้นไม่ได้ไปหวังผลประโยชน์ทางการเมือง เพียงแต่อยากให้คิดถึงปัญหาของพี่น้องเป็นหลัก มีการนำประเด็นปัญหาของพี่น้องไปใช้บนเวทีตลอด การทำงานต้องเป็นอย่างไร นายกฯ ควรทำอย่างไร แรงงานมีปัญหาอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเวทีไหนเราก็นำเรื่องนี้ไปคุยเป็นหลัก

“ถามว่าแตกแยกกันไปไหม ก็ใช่ แต่เวลาก็จะเป็นตัวอธิบายว่าที่เราตัดสินใจทำแบบนั้นเพราะอะไร ตอนที่เข้าไปก็มีคนที่เข้าร่วมและไม่เข้าร่วม คนที่ไม่เข้าร่วมเราก็ไม่ได้ว่าอะไร ส่วนใครอยากเข้าร่วมก็เข้ามา ไม่ได้มีความรู้สึกว่าชอบหรือไม่ชอบกัน เราเคารพการตัดสินใจของพี่น้องเราทุกคน เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์”

หลังร่วมชุมนุมอยู่ระยะหนึ่ง เธอเริ่มจับอาการผิดปกติ ข้อเสนอเริ่มเปลี่ยนไปจากแนวทางที่ขบวนการแรงงานยึดเป็นคัมภีร์ว่า แรงงานและหลักการประชาธิปไตยเป็นเรื่องเดียวกัน

“เราคิดว่าต้องยึดหลักประชาธิปไตยคือ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอย่างไร หรือนายกฯยุบสภาก็ต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ แล้วเราก็ต้องยอมรับผลการเลือกตั้ง เราก็นำเสนอแบบนั้น แต่ว่าระหว่างนั้นก็มีการเสนอให้มีการเปลี่ยนแปลงระบบโดยให้มีนายกรัฐมนตรีจากมาตรา 7 ซึ่งพอเป็นแบบนั้นก็ไม่ใช่หลักการทางประชาธิปไตยแล้ว พอเป็นแบบนั้นพี่น้องหลายต่อหลายคนก็ตัดสินใจถอยออกมาจากการชุมนุม”

แม้จะไหวตัวทันและถอยออกมาแล้ว แต่กลุ่มพันธมิตรฯ ยังเดินหน้าต่อ กระทั่ง 19 กันยายน 2549 มาถึง หวยที่เธอไม่ได้ซื้อถูกประกาศออกมา

“เราไม่ได้คาดคิดเลยว่าจะกลายเป็นรัฐประหาร ไม่ได้คาดการณ์ว่าจะเป็นแบบนั้น เมื่อทักษิณ ชินวัตร ยุบสภาผู้แทนราษฎรเราก็ถอยออกมาคุยกันว่าเมื่อมีการเลือกตั้งหลังจากนี้ใครจะเข้ามาเป็นนายกฯ ก็ต้องยอมรับ เพราะตามระบอบประชาธิปไตยนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง ก็ตัดสินใจถอยกันออกมา หลังจากนั้นก็ไม่เข้าไปแล้ว สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป

“เราเข้าไปเพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็ถือว่าประสบความสำเร็จเพราะเขาก็ยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่แล้วก็อยู่ในตำแหน่งเพียงแค่รักษาการนายกรัฐมนตรี แต่ว่าการชุมนุมก็ไม่ยุติ เราไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงนั้นเพราะว่าถอยออกมาแล้ว แต่ก็เห็นว่ามีการใช้ความรุนแรงต่อกัน ซึ่งเราก็ไม่เห็นด้วยไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดใช้ความรุนแรงก็ตาม เพราะไม่อยากให้มีความสูญเสีย เราก็ออกแถลงการณ์ไม่เห็นด้วยที่มีการใช้ความรุนแรงมาปราบปรามกัน

“หลังจากนั้นจำได้ว่าเราไปยื่นหนังสือที่กองทัพบกแสดงความไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร เป็นกลุ่มแรกที่เข้าไปยื่นหนังสือขณะที่ในสังคมเงียบกันหมด”

แน่นอนว่า การยื่นหนังสือไม่ได้ช่วยอะไร เพราะการยึดอำนาจเกิดขึ้นแล้วในคืนก่อนหน้านั้นเอง

หลังการยึดอำนาจ 19 กันยายน 2549 เรื่อยมาจนเปลี่ยนรัฐบาลคณะแล้วคณะเล่า สถานการณ์ทางการเมืองล้มลุกคลุกคลานเดี๋ยวมืดเดี๋ยวสว่าง กระทั่งเกิดการชุมนุมใหญ่โดยคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. เกิดขึ้น วิไลวรรณ แซ่เตีย กับขบวนแรงงานก็กลับสู่เวทีชุมนุมอีกครั้ง แล้วหวยก็ออกเหมือนเดิม

22 พฤษภาคม 2557 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ายึดอำนาจเหมือนเดิม แต่คราวนี้หลายสิ่งเปลี่ยนไปไม่เหมือน 11 ปีที่แล้ว

“รัฐประหารปี 2549 ถึงเป็นการยึดอำนาจโดยทหาร แต่ความตึงเครียด การตัดสินใจ การใช้อำนาจก็ไม่เหมือนกัน ในช่วงปี 2549 หลังยึดอำนาจบรรยากาศก็ยังผ่อนคลาย ยังมีกลไกที่ให้พี่น้องแรงงานได้เข้าไปร่วมนำเสนอแสดงความคิดเห็นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เช่น ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ก็เกิดองค์กรอิสระมากขึ้นหลายองค์กร และเกิดกระบวนการมีส่วนร่วม ภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนเยอะ มีความเปลี่ยนแปลง มีการฟังเสียงคนเล็กคนน้อย พี่น้องของเราก็ได้เข้าร่วมเยอะ

“แต่ช่วงนี้ไม่ได้เลย เห็นได้ชัดเลยเช่น ม. 44 เขามีอำนาจเยอะกว่า ใช้อำนาจเยอะกว่า การเคลื่อนไหวก็ลำบากเพราะเขามี พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 แม้แต่การเลือกคณะกรรมการประกันสังคมก็มีการบิดไป การออกกฎหมายต่างๆ ก็ผิดเพี้ยนไป เพราะคนที่เป็นเจ้าของปัญหาไม่ได้มีส่วนร่วมเหมือนเดิม การแก้ไขกฎหมายก็ยากลำบากกว่าเดิม กฎหมายรัฐธรรมนูญยิ่งตัดสาระสำคัญที่เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องออกไปอีก บั่นทอนลงไปกว่าเดิม จะเห็นว่ามันต่างกัน คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายเอย สภาพัฒนาการเมืองก็ถูกยุบ อำนาจ กลไก ที่จะเป็นปากเป็นเสียงของพี่น้องก็ถูกตัดไป คิดว่ามันถอยหลังออกไปไกล อบต. อบจ. ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงอีก ก็ไม่รู้ว่าการตัดสินใจในช่วงนี้ลำบากกว่าเดิม การฟังเสียงประชาชนก็น้อยลง องค์กรไหนที่เห็นต่างก็ไม่มีโอกาสเข้าไปนำเสนออะไรได้ มีเฉพาะคนที่เห็นด้วยเท่านั้นที่เข้าไปคุย

“รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานช่วงนี้ยิ่งหนักกว่าเดิม เขาไม่ฟังเลย เขายึด พ.ร.บ.ชุมนุมฯ เป็นตัวตั้ง อะไรๆ ก็ข้อกฎหมายแน่นเปรี๊ยะ ลำบากกว่าเดิม ลืมตาอ้าปากไม่ได้ ค่าแรงก็ถูก การปรับค่าแรงก็ถอยไปอีก ในช่วงปีก่อนที่มีการเลือกตั้งยังมีค่าแรง 300 บาทเท่ากันหมด มันก็รองรับหลักการฐานคิดเรื่องคนเท่ากันแล้ว แต่หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นไม่เท่ากัน คนงานก็มีอำนาจไม่เท่ากัน ต่างจังหวัดไม่มีอำนาจต่อรอง”

สำหรับแรงงานแล้ว ยุครัฐประหารไม่ดี ยุคประชาธิปไตยก็แย่ แต่ในความแย่ก็มีแง่งามที่แตกต่าง

“เราไปเรียกร้องได้ แต่เขาก็ไม่ฟังเสียงเราเหมือนเดิม ระบบการเมืองที่ผ่านมาไม่เอื้อประโยชน์กับคนจน ไม่ว่าใครจะมาเป็นก็ตาม อาจจะต่างกันเรื่องเสรีภาพในการเรียกร้อง การเข้าไปหา การสื่อสารก็ไม่ถูกจำกัด นักข่าวก็ไม่ถูกจำกัดสิทธิ เราอยากพูดอะไรก็พูดได้ ไม่ถูกควบคุม ช่วงประชาธิปไตยมีเสรีภาพในการนำเสนอประเด็นปัญหา มีเสรีภาพในการเคลื่อนไหว การเรียกร้อง การเดินขบวนทำได้ ถึงเราจะเรียกร้องแล้วไม่ได้รับการแก้ไขแต่ก็มีเสรีภาพในการแสดงออก แต่ช่วงรัฐประหารนี้แม้จะนำเสนอได้แต่ก็มีข้อจำกัด หากมีการเลิกจ้างจะไปเรียกร้องก็ไม่ได้เพราะมี พ.ร.บ.ชุมนุมฯ ที่จำกัดสิทธิเอาไว้ จะนำเสนออะไรก็ต้องระมัดระวังเยอะ ไม่มีอะไรที่ดีเลย ประชาธิปไตยมันดีเพราะมีเสรีภาพในการแสดงออก ถึงรัฐบาลจะแก้บ้างไม่แก้บ้างแต่ก็ไม่มีอะไรที่รุนแรงต่อกัน

“ตอนนั้นเรายังคุยกัน ยังมีกฎหมายอะไรเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง กฎหมายรัฐธรรมนูญก็ยังมีประโยชน์ต่อประชาชน การเรียกร้องอะไรก็ไม่ลำบาก ไม่ถูกบังคับ ไม่มีกรอบ ไปตามปกติ ไปยื่นหนังสืออะไรก็ทำได้ ไม่มีการจำกัดสิทธิ แต่ช่วงนี้มีการจำกัดสิทธิเยอะกว่า ทหารใช้อำนาจเบ็ดเสร็จทำให้ลำบากกว่าเดิม แล้วยังไม่ฟังเสียงประชาชนอีกเพราะเขาถือว่ามีอำนาจ ไม่ฟังเสียงคนเห็นต่าง”

แน่นอนว่าการชุมนุมใหญ่ในแต่ละครั้งไม่ได้มีแค่กลุ่มแรงงาน แต่มีหลายขบวนและมากชีวิตปัจเจกที่ไปร่วมหัวจมท้ายบนท้องถนน แต่ในฐานะของผู้นำแรงงาน เธอคิดว่าจุดเปลี่ยนทางการเมืองที่เธอไม่ได้เลือกแต่ละครั้งนั้นเป็นบทเรียนสำคัญที่เธอและพี่น้องเอาความฝันไปแลกมา

“มันไม่ได้มีแค่แรงงานนะที่เข้าไป กลุ่มไหนๆ ก็เข้าไปทั้งนั้น ที่เราเข้าไปก็หวังการเปลี่ยนแปลง อยากไปรื้อระบบทางการเมืองให้มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ใครมาเป็นนายกฯ ก็อยากให้ฟังเสียงประชาชน อยากให้แก้ปัญหาเรื่องปากท้อง ที่ทำกิน สิ่งแวดล้อม ความไม่เป็นธรรม การออกกฎหมายที่ไม่เอื้อต่อคนจน ก็มีความหวัง นี่เป็นหลักใหญ่ที่คนเข้าไปร่วมต้องการ สุดท้ายคนที่มีอำนาจ คนที่มีเงิน ก็ยังมีอำนาจในการต่อรองเยอะกว่าคนจน ทั้งที่คนที่ออกไปเคลื่อนไหวแม้จะมีชนชั้นกลางแต่ก็มีคนรากหญ้าด้วย

“ก็ได้บทเรียนในการต่อสู้ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นแต่มันก็ไม่เกิด กลายเป็นผู้มีอำนาจมาก คนมีเงินเยอะ ก็ครองอำนาจนั้น คนยากคนจนก็ลำบากเหมือนเดิม สุดท้ายประชาชนก็ต้องกลับมามองตนเองว่าจะพึ่งตัวเองอย่างไร ต้องกลับมาทบทวนว่าจะพึ่งพาตัวเองอย่างไร คิดถึงอนาคตว่าจะมีตัวแทนไปเป็นปากเป็นเสียงแทนเราอย่างไร ต้องคิดไปไกล ไปอาศัยเขาเกาะนั่นนี่ก็ไม่ได้หากเราไม่มีตัวแทนเข้าไปในสภา การตัดสินใจต่างๆ นานาก็เป็นเรื่องของกลุ่มใครกลุ่มมันตลอดเวลา แล้วมันจะเดินไปข้างหน้าอย่างไร”

ในวันที่ไม่มีหัวโขน วิไลวรรณ แซ่เตีย กลับบ้านเกิดไปเปิดร้านขายของชำในหมู่บ้าน ขณะที่ปัญหาของพี่น้องแรงงานก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น 11 ปีผ่านไปหลังรัฐประหารครั้งนั้น และเข้าปีที่ 3 หลังรัฐประหารครั้งล่าสุด ความฝันที่ถูกนำไปเททิ้งระหว่างทางเรียกว่าความอกหักซ้ำซากได้ไหม เธอตอบว่าใช่

“ใช่ ก็เป็นธรรมดา ตอนเข้าไปทุกคนก็มีความหวัง อยากเห็นสิ่งที่ดีขึ้น พอเป็นแบบนี้ก็ผิดหวัง การเปลี่ยนแปลงไม่ได้เป็นอย่างที่เราอยากเห็น”

...

Jittra Cotchadet อ่านกันเอาเองเถอะ แก่ๆกันหมดแล้ว

Surang Kummamoon ไม่ต้องบ่นแล้ว คุณหมดสิทธิ์นั้นแล้ว ผลการกระทำของพวกคุณเอง ผลของการไม่รู้กฏกติกา เอาแต่ใจตัวเอง จึงเป็นเช่นนี้แล ต่อไปนี้ก็ตัวใครตัวมัน อย่าหวังพึ่งรัฐบาลนี้เลย อัตตาหิ อัตตาโน นาโถ ค่ะพี่น้อง

สมหมาย เลาะริมบึง เมื่อมีการล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะเห็น วิไลวรรณ ทุกครั้ง

Somjai Sungstamp คุณวิไลวรรณ ก็มีบทบาทสำคัญในการเรียกร้องตามบทโฆษณาปฏิรูปก่อนเลือกตั้งมิใช่เหรอ? ... ปรี๊ดดดๆๆๆ ฮา! .

ooo