วันอังคาร, มิถุนายน 27, 2560

#ตอกลิ่มเข้าไป "ตลาการไทยไม่ต่างอียิปต์ ยิ่งกว่าเวเนซูเอล่า โคตรตาดี"


อ่านข่าวยกฟ้อง #มือปืนป็อปคอร์น ทั้ง ๆ ที่จำเลยรับสารภาพ มีพยานแวดล้อม รูปถ่าย วิดีโอเต็มไปหมด

นึกถึงคำพิพากษา #คดีอากง “แม้โจทก์จะไม่สามารถนำสืบพยานให้เห็นได้อย่างชัดแจ้งว่า จำเลยเป็นผู้ที่ส่งข้อความตามฟ้อง...เนื่องจากจำเลยซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดดังกล่าว ย่อมจะต้องปกปิดการกระทำของตนมิให้บุคคลอื่นได้ล่วงรู้ จึงจำเป็นต้องอาศัยเหตุผลประจักษ์พยานแวดล้อมที่โจทก์นำสืบ เพื่อชี้วัดให้เห็นเจตนาที่อยู่ภายใน” (https://ilaw.or.th/node/1229)

คดีอากงถูกตัดสินว่า "ผิด" โดยไม่มี "ประจักษ์พยาน" เช่นกัน #ตอกลิ่มเข้าไป


ตอกลิ่มเข้าไปนั่นใช่แล้ว จงใจบิดเบือนหลักยุติธรรมสากลอีกอย่าง ตลาการไทยนี่ไม่ต่างอียิปต์ ยิ่งกว่าเวเนซูเอล่า โคตรตาดี

ขออนุญาตวิจารณ์เป็นเปราะๆ

“ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวน ประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่าหลังเกิดเหตุตำรวจติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุยิงใส่ผู้ชุมนุม ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด และชายแต่งกายด้วยชุดดำหมวกไหมพรม

จากนั้นนำภาพมาเปรียบเทียบกับจำเลย หลักฐานดังกล่าวจึงไม่อาจยืนยันได้ว่า ภาพจากกล้องวงจรปิดและตัวจำเลยนั้นเป็นคนๆ เดียวกัน”

ถ้าตลาการดูหน้าคนร้ายในภาพเคลื่อนไหวจากกล้องวงจรปิดไม่ชัด เพราะชายใส่ชุดดำนั้นสวมหมวกไหมพรมด้วย ก็ควรจะหันมายึดหลักฐานจากคำให้การจำเลย ไม่ใช่เผือกสู่รู้ว่าภาพกับตัวจริงไม่ใช่คนเดียวกัน 

อันนี้วิจารณญานบุคคลธรรมดามีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ที่ไหนๆ ในโลกก็เห็นอย่างนี้ ยกเว้น...

“เห็นว่าโจทก์มีเพียงภาพจากสื่อมวลชน ไม่มีพยานบุคคลมายืนยัน มีเพียงคำให้การของจำเลยที่ให้การรับสารภาพ ซึ่งมีพิรุธเคลือบแคลงสงสัย ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์ไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษากลับให้ยกฟ้อง แต่ให้ขังจำเลยไว้ระหว่างฎีกา”

นี่เป็นการพิจารณาแบบสุกเอาเผากิน หรือไม่ก็ตามธงที่ตั้ง เพราะถ้าจำเลยสารภาพแล้วศาลจะไม่เชื่อ ต้องไปสืบสอบหลักฐานพยานเพิ่มเติมให้แน่ใจว่า การสารภาพไม่ได้เกิดจากการบีบบังคับเหมือนคดีสองแพะกะเหรี่ยงเกาะเต่า

แล้วก็ ถ้าพิพากษากลับยกฟ้องแล้วจะให้ขังจำเลยต่อไปทำฐานรากอันไร ให้ประกันปล่อยตัวไปเตรียมคดีสู้ฎีกาสิ

หรือว่าไม่กล้าปล่อยกลัววุ่น มีเสียงวิจารณ์ เสียงค้าน เป็นปัญหาหนักแก่ คสช. เลยต้องขอให้ขังไว้ก่อน

รวมความว่ากระบวนการศาลไทยเข้ารกเข้าพง ลงเหวไปอีก ไม่รู้ครั้งที่เท่าไหร่

"ถ้าเราจะแกะปมเศรษฐกิจก็ต้องแกะปมการเมืองไปพร้อมกัน” ฤๅนั่นมันคือ 'จุดไฟในสายลม'

เมื่อเกือบหนึ่งปีมาแล้ว มีการทักท้วงเรื่องสัญญาน “อุกาฟ้าเหลืองก่อนออกเรือ” ของเศรษฐกิจไทย ว่าปีนี้ (๒๕๖๐) เผาจริงกันละ

เชื่อว่ากูรูเศรษฐกิจของ คสช. คงไม่นิ่งนอนใจกันหรอก ตลอดปีที่ผ่านมาต่างก็พยายาม สื่อ หรือ พูด ว่าพวกตนเอาอยู่ ทุกอย่างกำลังเป็นไปด้วยดี “ตามโร้ดแม็พ” เพียงแต่ว่าต้อง “ขอเวลาหน่อย” เหมือนกับที่ขอมาแต่แรกเมื่อสองปีก่อนหน้านี้

เสียแต่ว่าตลอดปีที่ผ่านมาอะไรมันก็ไม่ได้ดีขึ้น ยกตัวอย่างเรื่องข้าวเรื่องยาง ที่เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของการเกษตรพาณิชย์ อันเป็นความหวังสุดท้ายในการกู้เศรษฐกิจไทย ในเมื่อการผลิตวัสดุอุปกรณ์เพื่อส่งออก หรือ manufacturing ต่างๆ ซึ่งเคยเป็นคู่ขวัญกับการเกษตรหดหายไปกว่าครึ่ง

สภาวะทางพาณิชย์ของพืชเศรษฐกิจทั้งสองมิได้กระเตื้องขึ้น ที่มีข่าวว่ารัฐบาลทหารระบายขายข้าวค้างสต็อกที่ติดลบมาแต่โครงการจำนำข้าวของรัฐบาลที่แล้ว จนเกือบเกลี้ยง ก็เป็นเพียงบทบาทในการ ล้างจานที่ไม่ช่วยให้มีอาหารจานใหม่หอมฉุยมาตั้งบนโต๊ะได้แต่อย่างใด

เป็นที่ยอมรับสภาพกันในวงการส่งออกข้าวไทยว่า ห่างไกลกับการจะได้เป็นผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลกอีกแล้ว นั่นเป็นประวัติศาสตร์ที่กำลังจะถูกลืม เช่นเดียวกับเรื่องราคายางพารา ซึ่งสมัยรัฐบาลที่แล้ว ๘๐ บาทต่อตันพูดกันว่าต่ำเกินไป เดี๋ยวนี้ ๓๐ บาท หรืออาจถึง ๑๕ บาท จุกคอ เป่าไม่ออกกันเป็นแถว

ล่าสุดนี่อดีตผู้ว่าการธนาคารชาติ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ให้ความเห็นว่า “ไม่สามารถการันตีได้ว่าจะไม่มีวิกฤติขึ้นอีก” 

ทั้งนี้จากการตอบคำถามที่ว่า “เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่จะเผชิญวิกฤติ (ต้มยำกุ้ง) เหมือนเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วหรือไม่

หากจะเอาคำตอบเต็มๆ ของอดีตผู้ว่าฯ แบ๊งค์ชาติผู้นี้ มันรวบรัดอยู่ที่ “ก็เป็นเรื่องที่พูดยาก หลายครั้งก็มาแบบที่ไม่รู้ตัว” คงพูดไม่ให้กระเทือนซาง คสช. ด้วยละมั้ง

เนื่องจากมันมี “ติ่งเนื้อ” หรือ “ความไม่สมดุล” เกิดอยู่ สมควรที่จะใช้มีดหมอเข้าไปขลิบออก ดร.ประสารหมายถึงคำฝรั่งว่า “Nip off the bud.”

ก่อนต้มยำกุ้ง เป็นปรากฎการณ์เรื่องเงินไหลเข้า เพราะเราไปกำหนดค่าเงินคงที่ แล้วใช้นโยบายดอกเบี้ยสูงกว่าต่างประเทศ ทำให้ช่วงนั้นมีเงินไหลเข้ามาเก็งกำไรกันมาก บางส่วนก็มาลงที่อสังหาริมทรัพย์ จนกระทั่งเกิดปัญหา โอเวอร์ซัพพลาย ซึ่งเวลานี้ กลิ่นที่คล้ายๆ กันก็คือเรื่องนี้

ดร.ประสารโทษ “ผลพวงของระบบการเงินที่เกิดจาก Spillover Effect ในตลาดการเงินโลก ถือเป็นอาการหนึ่งของความไม่สมดุล

และความไม่สมดุลนี้อยู่ที่ สหกรณ์ออมทรัพย์ หรือ credit unions ซึ่งสินทรัพย์โตเร็วเกินจริง และระบบธรรมาภิบาลไม่แข็ง ทางออกที่ ดร.ประสารแนะก็คือให้พวกเครดิตยูเนี่ยนเหล่านั้นใช้มาตรการแบบศูนย์ข้อมูลเครดิต หรือ ‘Credit Bureau’ มาเป็นเครื่องกำกับการปล่อยกู้

สรุป ดร.ประสารฟันธงว่า “เศรษฐกิจไทยในเวลานี้มีภูมิต้านทานที่ดีในระดับหนึ่ง" เพียงแต่การันตีไม่ได้ว่าดีจริงไหม 

แต่กระนั้นในยุคแห่งความมั่นคงในอำนาจรัฐประหาร “แม้จะตรวจเจอติ่งเนื้อบ้างก็ไม่ควรวิตกจริตจนเกินไป


วิตกจริตแค่ไหน ข้อเท็จจริงมีว่า มันมีติ่งอยู่ จะเป็นติ่งเครดิตยูเนี่ยนปล่อยกู้ไม่ระวัง หรือติ่ง “แนวโน้มเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจหลายมิติ” อย่างที่ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) พูดไว้ก่อนหน้าเล็กน้อยก็ตาม

ดร.สมเกียรติพูดถึง ความเหลื่อมล้ำด้านกระจายรายได้’ คือในขณะที่ผลตอบแทนของทุนเพิ่มขึ้นก้าวกระโดด แต่ผลตอบแทนจากค่าจ้างแรงงานเกิดขึ้นน้อยมาก

เขาเอ่ยถึงบริษัทใหญ่ๆ ในตลาดหลักทรัพย์ ๑๐ อันดับต้นๆ “ในปีนี้แค่ไตรมาสแรกก็ได้กำไรก้าวกระโดด...๑๐ แห่งแรกทำกำไรได้ ๕๐% ของทั้งหมด” 

มิหนำซ้ำบริษัทใหญ่ๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่ “อยู่ในสาขาธุรกิจผูกขาดหรือกึ่งผูกขาด หรือได้รับการอุปถัมภ์จากรัฐประเภทใดประเภทหนึ่ง

ดร.สมเกียรติเสนอให้ปรับทิศทางระบบทุนนิยมไทย จากทุนนิยมโดยรัฐ (ประชารัฐของ คสช. น่าจะเข้าข่าย) ไปสู่ทุนนิยมเอกชน หรือ ทุนนิยมผู้ประกอบการ และ ทุนนิยมธุรกิจใหญ่ที่มีนวัตกรรม

 
อาจจะฟังแปร่งๆ สักนิด เมื่อคำนึงถึงว่า ดร.สมเกียรติผู้นี้ เคยมีบทบาทแข็งขันในการต่อต้าน ทุนนิยมสามานย์(เฉพาะของทักษิณ) คนหนึ่ง

(ตามถ้อยของ Atukkit Sawangsuk เขาว่า “ก็มีบทบาทในการตั้งข้อหาทักษิณ ผลประโยชน์ทับซ้อน จนศาลเอาไปเป็นพยานคดียึดทรัพย์)

มาคราวนี้สามปีให้หลังคณะทหารยึดอำนาจ อะไรคงเปลี่ยนไป เขาชี้ว่า “รัฐและทุน เศรษฐกิจและประชาธิปไตย มีความเกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้ง

...ถ้าเราจะแกะปมเศรษฐกิจก็ต้องแกะปมการเมืองไปพร้อมกัน” ฤๅนั่นมันคือ 'จุดไฟในสายลม'

แต่ว่าทุกวันนี้ คสช. กลับผูกปมการเมืองขมึงตรึงยิ่งขึ้น การจับกุม รังสิมันต์ โรม โดยเอาข้อหาเก่ามาเริ่มคดีใหม่ เพื่อที่จะไม่ให้เขามีโอกาศเปิดประเด็นเรื่องความโปร่งใสในข้อตกลงโครงการรถไฟฟ้าความเร็วปานกลางกับจีน 

เพียงเพื่อให้ คสช.สามารถปกป้องไอร้อนไม่ให้ระคายผิวของตนเท่านั้น


นั่นเป็นสิ่งที่จะทำให้ปมเศรษฐกิจขมวดยุ่งเหยิงยิ่งขึ้นไปด้วย การลงทุนจากต่างประเทศโดยเฉพาะของโลกตะวันตก ซึ่งไทยต้องการมาฟื้นฟูสุขภาพทางเศรษฐกิจมหภาค อันจะส่งผลไปยังเศรษฐกิจจุลภาค

-ความอยู่ดีกินดีภายในประเทศ ที่หนีหายไปแล้ว จะยิ่งไม่เหลียวหลังหวนคืนมา

"ข่าวร้ายของพวก กปปส." ที่กำลังแชร์กันวนไปทั่วโซเชียลมีเดีย




ข่าวร้ายของพวก กปปส...

พวก กปปส
.ไม่ต้องไปหาเงินบริจาคจำนวน 7 ล้านบาท มาวางศาลแล้วหละครับ เพราะศาลได้ออกใบแจ้งคดีถึงที่สุดมาแล้วครับ

ตอนนี้ก็จะต้องหา 600 ล้านบาท มาจ่ายตามคำพิพากษาของศาลทั้งจำนวนแล้วหละครับ หากไม่มาจ่าย โจทก์คือการท่าอากาศยานฯ ก็จะบังคับคดี มีที่ดิน บ้านเรือน รถยนต์ หรืออะไรที่มีชื่อตัวเองอยู่ ก็จะถูกยึดออกมาขายทอดตลาด เอาเงินไปชำระหนี้ ตามคำพิพากษา

(ในขั้นตอนนี้ คนเสื้อแดง และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่เคยถูกกระทำจากคนเหล่านี้ สามารถชำระแค้นได้ ด้วยการช่วยสืบว่าทรัพย์สินของบุคคลเหล่านี้มีอะไรบ้าง เก็บซ่อนอยู่ที่ไหน แล้วแจ้งทนายโจทก์ทราบ เพื่อไปยึดมาเข้ากองทรัพย์สินลูกหนี้รอไว้ขายทอดตลาดได้ ก็จะเป็นการชำระแค้นที่แสนจะสุภาพเรียบร้อยครับ)

เมื่อยึดทรัพย์ขายทอดตลาดได้ไม่ครบ เจ้าหนี้ก็จะไปฟ้องร้องต่อศาลล้มละลายกลาง ให้เป็นบุคคลล้มละลาย ในระหว่าง 3 ปี บุคคลที่ยังไม่เคยล้มละลายนั้น อำนาจการจัดการทรัพย์สิน รวมถึงเงินเดือน และรายได้ที่เกิด จะอยู่ในอำนาจจัดการของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ จะทำกิจการใดๆ ไปต่างประเทศ ก็ต้องขออนุญาตต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ เมื่อครบ 3 ปี ก็จะพ้นจากการเป็นบุคคลล้มละลาย
แต่คนที่เคยล้มละลายแล้วอย่างนายสนธิ ลิ้มทองกุล จะไม่ได้รับสิทธิอันนี้นะครับ

เพื่อนๆ และน้องๆ ที่รัก บ้านเมืองเรามีกฎหมาย การที่สังคมของเราจะสงบเรียบร้อย และเป็นสุข ก็เพราะการเคารพกฎหมาย การกระทำอะไรที่มันผิดต่อกฎหมาย ในขณะที่คนสั่ง หรือคนสนับสนับสนุนยังมีอำนาจอยู่ คนกระทำความผิดก็ยังลอยนวล อาจไม่ถูกกฎหมายลงโทษได้ช่วงเวลาหนึ่ง แต่พอหมดอำนาจ กฎหมายก็จะกลับมาลงโทษได้ทั้งสิ้น

การยึดสถานที่ราชการ อย่างสนามบิน ที่คนพวกนี้กระทำ มันผิดชัดเจน แม้คนสั่ง คนสนับสนุนจะยิ่งใหญ่แค่ไหน วันหนึ่งเมื่ออำนาจเบาบางลง คนยึดก็จะต้องถูกลงโทษ วันนี้พวกเขาก็เริ่มถูกลงโทษทางแพ่งแล้ว ต้องชดใช้เงิน และอีกประเดี๋ยวการลงโทษทางอาญา ก็จะตามมา

ผู้ที่ถูกคำพิพากษาถึงที่สุดต้องชดใช้เงินค่าเสียหายให้แก่การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย จำนวน 600 ล้านบาท ประกอบด้วย

จำเลยที่ 1 พลตรีจำลอง ศรีเมือง
จำเลยที่ 2 นายสนธิ ลิ้มทองกุล
จำเลยที่ 3 นายพิภพ ธงชัย
จำเลยที่ 4 นายสุริยะไสย กตะศิลา
จำเลยที่ 5 นายสมศักดิ์ โกศัยสุข
จำเลยที่ 6 นายชัยวัฒน์ สินสุวงศ์
จำเลยที่ 7 นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
จำเลยที่ 8 นายอมร อมรรัตนานนท์
จำเลยที่ 9 นายศรัญญู วงษ์กระจ่าง
จำเลยที่ 10 นายสำราญ รอดเพชร
จำเลยที่ 11 นายศิริชัย ไม้งาม
จำเลยที่ 12 นางมาลีรัตน์ แก้วก่า
จำเลยที่ 13 นายเทิดภูมิ ใจดี

วันจันทร์, มิถุนายน 26, 2560

"ไม่ เรายังไม่แพ้นะ" อย่างน้อยมิตรภาพก็ยังงอกงาม

ในห้วงเวลาที่บ้านเมืองกำลังเปลี่ยนผ่านสู่อำนาจนิยมสมบูรณ์ฯ บวกทหารรู้ดีที่สุด อย่างเต็มคราบ เพียงแค่รอไฟมอดเก็บเถ้าเสียก่อนเท่านั้น

ในบรรยากาศที่บริทนี่ย์มาเต้นให้ดูได้ แต่ถ้าลำไยเต้นเป็นของไม่ดี โดยเฉพาะเพลงที่มันมีงูออกมา โคตรฮิตแต่เพลง ‘No Coup’ ของกลุ่มดาวดินหาฟังยาก

(หมายเหตุ @nimdaex :“เพลง Burn it down บน Youtube ต้นฉบับจริงยอดวิว ล้านกว่า ส่วนไอ้คนที่ไปดูดเค้ามา repost ใส่ชื่อว่า เพลงที่มันมีงูออกมา ยอดวิวห้าล้าน

ในสภาพการณ์ที่ชาวบ้านถูกไม้พะยูงต้นใหญ่ล้มลงใส่หลังคา แต่ไม่กล้าตัดเคลื่อนย้าย เพราะกฎหมายศักดิ์สิทธิ์เหลือหลาย ไม้พะยูงเป็นไม้หวงห้าม ใครตัดต้องโทษคุก ๒-๕ ปี หรือปรับหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ป้าวัย ๕๑ ชาวกาฬสินธุ์ต้องทนอยู่กับไม้ล้มหลังคาพังเกือบสองเดือน ได้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาช่วย สั่งการด้วยอำนาจ ป. วิอาญา ส่งกำลังเจ้าหน้าที่ไปช่วยตัดและจัดเก็บ เสร็จภายใน ๑ วัน รวดเร็วทันข่าว


ในอารมณ์ที่ เกษียร (เตชะพีระ) เขียนยาวเรื่องว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ในขณะที่ เสถียร’ (Dabod) เขียนดีเรื่องไม่เข้าใจ ทำไมถึงยังมีความเกลียดฝังในกันอยู่หนักหนา (แต่เขาน่าจะทำให้ยิ่งลักษณ์น้ำตาคลอด้วยความปลื้ม)


ยังมีอารมณ์ละห้อยน้อยใจ ท่ามกลางมิตรภาพไร้ถ้อย ที่ Sarayut Tangprasert บรรจงระบายออกมาเป็นลายลักษณ์

ดูเหมือนจะช่วยให้ถีบถอยห่างจากอาการสิ้นหวังได้อย่างดี ลองอ่านดู

ระยะหลังเมื่อผมเดินผ่าน หนุ่มใหญ่ใส่เสื้อแดงเจ้าของรถเข็นขายก๋วยเตี๋ยวไก่ใกล้ที่ทำงานมักกวักมือเรียกพร้อมยกแก้วเหล้าดองยาสีแดงให้ผมได้ดื่มอยู่เสมอ

ผมคงรู้สึกผิดบาปเป็นอย่างมากหากต้องปฏิเสธ

ผมไม่แน่ใจว่าน้ำมิตรไมตรีของเราเริ่มต้นงอกงามตั้งแต่เมื่อไหร่

ผมพบกับเขาตั้งแต่ผมเริ่มแวะเวียนมาที่นี่เมื่อสิบปีที่ผ่านมา ภาพของเขายังดูคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

อ้อ! จะว่าไม่เปลี่ยนก็อาจไม่ใช่ เพราะในช่วงที่กระแสการเมืองขึ้นสูงในช่วงปี 53 เขาก็ได้แสดงตัวเองชัดเจนว่าเป็นคนเสื้อแดง

ช่วงนั้นเขาใส่เสื้อแดงมาขายทุกวัน บนตู้กระจกปิดสติ๊กเกอร์สีแดงมีข้อความว่า "ยุบสภา" ตัวใหญ่ประดับอยู่

แต่อนิจจา ช่วงเวลาที่เขาได้แสดงออกถึงความคิดเห็นทางการเมืองแบบชัดๆ มันดูช่างสั้นนัก หลังจากที่ทหารบดขยี้คนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ไม่นานนัก สติ๊กเกอร์ที่เคยเด่นชัดทิ่มแทงสายตาคนรอบข้างก็ได้ถูกลอกออกไป

เราไม่ค่อยได้คุยอะไรกันมากนัก มีบางครั้งเขาบ่นพ้อกับผมถึงสถานการณ์ที่เป็นไป แต่ด้วยสถานการณ์รอบข้างที่ไม่น่าไว้วางใจนักผมบอกกับเขาได้เพียงแค่คำสั้นๆ ว่า ทน ทนไป !

หลังๆ มาเลยยิ่งไม่ค่อยได้คุยอะไรกัน ก็คนแพ้ ไม่ได้เป็นกรวดเม็ดร้าว ไม่ได้เป็นสิ่งชำรุดในประวัติศาสตร์ จะบอกเล่าถึงความเจ็บปวด จะมีอะไรให้พูดมากมายแล้วใครหน้าไหนเล่าที่จะมาสนใจรับฟัง

ระยะหลังการพยักหน้าให้กัน การหยิบยื่นจอกยาดองพร้อมกับแก้วใส่น้ำเย็นจึงเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของมิตรภาพระหว่างเรา

อย่างน้อยเราก็ยังไม่ถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัวเพราะอย่างน้อยมิตรภาพก็ยังงอกงาม แม้ว่ามันจะเป็นมิตรภาพของผู้แพ้

เป็นมิตรภาพที่ไร้ถ้อยจำนรรจ์

เขาพูดถึงใครน่ะ ทราบได้จากคอมเม้นต์ของ Wannakiat Choosuwan บอก “พี่เหน่ง คลองเตย

คราวหน้าไปอุดหนุนพี่เขากันครับPandit Chan รีบจัดแจง “มีสองโต๊ะเล็กๆ เองครับ แถมที่ตั้งโต๊ะก็เอียงด้วยWannakiat เร่งเตือน “ไม่เป็นไรครับ เราซื้อเบียร์ไปดื่มและอุดหนุนเขาได้ครับ” การสนทนาชักจะเข้าที่

Saiseema Phutikarn ยังดีว่าแกยังไม่โดนผลกระทบจากการ จัดระเบียบหาบเร่แผงลอย

ศุภวัฒน์ แซ่ตั้ง “บอกพิกัดก็ดีครับ ใครไกล้จะได้แวะเวียนไปอุดหนุน ให้กำลังใจ

Kit Walaipan “สะท้อน สะเทือนใจมาก เราจะมีวิธีใดๆ ที่จะทำให้คนบนๆ ที่สะดวกสบายมีโอกาสไปหมดในทุกๆ อย่าง ได้เข้าใจความลำบากที่คนกลุ่มเหล่านี้ต้องเผชิญ...

ไม่ เรายังไม่แพ้นะ” ขอบใจ Somkhwan Khumkhoo มาปิดท้ายด้วยวรรคทอง

ถ้าความอดกลั้นเป็นภาวะจำทน ความอดทนต้องมีขีดจำกัด

เขาจะกวาดให้เรียบ เก็บให้เกลี้ยง

ไม่กี่วันก่อนไปบ้าน ดาวดินขอค้นไม่มีหมาย ยึดเอกสารไปโดยพลการ ท้ายสุดยกกำลังกันกลับ

วันนี้ไปจับ ประชาธิปไตยใหม่งัดคดีเก่าปีก่อนเอามาอ้าง เพียงเพื่อสกัดกั้นไม่ให้เขาทวงถาม ทำไมลุกลี้ลุกลน รถไฟไทย-จีน’ ‘ทำเหมือนดั่ง มีเลศมีนัย

Israchai Jong with Sasigun Jiramongkolchat and 7 others รายงานเมื่อ ๑๖.๒๐ น.

นายรังสิมันต์ โรม ถูกตร.พาขึ้นรถตรงหน้าหอสมุด กทม. นำตัวไป สน.ชนะสงคราม โดยมีหนุ่ย อภิสิทธิ์ และทนายความจากศูนย์ทนายความสิทธิฯ ร่วมเดินทางไปด้วย โดยจนท.ตร.อ้างหมายจับของ สภ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ ในคดีประชามติเมื่อปีที่แล้ว

(ฐานข้อมูลคดี ประชาธิปไตยใหม่แจกใบปลิว 'โหวตโน' ที่ชุมชนเคหะบางพลี https://freedom.ilaw.or.th/th/case/718)

๑๙.๒๐ น. รังสิมันต์ โรม ไปถึง สน.บางเสาธงแล้ว โดยมีทนายความตามไปด้วย คาดว่าคืนนี้จะถูกคุมขังที่สน. เพื่อส่งตัวฝากขังศาลทหารเช้าวันจันทร์...

คาดว่าสาเหตุการควบคุมตัว เนื่องจากโรมและเพื่อนเตรียมยื่นหนังสือขอเปิดข้อมูลรถไฟไทย-จีน ในวันพรุ่งนี้ที่ทำเนียบรัฐบาล...

ทั้งนี้ รังสิมันต์ โรมถูกนำตัวไปก่อนที่ขึ้นเวทีทอล์กโชว์ในงาน start up people ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แยกคอกวัว ตามกำหนดในช่วงเย็น

“๑๕.๔๕ น. ก่อนเริ่มงาน START UP TALK & Music วาระ ๘๕ ปี ๒๔ มิถุนา ที่อนุสรณ์สถาน ๑๔ ตุลา ด้านหน้ามี ตร.นาย ด้านในกันชั้นบนไว้เฉพาะ จนท. มี นคบ.ประจำหลายนาย#TLHR @TLHR2014

ในงาน “๒๐.๒๐ น. ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เปิดตัวเป็นแขกพิเศษปิดเวทีทอล์ก Start Up บอกก่อนมาถูกสันติบาลโทรถามพูดเรื่องใด ยืนยันไม่มีปลุกระดม #PPTVHD36

อุบาทว์การเช่นนี้ Kasian Tejapira เรียกว่า “ความเลอะเทอะเหนือการตรวจสอบ

ตอนทำสวนเลอะเทอะก็ทีแล้ว
ดักจับเด็กเป็นแถวไปเที่ยวสวน
อีหรอบนี้ทำรถไฟทั้งขบวน
เป็นรถด่วนไทย-จีนกลิ่นไม่ดี

เป็นรถด่วนไทย-จีนปีนขึ้นราง
เทวดาเหาะวางลงกับที่
เด็กนัดดูรถไฟไปพรุ่งนี้
โดนหมายจับข้ามปีในบัดดล

ถ้าความอดกั้นเป็นภาวะจำทน ความอดทนต้องมีขีดจำกัด

วันอาทิตย์, มิถุนายน 25, 2560

"ท่ามกลางสภาพปัญหาในการหา ‘ฉันทามติ’....It’s not gonna happen."

นิด้าโพลล่าสุด (๒๕ มิถุนา) คงไม่ต่างจากที่แล้วๆ มา ในแง่ของผลสะท้อนอะไรที่จะนำไปสู่ความเป็นจริงได้ ตราบเท่าที่กระบวนการสำรวจ (ทุกโพลไทย) ยังไม่ชวนให้น่าเชื่อถือ

แต่ก็ยังพอใช้เป็นปรอทวัดอุณหภูมิทางการเมืองได้บ้างเล็กน้อย

ครั้งนี้เป็นคำถามถึงการเลือกตั้งที่คาดว่าอาจจะมีได้ในปลายปี ๒๕๖๑ (หรือล่ากว่านั้น) ในเมื่อกฎหมายลูกต่างๆ ที่ กรธ. สปท. และ สนช. ทำหน้าที่ร่วมกันเข็นให้ข้ออ้าง โร้ดแม็พของ คสช. ดูดี ทำท่าจะขลุกขลักมากกว่าควร

เพราะบรรดานักออกกฎหมายลูกไล่ คสช. ที่มาจากการแต่งตั้งเหล่านั้น อยู่กับอำนาจ พิเศษ และซึมซับกับสิ่งเกื้อกูล หรือ ‘perks’ กันมานานกว่าสองปี จนเริ่มจะแก่วิชากันไปตามๆ แล้ว จึงได้พากันผลิตกฎหมายวิเศษต่างๆ ออกมาโดยมุ่งมาดบังคับใช้หลังจากพวกตนล่วงวัยกันไปแล้ว ดุจดังบัญชาจากสวรรค์

ไม่ว่าจะเป็นร่างกฎหมายของ สปท. ว่าด้วย มาตรฐานกลางทางจริยธรรมของสื่อมวลชนที่ ๓๐ องค์กรวิชาชีพปักหลักค้านกันอยื่ ประกาศว่า “ร่างกฏหมายในการกำกับ ดูแลสื่อ ควรเป็นร่างที่มีหลักการในการคุ้มครองและส่งเสริมการกำกับกันเองในด้านจริยธรรม ที่ไม่ใช่ให้อำนาจตามกฎหมายมาบังคับ”


หรือว่าร่าง พรป.พรรคการเมือง ที่ สนช. เอาไปสอดไส้ใส่บทว่าด้วย ไพรมารี่โหวตแบบมักง่าย จนทำให้สองพรรคการเมืองใหญ่ออกมาค้านกันอย่าง ผสานเสียงพอประมาณ


น้องม้าร์ค พรรค ปชป. ไม่ชอบเพราะห่วงปัญหา “ระบบบัญชีรายชื่อ เพราะเมื่อเราไปทาบทามคนนอกวงการเมือง...เมื่อกำหนดให้สมาชิกพรรคเป็นผู้จัดลำดับ อาจจะไม่รู้จักบางคนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงการเมือง ฉะนั้น จะเป็นอุปสรรค

ด้านพรรคเพื่อไทย ทั้งจาตุรนต์ ฉายแสง และพงศ์เทพ เทพกาญจนา กระทั่งสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ล้วนบอกไม่เอา เพราะสุกเอาเผากินเกินไป หรือเสี่ยตือ (สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล) ชาติไทยพัฒนาบอกว่า นี่เป็นอุบายกำจัดพรรคการเมือง


แม้กระทั่งกูรูใหญ่นิติบริกรอย่างปู่มีชัย ฤชุพันธุ์ ก็ยังฟึดฟัด แย้มว่า เข้มไป


โพลของนิด้าที่สุ่มถามคน ๑,๒๐๐ กว่าระหว่างวันที่ ๒๑ ถึง ๒๓ มิถุนายนนี้ ชี้ว่าตลอดสามปีที่ผ่านมา ข้ออ้างของคณะรัฐประหารเมื่อตอนยึดอำนาจใหม่ๆ ว่าเข้ามาห้ามศึกและสร้างความปรองดองนั้น ถ้าไม่โกหกทั้งเพก็เหลวทั้งยวง

ในเมื่อคำถามสามอย่างให้ผลที่ขัดแย้งกันเองอย่างยุ่งเหยิงพอควร ประเด็นแรกที่ว่าเกือบ ๕๔ เปอร์เซ็นต์เห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่สองพรรคใหญ่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล (แข่งกับพรรคทหาร) อันนี้เป็นไปตามกระแสและรูปการณ์ที่เป็นอยู่ค่อนข้างเด่นชัด

ขณะที่พอถามว่า แล้วถ้า (มีคนกลุ่มหนึ่งทำตัวเป็นหน้าม้าจัดตั้งและสนับสนุน) พรรคทหาร (เขาใช้คำว่า “จัดตั้งพรรคการเมืองพรรคใหม่ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนรัฐบาลชุดปัจจุบัน) ล่ะ

ปรากฏว่าคนที่ตอบคำถามกลุ่มเดียวกันนี้แหละจำนวนสูสีกับคำถามแรก ร้อยละกว่า ๕๓ เปอร์เซ็นต์ ดันเห็นด้วย

เพราะต้องการเห็นทางออกใหม่ ๆ ที่ช่วยลดความขัดแย้งและความวุ่นวายทางการเมือง และหากเข้ามาอย่างถูกต้องประชาชนก็ไม่ได้ติดขัดประการใด


นี่แหละคือความ ‘irony’ หรือตลกร้ายในหมู่ชาวไทยผู้สนใจการเมือง (จึงยอมตอบคำถามโพล) “ซ้ำมากกว่า” เมื่อมาถึงคำถามว่าต้องการเห็นพรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคเพื่อไทย ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลไหม ถ้าได้ลงเลือกตั้งกัน

คนกลุ่มเดิมนั้นละเกินกว่า ๖๓ เปอร์เซ็นต์ที่เห็นด้วยอีก โห คนอะไรหลายความเห็นย้อนแย้งไปมา โลเลสิ้นดี แต่ก็นะ เอกลักษณ์ไทย ไตแลนเดีย

เรื่องที่พวกวิชาการถกกันมากเมื่อเกือบอาทิตย์มาแล้วถึง ฉันทามติแบบที่ Nithiwat Wannasiri โพสต์ไว้ว่า “เสกสรรค์-เกษียร-สมศักดิ์-ธงชัย มีฉันทามติร่วมกันว่าอำนาจรัฐนี้มันเหลื่อมล้ำอยุติธรรม”

หรืออย่างที่ Thanapol Eawsakul ให้รายละเอียด “เราต้องขอบคุณคณะรัฐประหารที่ช่วยสร้าง ฉันทามติ ให้สังคมไทย

- ทหารก็เป็นเช่นเดียวกับอาชีพอื่นที่มีคอรัปชั่นเช่นเดียวกัน แต่ที่หนักกว่าคือตรวจสอบไม่ได้
- การปฏิรูปก่อนเลือกตั้งไม่มีจริง เป็นแค่โวหารเพื่อรัฐประหาร
- รัฐประหารเป็นปฏิปักษ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมือง
- ระบบราชการไทยไม่มีวิสัยทัศน์และประสิทธิภาพ การเอามาแทนระบบเลือกตั้งนั้นคือตัวถ่วงประเทศ
- เผด็จการรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งไม่มีจริง มีแต่สภาตรายาง ที่เป็นเผด็จการ ๑๐๐% ฯลฯ”

รวมทั้งที่ Piyabutr Saengkanokkul เสนอว่านิด้าโพลล่าสุด (๒๕ มิถุนา) คงไม่ต่างจากที่แล้วๆ มา ในแง่ของผลสะท้อนอะไรที่จะนำไปสู่ความเป็นจริงได้ ตราบเท่าที่กระบวนการสำรวจ (ทุกโพลไทย) ยังไม่ชวนให้น่าเชื่อถือ

แต่ก็ยังพอใช้เป็นปรอทวัดอุณหภูมิทางการเมืองได้บ้างเล็กน้อย

ครั้งนี้เป็นคำถามถึงการเลือกตั้งที่คาดว่าอาจจะมีได้ในปลายปี ๒๕๖๑ (หรือล่ากว่านั้น) ในเมื่อกฎหมายลูกต่างๆ ที่ กรธ. สปท. และ สนช. ทำหน้าที่ร่วมกันเข็นให้ข้ออ้าง โร้ดแม็พของ คสช. ดูดี ทำท่าจะขลุกขลักมากกว่าควร

เพราะบรรดานักออกกฎหมายลูกไล่ คสช. ที่มาจากการแต่งตั้งเหล่านั้น อยู่กับอำนาจ พิเศษ และซึมซับกับสิ่งเกื้อกูล หรือ ‘perks’ กันมานานกว่าสองปี จนเริ่มจะแก่วิชากันไปตามๆ แล้ว จึงได้พากันผลิตกฎหมายวิเศษต่างๆ ออกมาโดยมุ่งมาดบังคับใช้หลังจากพวกตนล่วงวัยกันไปแล้ว ดุจดังบัญชาจากสวรรค์

ไม่ว่าจะเป็นร่างกฎหมายของ สปท. ว่าด้วย มาตรฐานกลางทางจริยธรรมของสื่อมวลชนที่ ๓๐ องค์กรวิชาชีพปักหลักค้านกันอยื่ ประกาศว่า “ร่างกฏหมายในการกำกับ ดูแลสื่อ ควรเป็นร่างที่มีหลักการในการคุ้มครองและส่งเสริมการกำกับกันเองในด้านจริยธรรม ที่ไม่ใช่ให้อำนาจตามกฎหมายมาบังคับ”


หรือว่าร่าง พรป.พรรคการเมือง ที่ สนช. เอาไปสอดไส้ใส่บทว่าด้วย ไพรมารี่โหวตแบบมักง่าย จนทำให้สองพรรคการเมืองใหญ่ออกมาค้านกันอย่าง ผสานเสียงพอประมาณ

น้องม้าร์ค พรรค ปชป. ไม่ชอบเพราะห่วงปัญหา “ระบบบัญชีรายชื่อ เพราะเมื่อเราไปทาบทามคนนอกวงการเมือง...เมื่อกำหนดให้สมาชิกพรรคเป็นผู้จัดลำดับ อาจจะไม่รู้จักบางคนที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงการเมือง ฉะนั้น จะเป็นอุปสรรค

ด้านพรรคเพื่อไทย ทั้งจาตุรนต์ ฉายแสง และพงศ์เทพ เทพกาญจนา กระทั่งสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ล้วนบอกไม่เอา เพราะสุกเอาเผากินเกินไป หรือเสี่ยตือ (สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล) ชาติไทยพัฒนาบอกว่า นี่เป็นอุบายกำจัดพรรคการเมือง


แม้กระทั่งกูรูใหญ่นิติบริกรอย่างปู่มีชัย ฤชุพันธุ์ ก็ยังฟึดฟัด แย้มว่า เข้มไป


โพลของนิด้าที่สุ่มถามคน ๑,๒๐๐ กว่าระหว่างวันที่ ๒๑ ถึง ๒๓ มิถุนายนนี้ ชี้ว่าตลอดสามปีที่ผ่านมา ข้ออ้างของคณะรัฐประหารเมื่อตอนยึดอำนาจใหม่ๆ ว่าเข้ามาห้ามศึกและสร้างความปรองดองนั้น ถ้าไม่โกหกทั้งเพก็เหลวทั้งยวง

ในเมื่อคำถามสามอย่างให้ผลที่ขัดแย้งกันเองอย่างยุ่งเหยิงพอควร ประเด็นแรกที่ว่าเกือบ ๕๔ เปอร์เซ็นต์เห็นว่าเป็นไปไม่ได้ที่สองพรรคใหญ่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล (แข่งกับพรรคทหาร) อันนี้เป็นไปตามกระแสและรูปการณ์ที่เป็นอยู่ค่อนข้างเด่นชัด

ขณะที่พอถามว่า แล้วถ้า (มีคนกลุ่มหนึ่งทำตัวเป็นหน้าม้าจัดตั้งและสนับสนุน) พรรคทหาร (เขาใช้คำว่า “จัดตั้งพรรคการเมืองพรรคใหม่ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนรัฐบาลชุดปัจจุบัน) ล่ะ

ปรากฏว่าคนที่ตอบคำถามกลุ่มเดียวกันนี้แหละจำนวนสูสีกับคำถามแรก ร้อยละกว่า ๕๓ เปอร์เซ็นต์ ดันเห็นด้วย

เพราะต้องการเห็นทางออกใหม่ ๆ ที่ช่วยลดความขัดแย้งและความวุ่นวายทางการเมือง และหากเข้ามาอย่างถูกต้องประชาชนก็ไม่ได้ติดขัดประการใด



นี่แหละคือความ ‘irony’ หรือตลกร้ายในหมู่ชาวไทยผู้สนใจการเมือง (จึงยอมตอบคำถามโพล) “ซ้ำมากกว่า”เมื่อมาถึงคำถามว่าต้องการเห็นพรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคเพื่อไทย ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลไหม ถ้าได้ลงเลือกตั้งกัน

คนกลุ่มเดิมนั้นละเกินกว่า ๖๓ เปอร์เซ็นต์ที่เห็นด้วยอีก โห คนอะไรหลายความเห็นย้อนแย้งไปมา โลเลสิ้นดี แต่ก็นะ เอกลักษณ์ไทย ไตแลนเดีย

เรื่องที่พวกวิชาการถกกันมากเมื่อเกือบอาทิตย์มาแล้วถึง ฉันทามติแบบที่ Nithiwat Wannasiri โพสต์ไว้ว่า “เสกสรรค์-เกษียร-สมศักดิ์-ธงชัย มีฉันทามติร่วมกันว่าอำนาจรัฐนี้มันเหลื่อมล้ำอยุติธรรม”

หรืออย่างที่ Thanapol Eawsakul ให้รายละเอียด “เราต้องขอบคุณคณะรัฐประหารที่ช่วยสร้าง ฉันทามติ ให้สังคมไทย

- ทหารก็เป็นเช่นเดียวกับอาชีพอื่นที่มีคอรัปชั่นเช่นเดียวกัน แต่ที่หนักกว่าคือตรวจสอบไม่ได้
- การปฏิรูปก่อนเลือกตั้งไม่มีจริง เป็นแค่โวหารเพื่อรัฐประหาร
- รัฐประหารเป็นปฏิปักษ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมือง
- ระบบราชการไทยไม่มีวิสัยทัศน์และประสิทธิภาพ การเอามาแทนระบบเลือกตั้งนั้นคือตัวถ่วงประเทศ
- เผด็จการรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งไม่มีจริง มีแต่สภาตรายาง ที่เป็นเผด็จการ ๑๐๐% ฯลฯ”

รวมทั้งที่ Piyabutr Saengkanokkul เสนอว่า ท่ามกลางสภาพปัญหาในการหา ฉันทามติ (ตั้งแต่ ฉันทามติ คืออะไร อะไรจะนำไปสู่การหา ฉันทามติ) ผมขอทดลองเสนอว่า...

รณรงค์ยกเลิกอำนาจของหัวหน้า คสช. ตามมาตรา ๔๔ ดีมั้ย? จะพอเป็นประเด็นที่ทุกฝ่ายเห็นด้วยได้หรือไม่”

คงต้องตอบแบบ Trumpian ว่า “It’s not gonna happen.” ไม่มีทางที่จะเกิด

เพราะอะไรน่ะหรือ ต้องย้อนไปดูเรื่อง เอกลักษณ์ไทย ไตแลนเดียถอยกลับไปสี่ห้าย่อหน้า