วันเสาร์, สิงหาคม 19, 2560

การกดดันรวมหมู่ สกัดกั้นชาวบ้านไปให้กำลังใจยิ่งลักษณ์ จะหนักมากพอให้เกิดการโกรธจนลืมตัวหรือไม่ ต้องคอยดูฝีมือตำรวจ ๒๔ กองร้อยนั้นละ

มีคนเอาบทความเก่าของ อจ.กานดา นาคน้อย ตั้งแต่ต้นปี (๒๗ มกรา) มาแชร์กัน มันช่างเข้ากับสถานการณ์วันนี้เหมาะเหม็ง ทั้งที่ผ่านมาหลายเดือนจะเข้าไตรมาสที่สี่ของปี ๖๐ นี่แล้ว

บทความชื่อ “เชือดไผ่ให้ลิงดู” ได้เห็นผลกันแล้ว แม้ไม่ถึงขนาดหัวขาดก็เลือดตกทั้งนอกและในไปอีกนาน

ขณะที่แก่นความสำคัญของข้อเขียน เปรียบภาวะกดดันจิตใจของขบวนการนักศึกษาอเมริกันในยุคสงครามเวียดนามว่า “โกรธจนลืมกลัว” ทำให้พากันออกไปประท้วงนั้น

ไม่มีทางเกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะแม้แต่ว่าภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มข้าวยากหมากแพง (ขนาดปลากระป๋องยังยอดขายตก) ในเวลานี้ก็ยังไม่เพียงพอทำให้โกรธขนาดลืมตัวได้ เนื่องจากชนชั้นกลางและค่อนข้างสูง ยังไม่รู้สึกรู้สากันเลย

อีกทั้ง “ไม่ได้หมายความว่าถ้าเกิดวิกฤตการคลังระดับสาหัสแล้ว จะเกิดภาวะโกรธจนลืมกลัวในวงกว้างแน่นอน” ด้วย เพราะว่า

คนไทยอาจมีความอดทนเป็นเลิศ และสังคมไทยอาจต้องจ่ายค่าเสียเวลาต่อไปอีกหลายทศวรรษ” อจ.กานดาเธอเขียนไว้อย่างนั้น


เสร็จแล้วเมื่อวานซืนนี้ (๑๗ สิงหา) พนักงานสอบสวน อ.พล จ.ขอนแก่น ได้เรียกตัวผู้ต้องหาในคดีเผาซุ้มเฉลิมพระเกียรติ ๘ คน ที่ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นไปสอบปากคำเพิ่มเติม หลังจากที่พวกเขาได้รับการปล่อยตัวเมื่อ ๑๐ ก.ค. จากการถูกควบคุมไว้ ๔๘ วันแล้ว อัยการยังไม่สามารถทำสำนวนส่งฟ้องได้

การปรากฏว่าเมื่อผู้ต้องหาไปถึงศาล กลับถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติมจากคดีที่มีโทษจำคุกต่ำกว่า ๑๐ ปี เป็นข้อหาร่วมกันหมิ่นสถาบันกษัตริย์ ซึ่งมีโทษจำคุกคนละ ๑๕ ปีต่อกระทง และอัยการได้ส่งฟ้องทันที โดยศาลสั่งขังคนทั้งแปดระหว่างการพิจารณาคดี

ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ อัยการ และศาลไม่ได้แจ้งให้ผู้ต้องหา ซึ่ง ๖ คนอายุเพียง ๑๘-๒๐ ปี มีผู้ใหญ่เพียงสองคน คนหนึ่งอายุ ๒๕ อีกคนอายุ ๕๐ ได้ทราบมาก่อนเลยว่าพวกตนจะโดนข้อหาอาญา ๑๑๒

แม้แต่มารดาของผู้ต้องหาวัยรุ่นคนหนึ่งเผยว่าตำรวจไปรับตัวเขาถึงบ้าน บอกแต่เพียงจะนำไปสอบข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น


กรณีที่เกิดล่าสุดนี่มันช่างต่างกับภาพลักษณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พยายามวาดให้เห็นว่า “เป็นสัญญานที่ดี นำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” (คำของ Thanapol Eawsakul)

ธนาพลอ้างอิงข่าวมติชนออนไลน์เรื่อง “นายกฯ เผยสถาบันทรงเมตตา ไม่อยากลงโทษประชาชน คดีหมิ่นฯ” (https://www.matichon.co.th/news/630662)

ผมคิดว่าอย่างน้อยตอนนี้ ชนชั้นนำทุกกลุ่มตระหนักดีแล้วว่าการใช้มาตรา ๑๑๒ หรือกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นั้นสร้างปัญหาให้กับสถาบันเป็นอย่างมาก

(ถ้าใครยังจำได้ ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ก็ได้พูดประเด็นนี้ไว้เช่นกัน) โดยเฉพาะการรายงานข่าวของสื่อต่างประเทศ ผมคิดว่านี่อาจจะเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่นำไปสู่การปฏิรูปกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ”

ธนาพลอาจจะคิดผิดถนัด เพราะรูปการณ์ยังไม่ได้ไปทางนั้นเลยสักนิด (อันนี้ถือว่าไม่เกี่ยวกับกรณีพันโทกฤษณพล โภชนดา อดีต ผบ.ป. พัน ๑๒ รอ. “ที่เสียชีวิตด้วยหัวใจล้มเหลว ระหว่างการฝึก” -ตามที่ Wassana Nanuam ผู้สื่อข่าวกองทัพโพสต์ไว้เมื่อ ๑๕ สิงหา*)

ไม่ว่าจะเป็นประเด็นบรรยากาศผ่อนคลายในทางปฏิรูป หรือในอีกทาง ความกดดันและการลำเอียงยังไม่พอก่อให้เกิดอาการโกรธจนลืมตัวแบบ “รวมหมู่” หรือไม่ ดูเหมือนตอนนี้อยู่ในสภาวะก้ำกึ่งครึ่งๆ กลางๆ ฝรั่งเรียก ‘anxiety’ กระเส่า ไม่ดีไม่ร้าย แต่ก็ไม่สบายแน่นอน

โดยเฉพาะจากการที่ชาวบ้านเสื้อแดงต้องการไปให้กำลังใจอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงที่พวกเขารักและชื่นชอบ ในการพิพากษาคดีจำนำข้าว วันที่ ๒๕ สิงหาคมนี้ ถูกทางการรัฐบาล คสช. กีดกัน สกัดกั้น (ดังหนังสือด่วนที่สุดจากผู้ว่าฯ อุดรธานี ถึงผู้กำกับตำรวจในท้องที่ให้ทำการยับยั้ง)
 
และอย่าง ตลกที่สุด ข่มขู่ ทุกหนทาง ดังที่มีการส่งกำลังทหารสามคันรถอาวุธครบเครื่องเข้าไปในหมู่บ้านในจังหวัดลำพูน อ้างว่าฝึกลาดตระเวณสำหรับปฏิบัติการในสามจังหวัดภาคใต้ แต่ชาวบ้านกลับเห็นว่านั่นเป็นการข่มขู่ไม่ให้จัดขบวนไปให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เสียละมากกว่า

ซ้ำมีพยานบุคคล (นายจำรัส ลุมมา ประธานสมาพันธ์เกษตรกรเชียงใหม่-ลำพูน) และลายลักษณ์อักษร (เอกสารลายมือเขียน) ยืนยันว่า ทหารไปบังคับให้เขียนคำมั่นสัญญาต่อเจ้าหน้าที่ความมั่นคง “จะไม่นำมวลชนไปให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์”

อีกทั้งรอง ผบ.ตร. แถลงว่าจะใช้แผน กรกฎ ๕๒ในการควบคุมมวลชนในวันนั้น ซึ่งคาดว่าจะมีจำนวนมากกว่า ๓ พันคน

“พร้อมทั้งกำชับว่าให้เดินทางมาให้กำลังใจได้ แต่อย่าเกณฑ์กันมาร่วมชุมนุม ฉะนั้นถือว่าทำผิด” นอกจากนั้นยังย้ำว่า “หากการพิพากษาเสร็จสิ้นให้ประชาชนเดินทางกลับทันที มิฉะนั้นจะถือว่ามาร่วมชุมนุมทางการเมืองอีกด้วย”


เลยทำให้มีคนทักว่า พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล พูดอย่างนี้เหมือนกับจะรู้ผลการตัดสินล่วงหน้าว่าจะออกมาอย่างไร

รวมทั้งต่อการที่ระบุ “ได้สืบทราบว่า มีการโพสต์เฟซบุ๊กเชิญชวนให้ประชาชนมาชุมนุมแล้ว ๒๔ ราย” ทางตำรวจจึงได้ “จัดกองร้อยควบคุมฝูงชน จำนวน ๒๔ กองร้อย” หนึ่งกองร้อยต่อหนึ่งราย ประมาณนั้น

ลักษณะเช่นนั้นเป็นการกดดันรวมหมู่แน่ๆ แต่จะหนักมากพอให้เกิดการโกรธจนลืมตัวหรือไม่ ต้องคอยดูฝีมือตำรวจ ๒๔ กองร้อยนั้นละ

(*หมายเหตุ พ.ท.กฤษณพล เป็นบุตรของ พล.อ.กำพล โภชนดา มีชื่อเสียงขึ้นมาจากการนำกำลังไปปิดล้อมวัดธรรมกาย แล้วมีเณรนำขนมไปยื่นให้ จากนั้นมาตกเป็นข่าวว่าเป็นผู้บังคับบัญชาของทหารสองคนที่มีเรื่องกับแท็กซี่ มีคลิปแชร์กันลั่นเน็ต เขาจึงถูก ซ่อมอยู่ที่วังทวีวัฒนาและถูกสั่งให้เข้าร่วมฝึกกับทหารใหม่ วิ่ง ๒ ก.ม. ในวันที่ ๑๓ ก.ค. แล้วล้มลงหัวใจวายเสียชีวิต Andrew MacGregor Marshall และ Somsak Jeamteerasakul ถกกันในเรื่องนี้บนหน้าเฟชบุ๊คของเขาทั้งสอง)

ส่องรัฐวิสาหกิจ 3 ปีใต้เงาทหาร ควบตำแหน่ง เจ๊งกระจาย!!! - Ispace Thailand




ส่องรัฐวิสาหกิจ 3 ปีใต้เงาทหาร ควบตำแหน่ง เจ๊งกระจาย!!!


BY BOURNE
ON AUGUST 18, 2017
ispace thailand


เป็นปัญหาที่มีมาอย่างยาวนานสำหรับผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจไทยจำนวนมาก ที่ประสบปัญหาเรื่องผลกำไร ซึ่งในระยะเวลากว่า 3 ปีที่รัฐบาลคสช.เข้ามาบริหารประเทศ สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปก็คือตำแหน่งประธานบอร์ด และกรรมการของรัฐวิสาหกิจต่างๆ ที่มีการปรับเปลี่ยนให้ทหารเข้าไปนั่ง เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดทุนต่างๆที่เกิดขึ้น

แต่ผลงานในระยะเวลา 3 ปีนี้กลับไม่เป็นไปตามคาด เพราะรัฐวิสาหกิจที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนก็ยังคงสภาพขาดทุนเหมือนเดิม ส่วนบางแห่งที่มีกำไรก็เป็นรัฐวิสาหกิจที่มีผลกำไรต่อเนื่องมายาวนานอยู่แล้ว และบางแห่งก็ย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิมเพราะจากที่เคยมีกำไรก็กลายเป็นขาดทุน

เริ่มต้นด้วยการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย(MRT) รัฐวิสาหกิจที่ดูแลกิจการรถไฟฟ้าทั้งใน กทม.และปริมณฑล ที่มีรายได้ลดลงถึง 40% จากในปี 2557 มีรายได้ 7,440 ล้านบาท กลายเป็น 4,460 ล้านบาทในปี 2559 ส่งผลให้จากที่เคยมีกำไรถึง 3,470 ล้านบาทในปี 2557 กลายเป็นขาดทุน 1,780 ล้านบาทในปี 2559





ซึ่งล่าสุดนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้ออกเปิดเผยผลการดำเนินงานของรถไฟฟ้าสายสีม่วง ภายใต้การกำกับดูแลของ MRT ว่า แม้จะมีการเชื่อมต่อสถานีเตาปูน และสถานีบางซื่อเข้าด้วยกันแล้ว แต่ก็ยังพบว่ารถไฟฟ้าสายสีม่วงดังกล่าวยังคงประสบปัญหาขาดทุนถึง 5 ล้านบาทต่อวัน แม้ว่าจะมีสัดส่วนผู้โดยสารที่เพิ่มมากขึ้นถึง 46.8% เนื่องจากการปรับลดราคาค่าโดยสารลงเป็นผลทำให้รายได้ต่อวันลดลงประมาณ 7.2%





ต่อกันด้วยเจ้าเก่าเจ้าเดิมอย่างบริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) ที่แม้จะทำให้รัฐบาลและผู้บริหารยิ้มได้จากการเปลี่ยนจากการเจ๊งต่อเนื่องนานหลายปีหลักหมื่นล้านบาท กลับมามีกำไรในช่วงสั้นๆ แต่ล่าสุดผลประกอบการในไตรมาส 2/2560 การบินไทยก็กลับมาขาดทุนยับไปถึง 5,211 ล้านบาท ซึ่งแม้จะอ้างเรื่องต้นทุนน้ำมันและอัตราแลกเปลี่ยน แต่เมื่อพิจารณาผลประกอบการของสายการบินอื่น เช่น บริษัท เอเชีย เอวิเอชั่น (AAV) หรือ ไทยแอร์เอเชีย กลับพบว่าในไตรมาส 2/2560 ยังคงมีกำไรถึง 170 ล้านบาท แม้จะมีสัดส่วนกำไรที่น้อยลงแต่ก็ยังมีผลประกอบการที่เป็นบวกอยู่





ด้านบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ก็น่าห่วงเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อปี 2557 มีรายได้ถึง 63,199 ล้านบาท มีกำไร 1,947 ล้านบาท แต่ในปี 2558 รายได้ลดลงเหลือ 47,869 ล้านบาท ขาดทุนไปถึง 5,885 ล้านบาท และล่าสุดในปี 2559 มีรายได้เพียง 30,800 ล้านบาท ขาดทุนไปอีก 5,800 ล้านบาท ในขณะที่ปี 2560 ก็ยังไม่มีท่าทีว่าบริษัท ทีโอที จะสามารถพลิกวิกฤติทางการเงินได้






นอกจากนี้ยังมีรัฐวิสาหกิจอีกหลายแห่งที่กำลังประสบปัญหาอย่างต่อเนื่อง เช่น การรถไฟ ธนาคารอิสลาม ไปรษณีย์ไทย ฯลฯ

มาพิจารณาเรื่องจำนวนของนายทหารที่เข้าไปรับตำแหน่งประธานบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ก็พบว่ามีรัฐวิสาหกิจถึง 16 แห่งที่มีนายทหารเข้าไปนั่งเป็นประธานจำนวน 15 คน ได้แก่ 
1.พล.อ.อ.สฤษดิ์พงษ์ โกมุทานนท์ ประธานบอร์ด สถาบันการบินพลเรือน 
2.พล.ร.อ.อภิวัฒน์ ศรีวรรณธนะ ประธานบอร์ดการท่าเรือแห่งประเทศไทย 
3.พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ ประธานบอร์ดรฟม. 
4.พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ประธานบอร์ดการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 
5.พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ประธานบอร์ดสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 
6.พล.อ.ถเกิงกานต์ ศรีอำไพ ประธานบอร์ดสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย









7.พล.อ.ศุภกร สงวนชาติศรไกร ประธานบอร์ดองค์การเภสัชกรรม 
8.พล.อ.วิวรรธน์ สุชาติ ประธานบอร์ดการทางพิเศษแห่งประเทศไทย 
9.พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ประธานบอร์ดบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด 
10.พล.อ.สุรพงษ์ สุวรรณอัตถ์ ประธานบอร์ดทีโอที 
11.พล.อ.ทวีป เนตรนิยม ประธานบอร์ดกสท. 
12.พล.อ.สาธิต พิธรัตน์ ประธานบอร์ดไปรษณีย์ไทย 
13.พล.ท.สุรไกร จัตุมาศ ประธานบอร์ดโรงงานยาสูบ 
14.พล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข ประธานบอร์ดอสมท. และการยางแห่งประเทศไทย





ซึ่งนอกจากจะมีนายทหารบางคนที่ควบตำแหน่งประธานบอร์ดถึง 2 แห่ง ยังพบว่ามีทหารถึง 9 คนที่ไม่ได้นั่งอยู่ในฐานะประธานบอร์ดเพียงอย่างเดียว แต่ยังนั่ง “ควบ” หลายเก้าอี้ ทั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) 7 คน และยังรับราชการอยู่อีก 4 คน





โดยพล.อ.ฉัตรเฉลิม เฉลิมสุข อดีตเสนาธิการทหารบก เป็นบุคคลที่นั่งควบมากที่สุดถึง 4 ตำแหน่ง คือ ประธานบอร์ด อสมท และการยางแห่งประเทศไทย ต่อด้วยตำแหน่งบอร์ดรัฐวิสาหกิจ อีก 1 แห่ง ได้แก่ บริษัท ปตท จำกัด (มหาชน) และเป็นสมาชิก สนช. อีกด้วย

นอกจากนี้ในด้านของค่าตอบแทนของตำแหน่งประธานบอร์ดรัฐวิสาหกิจ พบว่าค่าตอบแทนรายเดือนของตำแหน่งเหล่านี้จะอยู่ที่ 12,000-40,000 บาท โดยมีเบี้ยประชุมต่อครั้งอยู่ที่ 6,000-18,750 บาท ไม่รวมถึงเงินโบนัส และเบี้ยประชุมคณะกรรมการชุดย่อย

เห็นแบบนี้แล้วมองไปที่ผลประกอบการก็เกิดคำถามขึ้นหลายข้อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเหมาะสม ความสามารถ ผลงาน ฯลฯ แต่ก็อย่างที่ทราบกันดีที่นี่คือประเทศไทยในยุครัฐบาลคสช.!!!

Reference

http://www.bbc.com/thai/thailand-40246027

http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/768928

http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/733810

https://www.matichon.co.th/news/424026

https://www.matichon.co.th/news/632633

...





โพลชี้ทุจริต-คอรัปชั่น ยุครัฐบาล คสช. พล.อ.ประยุทธ์ พุ่ง!



https://www.facebook.com/KALALAND321/videos/1087666081364173/

ooo



เครือข่ายนักวิชาการนานาชาติ 291 คน ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ยุติการดำเนินคดี5นักวิชาการ-น.ศ. ผู้ร่วมประชุมไทยศึกษา


...

อ่านแถลงการณ์ภาษาไทยได้ที่นี่

 statement_by_icts13_participants_thai.pdf

...

Statement by participants at the 13th International Conference on Thai Studies on the Summons and accusations against fellow participants





18/Aug/2017

Source: https://focusweb.org/content/statement-participants-13th-international-conference-thai-studies-summons-and-accusations


We the undersigned express our alarm and dismay at the Summons issued by Col Suebsakul Buarawong, deputy commander of the 33rd Military Circle in Chiang Mai, to Dr Chayan Vaddhanaphuti, Pakawadee Veerapatpong, Chaipong Samnieng, Nontawat Machai, and Thiramon Bua-ngam. They are accused of violating the National Council for Peace and Order (NCPO) chief's Order No.3/2015, Thailand’s military regime's ban on political gatherings of five or more persons. Conviction on the charges issued against these five scholars carries a potential six months in prison.

The International Conference on Thai Studies is the main international scholarly forum for presentation and discussion of research on Thailand. It has been held every three years since 1981, hosted by universities in Thailand, Australia, China, India, the Netherlands, the United Kingdom and the United States. In July 2017 the conference was hosted by Chiang Mai University and achieved a record turnout of 1224 participants. The conference was a resounding success. It was marred only by the intimidating presence of uniformed and non- uniformed security personnel.

The intimidating presence of security personnel at ICTS13 and more generally at scholarly events is in direct contravention of the International Covenant on Civil and Political Rights, to which Thailand is a party. It also contravenes the International Covenant on Economic, Social and Cultural Rights, which Thailand has also signed, and which guarantees academic freedom.

We call on the military government of Thailand to:

1. Immediately withdraw the summons and implied charges against Dr Chayan Vaddhanaphuti, Ms Pakawadee Veerapatpong, Mr Chaipong Samnieng, Mr Nontawat Machai, and Mr Thiramon Bua-ngam. 


2. Cease forthwith the intimidation of academics and students in their conduct of scholarly teaching, research, public discussion and debate, on- and off-campus. 


3. Cease the restriction of free and open discussion on pressing issues of concern to the wider Thai public, in line with Thailand’s international commitments. 


Dated Friday 18 August


Signed by 291 ICTS13 participants (see attached)
Attachment:
signatoriestostatementby_icts13_participants.pdf
statement_by_icts13_participants_thai.pdf
statement_by_icts13_participants_english.pdf


โถ... ตู่อัลไต... ... ทุ่มโพเดี้ยมดิ... เรียกสื่อมาเป็นข้ารับใช้ พอสื่อบอกไม่ใช่หน้าที่ก็เอ็ดตะโรไม่พอใจ




(https://www.khaosod.co.th/politics/news_478462)


เรียกสื่อมาเป็นข้ารับใช้ พอสื่อบอกไม่ใช่หน้าที่ก็เอ็ดตะโรไม่พอใจ คุยซะอีกว่าใครเกลียดก็ไม่ทำให้ตาย เว้นแต่จะเส้นเลือดแตกตายเอง

เออนะ ยังมีคนแห่แหนยกย่องผู้นำแบบนี้ได้

ปกป้องทหารไม่โง่ อย่าเชื่อพวกด่าทหาร เหย ที่เขาด่าคือการมานั่งบอร์ดรัฐวิสาหกิจ รับเบี้ยประชุมเป็นแสนเป็นล้าน โง่ไหมไม่รู้ แต่เห็นบอกว่าให้มานั่งเฉยๆ ห้ามพูด ไม่ใช่เรอะ



Atukkit Sawangsuk

...



คุณเชื่อประยุทธ์ หรือเชื่อชาวบ้าน ที่บอกว่าไม่ห้ามกองเชียร์'ยิ่งลักษณ์'มาให้กำลังใจ...





คุณเชื่อประยุทธ์ หรือเชื่อชาวบ้าน?

“แกนนำเกษตรกรเหนือ รับถูกบุกบ้าน ให้เซ็นสัญญาไม่ไปเชียร์”ปู”จริง”

https://www.matichon.co.th/news/633153

ไม่มีสัจจะในหมู่โจร แต่เขาเป็นทหารนี่นา


Pipob Udomittipong

ooo

นายกฯไม่ห้ามกองเชียร์'ยิ่งลักษณ์'มาให้กำลังใจ อย่าขวางการจราจร จับตามือที่สามขนคน ขู่ใช้กม.เข้ม




matichon tv

https://www.youtube.com/watch?v=WBcGEellsVQ

Published on Aug 15, 2017

...



เอกสารที่แพร่หลายในอินเทอร์เน็ต

ooo

ประวิตร พลิกลิ้น!! ไม่ห้าม เชียร์ยิ่งลักษณ์



https://www.youtube.com/watch?v=rO0PJThAvtI

สถานีข่าว ประชาชน

Published on Aug 15, 2017
สถานีเสรีนิยม อย่าลืมSubscribe
https://www.youtube.com/channel/UCu6K...

...
คสช.ไม่ห้าม ม็อบเชียร์ ‘ยิ่งลักษณ์’ ขอสงบ-ห่วงมือที่ 3 ป่วน

(https://news.mthai.com/politics-news/578849.html)

คุณเป็น"ไอ้เหี้ย"หรือเปล่า​?... มาตรวจกับ Theory of Assholes (ทฤษฎีของความเหี้ย) ของ Aaron James



https://www.youtube.com/watch?v=d2y-pt0makw

Aaron James on his Theory of A**holes

Knopfdoubleday

Published on Oct 12, 2012

In the spirit of the mega-selling On Bullshit, philosopher Aaron James presents a theory of the asshole that is both intellectually provocative and existentially necessary.

http://www.randomhouse.com/book/21567...

What does it mean for someone to be an asshole? The answer is not obvious, despite the fact that we are often personally stuck dealing with people for whom there is no better name. Try as we might to avoid them, assholes are found everywhere—at work, at home, on the road, and in the public sphere. Encountering one causes great difficulty and personal strain, especially because we often cannot understand why exactly someone should be acting like that.

Asshole management begins with asshole understanding. Much as Machiavelli illuminated political strategy for princes, this book finally gives us the concepts to think or say why assholes disturb us so, and explains why such people seem part of the human social condition, especially in an age of raging narcissism and unbridled capitalism. These concepts are also practically useful, as understanding the asshole we are stuck with helps us think constructively about how to handle problems he (and they are mostly all men) presents. We get a better sense of when the asshole is best resisted, and when he is best ignored—a better sense of what is, and what is not, worth fighting for.

ooo


ทฤษฎีของความเหี้ย





โดย TEEPAGORN CHAMP WUTTIPITAYAMONGKOL

Aaron James ผู้ช่วยศาสตราจารย์สาขาปรัชญาจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เขียนไว้ในหนังสือ Assholes: a theory (ทฤษฎีของไอ้เหี้ย) ว่าคนเหี้ยนั้นจะมีลักษณะเฉพาะสามประการ นั่นคือ 

1.  คนเหี้ยจะอนุญาตให้ตัวเขาเองมีผลประโยชน์เหนือคนอื่นๆ และมักจะฉวยโอกาสเหล่านี้อย่างเป็นระบบ 

2.  คนเหี้ยจะฉวยโอกาสด้วยความรู้สึกที่ว่าตัวเองมีสิทธิพิเศษและสมควรที่จะได้รับโอกาสนั้น (entitlement) 

3.  คนเหี้ยจะมีภูมิคุ้มกันคำวิจารณ์ของคนอื่นด้วยความที่รู้สึกว่าตัวเองมีสิทธิอันชอบธรรมนี้เอง

เขายังอธิบายเพิ่มด้วยว่าคนเหี้ยนั้นต่างจากคนโรคจิต (psychopath) โดยทั่วไปเพราะคนเหี้ยนั้นจะมีเหตุผลทางจริยธรรมอย่างเป็นระบบ แต่เป็นระบบจริยธรรมที่เข้าข้างตัวเอง (คือยังเข้าใจว่าคนอื่นมีสิทธิต่างๆ แต่คิดว่าตัวเองมีสิทธิเหนือกว่าชาวบ้าน)
.
คุณเป็นคนเหี้ยหรือเปล่า​?...
...
ส่วนหนึ่งคัดมาจาก
ทฤษฎีของความเหี้ย

เวป The Matter

อ่านบทความเต็มได้ที่

https://thematter.co/thinkers/assholes/32491


ความกลัวของพวกเผด็จการ... กดดันห้ามเชียร์ “ยิ่งลักษณ์”... ทหารคุมลำพูนอ้างซ้อมไปชายแดนใต้





ทหารคุมลำพูนอ้างซ้อมไปชายแดนใต้
วิจารณ์หนักกดดันห้ามเชียร์ “ยิ่งลักษณ์”

ทหารยกพล 3 คันรถ คุมลำพูน อ้างซ้อมไปปฏิบัติการรักษาความมั่นคงชายแดนใต้ โชเชียลวิจารณ์หนัก กดดันประชาชนห้ามไปเชียร์ “ยิ่งลักษณ์” 25 ส.ค.นี้

เมื่อ 17 ส.ค. 2560 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทหารเชียงใหม่จากค่ายกาวิละ ส่งกำลังพล 3 คันรถ พร้อมอาวุธสงคราม ไปเฝ้าพื้นที่จังหวัดลำพูน โยมีการทำหนังสืออ้างว่า เพื่อฝึกเตรียมพร้อมการไปรักษาความมั่นคงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

อย่างไรก็ตาม สังคมโชเชียล ได้ส่งรูปและวิจารณ์กันว่า ที่เห็น มีแต่ใส่เครื่องแบบเต็มยศ พร้อมอาวุธ ไปเดินในเมืองเฉยๆ เชื่อว่า ส่งไปคุมหรือกดดันประชาชน เพราะกลัวชาวบ้านจะนัดแนะไปชุมนุมให้กำลังใจ น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 25 ส.ค. นี้

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังรายงานว่า นอกจากนี้ ทหารยังมีการบังคับให้ผู้นำชุมชน ทำหนังสือไว้เป็นหลักฐาน ความว่า "ข้าพเจ้า ........ ขอสัญญาว่า ในวันที่ 24-25 สิงหาคม 2560 จะไม่มีการนำกลุ่มชาวบ้านเดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อให้กำลังใจอดีตนายกยิ่งลักษณ์ จึงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ลงชื่อ......"

“เราได้ตัดเอาข้อความบางส่วนของหนังสือดังว่ามาให้ดูกันด้วย แต่ไม่สามารถแชร์ทั้งฉบับ เพื่อความปลอดภัยของเจ้าของหนังสือดังกล่าว นี่เค้ากลัวจะมีคนไปให้กำลังใจท่านอดีตนายกปู กันขนาดนี้เลยเหรอ?” สังคมโซเชียล ระบุ

PEACE NEWS

ที่มา FB

Peace News


ooo





ไม่กลัว
ไม่มีการสะกัด กั้น
จิมจิมเล้ย

มิตรสหายท่านหนึ่ง

...

วันนี้ ทราบข่าวมาว่า ทางเจ้าของรถตู้ที่ พี่น้องติดต่อเช่า เพื่อไปกรุงเทพ ในวันที่ 25. สิงหาคม ได้ขอยกเลิก เหตุเพราะทางเจ้าหน้าที่มาคุยกับเจ้าของรถ และนำมาซึ่งการขอยกเลิก

ไม่เป็นไรครับ ทางพี่น้อง ก็เปลี่ยนเป็นเดินทางด้วยรถยนตร์ส่วนตัวแทน และแชร์ค่าน้ำมันกันไป

ส่วนการเยี่ยมถึงบ้าน ก็มี กันประปราย เหมือนทุกที่ มาคุย มาสอบถาม มาโน้มน้าวโดยเฉพาะหากเป้าหมายเป็นชาวบ้าน ก็จะมีคำพูดด้านลบผสมมาด้วย แต่ ถึงจะเป็นชาวบ้าน เขาก็รู้เท่าทัน และรู้ว่าเขามีสิทธิ เขาจึงไม่เชื่อ

ส่วนตัวผม เจ้าหน้าที่ มาเยี่ยมหลายรอบ ทั้งที่บ้าน และที่ทำงาน แต่ไม่มีอะไรมาก พูดคุย อธิบาย กันไป

ผมเห็นว่า ช่วงนี้ มีการเยี่ยมบ้าน แถมให้ทำ หนังสือสัญญา ด้วย เลยคิดว่า ขอทำหนังสือสัญญา เขียนไว้ก่อนเลย เผื่อ เจ้าหน้าที่มาเยี่ยมอีก และต้องการให้เขียน จะได้ยื่นให้ ทันที
จะได้ไม่ต้องเสียเวลาด้วยกัน ทั้งสองฝ่าย
หนังสือ ที่เขียน ก็ตามรูปครับ

25 สิงหา ไปได้ไปกัน
ไปไม่ได้ ส่งพลังใจไป
ให้เขารู้ ว่า ประชาชน ฝ่ายประชาธิปไตยยังอยู่
ยังมีตัวมีตนอยู่ .......

มิตรสหายอีกท่านหนึ่ง

...






วันศุกร์, สิงหาคม 18, 2560

"มันตลก" และ "สิ้นคิด" สองวิธีการ "ครองเมือง" ของทหารเวลานี้

ไม่ใช่แค่ “มันตลกงัย” อย่างที่คณบดีนิเทศฯ ม.หอการค้าว่าไว้เท่านั้น อธิบดีประชาสัมพันธ์ ห่านอูพูดเอาแต่ได้ ดื้อๆ ด้านๆ

“ผมไม่ได้บังคับ ผมให้เลือกตามใจชอบเลย แต่ต้องไม่ซ้ำกันในแต่ละช่อง” นี่ละ บังคับ ให้พวกเขาต้องเลือก มีอย่างที่ไหนในโลกนี้ ภพนี้ สื่อทุกช่องต้องตามเกาะทำข่าวรัฐมนตรีสัญจรแห่งละคน

“สรุปแล้วว่าผมจะขอให้ท่านเป็นกำลังของผม โดยที่่่ท่านไม่ต้องเขิน ท่านสามารถใช้ไมโครโฟนของท่านได้เลย จะเป็นตราสัญลักษณ์ของช่อง...หรืออะไรก็ได้ ท่านรายงานเข้ามาเลย โดยเราจะกำหนดเป็นคิว”

มันชัดแจ้งตรงนั้นแล้วว่าจิกหัวใช้ ตั้งแต่วันที่กรมประชาสัมพันธ์เรียกบรรณาธิการสื่อทุกแขนงไปประชุม เรื่องรัฐบาล คสช. ลงพื้นที่ตรวจงานและประชุม ครม. นอกกรุง ที่โคราช ระหว่างวันที่ ๒๑-๒๒ สิงหานี้

คำพูดอาจจะดูดี แต่กิริยาที่ใช้งานที่ว่า “สื่อที่ตามลงไปทำข่าว ก็ต้องทำข่าวของท่านอยู่แล้ว เพียงแต่ขอว่าให้ส่งสิ่งที่ท่านทำให้กับเราด้วย เพื่อที่จะได้ออกอากาศทางช่องเอ็นบีที” พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ปฏิเสธที่ถูกวิจารณ์ว่า จัดระเบียบสื่อ

“ก่อนจะไปถึงแบ่งว่าใครทำอะไร ตรงไหนอย่างไร ผมเอาแบบทหารแล้วกัน” วันนี้ถึงได้มีรายการออกมาเป็นตับ ช่องไหนให้ประกบรัฐมนตรีคนไหน “ด้วยวิธีการแบบนี้ ติดขัดไหมครับ ไม่มีนะ ถ้าไม่ติดขัดก็ถือว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับแนวทาง”

ก็นี่ละ ดร.มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถึงได้ว่าตลก “ทำไมไม่ไปซื้อโฆษณาหรือเวลาของทีวีช่องอื่นๆ จะมาขอความร่วมมือทำไม

เรื่องนี้สะท้อนกรอบความคิดของผู้เกี่ยวข้องว่าความเข้าใจการทำงานของสื่อว่ามีมากน้อยแค่ไหนเข้าใจเรื่องเสรีภาพสื่อมากน้อยแค่ไหน


ปฏิกิริยาของพวกนักข่าวบางราย ถึงได้บ่นว่า “นี่เราอยู่ยุคไหนกัน” เป็นคำถามไม่ต้องการคำตอบเพราะรู้กันแล้วว่าเราอยู่ในยุค ทหารครองเมืองอะไรต่ออะไรถึงได้ จั๊ดเง่า อย่างนี้

ดูที่เขาขนตะหานสามคันรถอาวุธครบเครื่องจากค่ายกาวิละ เชียงใหม่ ไปฝึกเตรียมความพร้อมสำหรับปฏิบัติการในพื้นที่ก่อการร้ายภาคใต้ แต่ดันไปใช้ท้องที่หมู่บ้านภาคเหนือ ป่าซาง ลำพูน นั่นสิ

มีการออกหนังสือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร ขอใช้พื้นที่ในเขต ๓ วัด ป่าตาล-ม่วงน้อย-บ้านไร่ ตั้งแต่วันที่ ๑๓ ถึง ๒๕ สิงหา ทำเอาพระสงฆ์องค์เจ้า ชาวบ้านร้านถิ่นขวัญกระเจิง เมื่อเห็นทหารชุดพรางถือเอ็ม ๑๖ เดินท่าลาดตระเวน มีเหลียว มีก้ม มีย่อจ่อปืนประทับบ่า วะ เหมือนหนังสมรภูมิ

เพจ October Free Thai กลับเห็นว่า “มีแต่ไปเดินใส่เครื่องแบบเต็มยศ พร้อมอาวุธ กร่างในเมืองเฉยๆ” หนักไปกว่านั้น ชาวบ้านวิจารณ์กันแซดว่าแท้จริงเป็นการส่งกำลังทหารไปข่ม ไม่ให้ชาวบ้านขยับตัวแห่กันไปให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ อดีตนายกฯ ฟังคำตัดสินศาลในคดีจำนำข้าว วันที่ ๒๕ สิงหาคมนี้ต่างหาก

เขาอ้างหลักฐานยืนยันว่า “มีการบังคับให้ผู้นำชุมชนทำหนังสือไว้เป็นหลักฐาน ความว่า

ข้าพเจ้า........ขอสัญญาว่า ในวันที่ 24-25 สิงหาคม 2560 จะไม่มีการนำกลุ่มชาวบ้านเดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อให้กำลังใจอดีตนายกยิ่งลักษณ์ จึงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ลงชื่อ.........”

แล้วลงท้าย “นี่เค้ากลัวจะมีคนไปให้กำลังใจท่านอดีตนายกปู กันขนาดนี้เลยเหรอ?

(เพจได้ลงภาพข้อความ สัญญาดังกล่าวเป็นลายมือเขียน ซึ่งมีคนเข้าไปท้วงว่าไม่ใช่เป็นเอกสารพิมพ์แบบหนังสือราชการ บ้างก็เลยบริภาษณ์เอาว่า “เพจแดงแต่งเรื่อง...”)

ถึงอย่างนั้นก็ตามที วิธีการนำทหารติดอาวุธไปฝึกซ้อมลาดตระเวน ในพื้นที่ผู้สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีหญิงเช่นนี้ เป็นอะไรที่ไม่น้อยไปกว่าคอมเม้นต์ของ Thanapol Eawsakul ที่ว่า “สิ้นคิด ถ้าไม่โง่มาก ก็หลอกตัวเอง” ไปเลยได้

แง่คิดของ บก.ฟ้าเดียวกัน ชี้ว่า “นับเป็นเรื่องสิ้นคิดเป็นอันมาก ที่รัฐบาลคณะรัฐประหารได้เอากองทัพทั้งกองทัพ มาเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางการเมือง

หลังจากนี้ กองทัพก็จะกลายเป็นคู่ขัดแย้งของประชาชนโดยตรง

การเอาปัญหาภาคใต้มาเป็นข้ออ้างแล้ว ก็ยิ่งน่าสังเวชใจเป็นยิ่งขึ้น เพราะปัจจุบันสถานการณ์กองทัพในภาคใต้นั้น นับวันจะกลายเป็น รัฐที่ล้มเหลว เข้าไปทุกที เข้าไปทุกที เพราะกองทัพไร้น้ำยาในการจัดการปัญหานั่นเอง

คำถามง่ายๆ ก็คือว่า หลังจากนี้ถ้ามีข่าวทหารไปตายในภาคใต้ คุณคิดหรือว่าคนที่ถูกคุกคามโดยทหาร จะมาเศร้าเสียใจกับคุณไปด้วย สิ้นคิดแท้ ๆ” 

นั่นสิ จะเอาอะไรกับพวกที่รู้จักแต่การเอาชนะด้วยกำลัง (อาวุธ) กับผู้ที่ไม่มีอาวุธ และไม่เคยเอาชนะได้กับพวกที่ใช้อาวุธสู้

แม้จะมีคนที่ยินยอมให้เขาใช้อาวุธขู่อยู่มาก แต่คงไม่มากพอที่จะยอมหงอกันเนิ่นนานต่อไปไม่สิ้นสุด หรอกนะ

FIDH Press Release Thailand: Lèse-majesté abuse reaches a new extreme




Lèse-majesté abuse reaches a new extreme


17/08/2017
PRESS RELEASE
Thailand

Source: International Federation of Human Rights (FIDH)


(Bangkok, Paris) The latest lèse-majesté jail sentence has taken Thailand’s restrictions on freedom of expression to a new extreme, FIDH and its Thai member organizations Union for Civil Liberty (UCL) and Internet Law Reform Dialogue (iLaw) said today.





On 15 August 2017, following a closed-door hearing, the Khon Kaen Provincial Court sentenced student activist Jatuphat Boonpattaraksa aka Pai to five years in prison under Article 112 of the Criminal Code (lèse-majesté). Article 112 punishes with prison terms of three to 15 years those who are found guilty of defaming, insulting, or threatening the King, the Queen, the Heir to the throne, or the Regent.

The court halved the sentence to two years and six months in consideration of Jatuphat’s guilty plea. Rather than a confession of guilt, the guilty plea is a strategic decision that the overwhelming majority of lèse-majesté defendants have made in order to obtain a significant reduction in their jail sentence.

Jatuphat, 26, a pro-democracy activist and member of the ‘Dao Din’ group, was arrested on 3 December 2016 for sharing a British Broadcasting Corporation (BBC) profile of Thai King Maha Vajiralongkorn Bodindradebayavarangkun on Facebook. The BBC’s Thai language website published the profile on 2 December 2016. Jatuphat was released on bail shortly after his arrest. However, on 22 December 2016, the Khon Kaen Provincial Court approved a police request to revoke Jatuphat’s bail after he posted a satirical message mocking the authorities on his Facebook account. He has been detained in Khon Kaen Provincial Correctional Institution ever since and has consistently been denied bail. To date, Jatuphat is the only individual who has been arrested and charged among the approximately 3,000 web users who shared the BBC profile of the Thai King on Facebook.





Jatuphat has faced arrest and legal action on numerous occasions in connection with his pro-democracy activities. On 19 November 2014, Jatuphat and four other student activists were arrested by police and subsequently detained by the military for several hours for staging a silent protest and flashing a defiant three-finger salute while junta head Gen Prayuth Chan-ocha was delivering a speech during an official visit to Khon Kaen.

On 22 May 2015, police arrested Jatuphat along with six fellow members of the ‘Dao Din’ group for staging a peaceful anti-junta demonstration to mark the one-year anniversary of the military coup at Khon Kaen Democracy Monument. All seven were released on bail the next day after being charged with violating National Council for Peace and Order (NCPO) Order 3/2015, which bans political gatherings of more than four people. If convicted by a military court, they could face prison terms of up to six months or a 10,000 baht (US$286) fine.

On 26 June 2015, police arrested Jatuphat along with 13 other student activists for in anti-junta peaceful demonstration at Bangkok’s Democracy Monument a day earlier. The 14 activists were released by the Bangkok Military Court on 8 July 2015 after being charged with violating NCPO Order 3/2015 and Article 116 of the Criminal Code (‘sedition’). If convicted under Article 116, Jatuphat faces up to seven years in prison.

Jatuphat is facing additional charges under NCPO Order 3/2015 for organizing a public discussion on Thailand’s 2017 constitution at Khon Kaen University on 31 July 2016.

On 6 August 2016, Jatuphat was arrested in Chaiyaphum Province for distributing leaflets that urged voters to reject the junta-backed constitution in the 7 August 2016 referendum. He was released on 19 August 2017, after being charged with violating Article 61 of the 2016 Referendum Act. If convicted, he could face up to 10 years in prison, a fine of up to 200,000 baht (US$5,713), and the revocation of his voting rights for a period of up to 10 years.





Since the 22 May 2014 coup, 112 people have been arrested for violating Article 112. Fifty-three of them have been sentenced to prison terms of up to 35 years. To date, at least 60 individuals are either detained awaiting trial or imprisoned for lèse-majesté violations. At the time of the military takeover, there were six individuals behind bars on lèse-majesté charges.

In the last several years, many United Nations (UN) bodies have continued to express their concern over the prosecutions, the prolonged detentions, and the lengthy prison sentences under Article 112. They have also repeatedly called for the amendment of Article 112 and the release of lèse-majesté detainees, emphasizing that the deprivation of liberty stemming from lèse-majesté prosecutions is in violation of Thailand’s legal obligations under international law with regard to the right to freedom of opinion and expression.

In its latest opinion concerning the lèse-majesté detention of Pongsak Sriboonpeng, issued on 21 November 2016, the UN Working Group on Arbitrary Detention (WGAD) recalled that “under certain circumstances, widespread or systematic imprisonment or other severe deprivation of liberty in violation of the rules of international law, may constitute crimes against humanity.”

UN human rights monitoring bodies, including the Human Rights Committee (CCPR), and the Committee on Economic, Social and Cultural Rights (CESCR), have called for the amendment of Article 112 to bring it into conformity with Thailand’s international obligations. On 11 May 2016, during its third Universal Periodic Review (UPR), Thailand received seven recommendations that called for the repeal or amendment of Article 112 and for an end of its abuse to limit freedom of expression.

FIDH, UCL, and iLaw urge the Thai government to end the abuse of lèse-majesté and immediately and unconditionally release those detained or imprisoned under Article 112 for the mere exercise of their fundamental right to freedom of opinion and expression.

Press contact
Ms. Audrey Couprie (French, English) - Tel: +33143551412 (Paris)

พล.อ.ประยุทธ์ มโนหรือไม่... จากคำพูด "ประวัติศาสตร์ชาติไทย มีมาเกือบ 1,000 ปี..." นักประวัติศาสตร์ไขความกระจ่าง (วาทกรรม ประดิษฐ์) ชาติไทย ประเทศไทย สยาม อายุเท่าไหร่กันแน่...



อุทยานประวัติศาสตร์ สุโขทัย
AFP/GETTY IMAGES

นักประวัติศาสตร์ไขปริศนานายกฯ "ชาติไทยมีมาเกือบ 1,000 ปี"


โดย ธันยพร บัวทอง
ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
ที่มา เวป BBC Thai

สุจิตต์ วงษ์เทศ ไขความกระจ่าง ชาติไทย ประเทศไทย สยาม อายุเท่าไหร่กันแน่ และทัศนะจาก พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อ.ประวัติศาสตร์ มธ. 3 ปี คสช. การยกเรื่องประวัติศาสตร์มาพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ สะท้อนอะไร

"ประวัติศาสตร์ชาติไทยมีมาเกือบ 1,000 ปีมีพระมหากษัตริย์มาตลอด ฉะนั้นหน้าที่ของพวกเรา สิ่งแรกจะต้องเชิดชูสถาบันด้วยความจงรักภักดีปกป้องรักษาพระบรมเดชานุภาพให้ได้ เราต้องหนักแน่น วันนี้โลกเปลี่ยนแปลงเยอะ"

ข้อความตอนหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวกับคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการ ผู้ว่าราชการจังหวัด และข้าราชการกว่า 1,200 คน ในวันที่ 16 สิงหาคม 2560 ระหว่างเป็นประธานการประชุมสัมมนาการเตรียมการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 กล่าวถึงยุทธศาสตร์ความมั่นคงที่สำคัญที่สุด คือสถาบันพระมหากษัตริย์

อายุเกือบพันปีของชาติไทยตามความเข้าใจของนายกรัฐมนตรีนายทหาร นับจากหมุดเวลาไหน เป็นจำนวนวงปีที่ขัดกับความรู้ทางประวัติศาสตร์ของคนไทยที่ถูกบรรจุข้อมูลจากแบบเรียนเสมอมาว่าชาติไทยมีอายุราว 700-800 ปี นับแต่ยุคที่มีสุโขทัยเป็นราชธานี



AFP/GETTY IMAGES
วัดมหาธาตุ จ.พระนครศรีอยุธยา


"ประวัติศาสตร์ชาติไทยมีมาเกือบ 1,000 ปี ไม่รู้มายังไง? มาจากไหน? อาจมาจากต่างดาว เพราะชอบอวดว่าไม่เหมือนใครในโลก" คำตอบที่ สุจิตต์ วงษ์เทศ ที่ไขความกระจ่างข้อสงสัยนี้กับบีบีซีไทย

กระนั้นนักคิด นักประวัติศาสตร์ นักเขียนรางวัลศรีบูรพาผู้นี้ อธิบายบริบทที่แตกต่างความหมายของคำว่า ประเทศไทย ชาติไทย สยาม ราชอาณาจักร ไว้ดังนี้

"ประเทศไทย มีพื้นที่อยู่บริเวณที่เรียกสยาม ของดินแดนสุวรรณภูมิ"

"สยาม เป็นชื่อดินแดน มีความเป็นมาไม่น้อยกว่า 3,000 ปี มาแล้ว"

"ราชอาณาจักรสยาม เป็นชื่อที่ชาวยุโรปเรียก กรุงศรีอยุธยา ราว พ.ศ.2000 (หรือก่อนหน้านั้น) แต่ชาวอยุธยายุคนั้นเรียก เมืองไทย"

"สุโขทัย ไม่ใช่ราชธานีแห่งแรกของไทย ไม่เคยพบหลักฐานว่าสุโขทัยชื่อ สยาม"

"ประเทศไทยได้ใช้ชื่อนี้ครั้งแรก พ.ศ.2482 (ค.ศ.1939) ราว 78 ปี มาแล้ว โดยเปลี่ยนจากชื่อ สยาม"

"ชาติไทย เป็นรัฐชาติสมัยใหม่แบบตะวันตก ดังนั้น ประวัติศาสตร์ชาติไทยน่าจะมีหลังรับอุดทคติรัฐชาติจากยุโรป ราวเรือน พ.ศ.2400 หรือ ยุค ร.4 ยังไม่ถึง 200 ปี"


FACEBOOK/เมด อิน อุษาคเนย์
สุจิตต์ วงษ์เทศ ผู้ก่อตั้งนิตยสารศิลปวัฒนธรรม


นำมาสู่บทจบที่ตอบเรื่องความยาวนานของประวัติศาสตร์ชาติไทยที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยกมากล่อมเกลาบรรดา ครม.และข้าราชการมหาดไทยว่า อายุเกือบพันปีที่ว่าอาจมาจากดาวต่างดวง

แล้ว 1,000 ปี ของนายกฯ มาจากไหน นักวิชาการประวัติศาสตร์จากคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผศ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ กล่าวว่า คาดเดาความเป็นไปได้ข้อแรก ทำให้นึกถึงพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ครั้งเมื่อทรงเปิดโบราณคดีสโมสรเมื่อราว พ.ศ.2440 ซึ่งสโมสรนี้มีเป้าหมายของการก่อตั้งเพื่อศึกษาค้นคว้าด้านโบราณคดีและประวัติสยาม พระราชดำรัสครั้งนั้น

"รัชกาลที่ 5 มีพระราชดำรัสว่า ช่วงเวลาประวัติศาสตร์หรือโบราณคดีที่สโมสรนี้ควรจะศึกษา คือ อยู่ในช่วง 1,000 ปี" ผศ.พิพัฒน์ ชี้ว่าช่วงเวลานั้นปรากฏหลักฐานการเรียกชื่อชาวสยามในจารึกที่พบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ในอาณาจักรจามปาซึ่งอยู่ทางใต้ของประเทศเวียดนามปัจจุบัน พบว่าชาวสยามถูกจับเป็นเชลย ดังปรากฏอยู่ในจารึกโปนาการ์ (โพนคร) เมื่อ พ.ศ.1593 ต่อมาพบที่ชื่อกองทัพชาวสยามในจารึกปราสาทนครวัด ซึ่งคงสร้างราวครึ่งหลังของพุทธศตวรรษที่ 17 หลักฐานทั้งสองชิ้นก็อาจพอจะนับรวมๆ อายุก็อาจจะราวๆ 900 ปี


พิพัฒน์ กระแจะจันทร์
ผศ.พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อ.ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


อย่างไรก็ตาม การมองจุดกำเนิดของคำที่ถูกเรียกว่า ชาติไทย ประเทศไทย มีทั้งเกณฑ์การปรากฏตัวขึ้นในฐานะเป็นอาณาจักร การเกิดขึ้นของรัฐ หรือความเป็นประชากร แต่ถ้านับเป็นอาณาจักร สิ่งที่นิยามว่าเป็นอาณาจักรของชาติไทย วาทกรรมของชาติจะอธิบายว่าเริ่มต้นในสมัยสุโขทัย

"ความจริงทางประวัติศาสตร์ 1,000 ปี ที่ว่า มีที่มาที่ไปอย่างไร ผมไม่แน่ใจว่า นายกฯ คิดอะไร หรือไปอ่านข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์อะไรมา หรือแค่เป็นตัวเลขกลมๆ พูดสะดวกปากเท่านั้น แต่โดยทั่วไป ประวัติศาสตร์ไทยเริ่มต้นในสมัยสุโขทัย ซึ่งเพดานอายุของประวัติศาสตร์จะอยู่ประมาณ พ.ศ.1800 ถ้านับถึงปัจจบุันจะมีอายุ 800 ปี ไม่ถึง 1,000 ปี ที่นายกฯ กล่าว" ผศ.พิพัฒน์ อธิบาย

ทั้งนี้ ผศ.พิพัฒน์ ชี้ว่าทั้งหมดเป็นการคาดเดาว่า ทำไมต้อง 1,000 ปี ซึ่งอาจจะผิดก็ได้ และจริงๆ แล้ว ประวัติศาสตร์ของไทยนั้นเก่ากว่าเรื่องของคนไทยมากนัก



AFP/GETTY IMAGES

เมื่อพิจารณาถึงประวัติศาสตร์ในฐานะการสื่อสารทางการเมืองถูกใช้งานอย่างไรในยุคที่ทหารปกครองบ้านเมือง ผศ.พิพัฒน์ ชวนให้ย้อนมองตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2557 วิธีการที่เรียกว่า "การเมืองของการเอาอดีตมาใช้" ถูกนำมาใช้อย่างมาก อาทิ หนังสือประวัติศาสตร์ชาติไทย ฉบับกรมศิลปากร ด้านหนึ่งถูกใช้ในเชิงการเมืองเพื่อสร้างความสามัคคี อีกด้านคือ กระบวนการในการสร้างความชอบธรรมในสิ่งที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานของสังคม และรวมทั้งการยกเรื่องประวัติศาสตร์มาพูดกับประชาชนบ่อยครั้งของนายกฯ ด้วย

"ทำไมนายกฯ พูดอะไรก็แล้วแต่ ถึงให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์ อันนี้ผมคิดว่ามันเป็น สำนึกพื้นฐานของการกระทำเพื่ออ้างสิ่งที่เรียกกันว่าความชอบธรรมในเชิงการเมือง สังคม เพื่อให้เห็นว่าเป็นสิ่งที่มีมานานแล้ว คนจึงต้องดำเนินสิ่งนั้นสืบต่อไป" ผศ.พิพัฒน์ กล่าวกับบีบีซีไทย




คลิปรายการ 101 One-on-One | ep01 "อ่านการเมืองไทย" กับ "ประจักษ์ ก้องกีรติ"



https://www.facebook.com/the101.world/videos/1708725179436719/


"นปช." ยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินการคดีสลายการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มนปช. เมื่อปี2553 ใหม่





"นปช." ฟื้นคดีสลายการชุมนุม'53 ห่วงความอยุติธรรมทำสังคมแตกแยก


17 สิงหาคม พ.ศ. 2560
TV 24 สถานีประชาชน

"นปช." ยื่นหนังสือต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินการคดีสลายการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มนปช. เมื่อปี2553 ใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เดินทางมายื่นหนังสือเพื่อดำเนินคดีสลายการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เมื่อปี 2553 ใหม่ โดย นายณัฐวุฒิกล่าวว่า "ที่พวกผมเดินทางมาในวันนี้ก็เพื่อยื่นหนังสือและเอกสารข้อมูลหลักฐานประกอบร้องต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้มีการพิจารณากรณีสลายการชุมนุมกลุ่ม นปช. เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน ถึง 19 พฤษภาคม 2553 ใหม่ ทั้งนี้และทั้งนั้นเป็นการดำเนินการตามบทบัญญัติมาตรา 86 (1) พระราชบัญญัติ ป.ป.ช. ซึ่งเปิดให้สามารถที่จะยื่นพยานหลักฐานใหม่อันเป็นสาระสำคัญแห่งคดีให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาคำร้อง ซึ่งได้มีการยกคำร้องไปแล้วได้ พยานหลักฐานใหม่ซึ่งมีสาระสำคัญต่อคดีที่พวกผมหยิบยกมาก็คือ ผลแห่งคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในกรณีสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ซึ่ง ศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะ ซึ่งเป็นจำเลยร่วมทั้งหมด ประเด็นก็คือว่าในการดำเนินการฟ้องร้องคดีดังกล่าวกับศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ป.ป.ช. มีมติชี้มูลอย่างไม่เป็นเอกฉันท์ มีกรรมการ ป.ป.ช. เสียงข้างน้อยที่เห็นควรยกคำร้อง หลังจากนั้นก็ใช้มติ ป.ป.ช. เสียงข้างมากยื่นเรื่องต่อไปยังอัยการสูงสุด ซึ่งอัยการสูงสุดก็ชี้ข้อไม่สมบูรณ์จนนำไปสู่การตั้งคณะทำงานร่วม และเมื่อคณะทำงานร่วมได้ปรึกษาหารือทำงานร่วมกันแล้วก็ยังมีความเห็นแตกต่าง โดยฝ่ายอัยการสูงสุดเห็นว่า การสั่งการและการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายจำเลยเป็นไปอย่างเหมาะสมและชอบธรรมแล้ว จึงเห็นควรไม่สั่งฟ้อง เมื่อเรื่องกลับมาที่ ป.ป.ช. แล้ว ป.ป.ช.ก็ใช้อำนาจหน้าที่ยื่นฟ้องเองโดยว่าจ้างทนายจากสภาทนายความ หลังจากนั้นคดีก็เข้าสู่ขบวนการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจนถึงที่สุดศาลพิพากษายกฟ้อง"





นายณัฐวุฒิ กล่าวอีกว่า "จากตรงนี้จะเห็นว่า การใช้ดุลยพินิจตามอำนาจหน้าที่ของกรรมการ ป.ป.ช. นั้น นอกจากไม่เป็นเอกฉันท์ในชั้น ป.ป.ช. แล้ว ยังมีความแปลกแตกต่างจากองค์กรอื่นในกระบวนการยุติธรรมคืออัยการสูงสุด แล้วในที่สุดก็แตกต่างจากดุลยพินิจของคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นี่เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่า ดุลยพินิจของ ป.ป.ช. ต่อคดีสลายการชุมนุมทางการเมืองในเหตุการณ์ปี 2553 ก็อาจจะแตกต่างกับอัยการและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยเช่นเดียวกัน แต่ในกรณีของกลุ่มพันธมิตร ป.ป.ช. ใช้อำนาจหน้าที่อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ถึงขั้นจ้างทนายฟ้องเอง ในขณะที่คดีของกลุ่ม นปช. ป.ป.ช. กลับยกคำร้องยุติเรื่องเพียงแค่ในชั้นพนักงานสอบสวน เท่ากับเป็นการตัดโอกาสของประชาชนที่จะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงของคดีอย่างถึงที่สุด ประการต่อมาในคำฟ้องของ ป.ป.ช. ต่อคดีของกลุ่มพันธมิตร ได้มีการระบุชัดเจนถึงจำนวนของผู้เสียชีวิตว่ามี 2 ราย แต่ในรายละเอียดกลับชี้เฉพาะรายกรณีของนางสาวอังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือโบว์ เท่านั้น ไม่ได้พูดถึงกรณีของ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หรือสารวัตรจ๊าบ แต่อย่างใด ข้อเท็จจริงก็คือว่าในคำฟ้องคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้ว่าการเสียชีวิตของนางสาวอังคณาน่าจะเกิดจากแก๊สน้ำตา แต่ในคำพิพากษาของศาลชี้ว่ามีความแตกต่างกับความเห็นของกรรมการ ป.ป.ช. โดยอ้างคำให้การของผู้เชี่ยวชาญหลายคนประกอบกัน ส่วนกรณีของสารวัตรจ๊าบ ซึ่ง ป.ป.ช. ไม่ได้ระบุรายละเอียดลงในคำฟ้องเลยนั้น จากรายงานของเจ้าหน้าที่ก็พบว่า มีการขับรถบรรทุกวัตถุระเบิดที่มีอำนาจทำลายล้างสูงเข้าไปในพื้นที่สถานการณ์และเกิดเหตุระเบิดจนเสียชีวิต ซึ่งตรงนี้เป็นสาระสำคัญแห่งคดี เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่ยืนยันว่า การชุมนุมในวันนั้นก็มิได้ปราศจากอาวุธ ซึ่งจะถือเป็นเหตุสำคัญในการยกคำร้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และคณะได้ แต่ ป.ป.ช. เมื่อไม่ใส่ข้อเท็จจริงนี้ลงไปก็สั่งฟ้อง ในขณะเดียวกันกรณีของกลุ่ม นปช. ป.ป.ช.อ้างอิงคำวินิจฉัยของศาลว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบไม่ปราศจากอาวุธ จึงให้ความชอบธรรมกับการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทหารและอาวุธสงครามเข้าดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ยกคำร้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพวก ในเรื่องของการชุมนุม ซึ่งมีการกล่าวอ้างคำพิพากษาของศาลนั้น กลุ่มพันธมิตรก็ได้อ้างว่าศาลเคยรับรองการชุมนุมนี้ว่าเป็นไปตามกฎหมาย แต่ในท้ายที่สุดคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีข้อสรุปที่แตกต่าง โดยชี้ว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่ได้เป็นไปตามกรอบของกฎหมาย"





"ดังนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่เราบอกว่าเป็นพยานหลักฐานใหม่ ที่มีสาระสำคัญต่อคดีเพราะชี้ว่า การใช้ดุลยพินิจของ ป.ป.ช. อาจจะมีความแตกต่างกัน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคดีความ เมื่อเข้าไปสู่ชั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อีกประการหนึ่งในเหตุการณ์การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร เหตุที่เกิดและจบลงกินเวลาภายในวันเดียว คือวันที่ 7 ตุลาคม 2551 แต่กรณีของกลุ่ม นปช. นั้น หากนับเริ่มต้นจากการที่มีผู้เสียชีวิตจนถึงยุติการชุมนุมคือวันที่ 10 เมษายน ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 นั่นแสดงว่ากว่า 1 เดือนที่สถานการณ์เกิดขึ้นต่อเนื่องกัน แล้วการบาดเจ็บเสียชีวิตของประชาชนก็เกิดขึ้นกันต่างกรรมต่างวาระต่างสถานที่ ผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่งก็มิได้เป็นผู้ชุมนุม เป็นเพียงผู้สัญจรผ่านไปมาหรือผู้มาพบเห็นเหตุการณ์แล้วเข้าไปสังเกตการณ์เท่านั้น บางรายเป็นอาสาสมัครพยาบาลซึ่งมีเครื่องหมายสัญลักษณ์บ่งบอกสถานะชัดเจน แต่การพิจารณาคำร้องของกลุ่มพันธมิตรแม้เกิดขึ้นและจบลงภายในวันเดียว แต่กรรมการ ป.ป.ช. ได้แยกเหตุการณ์เป็น 3 ช่วงเวลา คือ ภาคเช้า ภาคบ่าย และภาคค่ำ ของวันเดียวกัน ขณะที่สถานการณ์ของกลุ่ม นปช. ซึ่งเกิดขึ้นเดือนกว่า กลับพิจารณาแบบเหมารวมเป็นเหตุการณ์เดียว โดยอ้างคำวินิจฉัยของศาล ซึ่งชี้ก่อนการยุติการชุมนุมจะเกิดขึ้นเกือบหนึ่งเดือนเอามาครอบคลุมทั้งหมดแล้วนำไปสู่การยกคำร้องให้จำเลยพ้นจากการถูกดำเนินคดี ในการเรียกร้องวันนี้เราจึงบรรจุประเด็นว่า ขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. นอกจากหยิบยกเอากรณีนี้ขึ้นมาพิจารณาใหม่แล้ว ขอให้พิจารณาโดยแยกเหตุการณ์ เช่น เหตุการณ์ที่วัดปทุมวนาราม เหตุการณ์ที่แยกบ่อนไก่ เหตุการณ์ที่ถนนราชปรารภ เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมและเพื่อความเป็นมาตรฐานเดียวในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เหตุการณ์ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 เครื่องมือที่ถูกระบุว่าเป็นอาวุธหรือเป็นเหตุทำให้ประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิตมีเพียงแก๊สน้ำตาเท่านั้น แต่เหตุการณ์ในปี 2553 มีอาวุธสงคราม มีปืนติดลำกล้อง แล้วก็มียุทโธปกรณ์ต่างๆมากมาย มีการประกาศเขตใช้กระสุนจริงซึ่งเห็นปรากฏชัดไปทั่วโลก พวกผมมีคำถามในใจมาตลอดว่า สั่งฟ้องแก๊สน้ำตา แต่ไม่ฟ้องอาวุธสงครามและปืนติดลำกล้องได้อย่างไร?"





นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ยังกล่าวด้วยว่า "คนมือเปล่าถูกยิงร่วมร้อยชีวิตกลางเมืองหลวง แต่ทุกวันนี้ยังไม่รู้จะไปเอาผิดกับใคร? ซึ่งพวกผมหวังจะได้รับโอกาส จากกระบวนการยุติธรรมด้วยเช่นกัน ที่ผมเรียกร้องครั้งนี้ไม่ได้เรียกร้องเพื่อตนเอง ผมเรียกร้องให้ความยุติธรรมต่อผู้คนที่บาดเจ็บล้มตาย ถูกผิดต้องว่ากัน ไม่ใช่จะมายุติเรื่องจาก ป.ป.ช. ที่มีความเห็นแตกต่างกัน ยิ่งเฉพาะสถานการณ์แบบนี้ ยากที่พวกผมจะส่งเสียงใดๆได้ ซึ่งพวกผมเจ็บปวด แต่พวกผมก็จะรวบรวมรายชื่อประชาชน 20,000คน ยื่นหนังสือต่อประธานรัฐสภา ให้ทำเรื่องยื่นต่อศาลเพื่อให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการอิสระสอบสวนข้อเท็จจริงการสลายการชุมนุม โดยพวกผมจะรอดูว่าหากมีการยื่นอุทธรณ์คดีพันธมิตรฯ ป.ป.ช. จะมีการดำเนินการอย่างไรต่อคดีการสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช."

"ความยุติธรรมไม่เคยทำร้ายใคร แต่ความอยุติธรรม ต่างหากที่เป็นตัวสร้างความแตกแยกในสังคม" นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กล่าว


'พิชัย' เหน็บ 'คณะฯปฏิรูป' เหมือน 'ปฏิรูปรถเมล์' แค่เอารถเก่ามาทาสีใหม่! - ใครคิดเหมือนคุณพิชัยบ้าง ?????





'พิชัย' เหน็บ 'คณะฯปฏิรูป' เหมือน 'ปฏิรูปรถเมล์' แค่เอารถเก่ามาทาสีใหม่!

โดย Wiroon Pleejun
17 สิงหาคม 2560
Voice TV

'พิชัย' เปรียบ 'คณะกรรมการปฏิรูป' เหมือนการ 'ปฏิรูปรถเมล์' แค่เอารถเก่ามาทาสีใหม่ แล้วจะดีขึ้นอย่างไร

หลังจากที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบรายชื่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ 11 ด้านเมื่อวันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา และเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าสมาชิกโดยส่วนใหญ่เป็นอดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หรือ สปท. และอดีตข้าราชการ-นักวิชาการ ทำให้หลายฝ่ายออกมาวิจารณ์ในกรณีดังกล่าว ซึ่งนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า

"เห็นคณะกรรมการปฏิรูป 11 คณะแล้ว อดนึกถึงการปฏิรูปรถเมล์ที่แค่เอารถเก่ามาทาสีใหม่ไม่ได้ แล้วมันจะดีขึ้นได้อย่างไร ใครคิดเหมือนผมบ้าง ?????"




นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยังออกมาคัดค้านการตั้งคณะปฏิรูปชุดดังกล่าว โดยชี้ว่าก่อนหน้านั้งทั้งสปช. และสปท.เองก็ไม่ได้มีผลงานปฏิรูปเป็นชิ้นเป็นอันเพราะไม่มีอำนาจในการปฏิรูป ทำได้แต่เพียงส่งต่อไปยังรัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวอีกว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปดูแล้วภาพวนไปวนมา ถึงแม้จะตั้งคนมีความสามารถเข้ามาแต่ไม่ใช่ลักษณะของนักปฏิรูป หลายคนออกไปแนวทางอนุรักษนิยมเสียด้วยซ้ำ

...


ภาพจากอินเทอร์เน็ต
...



ขออภัย... หน้าที่สื่อมวลชนเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่ประชาสัมพันธ์รัฐบาล - ชวนอ่าน สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย แถลงจุดยืนต่อกรณีรัฐขอความร่วมมือสื่อเกาะติด ครม.สัญจร





สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ยืนยันหน้าที่สื่อเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่ประชาสัมพันธ์รัฐบาล

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2560 สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย แถลงจุดยืนต่อกรณี อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ขอความร่วมมือให้สื่อโทรทัศน์สถานีต่างๆ เตรียมตัวลงพื้นที่เพื่อนำเสนอข่าวและสกู๊ปข่าวพิเศษภารกิจของรัฐมนตรีแต่ละท่านระหว่างลงพื้นที่ในการประชุม ครม.สัญจร ระหว่างวันที่ 21-22 ส.ค. 2560 นั้น

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เห็นว่าเป็นเรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นการแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชนและเป็นการไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งที่สื่อมวลชนจะต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้คำสั่งและการควบคุมของรัฐบาล เพราะสื่อมวลชนไม่ได้มีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ผลงานให้รัฐบาล หรือ คณะรัฐมนตรีท่านใดทั้งสิ้น แต่หน้าที่ของสื่อมวลชนคือ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ

สมาคมฯ ขอแสดงความกังวลต่อการกระทำดังกล่าวของ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ว่าอาจเป็นการคุกคามและแทรกแซงสื่อ และไม่เห็นด้วยกับการขอความร่วมมือให้สื่อมวลชนลงพื้นที่ปฏิบัติติดตามนำเสนอข่าวและผลิตสกู๊ปพิเศษให้กับรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่แต่ละท่านตามที่ทางอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือมา

—————————————————

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ยืนยันหน้าที่สื่อเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไม่ใช่ประชาสัมพันธ์รัฐบาล

สืบเนื่องจาก เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา มีหนังสือจากกรมประชาสัมพันธ์ส่งถึงบรรณาธิการสื่อมวลชนทุกแขนง เรื่องเชิญประชุมเตรียมการจัดการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ ณ จังหวัดนครราชสีมาตามที่เนื้อหาในหนังสือระบุว่า นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการลงพื้นที่ตรวจราชการ พบปะประชาชนและประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ ณ จังหวัดนครราชสีมา ในวันที่ 21-22 สิงหาคม 2560

เพื่อให้การรายงานข้อมูลข่าวสารเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเข้าถึงประชาชน รวมทั้งให้สื่อมวลชนทุกแขนงมีส่วนร่วมเกี่ยวกับการเตรียมการลงพื้นที่ของคณะรัฐมนตรี กรมประชาสัมพันธ์ขอเชิญเข้าร่วมประชุมในวันพุธที่ 16 สิงหาคม 2560 ณ ห้องประชุม 1 อาคารหอประชุม กรมประชาสัมพันธ์ ซอยอารีย์สัมพันธ์ โดยมี พลโทสรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ เป็นประธาน

โดยขอความร่วมมือสื่อมวลชนแต่ละสถานีให้ช่วยติดตามผลิตสกู๊ปพิเศษภารกิจของรัฐมนตรีแต่ละท่านระหว่างการลงพื้นที่ในวันที่ 21-22 สิงหาคม 2560 นั้น ถึงแม้ว่าจะเปิดโอกาสให้แต่ละสถานีโทรทัศน์ใช้ไมค์ประจำช่องของแต่ละช่องเพื่อนำผลงานที่แต่ละสถานีผลิตไปออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ ทางเอ็นบีที (NBT) โดยทางเอ็นบีทีจะกำหนดคิวออกอากาศไว้ให้ในลักษณะสดหรือเทป

และทางอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์อ้างว่า เป็นการทำงานร่วมกันกับแบบบูรณาการ เพราะรัฐบาลอยากให้ประชาชนได้ทราบถึงผลงานของคณะรัฐมนตรีทุกคนลงที่ลงพื้นที่และติดตามงานช่วยเหลือประชาชน นั้น

สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย เห็นว่าเป็นเรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นการแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชนและเป็นการไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งที่สื่อมวลชนจะต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้คำสั่งและการควบคุมของรัฐบาล เพราะสื่อมวลชนไม่ได้มีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ผลงานให้รัฐบาล หรือ คณะรัฐมนตรีท่านใดทั้งสิ้น แต่หน้าที่ของสื่อมวลชนคือ นำเสนอข้อมูลข่าวสารเพื่อประโยชน์ของสาธารณะ

สมาคมฯ ขอแสดงความกังวลต่อการกระทำดังกล่าวของ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ว่าอาจเป็นการคุกคามและแทรกแซงสื่อ และไม่เห็นด้วยกับการขอความร่วมมือให้สื่อมวลชนลงพื้นที่ปฏิบัติติดตามนำเสนอข่าวและผลิตสกู๊ปพิเศษให้กับรัฐมนตรีที่ลงพื้นที่แต่ละท่านตามที่ทางอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือมา

17 สิงหาคม 2560
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

...


...

ชวนอ่าน...

ไม่ได้บังคับ แค่ขอให้ทำให้!!! รัฐขอความร่วมมือสื่อทีวีทำสกู๊ปติดตามรัฐมนตรีรายคน!!!

Ispace Thailand

...